อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:30:56

ตอนที่ 10 บทที่ 10

บทที่ 10

 

             คลิปเจ้าปัญหาที่กันตาอุตส่าห์บุกไปถึงบ้านคุณคชา เงียบหายไปในเวลาอันรวดเร็วตามความต้องการของกันตา หรือจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าตามความต้องการของพันแสงมากกว่า

             คุณคชาใช้บารมีที่สั่งสมมานาน พอจะกว้างขวางในวงการสื่อมวลชนอยู่ไม่น้อย มีคนระดับสูงที่รู้จักสนิทสนมกันพอช่วยเหลือกันได้ ส่วนคลิปที่เล็ดลอดเผยแพร่ไปบ้างแล้วนั้น ก็ใช้อำนาจเงินในการตามลบ และใช้อำนาจกฏหมายในการสั่งห้ามมิให้มีการเผยแพร่มิฉะนั้นจะดำเนินคดีฟ้องร้องคนที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล บวกกับพรบ.คอมพิวเตอร์ ทั้งหมดนี้ คนธรรมดาก็อาจจะทำได้ แต่มันจะไม่เร็วเท่าคนมีอำนาจทุกทางอย่างคุณคชาแน่นอน

             กันตากับปริดาเดินถือของกินพะรุงพะรังกลับเข้ามาในคอนโดฯ พวกเธอมักไม่ค่อยออกไปท่องเที่ยวที่ไหนเหมือนคนอื่นๆ ในวันหยุดลองวีคเอนอย่างนี้ เพราะคิดว่ากรุงเทพฯ มีเสน่ห์ที่สุดก็ตอนคนส่วนใหญ่เดินทางออกต่างจังหวัด ทำให้ในเมืองถนนโล่ง ห้างร้านต่างๆ คนน้อย พวกเธอจึงคิดว่าการพักผ่อนแบบ กิน ช๊อป และนอนดูซีรี่ส์สบายกว่าออกไปตะลอนแย่งที่พักที่กินกับใครต่อใครตามสถานที่ท่องเที่ยว

             ช่วงเวลาเที่ยวของพวกเธอจะสวนทางกับคนอื่นๆ นั่นคือช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล ไม่ใช่ลองวีคเอน ไม่ใช่วันหยุดยาวๆ แต่จะใช้วิธีการลาพักร้อนไปเที่ยวกัน นี่คือความชอบที่เหมือนกันของทั้งสองคน

             “นี่ๆ แกกินอันนี้สิอร่อยมาก นี่ถ้าเป็นวันธรรมดานะ เราคงไม่ได้ของกินร้านนี้หรอก คนเยอะตลอด ถึงได้ก็คงต้องรอเป็นชั่วโมงแน่ๆ” ปริดายื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ใส่ขนมร้านดังให้กันตา

             “นั่นสิ วันหยุดยาวแบบนี้ดีที่สุดเลยนะ ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องแย่งอะไรกับใคร ได้พักผ่อน ได้กินของกินที่อยากกิน แล้วก็ได้นอนพักอย่างสบายใจ”

             “ใช่ ยิ่งแกเอง ช่วงนี้เจอแต่เรื่อง ได้พักสมองบ้างก็ดีเนอะ เรารีบขึ้นห้องไปหาซีรี่ส์ดูกันเถอะ” ปริดาเห็นด้วย แล้วรีบออกความเห็นอย่างตื่นเต้น กันตาพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เธอเจอเรื่องปวดหัวมาต่อเนื่อง อยากใช้วันหยุดพักแบบเบาๆ สบายๆ บ้าง

             สองสาวเดินกันมาจนเกือบถึงหน้าลิฟต์ จู่ๆ ก็มีคนมายืนขวางหน้า ทำเอาทั้งสองคนตกใจสะดุ้งโหยง และเมื่อพิจารณาคนที่ยืนเก๊กแบบชัดๆ พวกหล่อนก็พบว่าเขาดูดีมาก ผู้ชายร่างสูงผิวขาว ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำ สวมแว่นกันแดดสีดำสนิทปกปิดดวงตา แต่ทว่าใบหน้าสะอาดสะอ้านนั้นช่างน่ามอง กลิ่นน้ำหอมแบรนด์เนม ลอยมาแตะจมูกทำเอาปริดาถึงกับเคลิ้มไปทีเดียว

             “ขอทางหน่อยค่ะ พวกเราจะเข้าลิฟต์” กันตาเอ่ยขึ้น ทำให้ปริดาหลุดจากอาการเคลิ้ม

             “คุณกินมื้อเช้าแล้วเหรอ”

             นอกจากไม่ถอยแล้ว ชายหนุ่มคนนั้นยังจะถามคำถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเสียอีก กันตากับปริดาหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง

             “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณละคะ” น้ำเสียงของกันตาไม่ได้ห้วน แต่ก็ไม่เป็นมิตรนัก ทำเอาชายหนุ่มถึงกับยิ้มออก แต่ก็ยังทำน้ำเสียงขุ่นตอบเธอไป

             “อะไรกัน เว่อร์ไปมั้ยคุณ แค่ผมโกนหนวดโกนเครา คุณถึงกับจำผมไม่ได้เลยเหรอ”

             ยิ่งเขาพูดอย่างนั้นกันตากับปริดายิ่งงงหนัก ทั้งสองคนมองหน้าสบตากันอีกครั้ง

             “คุณพูดอะไร อย่ามาล้อเล่นเลยค่ะ พวกเราไม่มีเวลาว่างเล่นกับคุณหรอก ขอทางด้วยค่ะ” กันตาบอกแล้วดึงมือปริดาเพื่อจะเดินหลบเขาไปอีกทาง แต่ชายหนุ่มกางแขนออกขวางไว้ พร้อมกับถอนหายใจแรง

             “ผมเสียใจนะเนี่ย แทนที่จะคุ้นกันสักนิดเป็นไม่มี” เขาบ่นแล้วยกมือขึ้นปลดแว่นกันแดดออก เมื่อสองสาวได้เห็นใบหน้าชายหนุ่มชัดๆ ถึงกับตะลึงในความหล่อและความเหมือน...เหมือนเสียจนปริดายังเผลอเรียกชื่อผิด

             “ป้อ! อุ๊บ!” คำหลังปริดาร้องเพราะโดนเพื่อนกระทุ้งศอกเข้าท้อง ไม่แรงแต่พอจะสะกิดให้เธอมองเขาอย่างพิจารณาใหม่

             “ไม่ใช่ป้อ” กันตากัดฟันบอก พลางเงยสบตาพันแสง และเธอก็ได้เห็นว่าดวงตาเขาขุ่นขวางแค่ไหน

             “อื้อหือ เหมือนมาก ขนาดฉันเป็นแฟนคลับป้อ ยังคิดว่าเป็นเขาเลย ไม่น่าเชื่อคนเราจะเหมือนกันได้ขนาดนี้” ปริดาพูดทั้งที่ดวงตายังจ้องพันแสงไม่ละสายตา “ว้าย! ฉันนึกออกแล้ว แสดงว่าคนที่จูบแกที่กระบี่ก็คือ...”

             ปริดาพูดไม่ทันจบกันตารีบวาดมือไปปิดปากเพื่อนแรงเสียจนฝ่ายนั้นเจ็บ

             “ปุ๊กลุก!” กันตาเรียกชื่อเพื่อนเป็นเชิงปราม

             “ใช่ครับ ผมนี่แหละเป็นคนจูบเกี๊ยวที่กระบี่” คราวนี้พันแสงยิ้มออก เขาหันไปยอมรับกับปริดาหน้าตาเฉย

             “หยุดนะคุณ ห้ามพูดเรื่องบ้าๆ นั่นอีก ถอยไป ฉันจะขึ้นห้อง”

             “ยังขึ้นไม่ได้ ผมมาดักรอคุณ ก็เพราะจะชวนคุณไปกินมื้อเช้าด้วยกันนะ”

             “มื้อเช้าบ้าอะไรป่านนี้ มันจะเที่ยงแล้ว อีกอย่างฉันไม่อยากออกไปไหน...โดยเฉพาะไปกับคนไม่รู้จัก” กันตาบอกชัดเจน เธอต้องการหนีห่างจากผู้ชายคนนี้ เขาดูเป็นคนเอาแต่ใจและชอบทำอะไรโดยใช้อำนาจ ยึดความพอใจตัวเอง ไม่สนคนอื่น

             “ไม่รู้จักได้ไง ก็แกเคยจูบกับเขา แถมเคยไปหาเขาถึงบ้านอีก อ้อ เขามาหาแกถึงนี่ด้วยไม่ใช่เหรอ สามครั้งแล้วนะ เรียกว่ารู้จักได้แล้วล่ะ” ปริดาพูดด้วยความพาซื่อ แต่อีกอย่างคือเธอกำลังหลงรูปโฉมของพันแสง เลยเผลอเข้าข้างเขาอย่างลืมตัว

             “ปุ๊กลุก! เงียบเลยนะ แกจะพูดทำไมเนี่ย” กันตาดุเพื่อน ปริดาเลยสำนึกได้ เธอยิ้มแหยพร้อมกล่าวขอโทษ

             “เพื่อนคุณพูดถูกนะ ความจริงอย่างเราเนี่ย ใกล้ชิดกันมากกว่าคนรู้จักเสียด้วยซ้ำ ถ้าคุณกินมื้อเช้าแล้ว งันเราก็ไปกินมื้อเที่ยงกัน กว่าจะถึงคงเที่ยงพอดีแหละ”

             “ถึง? ถึงไหน คุณพูดอะไรของคุณ”

             “ก็วันหยุดลองวีคเอน ใครๆ เขาก็ไปเที่ยวกันทั้งนั้น ผมจองที่พักที่อัมพวาเอาไว้ แล้วก็เลยมารับคุณนี่แหละ”

             “คุณบ้ารึเปล่า ฉันเพิ่งบอกไปหยกๆ ว่าฉันจะไม่ออกไปไหนกับคนไม่รู้จัก ยิ่งต้องไปค้างคืนกับผู้ชายแปลกหน้า ฉันยิ่งไปไม่ได้ใหญ่ ไปเถอะปุ๊กลุก อย่ามัวคุยกับคนบ้าเลย”

             “ใช่ ผมเป็นคนบ้า แล้วคุณก็น่าจะรู้นะว่าถ้าผมบ้าขึ้นมาจริงๆ ผมทำได้ทุกอย่าง...”

             “อยากทำอะไรก็เชิญ ฉันไม่สนใจหรอก”

             “แม้แต่นายปริตต์ของคุณจะต้องเสียชื่อเสียง งานหาย ถูกถอดจากโฆษณา โดนปลดจากละคร ไม่ได้เป็นทูต...”

             “พอค่ะ” คนที่ห้ามไม่ใช่กันตา แต่เป็นปริดา “ไม่ได้นะเกี๊ยว แกอย่ายอมให้ป้อต้องเจออะไรร้ายแรงขนาดนั้นนะ ฉันยอมไม่ได้ แกต้องช่วยป้อนะ”

             “แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง จะให้ฉันไปค้างกับผู้ชายที่ไม่รู้จัก...เออ ถึงรู้จักก็แค่ผิวเผิน ไม่ได้สนิทสนมอะไร เกิดเขาบ้าทำอะไรฉันขึ้นมานายป้อของแกจะมาช่วยฉันมั้ยล่ะ” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ลึกๆ กันตาก็นึกกลัวอยู่เหมือนกัน ถึงจะรู้จักพันแสงแค่ผิวเผิน ทว่าเธอก็พอดูออกว่าเขากล้าทำอย่างที่พูดจริงๆ ผู้ชายคนนี้เอาแต่ใจอย่างเหลือร้าย

             “ถึงผมจะไม่ใช่คนดิบดีอะไรนักหนา แต่ผมก็ไม่ใช่คนเลวที่ชอบทำร้าย ขืนใจผู้หญิงหรอกน่า เรื่องคืนนั้นที่กระบี่เป็นเรื่องเข้าใจผิด ผมขอโทษคุณก็ได้ แต่ที่มาชวนวันนี้ก็เพราะเราจะได้รู้จักกันมากขึ้นยังไงล่ะ”

             “ขู่กันขนาดนี้ยังกล้าพูดว่ามาชวนอีกนะคุณ” กันตาค้อน และนั่นทำให้พันแสงยิ้มอย่างอารมณ์ดี

             “ผมไม่ได้ขู่ แต่อย่างน้อยผมช่วยคุณเรื่องที่คุณขอร้องแล้ว คุณก็น่าจะตอบแทนผมบ้าง เอาเถอะ ถ้าคุณไม่อยากไปกับผมตามลำพัง ให้เพื่อนคุณไปด้วยก็ได้ เพราะยังไงผมก็ให้ปภพจองบ้านพักไว้ทั้งหลังอยู่แล้ว”

             “ว้าว ขอบคุณค่ะ” ปริดาดีใจจนหันไปขอบคุณเขา

             “ใจง่ายไปมั้ยแก” กันตาหันมาถลึงตาใส่เพื่อน

             “เพื่อป้อ ฉันทำได้ทุกอย่าง”

             “แม้แต่เขาจะเอาแกไปฆ่าหมกอัมพวางั้นสิ” กันตาประชด

             “แกก็มองโลกในแง่ร้ายไป๊ คุณ...” ปริดาหันไปทางชายหนุ่ม

             “พันแสงครับ” พันแสงรีบแนะนำตัวอย่างรวดเร็ว เพราะเขากำลังมีตัวช่วย ถึงแม้จะเป็นตัวช่วยที่เป็นแฟนคลับของศัตรูก็ตาม

             “อ้อ คุณพันแสงเขาก็เป็นถึงลูกนักการเมืองชื่อดัง เขาไม่ทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นหรอก ถ้าเขาจะทำ เขาไม่ต้องแต่งตัวหล่อ ถ่อมาถึงนี่หรอกมั้ง สั่งลูกน้องมาจัดการ เราก็หนีไม่รอดแล้ว อีกอย่างดูสิคอนโดฯ เรามีกล้องวงจรปิด ใครเข้าออกตอนไหน เวลาไหน ก็มีบันทึกไว้หมด เอ้า ถ้าแกยังไม่ไว้ใจเดี๋ยวฉันโทร.บอกที่บ้านไว้ด้วยก็ได้ ดีมั้ย”

             “ฉันเชื่อแล้วว่าเพื่อป้อ แกทำได้ทุกอย่างจริงๆ” กันตาพูดอย่างทึ่งในความคิดของเพื่อน

             “งั้นสรุปว่าตกลงตามนี้นะครับ เดี๋ยวผมรออยู่แถวนี้ คุณสองคนขึ้นไปเก็บของแล้วเราจะได้ไปอัมพวากัน”

             “แต่ฉันยังไม่ได้ตกลงเลยนะ” กันตารีบบอก

             “ถ้าแกจะยอมให้ป้อพังทุกอย่าง แกจะบุกไปบ้านคุณคชาทำไม จริงไหม” ปริดาถามเป็นเชิงเตือนถึงความจำเป็นของการไปอัมพวาครั้งนี้ กันตาเม้มริมฝีปากแน่น “รีบขึ้นไปจัดของเถอะ อย่ามัวลังเลอะไรเลยน่า รอพวกเราสักครู่นะคะ”

             ปริดาจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ หันไปบอกพันแสงแล้วรีบกันตาขึ้นลิฟต์ไปอย่างรวดเร็ว

             คล้อยหลังสองสาวแล้วพันแสงได้แต่ขบกรามแน่น เขาไม่ชอบเอาเสียเลยที่ต้องใช้วิธีขู่เรื่องของปริตต์ เพราะมันทำให้เห็นได้ชัดว่ากันตาห่วงปริตต์แค่ไหน

             ...เอาเถอะเกี๊ยว วันนี้คุณยังห่วงหมอนั่น แต่ผมนี่แหละจะเป็นคนเปลี่ยนใจคุณ...ไปตลอดกาล

             พันแสงหมายมาดในใจ เขาต้องเอาชนะใจกันตาให้ได้ ไม่ว่าต้องแลกกับอะไรในชีวิตนี้

 

             เมื่อทุกคนพร้อม ปภพก็เคลื่อนรถตู้ออกจากคอนโดฯ ของกันตาและปริดา มุ่งหน้าสู่อัมพวาทันที เพราะเจ้านายของเขาบอกว่าหิวจนไส้จะขาด แต่จะไปหามื้อเที่ยงกินที่อัมพวาทีเดียว ไม่อยากแวะกลางทางให้เสียเวลา

             “ความจริง ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ค่ะ แวะหาร้านข้าวกินกันก่อนก็ได้ ทนหิวแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะหรอก” กันตาพูดตามประสาคนที่ห่วงใยคนอื่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนของเธอ หญิงสาวไม่ได้เพียงสอนวิชาความรู้ แต่ยังเอาใจใส่เป็นอย่างดี

             “เป็นห่วงผมเหรอ” พันแสงถามด้วยรอยยิ้ม

             “ค่ะ เป็นห่วง แต่ก็ไม่ได้พิเศษอะไร ในเมื่อเป็นคนรู้จักกันแล้วเรื่องห่วงใยก็เป็นเรื่องธรรมดา ฉันไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำที่จะทนเห็นคนอื่นเจ็บปวดได้” กันตาอดเหน็บเขากลับไปเบาๆ ไม่ได้ หากพันแสงไม่นึกโกรธ

             “งั้นแสดงว่าที่คุณห่วงนายป้อก็ตามประสาคนรู้จักเหมือนกันใช่ไหม ไม่ได้มีอะไรพิเศษ”

             ปริดาหลุดขำออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่กับคำถามนี้ เห็นได้ชัดว่าพันแสงรุกกันตาอย่างเปิดเผย เขาแสดงออกชัดว่าคิดยังไงกับเพื่อนเธอ

             นับตั้งแต่รู้จักกันตามาหลายปี ปริดาก็ไม่เคยเห็นกันตามีแฟนเลยสักคน ทั้งที่มีคนมาจีบเยอะแยะ หญิงสาวก็ทำเพียงคุยในฐานะคนรู้จัก หากก็ไม่มีใครได้เลื่อนขั้นมาเป็นคนรู้ใจ ล่าสุดพอได้รู้ว่ากันตารู้จักกับปริตต์มาก่อน ปริดาก็แอบคิดว่าสองคนนี้อาจจะเคยคบกัน หรือไม่กันตาก็อาจจะฝังใจกับปริตต์ ซึ่งถ้าเป็นจริงปริดาก็แอบลุ้นให้ทั้งสองคนได้คบกัน ทว่าพอมาเจอพันแสง ซึ่งหน้าคล้ายและหล่อไม่แพ้ปริตต์ แถมยังเดินหน้าจีบกันตาโจ่งแจ้งแบบนี้ ปริดาก็อดเชียร์เขาอีกไม่ได้เหมือนกัน

             กันตาหันไปส่งสายตาดุให้ปริดา แล้วหันกลับมาพูดกับพันแสงด้วยสีหน้าเรียบเฉย

             “เลิกพูดถึงคนอื่นซะทีเถอะค่ะ”

             “นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าหมอนั่นเป็นคนอื่น และให้ผมพูดเฉพาะเรื่อง ‘ของเรา’ ใช่ไหมครับ” พันแสงถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

             ปริดาซึ่งคอยนั่งฟังและนั่งมองหลุดหัวเราะอีกครั้ง เธอรู้สึกสนุกที่ได้เห็นพันแสงยั่วเย้ากันตา จะว่าไปแล้วในบรรดาหนุ่มๆ ที่มาจีบกันตา ล้วนแล้วแต่เป็นประเภทเรียบร้อย พูดน้อยทั้งนั้น พอกันตาไม่เล่นด้วยก็พากันถอยหมด ไม่มีใครรุกและสู้อย่างพันแสงเลยสักคน

             “โอ๊ย! แกตีฉันทำไมเนี่ยเกี๊ยว”

             “ก็หมั่นไส้คนอารมณ์ดี นั่งหัวเราะอยู่ได้น่ะสิ” กันตาออกอาการพาล เมื่อพูดอะไรไปพันแสงก็พาวกเข้าตัวได้หมด เธอจึงหันไปหาเรื่องเพื่อนที่เอาแต่หัวเราะสนุกสนาน

             “ก็มาเที่ยวนี่ จะอารมณ์บูดไปทำไม จริงไหมคะคุณพันแสง”

             “จริงครับ” พันแสงตอบรับอย่างพอใจคำพูดของปริดา “เรียกผมว่าแสงก็ได้นะครับปุ๊กลุก เกี๊ยวก็ด้วยนะครับ”

             “ค่ะคุณแสง”

             กันตาบอกไม่ถูกว่าทำไมต้องรู้สึกแปลกๆ กับการที่เขาเรียกชื่อเล่นของเธอ เหมือนกับว่าพอเขาเรียกชื่อเล่นเธอแล้ว ช่องว่างที่เธอสร้างไว้กั้นกลางระหว่างเขากับเธอ มันขยับแคบเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น

             “ค่ะ” กันตาตอบรับเบาๆ

             “อัมพวาของกินอร่อยๆ เยอะมาก นึกแล้วอยากให้ถึงเร็วๆ จังเลย” ปริดาเปลี่ยนเรื่องคุย เพื่อให้กันตาได้มีเวลาปรับตัว

             “อะไรกัน แกเพิ่งกินข้าว กินขนมไปเมื่อกี้เองนะ”

             “เมื่อกี้อะไร ผ่านมาเป็นชั่วโมงแล้วแก แล้วกว่าจะถึงอัมพวาก็อีกตั้งนาน ถึงตอนนั้นกระเพาะย่อยของเก่าไปหมดแล้วล่ะ”

             “แล้วอย่ามาบ่นว่าอ้วนนะ เอาแต่กิน กำลังกายก็ไม่ออก ชวนไปเล่นกีฬาก็ไม่ไป”

             “ก็กินมันไม่เหนื่อยเหมือนออกกำลังกายนี่นา” คนอ้วนบ่นอุบอิบ

             “อวบอย่างปุ๊กลุ๊กก็น่ารักดีนะครับ” พันแสงพูดความจริง ไม่ได้แกล้งชม ถึงปริดาจะหุ่นจ้ำม่ำ แต่เธอก็มีซวดทรงองเอว ผิวพรรณขาวผ่อง หน้าตาก็น่ารัก ไม่ได้อ้วนน่าเกลียดอย่างคนไม่ดูแลตัวเอง

             “พูดแบบนี้ เปลี่ยนใจมาจีบปุ๊กลุกแทนจีบยายเกี๊ยวมั้ยคะ”

             “ปุ๊กลุก! พูดอะไรของแก!” กันตาหันไปเอ็ดเพื่อนด้วยความตกใจ ที่จู่ๆ ปริดาก็พูดตรงๆ ขึ้นมา

             “เอ้า แกหึงเหรอ เออ ฉันขอโทษที” ปริดาแกล้งตีหน้าซื่อ เลยโดนกันตาตีเผียะเข้าที่ต้นแขน

             “บ้าเหรอ ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันหมายถึงว่าแกไปพูดว่าเขามาจีบฉันได้ยังไง ไม่ใช่สักหน่อย”

             “อย่ามาทำใสนะแก เขาแสดงชัดขนาดนี้ ใครไม่รู้ก็บ้าแล้ว”

             “ปุ๊กลุก!” กันตาถลึงตากดเสียงต่ำ ปริดาเลยยกมือทำท่ายอมแพ้แต่ก็ยังไม่วายอมยิ้มล้อเลียนเพื่อน

             “ผมก็อยากเปลี่ยนใจนะครับ” พันแสงหันไปพูดกับปริดา ด้วยรอยยิ้มบางอย่าง ก่อนจะหันมาทางกันตาแล้วพูดประโยคถัดมา “แต่คนอย่างผม...ถ้ารักใครแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจ”

             กันตาเผลอเงยขึ้นสบตาชายหนุ่ม เพราะน้ำเสียงของเขาหนักแน่นเกินกว่าจะล้อเล่น ยิ่งได้เห็นแววตาคู่นั้น เธอยิ่งรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง เขากำลังสื่อสารให้เธอรู้ว่าเขาเอาจริง

             กันตานึกหวั่นใจ...ไม่ใช่ไม่มั่นใจในตัวเอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาปริตต์ฝังอยู่ในใจ ถ้าเธอเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย เธอคงลืมเขาไปนานแล้ว แต่ที่หวั่นใจ ก็เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เขาพร้อมจะพุ่งชนทุกสิ่งที่กีดขวาง

             “หูย ฟังแล้วอิจฉา อยากมีหนุ่มหล่อสองคนมาแย่งกันแบบนี้บ้าง” ปริดาเผลอแสดงความคิดออกมา และเมื่อสองหนุ่มสาวหันไปมองเธอพร้อมกัน สาวร่างอวบจึงนึกได้ว่าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป “เอ่อ อย่าสนใจเลยนะคะ ฉันคงจะหิวมากไปหน่อย ตอนนี้ง่วงแล้วด้วย ของีบสักหน่อยดีกว่าค่ะ” ว่าแล้วปริดาก็พิงพนักเก้าอี้ หลับตาประหนึ่งว่าหลับในทันที ทิ้งให้อีกสองคนหันสบตากันเอง

             แววตาของพันแสงยามนี้มีทั้งรอยคาดคั้น โกรธแค้น คาดหวัง โศกเศร้าปะปนกันมั่วไปหมด จนกันตาไม่เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ กันตารู้สึกได้ว่า...ไม่มีใครแย่งเธอ แต่พวกเขากำลังเอาชนะกันเองเท่านั้น!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น