อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 13:48:18

ตอนที่ 12 บทที่ 12

บทที่ 12

 

             พันแสงยังคงนั่งที่ระเบียงเช่นเดิม แม้เวลาจะผ่านไปร่วมชั่วโมงแล้วก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่บ้านพักหลังอื่น พวกเขาอาจจะนั่งตรงระเบียงเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศดีๆ รับลมเย็น ดูดาวเต็มท้องฟ้า ฟังเสียงน้ำไหลเอื่อย แต่สำหรับชายหนุ่ม เขากำลังนั่งดื่มเหล้า ดวงตาทอดมองไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า ไร้จุดหมายของสายตา ความคิดไม่ได้จับอยู่กับธรรมชาติรอบตัว แต่มันกำลังหมกมุ่นกับอดีต

             อดีตที่เขาไม่มีวันลืม...แม้อยากจะลืมก็ลืมไม่ลง!

             “คุณแสงครับ...”

             ปภพเอ่ยปากจะห้ามเมื่อเห็นเขารินเหล้าใส่แก้วอีกครั้ง แต่ผู้เป็นเจ้านายยกมือเป็นเชิงห้าม คนสนิทจึงทำได้เพียงเงียบและถอนหายใจเบาๆ กระทั่งมีเสียงฝีเท้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ แม้มันจะแผ่วเบา แต่คนความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวรอบตัวอย่างปภพก็รู้สึกได้ เขาหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นกันตา เขาก็ยิ้มบางๆ คิดอะไรบางอย่างครู่หนึ่งก่อนจะถอยออกไปจนลับสายตาของกันตา

             หญิงสาวอ้าปากจะเรียกปภพให้อยู่ต่อ แต่ดูเหมือนรายนั้นจะรู้หน้าที่ดี เขาไม่ยอมหยุดหรือหันมา เมื่อเห็นว่าเหลือตัวเองกับพันแสงตามลำพัง กันตาก็ชักหวั่นๆ เธอไม่อยากอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ ในเวลากลางคืน ริมน้ำ และตอนที่เขากำลังดื่มเหล้า...มันพานให้คิดถึงเรื่องคืนนั้น คืนที่เขา...

             คิดได้แค่นั้นกันตาก็หมุนตัวกลับ คงไม่เข้าท่าแน่ถ้าเธอจะคุยกับเขาตอนนี้ แต่ดูเหมือนว่าเธอจะหมุนตัวแรงไปหน่อย คนที่กำลังหมกมุ่นกับความคิดแค้น ถึงได้รู้สึกตัว

             “จะรีบไปไหนล่ะ อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ”

             พันแสงพูดทั้งๆ ที่ยังนั่งท่าเดิม สายตายังจับจ้องที่เดิม กันตาละล้าละลัง ไม่แน่ใจว่าเขาพูดกับตัวเองหรือเปล่า แต่บริเวณนี้ก็ไม่มีใครนอกจากเธอ แสดงว่าเขาพูดกับเธอนั่นแหละ

             คิดดังนั้นหญิงสาวก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด รวบรวมความกล้าเดินเข้าไปใกล้เขาอีกนิด หากยังคงเว้นระยะห่างเอาไว้ ตามที่เธอคาดการณ์แล้วว่าถ้าเขานึกจะทำอะไรบ้าๆ เธอจะวิ่งหนีได้ทัน

             “ฉัน...มีเรื่องจะคุยกับคุณ แต่คุณคงไม่สะดวกตอนนี้ ไว้ค่อยคุยพรุ่งนี้แล้วกันค่ะ”

             “คุยได้ ผมไม่ได้เมา พร้อมจะฟังและยืนยันว่ามีสติพอจะเข้าใจทุกอย่าง มานั่งสิ”

             เขาชี้นิ้วให้เธอมานั่งตรงเก้าอี้ข้างๆ แต่กันตาไม่ได้ทำตาม

             “ฉันยืนตรงนี้ก็ได้ค่ะ คุยแค่แป๊บเดียวก็จะไปแล้ว ไม่รบกวนเวลาคุณนานหรอก”

             จู่ๆ พันแสงก็ลุกยืนเต็มความสูง แล้วหมุนตัวเดินเข้ามาหากันตาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวตกใจจนรีบก้าวถอยหลัง ทว่ามือใหญ่คว้าต้นแขนเธอไว้ได้

             “รังเกียจหรือกลัว?”

             พันแสงถามขึ้นดื้อๆ

             “คะ?” กันตาไม่เข้าใจ

             “ก็อาการที่คุณกำลังเป็นอยู่เนี่ย รังเกียจผม หรือกลัวผมกันแน่” คิ้วของเขาขมวดมุ่น ดวงตาขุ่นขวางมือยังคงจับต้นแขนเรียวไว้มั่น

             “ฉันไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องรังเกียจคุณ”

             “งั้นแสดงว่ากลัว” พันแสงเลิกคิ้วถาม กันตาสบตาเขาแวบหนึ่งแล้วเสมองไปทางอื่น พันแสงหัวเราะหึในลำคอ “แล้วคุณมีเหตุผลอะไรที่ต้องกลัวผม”

             “ปล่อยฉันค่ะ” กันตาเลือกสั่งให้เขาปล่อยแขนเธอแทนคำตอบ

             “ผมจะปล่อยก็ต่อเมื่อได้คำตอบที่พอใจแล้วเท่านั้น”

             กันตามองคนตัวสูงแล้วเม้มริมฝีปากแน่น เธอเติบโตมากับบิดาที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และเคยเห็นผลร้ายของการดื่มเหล้า สูบบุหรี่มานักต่อนัก นี่คือเหตุผลพื้นฐานที่เธอรู้สึกไม่อยากอยู่ใกล้เขา

             “เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน ฉันไม่เก่งพอที่จะคาดเดาได้หรอกค่ะว่าคำตอบไหน ถึงจะทำให้คุณพอใจได้ อีกอย่างดูท่าทางคุณแล้วอารมณ์แปรปรวนง่าย อะไรนิดอะไรหน่อยคุณก็ขัดใจได้ อะไรนิดอะไรหน่อยคุณก็พอใจได้ อย่างวันนี้ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงแสดงกิริยาแบบนั้นที่ร้านเสื้อ มันไม่น่ารักเลยนะคะ”

             จากที่อารมณ์ขุ่นๆ พันแสงก็กลับยิ้มได้ขึ้นมา เขาอารมณ์แปรปรวนอย่างที่เธอว่าจริงๆ

             “ยิ้มอะไรคะ” น้ำเสียงของกันตากึ่งหมั่นไส้กึ่งไม่วางใจเขา

             “ผมไม่ใช่นักเรียนของคุณ” เขายังคงพูดด้วยใบหน้าเกลื่อนยิ้ม

             “คะ?”

             “ก็คุณพูดว่า ‘มันไม่น่ารักเลยนะคะ’ อย่างกับผมเป็นเด็กๆ แล้วยังจะมาทำเสียงดุใส่ผมอีก ผมพาคุณมาเที่ยวนะ ไม่ได้พามาสอนเด็ก”

             พอเขาพูดอย่างนั้นกันตาก็นึกได้ ก็จริงอย่างเขาว่า เธอคงติดสอนนักเรียนมากเกินไป คำพูด การแสดงออกบางอย่างจึงติดมาใช้กับคนตัวโข่งอย่างเขา

             “จะว่าไป นิสัยคุณก็เด็กจริงๆ นั่นแหละค่ะ” ไหนๆ ก็ไหนแล้ว บอกให้เขารู้ไปเลยว่าเขาทำตัวเหมือนเด็กขนาดไหน

             “ยังไง” เขาถาม แต่กันตาเหลือบมองมือเขาที่ยังจับต้นแขนเธออยู่ ชายหนุ่มยักไหล่แล้วยอมปล่อยแต่โดยดี

             “ก็ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาเอาแต่ใจไร้เหตุผลกันละคะ อารมณ์ก็แปรปรวนง่ายเหมือนวัยรุ่นที่ฮอร์โมนกำลังเปลี่ยนแปลง นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่สนใจคนรอบข้าง และที่สำคัญฉันว่าผู้ใหญที่โตทั้งตัวและสมองควรจะรู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดีต่อตัวเองนะคะ” ครูสาวคนสวยเหลือบมองขวดเหล้าที่วางอยู่บนโต๊ะ สื่อให้เขารู้ว่าเธอหมายถึงอะไร

             พันแสงมองตามสายตาคุณครูแล้วยิ้มมุมปาก ความจริงเขาไม่ได้ดื่มบ่อย หรือจะพูดให้ถูกเมื่อก่อนเขาแทบไม่เคยดื่มเลยด้วยซ้ำ กระทั่งวันที่ชีวิตได้พบกับการสูญเสีย และหัวใจเจ็บช้ำสาหัส...เขาถึงเลือกการดื่มเป็นทางเยียวยา แม้มันจะทำให้เขาลืมได้แค่ชั่วคราวก็ตาม

             “เด็กนักเรียนที่โรงเรียนเคยจูบคุณมั้ย”

             “คะ?” กันตางงที่จู่ๆ เขาก็พูดไปอีกเรื่อง แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย “คุณพูดบ้าอะไรของคุณเนี่ย ฉันไม่คุยด้วยแล้ว” สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้กันตาเดินหนี เธอจึงหมุนตัว ก้าวขา แต่ทว่าเขาจับต้นแขนเธอรั้งไว้อีกครั้ง

             “เดี๋ยวสิ ผมอยากรู้จริงๆ ตอบผมก่อน”

             “ฉันไม่อยากตอบคำถามบ้าๆ ค่ะ ปล่อย ฉันจะไปนอนแล้ว”

             “คุณได้นอนแน่ แต่ต้องหลังจากที่ตอบคำถามผมก่อน อ๊ะ! ถ้าคุณไม่ตอบคุณได้นอนตรงนี้แน่ ผมเอาจริงนะ ไม่ได้ขู่”

             กันตาเชื่อว่าเขากล้าทำจริง คนอย่างเขามันบ้า...บ้าที่สุด!

             “ไม่เคยค่ะ ปล่อยได้รึยัง” กันตาตอบแบบขอไปที

             “ยัง” พันแสงตอบ อมยิ้มมองหญิงสาวตรงหน้า มือก็ออกแรงรั้งให้เธอหันมาเผชิญหน้ากันตรงๆ “แล้วรู้มั้ยทำไมเด็กๆ พวกนั้นถึงไม่จูบคุณ”

             “คุณเมาแล้วล่ะค่ะ ปล่อยฉันแล้วไปนอนเถอะ”

             “ผมไม่ได้เมา ตอบมาสิว่ารู้มั้ยทำไมเด็กพวกนั้นถึงไม่จูบคุณ”

             “ประสาทจริงๆ เลยคุณเนี่ย ก็เพราะพวกเขารู้กาลเทศะ รู้สถานะ รู้ว่าอะไรควรไม่ควรน่ะสิคะ และที่สำคัญเขารู้ว่าไม่ควรรุกล้ำก้ำเกินคนที่ไม่เต็มใจด้วยค่ะ”

             พันแสงรู้ว่ากันตากำลังว่ากระทบกระเทียบเขา แต่ชายหนุ่มยังยิ้มได้ หนำซ้ำเขายังรั้งตัวเธอเข้ามาใกล้จนชิด แม้เธอจะขืนเท้าไว้ก็ไม่เป็นผล เพราะถึงเขาจะดื่มแต่เขายังไม่เมาจนอ่อนแรง

             “คุณพูดถูกทุกอย่าง แต่ขาดไปอีกนิดหนึ่งก็คือ...”

             กันตาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาโอบเอวเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีคือร่างบางของเธอเบียดอยู่กับอกหนาของเขาเสียแล้ว ซ้ำร้ายใบหน้าของเขาก็โน้มลงมาจน...ริมฝีปากอุ่นจัดแนบกับริมฝีปากเย็นเฉียบของเธอ จนได้กลิ่นแอลกอล์ฮอล์ในลมหายใจชัดเจน หญิงสาวยกมือขึ้นดันอกเขา และพยายามดันร่างกายออกห่าง ทว่าความแข็งแกร่งมันต่างกันเหลือเกิน ยิ่งเธออยากออกห่าง เขายิ่งรัดร่างเธอแน่นขึ้น ริมฝีปากก็เขาก็ยิ่งครอบครองและรุกล้ำริมฝีปากเธอมากขึ้น

             จากการจูบแบบนิ่มนวล อ่อนโยน พันแสงเริ่มบดเบียดริมฝีปากตัวเองกับริมฝีปากบางร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่ปะทุขึ้นภายใน ยิ่งเธอพยายามดิ้นหนี เหมือนยิ่งเรียกร้องให้เขารุกตาม...

             พันแสงอยากไปต่อตามอารมณ์ แต่เขาสกัดกลั้นเอาไว้แล้วถอนริมฝีปากออก ชายหนุ่มยิ้มเมื่อเห็นกันตาตัวแข็งทื่อเขากระซิบเสียงแผ่วเบาพอให้เธอได้ยินในระยะใกล้

             “เด็กๆ พวกนั้นยังไม่รู้ ว่าผู้ใหญ่สามารถจูบได้ เพราะผู้หญิงมักทำอะไรตรงข้ามความต้องการเสมอ จูบครั้งแรกอาจไม่เต็มใจ จูบครั้งต่อไปอาจจะขัดขืน และถ้ายังพยายาม ครั้งต่อไปอีกอาจติดใจ และสุดท้าย...อาจจะขาดไม่ได้เลยตลอดชีวิต”

             “คะ...คุณกำลังดูถูกผู้หญิง”

             “เปล่าเลย แต่ผู้ชายอย่างผม เป็นผู้ใหญ่พอที่จะเรียนรู้ว่าผู้หญิงคนไหนจูบได้ คนไหนไม่ควรจูบ ครั้งแรกอาจเกิดจากความไม่ตั้งใจ แต่ถ้ามีครั้งต่อไปแสดงว่าผมเต็มใจ และถ้ามีครั้งต่อไปอีกแสดงว่าผมติดใจ สุดท้ายถ้ายังจูบอีก...นั่นหมายถึงว่าผมอยากให้คุณอยู่กับผมไปตลอดชีวิต!”

             น้ำเสียงของเขา หนักแน่น จริงจัง เสียจนกันตาพูดอะไรไม่ออก เธอยืนจ้องเขานิ่ง ทั้งสับสน ทั้งมึนงงไปหมดว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเธอ

             “ไปนอนสิ ขืนยังยืนจ้องหน้าผมแบบนี้ คุณอาจได้เรียนรู้ว่าจูบแบบติดใจไปจนถึงขาดไม่ได้ทั้งชีวิตมันเป็นยังไงภายในชั่วโมงเดียวนะ”

             “บ้า!” กันตาตะโกนใส่หน้าเขา แล้วรีบวิ่งกลับห้องนอนของตัวเองไปอย่างรวดเร็ว

             พันแสงหัวเราะเบาๆ มองตามทางที่หญิงสาวลับหายไป ดวงตาที่มีความสุขเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นหม่นหมองและแข็งกร้าว เขารู้ว่าเรื่องทุกอย่างมันจะยุ่งวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาจะไม่มีวันถอย เพราะเขาถอยมามากเกินพอแล้ว จากนี้เขาจะเป็นฝ่ายรุก เพื่อสอนบทเรียนให้ ‘หมอนั่น’ รู้ว่า ของที่มีค่าควรรักษาไว้เท่าชีวิต!

 

             “เดินยิ้มอะไรของมึงอีแป้น”

             เสียงเด็กสาววัยสิบห้าปีคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ริมน้ำ ถามเพื่อนที่กำลังเดินก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือพลางยิ้มกว้าง

             “กูไปเจอของดีมาน่ะสิ” เด็กสาวที่ชื่อแป้นเงยหน้าขึ้นยิ้มมีเลศนัยให้เพื่อน

             “ของดีอะไรของมึงวะ”

             “ก็แม่อ่ะ บอกว่ามีดารามาพักที่บ้านพักของเรา กูเลยตื่นเต้นตามไปดูน่ะสิ แล้วมึงรู้มั้ยกูไปเจออะไรมาอีนก”

             เด็กสาวชื่อนกกลอกตาขึ้นบน บ่งบอกให้รู้ว่าเริ่มรำคาญ

             “มีอะไรก็รีบๆ บอกมาสิ ยึกยักท่ามากอยู่ได้”

             “เอ้า อีนี่ ดูแล้วอย่าร้องกรี๊ดนะมึง” แป้นพูดพลางยื่นโทรศัพท์ให้นกดูคลิปที่เพิ่งถ่ายมาได้สดๆ ร้อนๆ นกรับไปดูแล้วอ้าปากจะร้องกรี๊ดจริงๆ แต่แป้นใช้ฝ่ามือปิดไว้ได้ทัน “บอกแล้วว่าอย่าร้องกรี๊ด เดี๋ยวเขาก็ได้ยินหรอก”

             “ก็กูตกใจนี่ นี่มันป้อ ปริตต์ใช่หรือเปล่าวะ มันไม่ชัด มึงถ่ายอะไรของมึงติดต้นไม้เต็มไปหมด” นกบ่น

             “ก็กูต้องแอบหลังพุ่มไม้นี่หว่า ใครจะบ้าไปยืนถ่ายเขาโต้งๆ ได้ล่ะ ยืนจูบกับผู้หญิงซะขนาดนั้น แต่ใครดูก็รู้ว่าเป็นป้อ ถึงจะเป็นด้านข้างก็เถอะ”

             “โหย ป้อนี่ขวัญใจกูเลยนะ ทำไมมาจูบกับผู้หญิงเย้ยกันถึงถิ่นแบบนี้เนี่ย” นกโอดครวญ

             “ทำอย่างกับว่าเขาจะเอามึง อีกอย่างกูเห็นป้อมีข่าวกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า ไม่เว้นช่วงเลย มึงก็ยังตามกรี๊ดมาตลอดทีอย่างนี้ทำกระแดะรับไม่ได้” แป้นกระแนะกระแหนเพื่อน

             “ก็เพราะเขาไม่เอากูน่ะสิ กูถึงไม่สนใจว่าเขาจะไปชอบใครคบใคร แต่สองสามข่าวมานี้มันแรงไปนะเว้ย ทั้งจูบ ทั้งชกต่อยแย่งผู้หญิงโนเนมที่ไหนก็ไม่รู้”

             “พวกดารานี่ก็มั่วอย่างเขาว่าจริงๆ อ่ะเนอะ” แป้นพึมพำ

             “คงงั้นแหละมั้ง นี่...แต่ถึงยังงั้นมึงก็ห้ามปล่อยคลิปนี้ลงอินเตอร์เน็ตนะเว้ย กูไม่อยากให้ป้อเสียหายไปมากกว่านี้” นกชี้หน้าเพื่อนสั่งห้ามเด็ดขาด

             “ไม่ทันแล้ว กูอัพโหลดตั้งแต่ตอนเดินมาแล้วอ่ะ”

             “เฮ้ย อีแป้น! มึงทำงี้ได้ไงวะ นี่มึงรู้มั้ยนอกจากจะทำให้ป้อเสียหายแล้ว มึงจะผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ด้วยนะ ติดคุกแน่มึง” นกโวยวาย

             “จริงดิ ตายละ กูไม่รู้นี่หว่า งั้นรีบลบเลยละกัน”

             “ลบเลยๆ เร็วๆ ไปอยู่ไหนมาเนี่ยมึง ข่าวเขาออกกันโครมๆ ให้คิดก่อนแชร์” นกบ่นเพื่อน

             “เออ ลบแล้วๆ ก็ตอนนั้นไม่ทันคิดนี่หว่า แค่สนุกๆ เท่านั้นเอง”

             “มึงสนุกแต่คนอื่นเขาไม่สนุกน่ะสิ เผลอๆ ถ้าเขารู้ว่าคนที่ปล่อยคลิปเป็นลูกสาวเจ้าของที่พักในอัมพวา กิจการบ้านมึงจะเจ๊งเอาได้ ค่าที่มีลูกสาวไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยแบบมึงเนี่ย” นกจิ้มหัวเพื่อนแรงๆ

             “นั่นสิ เมื่อกี้ก่อนลบเห็นยอดวิวเป็นร้อยแล้วอ่ะมึง หวังว่าคงไม่มีใครเซฟไว้หรอกนะ ลงไปแป๊บเดียวเอง ทำไมคนเข้ามาดูไวจังวะ” แป้นชักไม่สบายใจขึ้นมาครามครัน

             “น่าจะไม่หรอกมั้ง คราวหน้าคราวหลังจะทำอะไรคิดให้ดีก่อนนะมึง จะมาพูดทีหลังว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้นะ เพราะก่อนจะทำอะไรต้องหัดเอาใจเขามาใส่ใจเราก่อน” นกสอนเพื่อน

             “นี่มึงอายุสิบห้าหรือห้าสิบกันแน่เนี่ย บ่นเป็นคนแก่เลย” แป้นเริ่มหงุดหงิด

             “สิบห้าแต่ว่ารักป้อ ก็เลยมีความคิดดีๆ ไง” นกทำท่าเคลิ้มฝัน

             “แหวะ ไปนอนดีกว่า มึงกลับบ้านไปได้แล้วขี้เกียจคุยแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน” แป้นไล่เพื่อน ซึ่งปกติจะมานั่งคุยกันริมน้ำแถวหน้าบ้านกันเป็นประจำทุกคืน

             ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปนอน โดยไม่รู้เลยว่าในขณะที่พวกเธอนอนหลับฝันดี หลายคนที่ท่องโซเชี่ยลและเก็บคลิปนั้นไว้ได้ทันก่อนโดนลบ กำลังให้ความสนใจและเผยแพร่ออกสู่วงกว้าง...

             กันตา พันแสง รวมถึงปริตต์ ยังไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้กำลังจะมาพร้อมฝันร้าย ซึ่งอาจนำไปสู่เรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่จะพลิกชีวิตของพวกเขาอย่างคาดไม่ถึง


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น