อัปเดตล่าสุด 2019-05-15 14:19:54

ตอนที่ 1 บทที่ 1

บทที่ 1

 

             งานสัมมนาวิชาการจบลงตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ และช่วงค่ำจะเป็นการจัดเลี้ยงฉลองทั้งวาระการปิดสัมมนาที่ผ่านไปอย่างราบรื่น รวมถึงฉลองที่ปีนี้ทางโรงเรียนมัธยมที่กันตาสอนอยู่ นักเรียนแต่ละระดับมีผลงานในการเข้าร่วมแข่งขันวิชาการดีเยี่ยม อีกทั้งผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละระดับชั้นเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งนั่นก็เป็นทั้งจากตัวเด็กเองและคณะครู-อาจารย์ที่ตั้งใจถ่ายทอดวิชากันอย่างเต็มที่ จนทางโรงเรียนได้รับรางวัลโรงเรียนตัวอย่างจากทางกระทรวงฯ

             ส่งผลให้โรงเรียนที่กันตาสอนอยู่ซึ่งปกครองในนิติบุคคล...โดยส่วนกลางและมีรายได้จากทางอื่นๆ อีกเช่น สหกรณ์ คอนเสิร์ตนักเรียน และมีผู้ใหญ่ใจดีบริจาคเพื่อการสัมมนาโดยตรงฯลฯ ในปีนี้จึงได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น การสัมมนาคราวนี้จึงบินมาไกลถึงกระบี่ และพักในรีสอร์ตหรูระดับห้าดาว

             ช่วงระหว่างรองานเลี้ยงหลายคนจึงกลับไปพักผ่อนที่ห้องพัก บ้างก็ไปเดินเล่นชายหาด เรียกว่าใครใคร่กิจกรรมใดก็เป็นเวลาส่วนตัวก่อนมารวมตัวกันอีกครั้งริมสระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับจัดงานเลี้ยงแบบค็อกเทลในคืนนี้

             กันตาออกมาเดินเล่นเรื่อยเปื่อยคนเดียวริมหาดส่วนตัวของโรงแรม ความคิดของเธอไหลเอื่อยไปถึงข่าวคราวของป้อ ปริตต์ ลามเลยไปถึงความทรงจำวัยเยาว์มากมาย กระทั่งเสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้นหญิงสาวจึงยกขึ้นรับสาย

             “ว่าไงปุ๊กลุก”

             “แกสัมมนาเสร็จรึยัง” เสียงปลายสายถามตื่นเต้นระคนร้อนรน

             “เสร็จแล้ว” กันตาตอบงงๆ

             “จริงเหรอ? แกรู้ไหมตอนนี้ป้อก็อยู่ที่กระบี่ด้วยแหละ ไม่แน่นะเขาอาจจะพักโรงแรมเดียวกับแกก็ได้ ฉันเห็นเขาโพสต์ในทวิตเตอร์แต่ไม่ยักบอกแฮะว่าพักโรงแรมไหน กรี๊ด! ถ้าแกได้เจอเขาก็ดีสินะ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปมาฝากฉันล่ะ”

             กันตาส่ายหน้ายิ้มๆ เรื่องคลั่งป้อ ปริตต์ไม่มีใครเกินเพื่อนเธอจริงๆ

             “กระบี่ไม่ใช่เล็กๆ นะยัยปุ๊กลุก แถมโรงแรมหรูก็มีออกเยอะแยะ ถ้าเขาจะมาพักเขาคงพักโรงแรมหรูกว่าที่ฉันสัมมนา ที่สำคัญเขาคงไม่ให้ใครรู้ง่ายๆ หรอก มาพักส่วนตัวทั้งทีเรื่องอะไรจะให้คนอื่นรบกวน”

             …ยิ่งเป็นนายป้อด้วยแล้ว นายนั่นยิ่งไม่ยอมให้ใครรบกวนเวลาส่วนตัวเด็ดขาด...กันตานึกต่อในใจ

             “แหม...มันก็ไม่แน่หรอกนะ แกลองไปว่ายน้ำ เล่นเรือใบ เจ็ทสกี หรือกีฬาอะไรสักอย่างสิ ป้อเขาชอบเล่นกีฬา และเขาชอบผู้หญิงเล่นกีฬา อาจจะบังเอิญจ๊ะเอ๋กันก็ได้นะ กรี๊ด! แค่คิดฉันก็แทบอยากนั่งเครื่องบินไปกระบี่ตอนนี้เลยยัยเกี๊ยว”

             แม้จะไม่ได้คุยกันแบบวีดีโอคอล แต่กันตาแน่ใจว่าตอนนี้ปริดาคงกำลังเต้นเร่าๆ พร้อมกับทำหน้าเพ้ออย่างที่ชอบทำเป็นประจำเวลาพูดถึงขวัญใจของตัวเอง

             “เอาเถอะย่ะ ถ้าฉันมีวาสนาได้เจอเขาริมสระน้ำ ฉันจะรีบกระโดดลงไปแหวกว่าย เผื่อเขาจะสนใจกระโจนลงไปให้ถ่ายรูปไปฝากแก” กันตาประชดเสียงกลั้วหัวเราะอย่างนึกสนุก ไม่เห็นเป็นจริงเป็นจัง ทว่าปริดากลับร้องกรี๊ดราวกับว่าคอหอยทำจากนกหวีดก็ไม่ปาน

             “กรี๊ด! ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันจะกรี๊ดให้ลั่นคอนโดฯ เลย แต่ไม่ได้กรี๊ดเพราะได้เห็นรูปถ่ายป้อนะ จะกรี๊ดที่แกได้ใกล้ชิดเขาต่างหาก” พูดจบปริดาก็หัวเราะลั่นมาตามสาย กันตาได้แต่ยกมืออีกข้างกุมขมับ เธอไม่เข้าใจเลยว่าการได้ใกล้ชิดป้อ ปริตต์ มันน่าอิจฉาตรงไหน หรือบางทีอาจเข้าทำนองที่ว่า ‘คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า’ เสียก็เป็นได้

             หลังจากวางสายปริดาแล้วกันตาอยากเดินเล่นชายหาดต่ออีกสักพัก ทว่าความคิดเธอกลับไม่นิ่งอย่างตั้งใจ มันสับสนชนิดควบคุมไม่ได้...ถ้าปริตต์เกิดมาพักโรงแรมนี้จริง ความเป็นส่วนตัวของเขาก็น่าห่วง เพราะงานสัมมนาของทางโรงเรียนครั้งนี้ค่อนข้างจัดใหญ่ จึงมีนักข่าวเข้าร่วมด้วย นั่นแสดงว่าถ้านักข่าวเจอปริตต์ ต่อให้ไม่ใช่นักข่าวสายบันเทิง ใครเล่าจะไม่เข้าไปสัมภาษณ์หรือถ่ายภาพ ในเมื่อขณะนี้ปริตต์กำลังเป็นพระเอกมาแรงอันดับต้นๆ แถมกระแสข่าวเลิกกับเกี๊ยว ณิชาวีร์ ก็ยังคาใจเหล่าคอบันเทิงอย่างไม่เคลียร์ทุกประเด็น

             ...ไม่หรอกน่า ป้อไม่น่าจะพักโรงแรมนี้หรอก...หญิงสาวคิดพร้อมกับเดินกลับขึ้นห้องพัก

 

             “ว้าย! ซวยแล้ว!”

             กันตาอุทานหลังจากเปิดตู้เสื้อผ้า เพื่อจะเอาชุดสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงออกมาใส่ แต่พอรูดซิปด้านหลังมันเกิดติดขึ้นมา หญิงสาวออกแรงดึงอยู่หลายรอบจนในที่สุดมันก็ขาดออกจากตัวชุด แถมราวซิปก็ขาดสะบั้นออกจากกันชนิดเย็บกลับไม่ได้อีก

             “มีอะไรหรือจ๊ะเกี๊ยว” ลินดา ครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องพักกับกันตาในการสัมมนาครั้งนี้เอ่ยถาม หลังออกมาจากห้องน้ำ แล้วได้ยินเพื่อนรุ่นน้องอุทาน พร้อมทำหน้าปานจะร้องไห้

             “เกี๊ยวสิคะ แรงเยอะอะไรก็ไม่ทราบรูดซิปชุดซะแรงจนมันขาดยังงี้เลยค่ะพี่ลิน” บอกพลางชูชุดในมือข้างซ้ายและซิปในมือข้างขวาให้อีกฝ่ายดู

             “อ้าว ตายจริง แล้วเกี๊ยวมีชุดอื่นมาด้วยไหมจ๊ะ”

             กันตาทำปากยื่นส่ายหน้าช้าๆ ไหล่ตกจนอีกฝ่ายหัวเราะเอ็นดู

             “ไม่เห็นต้องทำหน้าตาห่อเหี่ยวขนาดนั้นเลยจ้ะ พอดีพี่ติดกระเป๋ามาสองชุด คือพี่ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดไหนดี เลยเอามาทั้งคู่ งั้นดีเลย พี่ให้เกี๊ยวเลือกดีกว่าว่าเกี๊ยวชอบชุดไหน แล้วเหลืออีกชุดพี่จะได้ใส่ชุดนั้นโดยไม่ต้องเลือกให้ลำบากใจ” ลินดาจบคำพูดด้วยเสียงหัวเราะอายๆ ที่ผลักภาระการตัดสินใจไปให้เพื่อนรุ่นน้อง

             “ไม่ดีมั้งคะ ชุดพี่ลินแท้ๆ เกี๊ยวจะฉวยโอกาสเลือกก่อนได้ยังไง พี่ลินสิคะเลือกก่อน”

             “แหม...ก็พี่บอกแล้วนี่จ๊ะว่าพี่เลือกไม่ถูก งั้นเกี๊ยวมาดูกับพี่ก่อนไหม แล้วเราช่วยกันตัดสินใจ มาจ้ะ”

             ลินดากวักมือให้เพื่อนรุ่นน้องมายืนใกล้ตัว แล้วยกชุดทั้งสองชุดขึ้นให้ดู ชุดแรกเป็นเกาะอกสีโอลด์โรสจั๊มรอบใต้อกปล่อยชายกระโปรงยาวกรอมเท้า อีกชุดเป็นสีควันบุหรี่พาดเฉียงไหล่ข้างหนึ่งอีกข้างเปิดหัวไหล่ จั๊มใต้อกและปล่อยชายลงมาสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย

             “สวยทั้งคู่ เลือกไม่ถูกจริงๆ ค่ะ แต่เกี๊ยวว่าสีโอลด์โรสเหมาะกับพี่ลินมากกว่า ใส่แล้วคงขับผิวผุดผ่องของพี่ลินให้น่ามองยิ่งขึ้นแน่ๆ เลย”

              ลินดายิ้มเพราะความจริงแล้ว ใจเธอก็เอนเอียงไปทางชุดที่กันตาบอก มากกว่าชุดสีควันบุหรี่นิดหน่อย แต่ที่ลังเลเพราะออกงานทีไรเธอยังไม่เคยใส่ชุดกระโปรงสั้นสักที จึงนึกอยากลองดูบ้าง เลยเอาติดมาด้วย

             “พี่ก็ว่างั้นนะจ๊ะ แต่...เอ่อ พี่บอกเกี๊ยวก่อนนะว่าชุดสีควันบุหรี่เนี่ยมันเป็นชุดมือสอง พี่ซื้อต่อมาจากเพื่อนอีกทีน่ะจ้ะ เกี๊ยวจะรังเกียจหรือเปล่า”

             กันตามองชุดสีควันบุหรี่อย่างสำรวจ และเธอมองออกว่าถึงแม้จะเป็นมือสอง แต่ชุดนี้มีราคาแพงแบบชุดมือสองแบรนด์เนม

             “จะรังเกียจได้ไงคะ ถ้าให้เกี๊ยวเดาชุดมือสองชุดนี้พี่ลินซื้อมาแพงใช้ได้เลยใช่ไหมคะ”

             ลินดายิ้มแก้เก้อ เธอไม่กล้าบอกใครว่าซื้อชุดนี้มาราคาสูงกว่าชุดมือหนึ่งบางชุดเสียอีก แต่เห็นแล้วถูกใจจนอดไม่ไหวต้องซื้อมาครอบครอง

             “เกี๊ยวเนี่ยตาถึงจริงๆ นะจ๊ะ”

             “เพราะงั้นเกี๊ยวให้พี่ลินดาเลือกดีกว่าค่ะ แทนที่จะรังเกียจ เกี๊ยวกลัวว่าจะซุ่มซ่ามทำชุดพี่ลินเสียหายอีกสิคะ” ท่าทางกลัวนั้นจริงใจใช่เสแสร้ง ลินดามองเพื่อนรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู ถึงพวกเธอจะอายุห่างกันถึงห้าปี แต่ลินดาก็ถูกชะตากับกันตามาก เพราะหญิงสาวเป็นคนสบายๆ ไม่เรื่องมาก เรียกว่าลินดายกให้กันตาเป็นเพื่อนครูที่สนิทมากคนหนึ่งเลยทีเดียว

             “งั้นพี่เอาชุดสีโอลด์โรสนี่แหละจ้ะ ส่วนเกี๊ยวใส่ชุดสีควันบุหรี่ หุ่นเราพอๆ กันน่าจะใส่ด้วยกันได้เนาะ ไปสิ เกี๊ยวไปลองใส่มาให้พี่ดู” ลินดายื่นชุดสีควันบุหรี่ให้ กันตารับมาโดยไม่ลืมไหว้ขอบคุณแล้วหายเข้าไปในห้องน้ำ

 

             งานเลี้ยงผ่านไปอย่างราบรื่นไม่ต่างจากงานสัมมนาเมื่อช่วงกลางวัน แต่หลายคนก็เหนื่อยและเพลียจนพองานเลิกต่างพากันกลับขึ้นห้องรวดเร็ว เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ ตั้งแต่แปดโมง ลินดาเองก็เลือกกลับห้องพักเหมือนคนอื่นๆ เห็นจะมีแต่กันตากระมังที่ยังไม่อยากเข้าห้องพัก หญิงสาวจึงเดินเล่นอยู่ริมสระน้ำของโรงแรมต่อ นานแล้วที่เธอไม่ได้ลงมาทางใต้ อาจด้วยหน้าที่การงาน หรือด้วยอะไรบางอย่างทำให้เธอใช้ชีวิตอยู่ทางเหนืออันเป็นบ้านเกิด ก่อนจะย้ายมาเป็นครูในเมืองหลวง หากถิ่นใต้ก็ไม่ใช่พื้นที่ห่างไกลหัวใจเธอ ทุกอย่างอยู่ในความคุ้นชินลึกๆ มันฝังแน่นมาแสนนาน...นานตั้งแต่วัยเยาว์

             เมื่อนึกถึงวัยเยาว์ภาพต่างๆ ก็หวนกลับมาในห้วงคำนึง ร่างเล็กเดินไปยืนตรงขอบสระ ทอดสายตาฝ่าความมืดไปเบื้องหน้าแสนไกล กลิ่นไอทะเลกับเสียงคลื่นถูกสายลมพัดหอบมาเบาๆ กันตาหลับตาคล้ายจะสัมผัสมันให้ชัดเจน

             เพล้ง!

             เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลัง กันตาลืมตาพร้อมกับหันขวับไปมอง แวบแรกที่เห็นหญิงสาวอุทานออกมาได้คำเดียว

             “ป้อ!”

             แสงสีเหลืองนวลตาจากดวงไฟข้างสระไม่สว่างนัก แต่เงาร่างนั้นกันตารู้สึกคุ้นและคิดว่าใช่คนที่เธอครางชื่อออกไปจริงๆ เขายืนจ้องเธอนิ่งชั่วอึดใจ ก่อนจะขยับขาเซหน่อยๆ ก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด นั่นทำให้กันตาเดาออกว่าเขากำลังเมา พอเหลือบมองไปบนพื้นถึงรู้ว่าเสียงเมื่อสักครู่เป็นเสียงแก้วแตก และไม่แคล้วว่ามันคงหลุดจากมือผู้ชายตรงหน้า

             ทว่าพอเขาขยับมาใกล้ในระยะแสงไฟส่องหน้า และสายตาหญิงสาวเห็นได้ชัด เธอถึงแน่ใจว่าคนตรงหน้าไม่ใช่ ป้อ ปริตต์ แต่เป็นใครสักคนที่เธอไม่รู้จัก ดวงตาของเขาแดงรื้น รอยยิ้มบนมุมปากคล้ายยินดีปนเย้ยหยัน กันตารู้สึกไม่วางใจ สั่งตัวเองให้หนี แต่แค่พริบตาเดียวขายาวระดับความสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรก็ก้าวพรวดมาดึงตัวเธอ เขากอดรัดพร้อมกับระดมจูบทั่วใบหน้า ชนิดไม่เหลือจังหวะให้กันตาได้ตั้งตัว อึดใจต่อมาเขาหยุดนิ่ง ถอยใบหน้าห่างออกไปเล็กน้อย และเวลานั้นเหมือนกันตาจะได้สติกลับมาจากความตกใจ หญิงสาวอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่างแต่กลับต้องกลืนทุกคำพูดลงไปพร้อมกับริมฝีปากที่ฉกวูบลงมาประกบแนบแน่น!

             ในสถานการณ์ฉุกละหุก สติแตกกระเจิง ร่างทั้งร่างของกันตาแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้ ทว่าแรงต่อต้านจากส่วนลึกทำให้หญิงสาวตั้งสติได้ในนาทีถัดมา เธอพยายามดิ้นเท่าที่จะมีแรง หากวงแขนรอบตัวดูจะเป็นพันธาการที่แน่นหนา กันตาจึงพยายามก้าวถอยหลัง เพื่อหวังหนีห่างจากผู้ชายแปลกหน้าที่กำลังล่วงเกินเธอ ทว่าดูเหมือนเขาจะก้าวตามติดประชิดอย่างรุกราน และก้าวสุดท้ายที่กันตามีแรงฮึด ก็คือก้าวที่ทำให้ทั้งเธอและเขาตกลงไปในสระน้ำพร้อมกัน

              อาจเพราะแรงกระแทกผืนน้ำจึงทำให้ทั้งสองแยกห่างจากกัน รวมถึงความเย็นของน้ำยามดึกค่อนข้างเย็นจัด คนที่ตั้งหน้าตั้งตารุกรานกันตาจึงเหมือนได้สติขึ้นมาบ้าง เขายืนอยู่ในสระที่ระดับน้ำอยู่ระดับอก ส่วนกันตานั้นรีบว่ายไปเกาะขอบสระอย่างทุลักทุเลเพราะชุดไม่อำนวย ทั้งสองจ้องตากันราวกับจะเอ่ยถามว่าเกิดอะไรขึ้น ในดวงตาของชายหนุ่มมีแววตะลึงระคนแปลกใจ ผิดกับดวงตาของกันตา ที่เต็มไปด้วยแววหวาดกลัวผสมรังเกียจและเกลียดสุดหัวใจ!

             “เกี๊ยว เกี๊ยวอยู่แถวนี้หรือเปล่าจ๊ะ” เสียงลินดาเรียกหากันตาแทรกเข้ามา นั่นทำให้หญิงสาวรีบร้องตอบ

             “เกี๊ยวอยู่ทางนี้ค่ะพี่ลิน เกี๊ยวอยู่ที่สระน้ำ” ขณะขานรับหัวใจเธอเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น สายตาจับอยู่กับผู้ชายชุดดำที่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง กลัวว่าเขาจะบ้าเข้ามาทำอะไรเธออีก

             “ตายแล้วเกี๊ยว เกิดอะไรขึ้น!” ลินดาถลามานั่งคุกเข่าตรงขอบสระ ยังไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครอีกคน

             “เกี๊ยวตกน้ำน่ะค่ะ พี่ลินช่วยดึงเกี๊ยวขึ้นหน่อยสิคะ” กันตาบอกพลางยื่นมือไปหาเพื่อนรุ่นพี่ ลินดาไม่รอช้าคว้ามือคนในสระไว้แล้วออกแรงดึงจนเธอขึ้นมานั่งอยู่ริมสระ ผ้าเนื้อบางเมื่อเปียกน้ำก็แนบลำตัวและแทบจะเห็นสัดส่วนด้านใน กันตารีบห่อตัวและกอดตัวเองไว้ด้วยสองแขน ตวัดสายตากลับมามองคนในสระอีกครั้ง และนั่นทำให้ลินดาเห็นใครอีกคนด้วย หญิงสาวรีบโอบกอดเพื่อนรุ่นน้องไว้ ปกป้องร่างกายกันตาจากสายตาของใครก็ตามที่คาดว่าไม่น่าไว้ใจ

             “เกิดอะไรขึ้นน่ะเกี๊ยว” ลินดาก้มลงถามคนในอ้อมแขน

             “อุบัติเหตุน่ะค่ะ เดี๋ยวเกี๊ยวจะเล่าให้ฟัง เราไปจากตรงนี้กันก่อนเถอะนะคะ”

             ลินดาไม่ใส่ใจจะถามต่อ เธอรีบประคองกันตาให้ลุกและพากันเดินไปจากตรงนั้น ทิ้งให้คนในสระมองตามจนลับสายตา

             และใครบางคนที่ยืนแอบอยู่ข้างต้นไม้ข้างสระพร้อมกล้องรุ่นโปรฯ ที่สามารถจับภาพได้ครบถ้วนทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวนาทีสำคัญ แม้แสงจะน้อยและเป็นเวลากลางคืน แถมระยะก็ไกลไปสักหน่อย แต่รับรองใครมองก็ต้องเดาออกว่าผู้ชายในคลิปนี้เป็นใคร!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น