อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 11:00:18

ตอนที่ 9 บทที่ 9

บทที่ 9

 

                พิทยากรหยุดกึกทันทีที่มาถึงแดนทรายหลังจากพ้นโรงแรมมาแล้ว ก่อนจะหันไปมองเก้าอี้ล้อของธนิศราภรณ์ที่มายาวินเป็นคนเลื่อนให้…มองแล้วพลางขมวดคิ้วว่า 

                …แล้วจะลากกันเข้าป่าทรายยังไงเล่านี่…

                ชายหนุ่มมองหน้ามายาวิน แล้วก็มองไม้เท้าของแฝดสาวที่ใช้คำยันตัวเองอยู่ แฝดสาวของเขาที่จริงก็แค่เจ็บนิดหน่อยใกล้หายแล้ว เดินเองสบายแล้ว…นั่นสิ ทุกวันนี้ก็ไม่ต้องพึ่งพาใคร ดังนั้นพิทยากรจึงกลับมามองมายาวินอีกครั้ง 

                “คุณแบกเก้าอี้พร้อมคนไหวไหม ?”

                มายาวินยิ้มรับอย่างเข้าใจเจตนาแจ่มแจ้ง ไม่ตอบคำแต่หันไปหาสิริคนางค์ทันที 

                “ฝากหน่อยนะอุ๋นจิ” เขาเรียกเธออย่างที่เพื่อนๆ เรียก แล้วก็คล้องกระเป๋ากล้องและขาตั้งไว้กับบ่าของสิริคนางค์อย่างไม่เกรงใจ “ผมรู้ว่าคุณแข็งแรง” เขาว่าแล้วก็หันไปช่วยพิทยากรยกบัลลังก์เงินเงินขึ้นเหนือทราย พากันเดินนำไปข้างหน้า หาที่ดีๆ นั่งกินขนม

                ผู้หญิงบนบัลลังก์เงินลำคอเชิดระหงสมเป็นเจ้าหญิงชะมัด แต่ไม่รู้ทำไมสิริคนางค์กลับพานนึกถึงพระถังซำจั๋งเข้าจั๋งหนับ  พระถังที่มีลูกศิษย์เอกอย่างหงอคงและศิษย์รองอย่างตือโป้ยก่ายคอยแบกเก้าอี้ให้นั่งต่างม้า และก็มีตัวอะไรน้าที่ใครก็ไม่ค่อยจำชื่อคอยแบกของรั้งท้ายอยู่เป็นประจำ…ไก่…เจ้าไก่ที่ชื่ออะไรไม่รู้นั่นน่ะ เหมือนเธอตอนนี้ไม่มีผิดเลย แล้วเจ้าไก่อย่างเธอยังต้องเขยกขาเดินอีกด้วย!!

                ทันทีที่ปูเสื่อและวางของเสร็จ มายาวินก็อุ้มน้องสาวให้นั่ง เพียงเท่านั้นพิทยากรก็รีบไปเกาะบ่าธนิศราภรณ์  โบกมือหยอยๆ ให้มายาวินถ่ายรูปคู่ให้ ถึงแม้ว่าสาวน้อยจะไม่เต็มใจถ่ายรูปกับเขาสักนิด แต่ชายหนุ่มก็ยิ้มรื่น

                มายาวินเพลินกับการถ่ายรูปและสอนพิทยากรถ่ายรูปอยู่นาน กว่าจะหันไปหาสิริคนางค์ก็เมื่อเห็นเธอทรุดตัวลงนั่งอยู่บนผืนทรายที่ห่างออกไปหลายเมตร พร้อมกระป๋องเบียร์ที่ไม่รู้ไปซื้อตั้งแต่ตอนไหนวางอยู่ข้างตัว

                เขาส่ายหน้าน้อยๆ ให้กับภาพที่เห็น แต่บางอย่างก็ดึงดูดให้ส่องกระบอกกล้องไปที่เธอพลางเดินเข้าหา…ใกล้เข้า…ใกล้เข้า 

                สิริคนางค์หันขวับทันทีที่ได้ยินเสียงลั่นชัตเตอร์และมองคนถือกล้องตาวาว แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยปากด่าอย่างใจคิดคนถือกล้องก็ประชิดตัวเสียก่อน แล้วคว้าหมับกระป๋องเบียร์ของเธอขึ้นซดอักๆ หมดในคราวเดียว แถมคว่ำกระป๋องให้ดูเป็นขวัญตา 

                “เป็นผู้หญิงกินเหล้ากินเบียร์ไม่สวยเลยคุณ”  

                “มันน่าโมโหไหมเล่าเนี่ย”

                สิริคนางค์หมายจะลุกขึ้น ครืนๆ อยู่ในใจว่าขอเตะอีตานี่สักป้าบ หากจะลุกก็ติดที่ขายังปวดๆ จะใช้ไม้เท้าหรือก็ขี้เกียจคว้าให้ลำบากมือไม้ เลยได้แต่มองเขาอย่างขัดใจเท่านั้น ขณะที่มาวินเมื่อเห็นท่าขัดใจของหญิงสาว ไม่รู้เป็นอะไรที่ก็รู้สึกมันเขี้ยวขึ้นมา ยกกล้องขึ้นถ่ายอย่างสนุก

                “แล้วจะถ่ายทำไม ?”

                “คุณโกรธแล้วน่ารักดี แต่จะให้ดีผมว่าอย่าโกรธเลย ยิ้มๆ บ้าง จะได้ไม่แก่”

                “ฉันยิ้มให้แขกมาทั้งวันจนเกือบบ้าอยู่แล้ว หมดเวลายิ้มแล้ว” 

                ฟังเธอว่าแล้วชายหนุ่มก็หัวเราะฮ่าๆ ไม่มีมาดขรึมขลังของเจ้าชายหน้ากากที่เห็นเมื่อตอนแรกเลยสักนิด

                “คุณนี่ตลกดี” ชายหนุ่มว่าพลางก็ถ่ายรูปอีก ทีนี้หญิงสาวอ่อนใจเสียแล้ว เลยไม่ด่าว่าโวยอันใด กลับคว้าแซนวิชที่เอามาจากตะกร้าอาหารของวุ้นเส้นขึ้นมากัดกิน และนั่นดูจะทำให้มายาวินสนุกกับการถ่ายรูปเธอมากขึ้นไปเสียอีก ก่อนจะชวนเธอมาขุดปูลมเพื่อเขาจะได้ถ่ายรูปเก็บไว้

                โดยที่ไม่เห็นเลยว่า สายตาสองคู่จับจ้องเขาอยู่ไม่ห่างออกไปเลย

                “เคยก่อปราสาททรายไหมคุณ ?” พิทยากรเบี่ยงความสนใจจากคนทั้งคู่มาที่เขา อย่างรู้นิสัยรั้นๆ ของคนข้างๆ ดีจึงเอ่ยต่ออีกว่า “แต่คุณหนูอย่างคุณคงไม่เคยเปื้อนดินเปื้อนทรายหรอกมั้ง คงทำไม่เป็น”

                เพียงเท่านั้นคนข้างกายก็ต่อถ้อย

                “ฉันทำเป็น แต่ฉันไม่ทำ” 

                ไม่หลงกลแฮะ…พิทยากรรำพึงในใจ ก่อนที่จะหันมานั่งริมขอบเสื่อ ไถทรายก่อเป็นกองสร้างปราสาทอย่างลวกๆ ไม่สนใจ ไม่แคร์ ไม่รับรู้ว่ามีคนนั่งอยู่ด้วยข้างๆ กลับนั่นต่างหากที่ทำให้เธอหันไปสนใจเขาบ้าง พลางทำหน้าเหมือนไม่เชื่อสายตาว่า พ่อครัวที่ทำอาหารได้มากมายที่จะต้องแร่ปลาได้เก่งกาจ ละเอียดในการทำอาหาร รู้จักตกแต่งหน้าอาหารให้เก๋ไก๋ 

                แต่ทำไม…ก่อปราสาทหยาบช้าเป็นบ้า!

                “ทำไม่ได้เรื่องเลย นี่...จะทำให้ดู”

                เสียงที่ดังอย่างขัดอกขัดใจจากคนข้างหลังทำให้พิทยากรแอบยิ้ม

                กลสอง…ปลาติดเบ็ดแล้ว!!!

                เขาไถกองทรายทั้งหมดมาให้เธอ แล้วเลยเอาแต่นั่งมองเด็กสาวก่อปราสาทอย่างตั้งใจและมุ่งมั่นอย่างกับจะเอาไปประกวด ลอบมองแล้วก็ซ่อนยิ้มไว้ในดวงตา ชื่นใจเหมือนเห็นดอกแรกแย้มบานของไม้ที่เพียรปลูก หากพลันรอยยิ้มในดวงตาก็หายไป เมื่อเหลือบเห็นท่อนขาของเด็กสาวที่เลยออกมาจากผืนผ้าที่เธอคลุมเอาไว้…ท่อนขาที่ลีบเล็กแทบจะเท่าลำแขนเขา และพลันเขาก็ต้องตกใจยิ่งกว่า เมื่อพบว่าปลายนิ้วเท้าข้างหนึ่งที่โผล่พ้นผืนผ้ามานั้น…กระดิกได้

                พิทยากรแทบโผเข้าไปเอาหัวจ่อกับเท้าของหญิงสาว ไม่สนใจอาการตกใจของเธอที่ถ้าเป็นไปได้คงถีบหน้าเขาไปแล้ว

                “นิ้วเท้าคุณกระดิก คุณกระดิกเท้าได้เหรอ ?” ชายหนุ่มเงยมองคนตรงหน้าอย่างตื่นเต้น “หรือกล้ามเนื้อกระตุกเฉยๆ”

                “ไม่รู้สิ แต่เมื่อกี้ไม่ได้กระดิกเท้านะ” หญิงสาวมองเรียบๆ  ไม่มีท่าทีตื่นเต้นอันใด

                “แล้วปกติคุณกระดิกเท้าได้หรือเปล่า ?” 

                “บางวัน…บางวันไม่มีแรงหรือขี้เกียจก็ไม่อยากกระดิกมัน” ฟังเธอว่าแล้วเขาต้องรีบจับลำแข้งแบบบางของเธอ

                “ขอโทษนะ ขอผมดูชัดๆ หน่อย” พิทยากรค่อยๆ ใช้มือไล้และบีบเป็นจุดๆ ลงที่ท่อนขาเธอ ทำเป็นมองไม่เห็นดวงตาที่ถลึงมองมาอย่างหวงตัวของคนที่ไม่มีแรงดึงขากลับ ชายหนุ่มเอาแต่บีบพลางถามว่า “คุณรู้สึกไหม ตรงที่ผมจับ คุณเจ็บไหม ?”

                “ก็บีบแรงอย่างนั้นไม่เจ็บก็โง่แล้ว”

                พอรู้คำตอบจากปากมอมๆ ของเธอแล้ว ชายหนุ่มก็ถอนหายใจเฮือกหนัก ก่อนจะสบตาเธอ…มอง…อย่างผู้ใหญ่ดุเด็ก

                “ทำไมไม่หัดเดิน กล้ามเนื้อคุณมันฝ่อเพราะมันไม่ได้รับการออกกำลังกาย ที่คุณไม่มีเรี่ยวมีแรงเพราะคุณเอาแต่นั่งอยู่บนรถเข็น ที่มันลีบมันเล็กเพราะคุณเอาแต่ใช้คนอื่นทำอะไรต่างๆ ให้ รู้บ้างหรือเปล่าว่าทำแบบนี้คุณจะกลายเป็นคนพิการเข้าจริงๆ อยากนั่งรถไปตลอดชาติหรือไง” 

                เสียงที่เริ่มดุขึ้นเรื่อยๆ ของชายหนุ่มทำให้คนปากมอมเมื่อครู่ต้องเม้มปากแน่น มีบางอย่างคับอยู่ในอกแล้วล้นออกมาทางดวงตา และนั่นทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจอีกครั้ง…เป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน…ไม่กล้านับ

                …ให้มันได้อย่างนี้สิ…เขาครางอยู่ในลำคอ ก่อนจะกระแทกตัวนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตานิ่ง เพียงครู่ก็ลืมตาขึ้นมาใหม่ จับจ้องใบหน้าของคนที่มีดวงตาแดงก่ำที่จ้องมองเขาไม่วางตาเช่นกัน

                “ผมจะนวดให้” เพียงสิ้นคำนั้น ธนิศราภรณ์ก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างสุดฉงน “ผมเคยเรียนเรื่องนวดแผนโบราณให้ผ่อนคลาย ให้มีเรี่ยวแรงอะไรอย่างนั้นน่ะ เคยเรียนมานิดหน่อย และยังใช้การได้ ผมจะนวดให้คุณตอนเช้าและเย็นทุกวัน เผื่อกล้ามเนื้อคุณจะแข็งแรงขึ้น และจะพาไปหาหมอ ไปกายภาพบำบัดกันใหม่ ถ้าหากว่าคุณไม่รังเกียจและยังอยากเดินได้ อยากมาวิ่งแข่งกับผมได้” 

                ดวงตาของหญิงสาวยังไม่สิ้นฉงน พิทยากรขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด

                “จะนวดให้ตอนนี้ก็ยังได้เลย” 

                ดูเถอะ ดูสายตามุ่งมั่นของคนตรงหน้าธนิศราภรณ์เถอะ ทำไมนะ ทำไมต้องมายุ่งกับเธอนักหนา คนอื่นยังไม่ยุ่งไม่เกี่ยวเลย พ่อแท้ๆ ยังไม่สังเกตสังกาหรือสนใจเธอขนาดนี้เลย แล้วเขาเป็นใครกัน…เป็นใครถึงมายุ่ง มาบังคับเธอกินข้าว มาลากไปเที่ยว มา…จะให้เดิน มา…จะนวดให้…เป็นใครกันเขาน่ะ…

                “อ้าว เลยร้องไห้เลย”

                ชายหนุ่มหันรีหันขวางหาอะไรสักอย่างมาเช็ดน้ำตาให้ แต่ไม่ได้เตรียมอะไรมารับสถานการณ์แบบนี้เสียหน่อย

                “อ้าว เลยเอามือป้ายเลย”

                ชายหนุ่มส่ายหน้าหวือเมื่อคนตรงหน้ายกมือปาดน้ำตาป้อยๆ เลอะไปหมดทั้งหน้า เอาไงล่ะนี่…เลยทีนี้…เลย…ได้แต่ยกมือวางบนหัวแม่ขี้แยเสียเท่านั้น

                เขาไม่รู้หรอกว่าแค่เท่านั้น...ก็ได้ทำให้หัวใจของคนคนหนึ่งอบอุ่นนักแล้ว

                “กินอะไรในตะกร้าไหมคุณ ?” แต่เฮ้อ…ไม่โรแมนติกเสียเลย

                “ไม่กิน” คนเช็ดน้ำตาป้อยว่าแล้วหันมามองเขานิ่ง รอยน้ำตายังไม่แห้งหาย แต่รอยหนึ่งเพิ่มขึ้นมาในดวงตาของเธอ…รอยที่ไม่ได้แปลว่าเสียใจ

                “คุณบอกว่าจะนวดให้ไม่ใช่เหรอ ?”

                เพียงคำนั้น ชายหนุ่มก็เผยรอยฟันขาวสะอ้าน ดำเนินการตามที่บอกเธอเอาไว้ทันที

                “ทำไมคุณดีกับฉันจัง” 

                พิทยากรเงยมองคนพูดที่เหม่อมองออกไปไกลแสนไกล รู้ว่าเธอไม่ได้ต้องการคำตอบจึงนิ่งเสีย ปล่อยให้เธอพูดอย่างที่อยากพูด

                “ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ใครๆ ก็ชอบแกล้งฉัน ผู้ชายในห้องชอบเปิดกระโปรง หาหนอนหาไส้เดือนมาปล่อย ผู้หญิงก็ชอบขโมยของ ตีได้เป็นตี โตขึ้นมาหน่อยก็มีเพื่อนเยอะดี แต่พอฉันโดนรถชนเพื่อนที่ว่าก็ไม่เหลือสักคน”

                ฟังเธอเล่าแล้ว ชายหนุ่มเลยคันปากยิบๆ และไม่อาจยั้ง

                “เพื่อนที่คุณคบตอนโตน่ะ เป็นเพื่อนกิน ดีแล้วที่เขาออกจากชีวิตคุณไปเสีย เด็กผู้หญิงที่แกล้งคุณบางทีอาจเพราะอิจฉาที่มีคนมาชอบคุณมากกว่า ก็เพราะเด็กผู้ชายที่แกล้งคุณน่ะ เขาชอบคุณนะ แต่เขาไม่รู้จะเข้าไปรู้จักด้วยวิธีไหน นิสัยของผู้ชายเราน่ะ ถ้าชอบใครเราจะแกล้งคนนั้น ผมรู้ดี”

                “เหมือนพี่วินนั่นใช่ไหม ?” 

                พิทยากรมองเธออีกครั้ง ก่อนจะเลยมองไปยังจุดๆ หนึ่งที่เธอทิ้งสายตาเอาไว้

                มายาวินกำลังกวักน้ำทะเลขึ้นสาดแฝดสาวของเขาที่ยืนด้วยขาข้างเดียว ยกขาข้างเจ็บขึ้นและร่ำๆ จะยกไม้เท้าขึ้นฟาดคนกวักน้ำเสียให้รู้แล้วรู้รอด

                แม้เหมือนจะห้ำหั่นกัน…แต่ที่จริงไม่ดูเป็นศัตรูกันสักนิด

                กลับยิ่งดูยิ่งสนิทสนม

                “ผู้ชายโตๆ บางคนก็มีนิสัยเป็นเด็กน่ะ” พิทยากรว่าพลางหัวเราะแล้วหันมานวดขาให้หญิงสาวต่อ และก็เป็นการดึงเธอให้กลับมามองที่เขา คนครัว…ที่กลายร่างเป็นผู้ชายแสนดุ และมาเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ไปแล้วในตอนนี้

                แปลกที่ว่าไม่ชอบเขาสักนิดเมื่อแรกเจอ

                แปลกที่ว่าเขาก่อความรำคาญให้ทุกครั้งที่เจอ

                แปลกที่ว่าเพียงวันเดียว…วันเดียวเท่านั้นหลายอย่างก็พลิกผัน เพราะเขา…กลับนำความอบอุ่นมาเยือนหัวใจได้อย่าง…ไม่อยากเชื่อเลย

 

                “ทำไมคุณชอบถ่ายรูปนักล่ะ ?” ผู้หญิงผมกระเซิงนั่งหอบอยู่บนหาด หลังจากเหนื่อยหนักกับการกะเผลกไล่คนขาดีที่เอาแต่แกล้งเธอไม่หยุดหย่อน

                “พ่อผมเป็นช่างภาพ” คนตอบทรุดลงนั่งข้างๆ คนขาเจ็บแล้วหอบพอกัน ก่อนจะหันมายิ้มให้คนข้างๆ เสียหอบหนึ่งแล้วเล่าต่อ “ถ่ายภาพให้นิตยสารท่องเที่ยวน่ะครับ ผมเลยฝัน…อยากเป็นช่างภาพเหมือนพ่อ แต่พอดีช่วงหนึ่งที่พ่อกับแม่มาเยี่ยมอาศุภชัยแล้วคิดจะทำอาหารกินกันเอง แม่ผมกับแม่ของน้องแพรเลยชวนกันออกไปซื้อของแล้วให้พ่อไปส่ง ทิ้งผมกับแพรเล่นกันอยู่ที่นี่กับอาศุภชัย...แล้วก็ไม่กลับมารับผมอีกเลย รถชน…ตอนขากลับแล้วล่ะครับ ตอนนั้นผมอายุ 11 แพรอายุ 4 ขวบเองมั้ง 15ปี แล้วล่ะที่อาศุภชัยเลี้ยงดูผมมา และช่วง 15 ปีนี่เองที่ผมต้องเก็บความฝันเรื่องเป็นช่างภาพให้เหลือเป็นแค่งานอดิเรก เพราะผมต้องทำอะไรตอบแทนอาท่าน คอยดูแลแพร คอยดูแลโรงแรม แค่เท่านั้นวันหนึ่งก็หมดไปแล้ว ยิ่งตอนแพรขาเจ็บผมยิ่งเหนื่อย ไม่มีเวลาถ่ายรูป และไม่ค่อยได้ยิ้มเลยจนโดนคนเขาค่อนว่าเป็นเจ้าชายหน้ากากยังไงล่ะ ก็มีแต่คุณที่ทำให้ผมรู้จักยิ้มอีกครั้ง”

                ฮะ…สิริคนางค์หันไปมองคนที่รู้จักยิ้มอีกครั้งแล้วให้งงนัก เอ…เมื่อกี้เธอถามเขาว่าอะไรนะ แล้ว…มาลงที่คุณทำให้ผมรู้จักยิ้มอีกครั้งได้ยังไงนะ โอ๊ะ…กะโหลกจะบวมเสียแล้วไหมล่ะ 

                “แล้ว…ญาติๆ คุณไปไหนหมด ?” 

                เออแน่ะ…เข้าใจถาม

                “แย่งกันเป็นผู้จัดการมรดก แล้วก็ลืมผมไปนานแล้ว” คนตอบตอบพร้อมรอยยิ้ม ไม่ทุกข์ร้อนใดกับเรื่องราวของอดีตอีกแล้ว

                “แล้วพ่อแม่คุณกับ M.D. ศุภชัยเป็นอะไรกัน ?”

                “เพื่อน”

                “แล้ว…คุณไม่ใช่คู่หมั้นของคุณแพรหรอกหรือ ?” 

                คำถามนี้ทำเอาชายหนุ่มนิ่งงัน นาน…ก่อนจะเอ่ยคำ

                “มันเป็นความคิดของอามังครับ ท่านอยากให้ผมดูแลแพรเพราะคงไม่มีใครให้ไว้ใจอีกแล้ว อาเริ่มพูดว่าผมต้องดูแลแพรก็ตอนที่แพรโดนรถชนจนเป็นแบบนี้ วันนั้นแพรกับเพื่อนจะตามผมไปเที่ยวผับด้วยหลังสอบเสร็จ แพรเขาแต่งตัวช้า ผมเลยลงจากคอนโดแล้วข้ามถนนไปที่รถเพื่อนที่จอดรออยู่อีกฝั่งก่อน แต่แพรเขาเข้าใจว่าผมจะทิ้งเขาเลยวิ่งตามลงมาแต่ไกล เขาวิ่งข้ามถนนไม่ดูรถ…ขาเลยเป็นแบบนี้ เขานอนโรงพยาบาลหลายเดือนเลย และก็เลยดร็อปเรียนไปด้วย แต่ปรากฏว่าพอแผลหายแล้วแพรก็ยังเดินไม่ได้ หมอบอกเราว่าทุกอย่างโอเค ยกเว้นใจคนป่วย  ผมว่าเป็นเพราะแกเสียใจที่เพื่อนที่เคยเคบกันหายหน้าไปหมด และผู้ชายคนหนึ่งที่แพรมีทีท่าว่าชอบพอก็หายหน้าไปเหมือนกัน เลยไม่ยอมเดิน เลยไม่มีกำลังใจ และตั้งแต่นั้นก็ติดผมแจ”

 

                “คุณไม่ได้รักคุณวินหรอก...ผมว่า” พิทยากรเอ่ยคำทันทีที่ฟังธนิศราภรณ์เล่าเรื่องราวมากมายให้ฟังเหมือนอยากระบายส่งที่อัดอั้นมานาน “คุณติดคุณวินอย่างคนที่ไม่ที่พึ่งน่ะ แต่ไม่ได้รักอย่างที่ผู้หญิงรักผู้ชาย” 

                “ทำไมจะไม่รัก ก็พี่วินเป็นคู่หมั้นฉัน พ่อก็คิดเอาไว้ตั้งแต่ตอนเราเป็นเด็กเลยด้วยซ้ำ สักวันเราจะแต่งงานกันและมีลูกด้วยกัน” คำเถียงของหญิงสาวทำให้พิทยากรเพียงเหลือบมอง

                “แล้วคุณคิดว่าเมื่อไหร่ดีจะมีเซ็กส์กับคุณวิน ก่อนแต่งหรือหลังแต่ง ?”

                “จะบ้าหรือไง ใครจะไปมีเรื่องแบบนั้นกับพี่ชายตัวเอง บาปจะกินหัวเอาสิ ไอ้…คนคิดสกปรก!”

                พิทยากรฟังคำสวนโดยเร็วของเธอแล้วพยักหน้าช้าๆ แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

                “คุณคิดจะมีลูกกับคนที่คุณรักโดยไม่คิดจะมีอะไรกันหรือคุณ อย่าการ์ตูนหน่อยเลย เด็กมันไม่ได้ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ได้นะคุณ และที่ว่ามีเซ็กส์กับพี่ชายตัวเองเป็นบาปน่ะ จะเถียงอีกไหมว่าไม่ได้รักเขาอย่างผู้หญิงรักผู้ชาย”

                ธนิศราภรณ์พลันนิ่งอึ้ง อึ้งที่เพียงหลอกล่อไม่กี่คำ เธอก็เผยความในใจของตัวเองออกมา และความในใจบางอย่างนั้นกระทั่งตัวเองยังเพิ่งเท่าทัน

                “แต่พี่วินเป็นคนที่เหมาะสมกับฉันที่สุดแล้ว”

                ไม่ไกลกันนั้น...คนอีกคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ก็กำลังคุยในเรื่องเดียวกับพิทยากรและธนิศราภรณ์

                “จริงอยู่ ความเหมาะสมที่คุณว่ามันเป็นสิ่งน่าคิด” มายาวินเอ่ยปากแล้วมองไปเวิ้งทะเลกว้าง “ไม่ว่าทางฐานะ การงาน หน้าที่ หน้าตา หรืออะไรก็ตามแต่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรจะตัดสินว่าคนคู่นั้นเหมาะสมกันหรือไม่  คือหัวใจนะครับ เราต้องดูว่าคนคู่นั้นมีใจตรงกันหรือเปล่า ชอบพอกันไหม จะเดินไปด้วยกันได้หรือเปล่า” 

                สิริคนางค์ฟังเขาเอ่ยแล้วมองไปไกลกว่าเวิ้งทะเล ไม่เอ่ยคำใดออกมาอีก เช่นเดียวกับคนข้างๆ และคนอีกคู่หนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกัน

                เวิ้งทะเลที่มีสีทองพาดเป็นเงา บัดนี้เริ่มถูกสีน้ำเงินกลืนกินทั่วพื้นที่แล้ว เพียงความมืดคืบคลานเข้ามา ชั่วแวบนั้นตะเกียงดาราก็เผยตัวขึ้นบนน่านฟ้า พร้อมพรั่งด้วยแสงไฟที่เผยลำแสงทีละดวงๆ บนลานดิน…จนสว่างไสว

                และนั่นเป็นเวลาที่คนทั้งสองคู่ริมหาดเลือกที่จะกลับรังของตน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น