อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:59:22

ตอนที่ 8 บทที่ 8

บทที่ 8

 

                พิทยากรต้องเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ เมื่อเดินมาถึงห้องของธนิศราภรณ์แล้วประตูห้องก็ถูกเปิดออกทันใด หญิงสาวเจ้าของห้องใส่ชุดแซกสีน้ำเงินเข้มผ้าลินินเรียบเก๋ ดวงหน้าถูกแต่งแต้มด้วยสีสันเข้มพอกันกับสีเสื้อ

                “เฮ้อ…คุณ” พิทยากรถอนหายใจหนัก วางตะกร้าอาหารที่หิ้วมาจากในห้องครัวลงกับระเบียงหน้าห้องแล้วหันมาจ้องใหญ่กับผู้หญิงตรงหน้า

                “ผมชวนคุณไปเดินเล่นที่หาด ไม่ได้ชวนไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนในร้านหรูนะครับ” ว่าแล้วก็เกาหัวแกรกๆ ตามนิสัยดั้งเดิม “คุณจะเปลี่ยนเสื้อได้ไหมเนี่ย มีอะไรที่มันธรรมดาๆ กับเขามั่งไหม”

                คนฟังที่คิดว่าตัวเองแต่งตัวสวยที่สุดแล้ว พอถูกติเรื่องเสื้อผ้าจึงรีบเข้าไปเปลี่ยนโดยไว หาเสื้อผ้าสีค่อนข้างสดใสให้เข้ากับทะเลหน่อย หากพอใส่ออกมาให้เขาดู ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าหวือ

                “จะไปงานแฟนซีที่ไหนล่ะเนี่ย ?”

                แล้วหญิงสาวก็ปิดประตูปัง กระแทกเสียงดังพอให้เขารู้สึกตัวว่าปากน่ะ…เพลาๆ หน่อยเวลาพูดกับผู้หญิง แล้วเธอก็เปลี่ยนชุดใหม่

                “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งแต่พอดีนะคุณ” ปากชายหนุ่มก็ยังเหมือนเดิม “ชุดบ้าอะไรเนี่ย มีโซ่ด้วย จะเอาไปคล้องคอควายที่ไหน”

                “ก็ควายคุณนี่ล่ะ”

                พอเจอสวนอย่างคาดไม่ถึง คนปากร้ายเลยได้เงียบเสียเท่านั้น ก่อนจะเอ่ยคำออกมาเบาๆ อย่างนึกได้ว่าเสียมารยาทไปมากอยู่

                “ขอโทษครับ” พิทยากรว่ายิ้มๆ ก่อนจะวาบความคิดขึ้นมาว่า “ขอดูชุดนอนคุณได้ไหม ?”

                “ชุดนอน!” คนบนเก้าอี้ร้องเสียงสูง สีเลือดเริ่มแผ่มาที่หน้าจนแดงก่ำ กึ่งโกรธกึ่งอายกับคำพูดของคนตรงหน้า...ดูสิ มีมารยาทเสียที่ไหนมาขอดูชุดนอนผู้หญิง แต่พอเห็นสายตาที่มองมาไร้จิตอกุศลเลยให้อ่อนใจ เธอกลับเข้าไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบชุดนอนผ้าคอตตอนสีอ่อนหวานมาสองสามผืนแล้วยื่นให้เขาดู

                ทันที่ที่ได้เห็น...พิทยากรก็ยิ้มละไม

                “คุณมีชุดนอนแบบนี้จริงๆ ด้วยสิ” เขามองอย่างสมใจและโล่งอก ก่อนจะเลือกชุดผ้าคอตตอนสีฟ้าคอกลม  แขนกุด จับจีบที่อกนิดหน่อยพอน่ารัก และชายกระโปรงที่ยาวกรอมเท้านั้นก็มีระบายให้ชุดดูหวาน พิทยากรยื่นชุดนั้นไปให้เธอ

                “จะให้ฉันใส่ชุดนอนไปทะเลเนี่ยนะ ?” 

                ชายหนุ่มพยักหน้าหงึกหงัก  ก่อนจะวางเสื้อลงกับตักเธอเมื่อไม่ยอมรับมันเสียที แล้วก็ทำท่าจะปิดประตูห้องให้ ธนิศราภรณ์เลยต้องจัดการกับตัวเองด้วยความจำยอม

                เพียงครู่ประตูก็ถูกเปิดออกมาอีกครั้ง พร้อมการปรากฏตัวของหญิงสาวในชุดนอนสีฟ้า

                “แบบนี้ดีแน่นะ ?” เจ้าหล่อนถามหน้ายุ่ง แต่พิทยากรรีบเลื่อนรถเข็นออกจากห้องเธอเร็วรี่พร้อมทั้งวางตะกร้าอาหารลงบนตักเธอ ผิวปากหวืออย่างอารมณ์ดีแทนคำตอบทุกอย่าง

                กระนั้นเพียงหนึ่งเมตรเขาก็หยุดชะงัก แล้วเดินอ้อมมาด้านหน้า จ้องดูหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า

                “เหมือนมีอะไรผิดสักอย่าง” เขาว่าแล้วสลัดหัว “ช่างเถอะ ไปกันต่อดีกว่า”

 

                เพียงทันทีที่มาถึงหน้าโรงแรม ก็มีใครคนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกล่องสี่เหลี่ยมแบนขนาดกว้าง 1 x 1.5 เมตร ใครคนนั้นยิ้มเยือนส่งให้ทันทีที่เห็นธนิศราภรณ์ 

                “สุขสันต์วันเกิดครับน้องแพร มีความสุขตลอดปีที่ 19 ของชีวิตนะ” เขาพูดและยื่นกล่องแบนนั้นให้เธอจับ ก่อนจะวางเอาไว้ใกล้ๆ นั้น และทันใดมายาวินก็รู้สึกเหมือนมีลูกสุนัขมาตะกุยชายเสื้อ เพียงก้มมองก็เห็นพิทยากรนั่งยองๆ เงยมาพร้อมยิ้มสว่าง

                “ทำอะไรน่ะ ?” มายาวินร้องออกมา ขณะที่พิทยากรหัวเราะแฮ่...ก่อนตอบว่า

                “เมื่อยขาน่ะคุณ ผมเลยนั่ง...ว่าแต่คุณเถอะ คุณบอกว่ายายนี่”  พิทยากรชี้ไปที่ ‘ยายนี่’ ซึ่งนั่งตาเขียวปัดอยู่บนรถเข็น  “อายุเท่าไรนะ ?”

                “19” มายาวินตอบ แล้วพิทยากรก็ทำตาปริบๆ ก่อนจะเอามือป้องหู คล้ายว่า…ไม่ได้ยิน

                “19” มายาวินบอกอีกครั้ง ทีนี้พิทยากรหันมามองมายาวินอย่างไม่เชื่อหูสักนิด

                “19” มายาวินย้ำ

                “ไม่ใช่ 22 23 หรือ 24 ?” พิทยากรหันไปมองคนบนรถเข็นทันที

                “ฉันอายุ 19 แล้วมันมีปัญหาตรงไหน”

                แม่เจ้าโว้ย! อายุ 19” พิทยากรดีดตัวลุกขึ้น  ชี้หน้าสาวน้อยบนรถเข็น 

                “อายุแค่ 19 แต่แต่งหน้าแต่งตัวยังกะคนอายุ 39 แน่ะ จะบอกให้นะ ผลไม้ถ้ามันยังไม่สุกแล้วเอาสีแดงไปทาน่ะ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ แถมยังกินไม่อร่อยด้วย คุณวิน...ยืมมือถือหน่อยสิ” ว่าเขาแล้วก็ยื่นมือไปตรงหน้ามายาวิน ซึ่งก็คว้าโทรศัพท์มือถือให้ทันใจเหมือนบ้าจี้

                พิทยากรกดตัวเลขไปจนครบแล้วยกมันขึ้นแนบหู

                “อุ๋นจิอยู่ไหนแล้ว เออ...พอดีเลย อย่าเพิ่งออกมา เอาเครื่องสำอางออกมาด้วย แล้วก็เอาน้ำยาอะไรนะ ที่ป้ายๆ หน้าลบเครื่องสำอางน่ะ เอามาให้หมดเลย เออน่า...อย่าพูดมาก แล้วก็รีบมาล่ะ”

                พิทยากรยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้มายาวิน ก่อนจะเท้าสะเอวมองสาวอายุ 19 ที่เขาเคยเข้าใจว่าเป็นเด็กสาววัย 24 …มองเธออย่างผู้ใหญ่ที่ดุเด็กทำผิด ติดกึ่งๆ จะเอ็นดู กึ่งๆ หงุดหงิดใจ และพึมพำเบาๆ ว่า

                “นึกแล้วเชียวว่ามันมีอะไรผิดไป มันอย่างนี้นี่เอง” 

                คนรอบข้างพิทยากรทั้งสองคนกำลังจะอ้าปากถามว่ามีอะไรผิด แต่เหมือนรู้ทัน พิทยากรชี้ไปที่กล่องสี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่แทบเท้าของหญิงสาว…เปลี่ยนเรื่อง

                “จะไม่แกะเหรอนั่นน่ะ ?” 

                เด็กสาวมองตามมือเขา แล้วก็เกิดความอยากรู้บ้างว่าในนั้นมันมีอะไร

                “แกะเลยได้ไหมคะพี่วิน ?”

                “ได้สิครับ”

                ทีนี้เลยสมใจพิทยากรนัก…ถ่วงเวลาได้สำเร็จ 

                แล้วของขวัญในกล่องแบนนั้นก็ถูกเปิดโฉมออกมาให้คนยล ในนั้นคือกรอบรูปขนาดใหญ่สวยงามที่มีรูปของผู้เป็นเจ้าของวันเกิดอยู่ข้างใน ผู้หญิงในภาพกำลังนั่งอยู่บนระเบียงด้านหลังบังกะโลที่พัก ทั้งเสื้อผ้าและการแต่งหน้าเข้มไม่ต่างจากที่เป็นอยู่เลย แต่อาจจะด้วยลำแสงของแดดที่ทอดผ่าน อาจจะด้วยเทคนิคของคนถ่ายที่ทำให้ภาพความคมเข้มต่างๆ จางเบา เหลือไว้เพียงความอ่อนหวานละมุนละไม ยิ่งอิริยาบถที่เอียงตัวน้อยๆ แล้วมองเฉจากกล้องไปดูอะไรสักอย่างทางด้านซ้ายมือ…ทำให้เธอดูมีเสน่ห์ชวนฝัน

                “คุณวินทำได้ไงเนี่ย ไม่เหมือนตัวจริงสักนิด” พิทยากรว่าแล้วหัวเราะเมื่อคนในภาพที่นั่งอยู่ถลึงตามองเขาแล้วชี้หน้า

                “อะไรล่ะคุณ ก็มันจริงนี่นา ดูตัวเองสิ อย่างกับยักษ์ขี้วีน ขี้โวยวาย ขี้หงุดหงิด ไม่เหมือนภาพสาวน้อยช่างฝันสักนิด” ทีนี้พิทยากรเลยได้เสียงอ่อยลงเพราะคนตรงหน้าเริ่มทำตาแดงๆ โกรธละหนึ่ง อายละหนึ่ง และเจ็บใจอีกละหนึ่ง ชายหนุ่มจึงได้แต่งึมงำว่า “ก็จริงนี่น้า…” ในลำคอ

                “พี่เขาพูดเล่นน่ะน้องแพร” มายาวินเห็นท่าไม่ดีเลยเอ่ยปากบอกพร้อมลูบหัวเธอไปมา “อย่าขี้น้อยใจนะเรา”

                “อ๊ะ อุ๋นมาแล้ว” พิทยากรจ้องไปที่ไกลๆ ซึ่งมีจักรยานคันหนึ่งลิ่วตรงมาที่เขา โดยที่ชุติกานต์เป็นคนปั่นแล้วมีคนขากะเผลกนั่งห้อยอยู่ข้างหลัง ท่าทางดีอกดีใจของพิทยากรนั้นสร้างรอยขุ่นในดวงตาของธนิศราภรณ์ได้ชั่วขณะหนึ่ง 

                ชุติกานต์มาส่งเพื่อนแล้วก็ลากลับ และเพียงทันใดที่สิริคนางค์ถือไม้เท้ายันพื้นได้มั่น พิทยากรก็แบมือ

                “ของที่สั่งน่ะได้หรือเปล่า ?”

                สิริคนางค์ยื่นถุงผ้าขนาดย่อมให้ชายหนุ่มที่ดูกระดี๊กระด๊ายังกับชะนีได้กล้วยก็ปานนั้น ก่อนที่เขาจะหันไปหามายาวิน

                “คุณวินเอากล้องมาด้วยใช่ไหม ถ่ายรูปยายนี่หน่อยสิ” เป็นอีกครั้งที่เขาชี้ไปที่ ‘ยายนี่’ ที่ฟังชื่อนี้ของตัวเองทีไรก็อารมณ์เดือดปุดเสียทุกครั้ง

                “ก็แล้วทำไมต้องมายุ่งกับฉันด้วยนะ” คำโวยวายของเจ้าหล่อนทำให้คนรอบข้างพยักหน้าอยู่ในใจอย่างงุนงงกับพฤติกรรมของพิทยากร

                …ก็อะไรจะวุ่นวายปานนั้น…   

                …เป็นบ้าอะไรของมัน…

                “โธ่…ก็คุณน่ะอายุน้อยแต่ดันแต่งหน้าอย่างคนอายุ 39 ผมเลยให้อุ๋นเอาเครื่องสำอางมาแต่งให้คุณใหม่ จะได้สวยๆ สมวัยหน่อย แล้วแต่งหน้าเข้มๆ แบบนี้มันเหมาะกับชุดที่ใส่ที่ไหนกันเล่า”

                “ไม่ต้องมายุ่ง” หญิงสาวจะเลื่อนรถหนี หากพิทยากรไม่ละความพยายาม ดึงเก้าอี้เธอไว้

                “แต่งหน้าใหม่น่า…จะได้เข้ากับชุด” 

                “แต่งหน้าใหม่น่ะได้ แต่จะไม่ถ่ายรูปตอนนี้ จะเอาไว้ให้ดูเหมือนไปทำศัลยกรรมมาหรือไง before กับ after น่ะ”

                …อ๊ะ…รู้ทัน...พิทยากรตาโตมองคนบนเก้าอี้อย่างไม่นึกไม่ฝันว่าจะถูกจับได้ แล้วก็เลยหัวเราะออกมาอย่างชื่นบาน

                “คุณนี่ฉลาดแฮะ”

                เพียงเท่านั้นเลยเรียกรอยยิ้มให้เกิดบนใบหน้าของมายาวินและสิริคนางค์ได้ พิทยากรยื่นถุงเครื่องสำอางให้คู่แฝดแล้วยกมือขึ้นกอดคอหญิงสาวอย่างสนิทสนมพลางบอก

                “แต่งหน้าให้เขาดูสมกับเป็นสาว 19 นะอุ๋น”

                กิริยานั้นทำให้ตาขวางๆ ของธนิศราภรณ์บังเกิดมีอีกคราหนึ่ง และวูบนั้นพิทยากรเองก็มองเห็นแต่เข้าใจไปเสียว่าเป็นวูบของความดื้อรั้นของเด็กสาวมากกว่าอย่างอื่น ไม่ได้เอะใจเพียงนิดว่า…วูบหนึ่งนั้นจะนำพาความร้าวใจให้เขาได้ในเวลาไม่นานหลังจากนั้น

                สิริคนางค์เขยกขาพาเด็กสาวบนรถเข็นเข้าไปในห้องน้ำ โดยที่มายาวินเป็นคนช่วยถือเครื่องสำอางให้ และมีพิทยากรคอยเลื่อนรถล้อให้ธนิศราภรณ์

                คนหนึ่งเอาใจคนบนเก้าอี้

                คนหนึ่งเพื่อเอาใจเจ้าของเครื่องสำอาง

 

                ธนิศราภรณ์นิ่งมองผู้หญิงในกระจกที่หน้าขาวซีดไร้สีสัน หลังถูกล้างเครื่องสำอางออกจนหมด สิริคนางค์ลงครีมบำรุงลงบนใบหน้าที่ปราศจากสีสันนั้น ก่อนจะลงแป้งฝุ่นตลอดใบหน้า

                “หลับตาค่ะคุณแพร”

                ธนิศราภรณ์ทำตามที่สิริคนางค์บอกทุกอย่าง หากในใจมีถ้อยคำเป็นร้อยเป็นพันสงสัย

                ทาแค่ครีมบำรุงผสมครีมรองพื้นเนื้อบางเบานี่หรือจะสวย ใช้แค่แป้งฝุ่นตบหน้านี่หรือจะสมวัย ไล้บรัชออนสีชมพูอ่อนขวางตลอดสองข้างแก้มน่ะหรือจะน่ารัก ใช้อายแชโดว์สีฟ้าใสๆ น่ะหรือจะดูดี ใช้พู่กันจุ่มอายแชโดว์สีน้ำตาลอ่อนไล้โครงคิ้วแทนดินสอสีเข้มน่ะหรือจะงดงาม แค่มาสคาร่าปัดขนตาบางเบาเท่านั้นเองหรือ และแค่ลิปกรอสสีชมพูใส….

                ธนิศราภรณ์กะพริบตาปริบๆ ขณะมองผู้หญิงในกระจก ผู้หญิงคนหนึ่งที่แสนอ่อนหวานจ้องมองเธออยู่ไม่วางตา 

                “ว้าว” พิทยากรยกนิ้วโป้งทั้งสองข้างขึ้นบ่งบอกความรู้สึกเมื่อสิริคนางค์เรียกคนทั้งคู่ที่รออยู่หน้าห้องน้ำหญิงเข้าไปรับตัวเธอได้  และพร้อมกันนั้นมายาวินก็เข้ามาลูบหัวน้องสาวตัวเองพลางยิ้มอ่อนๆ เอ่ยคำที่ทำให้หัวใจเด็กสาวพองโต

                “สวยมาก”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น