อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 13:53:45

ตอนที่ 14 บทที่ 14

บทที่ 14

 

             หลังจากประชุมพรรคเสร็จแล้ว ทุกคนก็ทยอยออกจากห้องประชุม แน่นอนว่าคุณคชาได้รับความสนใจจากสื่อเป็นอย่างมาก เพราะท่านคือตัวเต็งที่จะได้เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป นักข่าวกรูกันเข้ามายืนขวางหน้า จ่อไมค์ไปตรงปากพร้อมยิงคำถามอย่างรวดเร็ว

             คุณคชายิ้มรับทุกคำถาม ท่านตอบได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะชินกับการ ‘ถูกถาม’ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่คนที่ไม่ชินเห็นจะเป็นลูกชายของท่าน ที่ยืนยุกยิกๆ เหมือนครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่ข้างๆ คุณคชารู้ว่าพันแสงต้องการให้ท่านแนะนำเขากับนักข่าว แต่ท่านก็ยังแกล้งประวิงเวลา คุยนั่นคุยนี่กับนักข่าวให้เขารออย่างร้อนใจ

             “ขออนุญาตถามท่านนอกเรื่องสักนิดนะคะ ไม่ทราบว่าหนุ่มหล่อที่ยืนข้างท่านในวันนี้ ใช่ลูกชายที่มีข่าวว่าเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกไม่นานหรือเปล่าคะ”

             “ใช่ครับ นี่คือทายาทที่ผมหวังไว้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะมาสืบทอดเจตนารมณ์ของผม และเขาก็สัญญาแล้วว่าเขาจะทำตามความต้องการของผม” คุณคชาได้โอกาสมัดมือชกลูกชายเสียเลย ไหนๆ เขาก็รับปากแล้วว่าจะเดินทางสายการเมือง แม้จะไม่รักไม่ชอบก็ตาม “ผมขอแนะนำอย่างเป็นทางการเลยแล้วกันนะครับ นี่พันแสง เลิศวงศ์พันธ์ ลูกชายคนเดียวของผม”

             คุณคชาเอียงตัวไปโอบไหล่บุตรชายให้เดินมายืนเคียง พันแสงยิ้มให้นักข่าวอย่างเป็นมิตร ซึ่งมันผิดวิสัยเขาอย่างมาก ถ้าไม่มีผลพลอยได้ที่ต้องการ เขาจะไม่ยอมมากับบิดา และไม่มีทางยืนต่อหน้านักข่าวเด็ดขาด!

             “สวัสดีครับ ผมฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” ชายหนุ่มพูดสุภาพ และท่าทีเป็นกันเองเสียจนทั้งบิดาและปภพที่ยืนข้างหลังยังต้องทำหน้าแปลกใจ

             “หล่อจังเลยค่ะ เป็นดาราได้สบายเลยนะคะเนี่ย คิดจะเข้าวงการบ้างหรือเปล่าคะ”

             “ไม่ครับ ผมชอบความเป็นส่วนตัวมากกว่า เป็นดาราค่อนข้างขาดความเป็นส่วนตัว นี่ขนาดไม่ได้เป็นดาราผมยังโดนถ่ายคลิปตั้งหลายครั้งแล้ว” พันแสงแสร้งพูดกลั้วหัวเราะ

             “ตายจริง! อย่าบอกนะคะว่าคุณพันแสงคือคนในคลิปที่ป้อ ปริตต์บอกว่าเป็นคนหน้าเหมือน นี่ดูไปดูมาหน้าตาคล้ายป้อ ปริตต์จริงๆ นะคะเนี่ย”

             โป๊ะเชะ! นี่แหละ คือสิ่งที่พันแสงต้องการ เขาจะไม่ยอมเป็นเงาของปริตต์อีกต่อไป ทุกอย่างที่เขากระทำ หรือก่อขึ้นกับกันตา เขายินดีให้เธอเป็นข่าวกับเขา ไม่ใช่กับปริตต์ไม่ว่าทางดีหรือทางเสียหายก็ตาม

             “ใช่ครับ จริงๆ ผมกับ...แฟนผมไม่ได้ตั้งใจให้ใครมาถ่ายคลิป หรือให้ใครเข้าใจผิดว่าเป็น...ป้อ ปริตต์เลย แต่เราสองคนไม่ใช่ดารา ก็เลยไม่มีโอกาสแก้ข่าว วันนี้ผมขออนุญาตทำความเข้าใจให้ตรงกันทีเดียวเลยนะครับ และผมขอร้องว่าห้ามไม่ให้ใครถ่ายคลิปผมกับแฟนไปเผยแพร่อีก ถ้าใครละเมิดสิทธิ์ของผมกับแฟน ผมจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้แฟนผมเขาต้องเสียหายน่ะครับ”

             คุณคชาฟังคำพูดบุตรชายแล้วถึงกับต้องกลั้นยิ้ม พันแสงเอาความมั่นใจจากไหนมาเรียกกันตาว่าแฟน เท่าที่ท่านดู ฝ่ายนั้นแทบจะไม่ยอมเข้าใกล้บุตรชายท่านเสียด้วยซ้ำ

             “โอ๊ย! ทำไมน่ารักขนาดนี้คะ หน้าตาว่าหล่อแล้ว ใจนี่ยิ่งหล่อเลยค่ะ ท่าทางจะรักแฟนมาก แบบนี้เมื่อไหร่จะมีข่าวดีคะ”

             “คงอีกไม่นานหรอกครับ รอให้อะไรๆ ลงตัวอีกสักหน่อย”

             “อะแฮ่ม” คุณคชากระแอมกระไอ เพราะเห็นว่าลูกชายเริ่มจะโกหกไปไกลแล้ว “วันนี้คงต้องขอตัวก่อนนะครับทุกคน ต่อไปคงมีโอกาสได้เจอพันแสงเขาบ่อยๆ เพราะเขาคงจะต้องตามผมมาเรื่อยๆ เพื่อศึกษาดูงาน ยังไงฝากลูกชายผมด้วยนะ มีอะไรก็แนะนำเขาได้ แสงเขาไม่ดื้อ เป็นเด็กดีและเชื่อฟัง”

             พันแสงยิ้มให้นักข่าว ทั้งๆ ที่อยากหันไปค้อนคนเป็นพ่อ เรื่องที่พูดจาประชดประชันเขา

             “ได้เลยค่ะ หล่อขนาดนี้ มีคุณพ่อเก่งขนาดนี้ รับรองใครๆ ก็ต้องเอ็นดูและจับตามองแน่นอนค่ะ”

             “จำให้แม่นนะครับ ผมคือพันแสง อย่าทักผิดเป็น ป้อ ปริตต์นะครับ เราเป็นคนละคนกัน”

             พันแสงพูดกลั้วหัวเราะ หากในความเป็นจริงเขาต้องการย้ำให้เป็นไปตามนั้น เขาคือเขา ปริตต์คือปริตต์ ต่อให้หน้าคล้ายกัน แต่พวกเขาไม่มีวันเหมือนกัน!

 

             กันตาเดินเข้าสู่อาคารของสนามบินบ้านเกิด หัวใจของหญิงสาวทั้งห่อเหี่ยว ทั้งรุ่มร้อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นแม้จะไม่ได้เป็นความต้องการหรือเต็มใจของเธอ แต่เธอก็มีส่วนผิดที่ปล่อยให้หมอนั่น...จูบ ถึงสองครั้งสองครา

             บิดาสอนเธอเสมอว่ากล้าทำต้องกล้ารับ และความรับผิดชอบคือเครื่องหมายอย่างหนึ่งของคนดี ยิ่งเป็นข้าราชการ ความรับผิดชอบยิ่งต้องสูง เพราะฉะนั้นเธอต้องกล้ายอมรับผลของเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวเอง ต่อให้บิดาจะดุด่าหรือทุบตีเธอก็ต้องยอมรับมันให้ได้ แต่จะว่าไปแล้ว กันตาไม่เคยทำผิดร้ายแรงขนาดนี้เลยสักครั้งในชีวิต หญิงสาวจึงไม่รู้ว่าบทลงโทษขั้นสูงของบิดาคือขนาดไหน หากสิ่งที่ห่วงและกังวลเหนือสิ่งอื่นใดก็คือจิตใจของบิดา ท่านคงเสียใจและผิดหวังในตัวเธอมาก

             “เกี๊ยว!”

             เสียงเรียกดังขึ้นเมื่อกันตาลากกระเป๋าออกมานอกอาคารสนามบิน หญิงสาวหันมองหา และพบว่าหญิงวัยสี่สิบกลางๆ กำลังยืนโบกมือให้เธออยู่

             “น้าฝ้าย”

             กันตาเรียกชื่อคนมารอรับด้วยความดีใจ แล้วรีบลากกระเป๋าเดินเร็วๆ เข้าไปหา

             “ไม่เจอกันนาน สาวขึ้น สวยขึ้นนะเรา” ผ้าฝ้ายทักหลานสาวพร้อมกับลูบหัวลูบไหล่ด้วยความรักและคิดถึง

             “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” กันตาย่นจมูกเขินๆ “น้าฝ้ายมารอเกี๊ยวนานหรือยังคะ”

             “ไม่นาน เพิ่งมาถึงแป๊บเดียวเอง แต่เกี๊ยวสวยขึ้นจริงๆ นะ เพราะมีความรักใช่หรือเปล่าเนี่ย”

             ผ้าฝ้ายแซวหลานสาวยิ้มๆ แล้วช่วยลากกระเป๋าไปขึ้นรถที่จอดไว้ยังลานจอดรถของสนามบิน

             “ความรักอะไรกันคะ ไม่มีสักหน่อย แล้วพ่อเป็นไงบ้างคะ” กันตาปฏิเสธไม่เต็มเสียงนัก ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นไปเรื่องบิดาเมื่อเข้ามานั่งในรถข้างคนขับซึ่งก็คือผ้าฝ้าย

             “พี่กฤติน่ะเหรอ ก็ดีใจจะได้ลูกเขยเป็นดาราดัง จนช็อกเข้าโรงบาลไปเลยน่ะสิ” ผ้าฝ้ายพูดแล้วหัวเราะ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่

             “น้าฝ้าย!” กันตาค้อนคนเป็นน้า ไม่รู้ว่าค้อนเพราะเธอล้อเรื่องลูกเขย หรือค้อนเพราะล้อเรื่องอาการป่วยของบิดากันแน่

             “อ่ะๆ ไม่แซวแล้วก็ได้ แต่น้าไม่เข้าใจเลย แค่เกี๊ยวเป็นข่าวกับ ป้อ ปริตต์ ทำไมพี่กฤติต้องโกรธขนาดนี้ด้วยล่ะ นี่ถ้าน้าสาวกว่านี้สักยี่สิบปีนะ น้าจะจีบป้อเองเลย คนอะไรล้อหล่อ อ้อ หรือถ้าน้ามีลูกสาวอย่างเกี๊ยวนะ น้าจะรีบจับแต่งงานกับป้อซะเลย แหม่...เสียดายน้าโสด ไม่มีใครเอา ก็เลยไม่มีลูก”

             ผ้าฝ้ายพูดกลั้วหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดีเป็นนิจ ความจริงที่เธอยังโสดไม่ใช่เพราะไม่มีใครเอาอย่างที่พูด แต่เพราะเธอไม่เอาใครต่างหาก สวย เก่ง อย่างเธอจะเลือกให้ดี ให้รวย ขนาดไหนก็ได้ เพราะมีทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาตามจีบไม่เคยขาด

             “เรื่องมันซับซ้อนนิดหน่อยน่ะค่ะ เกี๊ยวขอไปพูดทีเดียวที่บ้านให้ทุกคนฟังพร้อมเลยนะคะ”

             กันตากระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน ที่ต้องมาอธิบายรายละเอียดเรื่องที่โดนจูบจนมีคลิปออกมาว่อนสื่อออนไลน์ถึงสองครั้ง ครอบครัวของเธอเป็นพวกหัวโบราณ เธอเองก็หัวโบราณไม่น้อยเช่นกัน ที่ผ่านมาเวลามีใครมาจีบ แม้แต่จับมือเธอก็ยังไม่เคยอนุญาต แต่หมอนั่น ทั้งกอด ทั้งจูบ...แถมคนยังเห็นกันทั้งประเทศอีก สมควรแล้วที่บิดาเธอจะโกรธจนความดันขึ้น ต้องเข้าโรงพยาบาล

             “ทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อย่างนั้นล่ะเกี๊ยว อย่าคิดมากน่า นี่มันสมัยไหนแล้ว แค่จูบกับดาราหล่อๆ คนนึง ไม่คอขาดบาดตายหรอกน่า”

             ผ้าฝ้ายไม่วายแซวหลานสาวอีกจนได้ เธอแค่อยากให้กันตาผ่อนคลาย

             “น้าฝ้ายอ่ะ เลิกล้อเกี๊ยวได้แล้วค่ะ เรื่องมันไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจเลยนะคะ” กันตาหันไปค้อนน้าสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะเหม่อมองไปด้านหน้า พูดจาด้วยน้ำเสียงหงอยๆ “แต่ไม่ว่ามันเป็นจะเป็นแบบไหน พ่อก็โกรธเกี๊ยวมากอยู่ดี”

             “ฮื่อ! พี่กฤติต้องเข้าใจสิ น้าเองยังเชื่อใจเกี๊ยวเลย น้ารู้ว่าเกี๊ยวไม่ใช่คนใจง่ายมักง่าย มันต้องมีอะไรสักอย่าง แล้วพี่กฤติเป็นพ่อ ต้องรู้จักเกี๊ยวดีกว่าน้าหลายเท่า”

             “พ่ออาจจะเชื่อใจเกี๊ยว แต่ยังไงคลิปที่ออกไป มันก็ทำให้เกี๊ยวเสียหาย วงศ์ตระกูลเสียหาย ชื่อเสียงของพ่อก็เสียหายด้วยน่ะสิคะ”

             “โอ๊ย! กะอีแค่จูบ ไม่เสียพรหมจรรย์ ไม่ท้องหรอกนะเกี๊ยว” ผ้าฝ้ายเป็นคนมองโลกในแง่ดี และค่อนข้างปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี “ถ้าเกี๊ยวกับพี่กฤติซีเรียสกันขนาดนั้น ก็ให้เขารับผิดชอบเสียเลยสิ”

             “รับผิดชอบ?” กันตาทวนคำน้าสาวด้วยความไม่เข้าใจ คนเป็นน้าพยักหน้ายิ้มๆ ดวงตามีประกายเจ้าเล่ห์ “ยังไงคะน้าฝ้าย”

             “ทำผู้หญิงเสียหายก็ต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงานไง น้าอยากมีหลานเขยเป็นดาราด้วย อยากเห็นป้อตัวเป็นๆ สักครั้ง อิอิ” ผ้าฝ้ายจบคำพูดด้วยการหัวเราะแบบภาษาแชตของวัยรุ่นสมัยใหม่

             ผ้าฝ้ายไม่เคยรู้เรื่องระหว่างปริตต์กับกันตา ว่าเมื่อครั้งที่ครอบครัวกันตาย้ายไปอยู่ใต้ได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะหลังจากย้ายกลับมาอยู่เหนือ กฤติชัยก็สั่งห้ามภรรยากับลูกสาวพูดปริตต์อีกเด็ดขาด เขาไม่ชอบพฤติกรรมหลายอย่างของเด็กหนุ่มคนนั้น มันทำให้เห็นว่าปริตต์ขาดความรับผิดชอบ ขาดการยับยั้งชั่งคิด และเขาพอจะมองออกว่ากันตารู้สึกอย่างไรกับปริตต์

             “จะแต่งได้ยังไงคะ เราเพิ่งรู้จักกัน แถมไม่ได้รักกันด้วยค่ะ” กันตาหมายถึงเธอกับพันแสง

             “ไม่รัก? แล้วไปจูบกับเขาทำไมล่ะ”

             “น้าฝ้าย!”

             “แน่ะ หน้าแดงแจ๋เลย” ผ้าฝ้ายหัวเราะชอบใจเมื่อได้แกล้งหลานสาว “น้าจะบอกอะไรให้นะเกี๊ยว คนสมัยก่อนแต่งงานกันโดยไม่ได้รักกันเยอะแยะ ดูอย่างพี่กฤติกับพี่ไหมสิ อย่าว่าแต่รักกันเลย ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนด้วยซ้ำ ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่คุยกันตกลงกันเรื่องหมั้นหมาย เรื่องสู่ขอเสร็จสรรพ แล้วถึงพาทั้งสองคนมาเจอหน้ามารู้จักกัน แล้วดูทุกวันนี้สิ รักกันจะเป็นจะตาย ห่างกันได้เสียที่ไหน”

             “จริงเหรอคะ เกี๊ยวไม่เคยรู้เลย พ่อกับแม่ไม่เคยเล่าให้ฟัง”

             “จริงสิ น้าจะโกหกทำไม แล้วเกี๊ยวดูคนสมัยนี้ ดูอย่างพวกดาราก็ได้ รักกันจะเป็นจะตาย จัดงานแต่งงานซะใหญ่โตหรูหรา สุดท้ายอยู่กันก้นหม้อข้าวไม่ทันดำก็เลิกกันซะแล้ว”

             กันตาคิดตามคำพูดของผ้าฝ้าย แล้วก็เห็นจริงตามนั้น แม้มันจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นก็ตาม แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

             “แต่ถึงยังไง เกี๊ยวก็แต่งงานกับเขาไม่ได้หรอกค่ะ”

             ...เพราะไม่ว่าจะเป็นปริตต์หรือพันแสง ทั้งสองคนไม่มีใครคิดจะแต่งงานกับเธอหรอก

             “แล้วนี่เกี๊ยวจะไปไหน ไปบ้านก่อน หรือไปหาพี่กฤติที่โรงพบาลเลย น้าจะได้ขับรถไปถูก”

             ผ้าฝ้ายเห็นใบหน้าเศร้าๆ ของกันตาแล้วจึงชวนเปลี่ยนเรื่อง

             “ไปหาพ่อที่โรงพยาบาลก่อนดีกว่าค่ะ เกี๊ยวเป็นห่วงพ่อ”

             พูดจบเสียงโทรศัพท์ของกันตาก็ดังขึ้นพอดี หญิงสาวล้วงมันออกมาจากกระเป๋าแล้วดูหน้าจอว่าใครโทรมา พอเห็นว่าเป็นมารดาก็รีบรับสายทันที

             “ค่ะแม่ เกี๊ยวออกมาจากสนามบินแล้วค่ะ กำลังจะให้น้าฝ้ายพาไปหาพ่อที่โรงพยาบาล”

             “อย่าเพิ่งเลยเกี๊ยว กลับบ้านก่อนเถอะลูก พรุ่งนี้พ่อก็กลับบ้านได้แล้วล่ะ ลูกไปรอที่บ้านเลยแล้วกัน”

             “ทำไมละคะแม่ เกี๊ยวอยากไปดูอาการพ่อ”

             “พ่อไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะ” ผ้าไหมตอบแล้วหันไปมองสามีที่นอนหน้านิ่งเฉยอยู่บนเตียงผู้ป่วย ก่อนจะพูดกับลูกสาวต่อ “พ่อเขาบอกว่าไม่อยากพูดเรื่องนั้นที่นี่ ไว้ไปคุยกันที่บ้านดีกว่า เกี๊ยวเองก็จะได้พักผ่อนสักคืนก่อนนะลูกนะ”

             “ค่ะแม่” กันตารับคำเศร้าๆ ต่อให้นึกอย่างดื้อดึงก็ไร้ประโยชน์ บิดาคงจะโกรธเธอมากจริงๆ

             ผ้าฝ้ายได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เพราะในรถไม่ได้กว้างอะไรนัก ทำให้เสียงของพี่สาวเล็ดลอดมาเข้าหู

             “อย่าคิดมากเลยเกี๊ยว พรุ่งนี้คุยกัน เกี๊ยวอธิบายให้ฟัง น้าเชื่อว่าพี่กฤติต้องเข้าใจ” ผ้าฝ้ายโยกหัวหลานสาวเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “กลับบ้านก็ดีเหมือนกันนะ น้าจะทำข้าวซอยไก่ให้กิน เกี๊ยวชอบฝีมือน้าไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวแถมขนมจีนน้ำเงี๊ยวแซ่บๆ ปลอบใจอีกอย่าง เอ้า!”

             “ขอบคุณค่ะน้าฝ้าย ดีเหมือนกันนะคะ เกี๊ยวจะกินให้พุงปลิ้นเลย ไม่ได้กินฝีมือน้าฝ้ายมานานมากแล้ว”

             “ตัวแค่เนี๊ยะ จะกินให้พุงปลิ้น จะไหวเร้อ”

             “คอยดูละกันค่ะ” กันตาตอบอย่างมั่นใจ ผ้าฝ้ายเลยขับรถมุ่งหน้าพาหลานสาวกลับบ้าน

             กันตาไม่รู้หรอกว่าเมื่อได้เจอบิดา เธอจะทำหน้ายังไง เริ่มต้นพูดด้วยเรื่องไหน แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็ต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเอง ด้วยความกล้าหาญ และจะจบเรื่องทั้งหมดระหว่างเธอ พันแสง และปริตต์ไว้แค่นี้ให้จนได้

             เพราะไม่อยากให้บิดาต้องทุกข์ใจและเสียใจอีก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น