อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 13:47:01

ตอนที่ 11 บทที่ 11

บทที่ 11

 

             อัมพวาคนแน่นเสมอไม่เคยเปลี่ยน ร้านค้าทั้งบนบกทั้งในเรือที่ลอยลำอยู่กลางน้ำ ล้วนขายดิบขายดี เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยากซื้อ อยากลอง อยากชิม ให้หมดแทบทุกร้าน ของฝากก็คนเต็มร้าน ของกินก็คิวยาวทุกชนิด บนทางเดิน บนสะพาน ล้วนเบียดเสียดด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมาเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงฯ

             อากาศร้อนจัด คนแน่นขนัด ทำให้พันแสงเหงื่อไหลลงข้างแก้ม กระนั้นเขาก็ยังนึกห่วงกันตามากกว่าตัวเอง ตอนเดินผ่านร้านขายพัดลมมือถือเขาเลยแวะซื้อมาสองอัน อันหนึ่งยื่นให้ปริดา อีกอันเขาเปิดแล้วจ่อไปข้างแก้มของกันตา

             เมื่อรู้สึกถึงลมเย็นๆ แม้จะไม่ได้แรงมากนัก แต่กันตาก็หันมามองว่าลมมาจากไหน เมื่อเห็นว่ามือใหญ่ของพันแสงกำลังถือพัดลมอันเล็กๆ เป่าให้เธอ หญิงสาวก็เงยขึ้นมองหน้าเขา

             “ไม่ต้องมาเอาอกเอาใจฉันหรอกค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้ คุณเถอะ เหงื่อไหลมากกว่าฉันอีก คงไม่เคยเดินตากแดดร้อนขนาดนี้สินะ เอาไปเป่าให้ตัวเองเถอะค่ะ”

             กันตาไม่รู้หรอกว่าพันแสงทำแบบนี้ทำไม แม้พอจะเดาออกว่าเขาต้องการเอาชนะปริตต์ ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าจะเอาชนะเรื่องอะไร ในเมื่อเธอไม่ได้เป็นแฟนปริตต์ ไม่ได้เป็นแม้แต่คนสำคัญด้วยซ้ำ

             “ผมทนได้ และผมไม่ได้จะเอาใจคุณ แต่ผมอยากทำให้คุณจริงๆ”

             กันตามองคนดื้อแล้วส่ายหน้าเบาๆ อย่างไม่เชื่อถือคำพูดเขา เธอคร้านจะเถียง จึงหันกลับไปเดินต่อ พันแสงก็เดินตามไปจ่อพัดลมให้อย่างใกล้ชิด

             ปภพซึ่งเดินรั้งท้ายได้แต่อมยิ้มมองเจ้านายตัวเอง เขารู้จักพันแสงดี คำว่า ‘เอาอกเอาใจ’ ไม่เคยมีในพจนานุกรมของเจ้านายเขา คนอย่างพันแสง ถ้าเกลียดคือเกลียดสุดชีวิต แต่ถ้ารักก็รักสุดหัวใจเช่นกัน ทุกอย่างที่ทำให้ต้องเกิดจากความเต็มใจ จากความรู้สึกที่อยากทำ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใครเห็นความดีแน่นอน

             “คุณแสงอยากกินอะไรคะ เราจะได้หาร้านนั่งกัน ป่านนี้แล้วคงหิวแย่ จะได้นั่งพักให้หายร้อนด้วยค่ะ” ปริดาเป็นคนถาม เธอเลือกถามพันแสงเพราะเขาคงหิวมากกว่าใคร

             “ผมให้คุณปุ๊กลุกเป็นคนเลือกแล้วกันครับ ผมเคยมาที่นี่นานมากแล้ว ตั้งแต่เด็กๆ ไม่รู้หรอกครับว่าร้านไหนน่ากินหรืออร่อยบ้าง”

             “เอางั้นเหรอคะ แล้วแกล่ะเกี๊ยว อยากกินอะไรบ้าง พี่ปภพล่ะคะ” ปริดาหันไปถามอย่างทั่วถึง

             “ผมของดออกความเห็นครับ กินง่ายอยู่ง่าย อะไรก็ได้หมดครับ” ปภพบอกด้วยน้ำเสียงสุภาพ

             “งั้นกินส้มตำร้านนั้นดีมั้ย ที่มีรูปปั้นไก่ตัวใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าร้านน่ะ” กันตาชี้มือไปยังร้านข้างหน้า เธอเคยมากินร้านนี้สองครั้ง ตอนมาเที่ยวอัมพวา

             “เอ๊ยแก๊! เลือกร้านได้ถูกใจฉันจริงๆ ร้านนั้นอ่ะป้อชอบมาก มาอัมพวาทีไร เขาต้องกินร้านนี้ทุกที ไปสิฉันจะได้ถ่ายรูปลงทวิตแล้วแท็กป้อไปด้วย” ปริดาดีใจจนลืมตัว ไม่ทันได้สังเกตว่าชายหนุ่มอีกคนกำลังหน้าบึ้ง

             “แต่ผมไม่อยากกินส้มตำ” พันแสงพูดขึ้นเสียงเรียบติดห้วน สองสาวเลยหันมองเขา แล้วทั้งสองคนก็รู้ว่าเขาพูดแบบนั้นทำไม ในขณะที่กันตาทำท่าเฉยๆ ปริดากลับเบิกตาโตอ้าปากหวอ

             “ตายแล้วไอ้ปุ๊กลุกเอ๊ย พูดอะไรออกไปเนี่ย” สาวอวบบ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนเงยหน้ายิ้มแหยให้พันแสง “เออเนาะ มาตั้งไกล จะมากินทำไมส้มตำ กรุงเทพฯ ก็มีเยอะแยะ หาอย่างอื่นกินดีกว่า คุณแสงเลือกสิคะอยากกินอะไรดี”

             “ผมว่าไปหาอะไรในเรือกินกันดีกว่า มาตลาดน้ำก็ต้องซื้อของที่ขายในเรือสิ จริงไหมครับ”

             “จริงค่า ดีเลย ป่ะ ไปหาของในเรือกินกัน” ปริดารีบตอบอย่างเอาใจ

             “แต่ถ้าซื้อของจากเรือ เราก็ไม่ได้นั่งในร้านที่มีพัดลมนะคะ คุณไม่ร้อนหรือไง” กันตาแย้งเรียบๆ

             “นี่ไง มีพัดลมแล้ว” พันแสงชูพัดลมมือถืออันเล็กขึ้นให้หญิงสาวดู กันตานึกอยากยิ้มให้กับความเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆ ของเขา แต่ยังเลือกทำสีหน้าวางเฉย ไม่ให้เขาได้ใจ

             “ได้ค่ะ งั้นคุณเดินนำไปเลยว่าอยากกินอะไร”

             พันแสงยอมทำตาม เขาเดินนำไปยังริมน้ำ มองเรือหลายลำที่จอดเรียงรายกันเป็นแนวยาว แล้วเขาก็เลือกซีฟู้ดย่างกับก๋วยเตี๋ยวเรือ ก่อนจะหันมาถามทุกคน จากนั้นต่างก็สั่งของที่ตัวเองอยากกินกันจนเต็มไม้เต็มมือ

             หลังจากซื้อของกินเสร็จแล้วพวกเขาก็พากันมาหาที่นั่ง ซึ่งค่อนข้างหายาก เนื่องจากเก้าอี้ที่วางไว้บริการเต็มเกือบหมด กว่าจะโชคดีมีคนลุกก็รอนานพอสมควร กระนั้นกลับไม่มีใครนึกโทษความเรื่องมากของพันแสงเลยสักคน

             “น้ำจิ้มซีฟู้ดของเขาแซ่บมากเลยเนอะ” ปริดาหันไปพูดกับกันตา และฝ่ายนั้นพยักหน้ารับ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงสูดน้ำมูกจากใครบางคน สองสาวหันไปมองก็พบว่าพันแสงหน้าแดงไปหมด ทั้งปาก แก้ม และจมูก เหงื่อไหลลงสองข้างแก้ม

             ในขณะที่ปริดาเผลอหัวเราะ กันตาได้แต่กลั้นยิ้ม แอบนึกสมน้ำหน้าเขาหน่อยๆ ด้วยที่ดื้อ ดูก็รู้ว่ากินเผ็ดไม่ได้ยังจะกินซีฟู้ดย่างราดน้ำจิ้มเผ็ดๆ อีก

             “ปภพขอทิชชูหน่อยสิ” ชายหนุ่มหันไปทางคนสนิท และฝ่ายนั้นรีบยื่นทิชชูที่ซื้อติดมือมาด้วยส่งให้

             พันแสงดึงทิชชูออกมาหลายแผ่น เขาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแรงๆ จนมันเปียกชุ่มและหลุดติดหน้าเขาเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

             “โอ๊ย คุณ ทิชชูติดเต็มหน้าไปหมดแล้วนั่น” กันตาบอก พันแสงจึงยกมือขึ้นลูบหน้าและพบว่าเป็นจริงอย่างที่เธอบอก เขาพยายามคลำๆ เพื่อนเอาทิชชูออก

             “เหงื่อเยอะขนาดนี้ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าแล้วล่ะค่ะ” ปริดาแสดงความคิดเห็น

             “นั่นสิครับ ปภพ ไปซื้อผ้าเช็ดหน้าให้หน่อยสิ” พันแสงหันไปสั่งคนสนิทและฝ่ายนั้นกำลังจะลุกแต่กันตาพูดแทรกขึ้นเสียก่อน

             “ไปซื้อมาใช้เลยได้ยังไงคะ มันต้องซักก่อน ขืนซื้อมาแล้วใช้เลย คุณชายอย่างคุณจะขึ้นผื่นแพ้เอาได้นะ” กันตาแอบจิกเขาเล็กๆ และพันแสงก็รู้ตัว

             “ถึงผมจะกินเผ็ดไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะบอบบางนะคุณ”

             “เหรอคะ” กันตาแกล้งเลิกคิ้วถาม แล้วอมยิ้มเมื่อเขาทำตาขวาง หญิงสาวก้มลงหยิบบางอย่างในกระเป๋าออกมาส่งให้เขา “อ่ะ ถ้าไม่รังเกียจ ฉันให้ยืมค่ะ ซักแล้วอย่างดี ยังไม่ได้ใช้”

              คราวนี้คนถูกกล่าวหาว่าเป็นคุณชายยิ้มกว้าง มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาวิบวับ

             “เช็ดให้ด้วยสิ ผมมองไม่เห็นว่าทิชชูติดตรงไหนบ้าง” พันแสงบอกด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

             “งั้นไปซื้อมาเช็ดเองแล้วกันค่ะ” กันตาพูดพลางหดมือกลับ ตั้งท่าจะเก็บผ้าเช็ดหน้าลงกระเป๋าตามเดิม แต่พันแสงรีบคว้ามือเธอไว้อย่างรวดเร็ว

             “เดี๋ยวๆ สิคุณ ก็ได้ๆ ผมเช็ดเองก็ได้” พันแสงทำไม่สนใจสายตาของกันตาที่ถลึงมองเป็นเชิงบอกให้เขาปล่อยมือ “แหม…ใจดีให้ยืมทั้งที จะใจดีเช็ดให้ด้วยก็ไม่ได้” ชายหนุ่มแกล้งพูดประวิงเวลาเพื่อจะได้จับมือหล่อนนานๆ

             “ปล่อยค่ะ” กันตาสั่งเสียงดุ

             “อูย...ขอโทษที ผมไม่ได้ตั้งใจ”

             ดูจากอาการกลั้นยิ้มของปภพกับปริดา ก็พอรู้ว่าไม่มีใครเชื่อว่าเขาไม่ตั้งใจ กันตาเองก็คงไม่เชื่อเช่นกัน ทว่าหล่อนอายเกินกว่าจะพูดอะไรให้เข้าตัว จึงได้แต่ค้อนเขา แล้วเสหยิบน้ำขึ้นดื่ม

             “ผ้าเช็ดหน้าคุณเนี่ย ทั้งนุ่ม...ทั้งหอม เหมือนเจ้าของเลยเนอะ”

             “คุณ!”

             “เอ้อ อิ่มแล้วเราไปเดินดูของฝากกันดีไหมคะ จะได้รีบไปที่พัก เหนียวตัวมากเลยค่ะ อยากอาบน้ำม๊ากมาก” ปริดารีบขัดก่อนจะเกิดศึก

             กันตาถลึงตาใส่พันแสงแล้วลุกเดินไปทันที ความจริงคือเธอไม่อยากให้เขาเห็นรอยแดงจากความอายบนใบหน้า อีกอย่างคือเธอไม่ชอบเวลาเขาแสดงอาการ...จีบ

             บ้า! เขาไม่ได้จีบเธอสักหน่อย...กันตาค้านตัวเองในใจ

             ปริดารีบเดินตามเพื่อนไป ปล่อยให้พันแสงนั่งอมยิ้ม ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดจนทั่วใบหน้าเสร็จแล้วก็จ้องมองมันครู่หนึ่งก่อนจะเก็บใส่กระเป๋าแล้วลุกเดินตามไปอีกคน

             ปภพมองเจ้าด้วยแววตาที่เจือรอยขัน ปนรอยครุ่นคิด พันแสงไม่สดใส ไม่อารมณ์ดี ไม่หยอกล้อใครอย่างนี้มานานแล้ว ดูท่าเขาจะไม่ใช่แค่เล่นๆ กับกันตา หรือแค่คิดจะแก้แค้นใครบางคนอย่างที่เคยพูดไว้เสียแล้วกระมัง

 

             ร้านของฝากมีมากมายหลายประเภท ทั้งของกิน ของใช้ ของที่ระลึก งานฝีมือ งานดีไซส์ งานศิลปะ มีให้เลือกทุกรูปแบบ พันแสงเดินดูตามสองสาวเรื่อยเปื่อย เขาไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะไม่รู้ว่าจะซื้อไปฝากใคร ส่วนบิดาคงไม่ต้องซื้อฝาก เพราะของที่อัมพวาคงไม่มีอะไรถูกใจท่าน พันแสงคิดอย่างนั้น

             ปริดาดูจะตื่นเต้นที่สุดกับร้านรวงต่างๆ เธอเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ปากก็พูดไม่หยุด อันนั้นก็สวย อันนี้ก็ชอบ อันโน้นก็อยากได้ และดูเหมือนเธอจะมีใครต่อใครมากมายที่อยากจะซื้อไปฝาก และหนึ่งในหลายคนนั้นก็คือ...ปริตต์

             “เกี๊ยวๆ แกมานี่หน่อยสิ” ปริดาเรียกกันตาเมื่อเดินมาถึงร้านขายเสื้อยืดที่สกรีนชื่ออัมพวาเอาไว้

             “มีอะไรเหรอ” กันตาถาม หลังจากเดินตามปริดามาหลายร้าน แต่รายนั้นก็ยังไม่ซื้ออะไรเป็นจริงเป็นจังเลยสักร้าน

             “เสื้อร้านนี้สวยเนอะ มีคอวีด้วย ร้านอื่นส่วนใหญ่เป็นคอกลมหมดเลย ฉันอ้วน เวลาใส่คอกลมมันดูตันๆ น่าเกลียดอ่ะ แกช่วยเลือกหน่อยสิ”

             “แกมีเสื้อยืดเยอะแล้วนี่ ยังจะเอาเสื้อยืดอีกเหรอ”

             “ก็ใช่ แต่คราวนี้ฉันอยากได้เสื้อคู่ แกดูสิ เสื้อคู่เยอะแยะเลย สวยทุกแบบ เลือกไม่ถูกเลย” ปริดาชี้ให้เพื่อนดูด้วยความตื่นตา ตื่นเต้น กันตาออกจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมปริดาต้องตื่นเต้นกับเสื้อยืดขนาดนั้น

             คนที่ยืนดูแบบผ่านๆ หูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินปริดาพูดคำว่า ‘เสื้อคู่’ เขารีบขยับมายืนจนชิดกันตา แล้วถามด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์

             “คุณอยากได้เสื้อคู่บ้างมั้ย เลือกสิ เดี๋ยวผมใส่คู่กับคุณเอง”

             “ไม่ค่ะ” กันตาตอบเรียบๆ เงยขึ้นสบตาเขาแล้วรีบเสมองไปทางอื่น ก็ดวงตาคู่นั้นมันวิบวับเสียเหลือเกิน

             “ไม่ นี่คือไม่อยากได้เสื้อหรือไม่อยากใส่คู่กับผม” พันแสงยังสนุกที่ได้แหย่กันตา

             “ทั้งสองอย่างค่ะ”

             “ทำไมล่ะแก ซื้อสิ สวยจะตายไป ใส่คู่กับคุณแสงคงจะเหมาะกันดีนะ โอ๊ย! หยิกทำไมเนี่ย” ปริดาร้องเมื่อโดนนิ้วเรียวของกันตาหยิกที่ต้นแขน

             “นั่นสิ เดี๋ยวผมเลือกเองดีกว่า” พันแสงพูดจบก็เดินหนีไปดูเสื้อที่แขวนไว้รอบร้าน กันตาอ้าปากจะท้วงเขาก็ทำเป็นไม่สนใจ เธอจึงหุบปากแล้วหันมาทำตาดุใส่เพื่อนตัวดี

             “น่าๆ อย่าโกรธเลยนะ มาช่วยฉันเลือกเสื้อหน่อย ฉันจะเอาไปฝากป้อ”

             “แกจะให้ฉันช่วยเลือกทำไม แกเป็นแฟนคลับตัวยงของเขา ต้องรู้มากกว่าฉันสิว่าเขาชอบอะไร แบบไหน”

             “มันก็ใช่ แต่...แฟนคลับเขามีตั้งเยอะตั้งแยะ คนซื้อเสื้อไปฝากเขามีเป็นร้อย ฉันรู้ว่าเขาชอบสีไหน ประมาณไหน แต่แกเคยรู้จักสนิทกับเขามาก่อน แกต้องรู้ดีเทลมากกว่าฉัน เพราะงั้นถ้าแกเป็นคนเลือก รับรองว่าต้องถูกใจเขา เอาแบบที่ให้ไปแล้ว เขาเอาไปใส่ ไม่ใช่เอาไปเก็บนะ ฉันจะได้ใส่คู่กับเขาได้ไง อิอิ”

             ปริดาวาดฝันเสียไกล ในสมองของเธอมีแต่เรื่องของปริตต์เต็มไปหมด กันตาเคยแซวแกมหยิกว่าเธอมีป้อทุกลมหายใจเขาออก ถ้ากลืนกินเข้าไปได้คงทำไปแล้ว

             “คุณว่าคู่นี้สวยมั้ย”

             จู่ๆ พันแสงก็เดินถือเสื้อยืดสีฟ้าสองตัวยื่นมาตรงหน้ากันตากับปริดา

             กันตาอ้าปากจะตอบว่าไม่สวยเพื่อตัดความรำคาญ ยังไงเธอก็ไม่มีวันใส่เสื้อคู่บ้าบอนี่คู่กับเขาเด็ดขาด ที่มาเที่ยวด้วยก็เพราะความจำเป็น แต่เธอจะไม่ยอมให้เขาบีบบังคับอะไรอีก หากยังไม่ทันได้เปล่งเสียงใดๆ ปริดาก็พูดแทรกขึ้นก่อน

             “เฮ้ย! คู่นี้สวยอ่ะเกี๊ยว สีฟ้าด้วย สีโปรดของป้อเขาเลย แถมมีรูปจักรยานด้วย ป้อชอบขี่จักรยาน แกว่าเขาจะชอบไหม”

             ทีแรกกันตานึกอยากจะตอบไปว่า ‘ไม่รู้’ แต่เพราะความหมั่นไส้ผู้ชายตัวสูงที่ชอบทำตาวิบวับใส่เธอไม่หยุดหย่อน หญิงสาวจึงยิ้ม แล้วยื่นมือไปจับเสื้อที่เขาถืออยู่

             “เอาคู่นี้แหละปุ๊กลุก ป้อต้องชอบแน่ๆ รับรองว่าเขาต้องเอาไปใส่มากกว่าเอาไปเก็บ ฉันจะซื้อตัวนี้ด้วย เผื่อวันไหนป้อใส่ ฉันจะได้ใส่ไปด้วย ไม่เป็นคู่แต่เป็นคี่แกโอเคมั้ย”

             “ไม่โอเค! ไม่เอา และห้ามซื้อด้วย!”

             พันแสงเหวี่ยงเสื้อในมือทั้งสองตัวทิ้งไปด้วยความโมโห เขาจ้องหน้ากันตาด้วยแววตาที่บอกได้หลายความรู้สึก ครู่หนึ่งจึงเดินกระแทกเท้าออกจากร้านไป ปภพรีบตามเจ้านายไปอย่างไม่รีรอ

             “เฮ้ย! เกี๊ยว เขาโกรธฉันป่าววะ ฉันพูดมากไปรึเปล่าแก ทำไงดีเนี่ย”

             “ไม่หรอก อย่าคิดมากเลย” กันตาบอกเพื่อนทั้งๆ ที่ตัวเธอเองก็ไม่มั่นใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเขาต้องโมโหขนาดนั้น “ขอโทษด้วยนะคะ ไปกันเถอะแก” กันตาหันไปขอโทษเจ้าของร้านแล้วชวนเพื่อนตามพันแสงไป เพราะถึงยังไงพวกเธอก็ต้องอาศัยเขาเรื่องที่พักแล้วก็การเดินทางกลับ

             บ้านพักริมน้ำสวย บรรยากาศดี อากาศเย็น เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด แต่โต๊ะอาหารที่ถูกจัดไว้ตรงระเบียงริมน้ำ กลับเต็มไปด้วยความเงียบ ชวนให้อึดอัดและเครียดเกร็ง พันแสงเอาแต่เงียบจนทำให้คนอื่นไม่กล้าพูดอะไรแม้สักคำ

             ...เงียบจนได้ยินเสียงช้อนกระทบจานชัดเจน แม้จะพยายามเบามือที่สุดแล้วก็ตาม

             หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จเรียบร้อย พันแสงก็เลือกนั่งชมบรรยากาศที่ระเบียงต่อ โดยมีปภพยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ ส่วนปริดากับกันตาพากันเข้าห้องนอน ไม่กล้าอยู่ใกล้คนที่เอาแน่เอานอนทางอารมณ์ไม่ได้

             “เกี๊ยว...คุณแสงเขาต้องโกรธฉันแน่ๆ เลย โกรธมากด้วย แกดูสิ เขาเอาแต่เงียบ ฉันรู้สึกเหมือนมีกระไอมาคุอยู่รอบตัวเขาเลย”

             “แล้วทำไมเขาต้องโกรธแกล่ะ อีตานั่นอารมณ์แปรปรวนเองต่างหาก”

             “ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องโกรธขนาดนั้น แต่ถ้าให้เดาเขาคงโกรธที่ฉันพูดเรื่องป้อมากเกินไป”

             “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับป้อ” กันตาไม่เข้าใจ

             “เอ้า! ก็เขาหึงน่ะสิ” ปริดาทำเสียงสูง

             “หึง? หึงใคร?” กันตายังงง

             “หึงแกไง เขาชอบแก แล้วแกก็สนิทกับป้อ เรื่องแค่นี้เดายากตรงไหน เขาแสดงออกชัดเจน แกอย่ามาทำซื่อหน่อยเลย”

             “ไม่ได้ทำซื่อ แต่แกบ้ารึเปล่า หนึ่ง...ฉันกับเขาเพิ่งรู้จักกัน ไม่ได้รักกันไม่ได้เป็นแฟนกัน สอง...ฉันกับป้อไม่ได้สนิทกัน เนี่ย แล้วเขาจะมาหึงฉันทำไม แกอย่ามาเพ้อเจ้อหน่อยเลย” กันตาพูดแล้วลุกยืนตั้งใจจะไปอาบน้ำเข้านอน

             “เดี๋ยว” ปริดาจับข้อมือเพื่อนไว้ “จะยังไงก็ช่างแกช่วยไปพูดกับเขาหน่อยสิ วันนี้เขาโกรธฉันแน่ๆ ดูท่าทางเขาที่ร้านเสื้อสิ ฉันงี้ตกใจจนแทบช็อก เวลาน่ารักเขาก็น่ารักมาก แต่เวลาโกรธก็น่ากลัวเป็นบ้า ฉันไม่อยากให้เขาโกรธฉันไปตลอดนะเว้ย”

             “ทำไม แกหลงรักเขาเหรอ ถึงต้องกลัวเขาจะโกรธไปตลอด” กันตาพูดกลั้วหัวเราะ

             “ไอ้เกี๊ยวบ้า หัวใจฉันมีป้อคนเดียวย่ะ แต่ที่ฉันกลัวเขาโกรธไปตลอดก็เพราะว่าถ้าเขาโกรธมากๆ เขาอาจใช้อิทธิพลพ่อเขาเอาฉันไปฆ่านั่งยางก็ได้นะ”

             “บ้าไปใหญ่แล้วยายปุ๊กลุก ไม่คุยด้วยละ ฉันไปอาบน้ำนอนดีกว่า”

             “เกี๊ยวๆ น่านะ ไปช่วยคุยให้หน่อย ฉันว่าแกเองก็มีส่วนทำให้เขาโกรธนะ เพราะงั้นแกต้องไปคุย นะ นะ

             กันตาคิดตามคำพูดเพื่อนแล้วก็เห็นว่าเป็นจริง พันแสงคงโกรธตอนที่เธอพูดเรื่องปริตต์ นี่เป็นเรื่องที่หญิงสาวติดใจอยู่ไม่น้อย สังเกตเห็นอาการปริตต์กับพันแสงตอนเจอกันสองครั้ง ทั้งที่คอนโดฯ ของเธอกับที่บ้านของพันแสง มีบางอย่างบอกกันตาว่าสองคนนี้เคยรู้จักกันมาก่อน และดูเหมือนจะมีเรื่องบาดหมางระหว่างทั้งสองคนด้วย

             หญิงสาวชักอยากรู้ขึ้นมาบ้างเหมือนกันว่า เรื่องอะไรทำให้ทั้งสองคนดูไม่ถูกชะตากัน ความอยากรู้นี้กันตาไม่แน่ใจนักว่าเพราะมันเกี่ยวกับปริตต์ หรือเพราะเธออยากรู้จักพันแสงให้มากขึ้นกันแน่

             ...ไม่ทั้งสองอย่างนั่นแหละ เธอก็แค่อยากรู้ตามประสามนุษย์ทั่วไปแค่นั้นเอง...หญิงสาวคิดค้านอยู่ในใจ

             “ก็ได้ แต่ฉันขออาบน้ำให้ตัวเย็นก่อนแล้วกัน เผื่อคุณแสงของแกเขาอาละวาด ฉันจะได้เย็นพอที่จะไม่โต้ตอบเขาไปแบบรุนแรง เดี๋ยวเขาจะจับฉันไปนั่งยาง ฆ่าหมกอัมพวา พ่อแม่ฉันจะกลายเป็นคนกำพร้าลูก”

             ปริดาฟังแล้วแกล้งเบิกตาโต ก่อนตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงประชด

             “จ้ะ!”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น