อัปเดตล่าสุด 2019-05-17 13:53:45

ตอนที่ 15 บทที่ 15

บทที่ 15

 

             ขณะช่วยผ้าฝ้ายเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำข้าวซอยไก่และขนมจีนน้ำเงี๊ยว จู่ๆ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ดังขึ้น สองน้าหลานมองหน้ากัน แล้วก็เป็นกันตาที่เสนอตัวเป็นคนไปเปิดประตู แต่ผ้าฝ้ายห้ามไว้

           “น้าไปเองดีกว่าจ้ะ อาจจะเป็นเพื่อนน้าหรือคนแถวนี้ ถ้าเกี๊ยวออกไปเขาอาจไม่รู้จัก หรือจำเกี๊ยวไม่ได้ เกี๊ยวเตรียมของต่อเถอะ”

           กันตาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ผ้าฝ้ายเลยเดินออกไป เมื่อถึงประตูรั้วเหล็กดัดสูงเหนือศีรษะ สายตาของเธอก็มองเห็นทะลุรั้วไป พอจะมองออกว่าเป็นผู้ชายร่างสูงผิวขาว ผ้าฝ้ายคิดในใจว่าเธอไม่มีคนรู้จักรูปร่างแบบนี้แน่ และคนที่แถวนี้ก็ไม่เคยเห็นลักษณะนี้เช่นกัน ดังนั้นเธอจึงหยุดรักษาระยะห่างจากประตูรั้วไว้พอสมควร แล้วตะโกนถาม

           “มาหาใครคะ”

           “เอ่อ...ผมมาหาเกี๊ยวครับ”

           “มาหาเกี๊ยว?” ผ้าฝ้ายทวนคำตอบของชายหนุ่ม กันตาเพิ่งมาถึงบ้านทำไมถึงมีคนมาหาได้ หรือหลานสาวเธอนัดใครไว้ “นัดเกี๊ยวไว้เหรอ เกี๊ยวไม่เห็นบอกว่านัดใครไว้”

           “เปล่าครับ ไม่ได้นัด แต่ผมเป็นเพื่อนเกี๊ยว”

           “เพื่อนเกี๊ยว? ชื่ออะไรล่ะ เดี๋ยวจะเข้าไปบอกเกี๊ยวให้ก่อน” ผ้าฝ้ายยังไม่วางใจ สมัยนี้มิจฉาชีพมีเยอะ มาได้ทุกรูปแบบ เธอต้องระวังตัวไว้ก่อน

           “เอ่อ...” ชายหนุ่มลังเลที่จะแนะนำตัว ทำให้ผ้าฝ้ายย่นคิ้วด้วยความไม่ไว้วางใจ “ผมชื่อ...ป้อครับ”

           “ป้อ?”

           “ครับ ป้อ ปริตต์”

           แค่ได้ยินชื่อนั้นก็ทำเอาผ้าฝ้ายอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ถ้าดาราที่ชื่อป้อ ปริตต์จะไม่เคยเป็นข่าวกับหลานสาวเธอ ผ้าฝ้ายจะไม่มีวันเชื่อว่าเขาคือคนที่มากดกริ่งหน้าบ้าน แต่เพราะปริตต์เป็นข่าวกับกันตาถึงสองครั้งสองครา แถมล่าสุดก็เมื่อไม่นานนี้เอง ดังนั้นพอได้ยินชายหนุ่มแนะนำตัวเธอจึงรีบพุ่งมาเกาะรั้วเพื่อมองหน้าเขาให้ชัดๆ

           แล้วผ้าฝ้ายก็แทบช็อกหมดสติ เมื่อได้เห็นว่าคนที่ยืนอยู่หลังรั้วคือป้อ ปริตต์จริงๆ ตัวเป็นๆ

           “อ่ะ...เอ่อ...คือ” ผ้าฝ้ายพูดไม่ออก เพราะมัวตะลึงยืนมองตาค้าง

           “ผมขออนุญาตเข้าไปหาเกี๊ยวได้ไหมครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับเธอ”

           “ดะ...ได้ ได้สิคะ”

           ผ้าฝ้ายตอบแล้วรีบเปิดประตูรั้วให้ปริตต์ พอไม่มีรั้วกั้นกลาง และปริตต์ก้าวมายืนใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอม น้าสาวของกันตาก็แทบหยุดหายใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอปริตต์ใกล้ขนาดนี้ แถมเขามาหาถึงบ้านอีกด้วย

           “เกี๊ยวอยู่ไหนครับ” ปริตต์ถามด้วยรอยยิ้ม พอจะรู้ตัวว่าทำให้หญิงวัยสี่สิบกลางๆ ตลึงพอสมควร

           “อ้อ เชิญ...เชิญทางนี้ค่ะ” ผ้าฝ้ายผายมือแล้วเดินนำไปก่อน “รอตรงนี้ก่อนนะคะ เกี๊ยวอยู่ในครัวเดี๋ยวน้า เอ๊ย! ฉันไปตามให้ค่ะ”

           “ไม่ต้องหรอกครับ คุณน้าพาผมไปหาเกี๊ยวในครัวเลยก็ได้”

           “คุณน้า...” ผ้าฝ้ายทวนคำเรียกของปริตต์เบาๆ ด้วยความปลาบปลื้ม “งั้นตามน้ามาค่ะ”

           “ใครมาเหรอคะน้าฝ้าย” กันตาถามโดยไม่เงยหน้า เพราะเธอกำลังง่วนอยู่กับการหั่นผัก

           “เกี๊ยวกำลังทำอะไรอยู่เหรอ” ผ้าฝ้ายยังไม่ทันตอบ ปริตต์ก็พูดขึ้นเสียก่อน และเพียงแค่ได้ยินเสียงเขา กันตาก็จำได้ขึ้นใจ หญิงสาวเงยขวับขึ้นมองแล้วต้องเบิกตาโต

           “ป้อ!!!”

           ผ้าฝ้ายรีบเดินไปยืนใกล้หลานสาวพร้อมกับใช้ไหล่กระแทกไหล่กันตา พลางกระซิบถามเบาๆ แต่ปริตต์ก็ยังได้ยินชัดเจน

           “ไหนว่าไม่มีอะไรไง แล้วทำไมเขาตามมาถึงนี่ได้ล่ะ”

           “น้าฝ้าย! พาเขาเข้ามาในบ้านได้ยังไงคะ เดี๋ยวพ่อรู้เข้าละเป็นเรื่องแน่ค่ะ”

           “อ้าว ก็เขาบอกว่ามาหาเกี๊ยว น้าก็นึกว่าเกี๊ยวนัดเขามาน่ะสิ”

           “เปล่าสักหน่อยค่ะ” กันตาบอกผ้าฝ้ายแล้วถอนหายใจแรง เธอวางมีดวางผักลงแล้วรีบเดินมาจับแขนปริตต์ลากเขาออกจากครัวมาด้วยกัน “กลับไปซะป้อ”

           ปริตต์ขืนตัวไว้เมื่อถูกลากมาจนถึงประตูบ้าน ทำให้กันตาต้องชะงักเท้า แล้วหันกลับไปมองเขา

           “ป้อไม่กลับ อุตส่าห์แอบตามเกี๊ยวมาจนถึงนี่ จะกลับง่ายๆ ได้ยังไง”

           “แอบตามมา?” กันตางง และปริตต์พยักหน้ารับหน้าตาเฉย “ตามมาได้ยังไง รู้ได้ไงว่าเกี๊ยวมาที่นี่วันนี้ ใคร...อ้อ นี่อย่าบอกนะว่ายายปุ๊กลุกเป็นคนบอก”

           “งั้นป้อไม่ต้องบอก เกี๊ยวก็คงรู้แล้วว่าใครให้ข้อมูลมา” ปริตต์ยักไหล่ ไม่เดือดร้อน

           “ยายปุ๊กลุกตัวแสบ เอาความลับของฉันไปบอกคนอื่น คอยดูจะจัดการซะให้เข็ดเลย”

           “ทำไมต้องเป็นความลับ แล้วป้อก็ไม่ใช่คนอื่น เราเป็น...เพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

           “เรา ‘เคย’ เป็นเพื่อนกัน” กันตาย้ำคำว่าเคย “แต่ตอนนี้คงไม่เหมาะแล้ว เพราะจุดที่เรายืนมันแตกต่างกันมาก ป้อไม่ควรมามีข่าวเสียหายเพราะเกี๊ยวอีก”

           “เกี๊ยวห่วงชื่อเสียงป้อเหรอ แล้วไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองหรือไง ถึงได้ไปจูบกับหมอนั่น!” ปริตต์พูดด้วยความคับแค้นใจ แค้นใจตัวเอง...ที่นึกมาหวงเธอเอาตอนที่เธอกำลังจะหลุดมือไปแล้วจริงๆ

           “ป้อ!” กันตาเรียกเขาด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าปริตต์จะพูดออกมาตรงๆ เธออายคนอื่นมามากพอแล้ว เธอไม่อยากอายเขาอีกคน เพราะเขาคือคนที่สำคัญต่อใจเธอเสมอมา

           “ป้อขอโทษ แต่ที่ป้อมาก็เพราะป้อเป็นห่วงเกี๊ยว ป้อรู้ว่าคุณลุงต้องโกรธเกี๊ยวเรื่องคลิปนั่นท่านถึงต้องเข้าโรงพยาบาล แล้วป้อก็เชื่อด้วยว่าท่านคิดว่าคนในคลิปคือป้อ”

           ...ยายปุ๊กลุกตัวแสบ คงจะรายงานเขาจนหมดสิ้นสินะ เขาถึงรู้ละเอียดขนาดนี้...กันตาเข่นเขี้ยวในใจ

           “แล้วป้อจะช่วยอะไรได้ ดีไม่ดี มีนักข่าวหรือใครมาเห็นแล้วแอบถ่ายคลิปไปลงเน็ตอีก เกี๊ยวก็มีแต่จะเสียหายเพิ่ม ขอบคุณมากที่เป็นห่วง แต่ถ้าป้อห่วงเกี๊ยวจริงๆ ก็กลับไปเถอะ เรื่องทุกอย่างเกี๊ยวจะเป็นคนจัดการเอง”

           “เกี๊ยวจะจัดการยังไง โอเค เกี๊ยวอาจจะพูดให้ลุงกฤติเข้าใจได้ แต่เกี๊ยวจะพูดยังไงให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจ”

           “ไม่จำเป็นเลยป้อ เกี๊ยวไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนทั้งประเทศเข้าใจ เพราะเกี๊ยวไม่ใช่คนของประชาชน แค่พ่อเข้าใจเกี๊ยว แค่เกี๊ยวทำให้พ่อสบายใจได้ เกี๊ยวก็พอใจแล้ว”

           “และความสบายใจของลุงกฤติก็คือต้องไม่มีป้อในชีวิตเกี๊ยวใช่มั้ย?” น้ำเสียงปริตต์ตัดพ้อ เขารู้ดีว่ากฤติชัยไม่ชอบหน้าเขา นับตั้งแต่วันที่เขาทะเลาะกับมารดาเรื่องสูบบุหรี่ แล้วยังมีเรื่องผู้หญิงตามมาอีก ถึงท่านจะไม่เคยพูดตรงๆ แต่แววตาและการแสดงท่าทีเหินห่างก็ทำให้เขารู้ได้เอง

           “ก็ถ้ามันใช่อย่างนั้น ป้อช่วยเกี๊ยวได้ไหมล่ะ” กันตาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าแววตาของเธอนิ่งเสียจนปริตต์รู้สึกเจ็บแปลบในอก กันตาทำเหมือนไม่มีเยื่อใยต่อเขาเลย เหมือนไม่เคยรู้สึกดีๆ ต่อกัน

           “ได้อยู่แล้ว ขอแค่เกี๊ยวบอกมาคำเดียว ว่าเกี๊ยวเกลียดป้อ ป้อจะไปทันที”

           “ทำไมเกี๊ยวต้องพูดแบบนั้น เกิดมาเกี๊ยวยังไม่เคยเกลียดใคร ต่อให้ไม่รัก...ก็ไม่จำเป็นต้องทำร้ายกันไม่ใช่เหรอ”

           ทั้งสองคนจ้องหน้ามองตากัน ปริตต์เจ็บแปลบในอกยิ่งกว่าเดิม เขารู้ดี กันตากำลังต่อว่าเขา...เธอยังคงไม่ลืมอดีต เขาเองก็ยังไม่ลืม...ไม่ลืมว่าเขานั่นแหละเป็นคนทำร้ายจิตใจเธออย่างไม่น่าให้อภัย

           ปริตต์ตัดสินใจหันหลังกลับ เข้าตั้งใจเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาผ้าฝ้าย แต่คนที่ยืนแอบฟังตลอดการสนทนาของสองหนุ่มสาว สะดุ้งแล้วยิ้มแหยรอรับอยู่แล้ว ดาราหนุ่มจึงยิ้มสดใส ราวกับเมื่อครู่ ไม่มีเรื่องอะไรทำให้หมองใจ

           “น้า...ฝ้าย ใช่ไหมครับ”

           “ใช่จ้ะ น้าฝ้าย” ผ้าฝ้ายรับคำด้วยท่าทางปลาบปลื้มที่เขาเรียกชื่อตนเอง

           “ผมหิวจังเลยครับ น้าฝ้ายพอจะมีน้ำใจหาอะไรให้ผมทานหน่อยได้ไหมครับ” น้ำเสียงปริตต์นุ่มนวล ออดอ้อน ทำเอาสาววัยสี่สิบกลางๆ อย่างผ้าฝ้ายถึงกับเคลิ้มเลยทีเดียว

           “หิวมากเลยเหรอ กินขนมกับน้ำเย็นๆ รอก่อนได้ไหมคะ น้ากับเกี๊ยวกำลังช่วยกันทำข้าวซอยไกและขนมจีนน้ำเงี๊ยวคุณป้อกินเป็นไหม อาหารเหนือ”

           “เป็นสิครับ ชอบด้วย ป้าไหมเคยทำให้กินตอนอยู่ที่ใต้น่ะครับ อ้อ เรียกป้อเฉยๆ ก็พอครับ” ปริตต์ยิ้มหวานเอาใจผู้หญิงตรงหน้า ที่เขาพอจะเดาออกว่าคงเป็นแฟนคลับเขาคนหนึ่งเหมือนกัน

           “ได้เลยค่ะ งั้นป้อไปนั่งรอในห้องรับแขกนะ เดี๋ยวน้าเอาขนมกับน้ำไปให้ทานพลางๆ พอข้าวซอยเสร็จน้าจะไปเรียก” ผ้าฝ้ายบอกอย่างเอาอกเอาใจ ไม่มองเลยว่าหลานสาวตัวเองกำลังยืนเบิกตาโตมองอยู่

           “น้าฝ้าย! ไม่ได้นะคะ ป้อต้องกลับไปเดี๋ยวนี้ ถ้าพ่อรู้ น้าฝ้ายก็น่าจะเดาออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น” กันตาเดินเข้ามาห้ามน้าสาว

           “ถ้าเกี๊ยวไม่บอก น้าไม่บอก ป้อไม่บอก แล้วพี่กฤติจะรู้ได้ยังไง เกี๊ยวไม่ได้ยินเหรอ ป้อบอกว่าหิวมาก จะใจดำให้เขาออกจากบ้านไปทั้งท้องร้องได้ยังไง” คนหลงปลื้มดาราออกตัวเข้าข้างปริตต์เต็มที่

           “น้าฝ้ายใจดีแล้วก็น่ารักที่สุดเลยครับ งั้นผมไปนั่งรอนะครับ” ปริตต์บอกแล้วรีบเดินไปยังห้องรับแขกทันที ไม่รอฟังคำห้ามของกันตา

           “ป้อ! อย่าทำแบบนี้นะ ป้อ!”

           “เกี๊ยว เอาน่า ให้เขาอยู่กินกับเราสักมื้อไม่เป็นไรหรอกน่า กินเสร็จค่อยกลับก็ยังทัน พี่กฤติกลับบ้านพรุ่งนี้ ไม่เจอป้อหรอก มาเถอะมาช่วยน้าทำข้าวซอยกัน จะได้เสร็จไวๆ เดี๋ยวป้อเป็นโรคกระเพาะ”

           ผ้าฝ้ายพูดพลาดเดินเข้าครัว กันตาได้แต่ถอนหายใจแล้วกลอกตาขึ้นบน เธอไม่ยักรู้มาก่อนว่าน้าสาวของตัวเองคลั่งปริตต์ถึงเพียงนี้

 

           มื้อพิเศษสำหรับผ้าฝ้าย เพราะมีดาราขวัญใจมาร่วมโต๊ะอาหารจบด้วยความชื่นใจ ยิ่งปริตต์ชมเปาะว่าฝีมือการทำอาหารของเธอล้ำเลิศ ผ้าฝ้ายยิ่งยิ้มไม่หุบ ยิ้มจนกันตาออกปากแซวว่าแก้มจะฉีก

           ปริตต์ลุกขึ้นช่วยผ้าฝ้ายหยิบจานชามเพื่อจะเอาไปล้าง แต่กันตาห้ามไว้

           “ไม่ต้องหรอกป้อ รีบกลับเถอะ เดี๋ยวทางนี้เกี๊ยวช่วยน้าฝ้ายเอง”

           “ได้ไง น้าฝ้ายอุตส่าห์ทำให้กินแล้ว จะให้ป้อสะบัดตูดไปเลยเหรอ น่าเกลียดแย่ เดี๋ยวผมช่วยล้างจานนะครับน้าฝ้าย” ดาราหนุ่มรีบหันไปหาพวกทันที

           “จะดีเหรอคะ เดี๋ยวมือแสบ มือแห้งหมด”

           “เว่อร์มากค่ะน้าฝ้าย” กันตาอดว่าไม่ได้

           “ไม่เป็นไรครับ ผมช่วยแม่ล้างบ่อยๆ”

           “ต๊าย! น่ารักจังเลย เป็นผู้ชาย แถมเป็นดาราดังอีก แต่ช่วยแม่ล้างจานด้วย ใครได้เป็นแฟนนี่โชคดีตายเลยเนอะเกี๊ยวเนอะ” ผ้าฝ้ายไม่วายหันไปหยอดหลานสาว ปริตต์พลอยหันไปส่งสายตาหวานให้กันตาด้วย

           “แค่ช่วยล้างจาน คงไม่ถึงกับโชคดีขนาดนั้นมั้งคะ” กันตาไม่ยอมผสมโรงด้วย “กลับเถอะป้อ จานแค่นี้เกี๊ยวล้างเองได้”

           “ไม่ได้หรอก ป้อต้องช่วยล้างจานน้าฝ้ายก่อน ไปเถอะครับน้าฝ้าย” ปริตต์ชวนแล้วยกจานเดินเข้าครัว ผ้าฝ้ายจึงรีบตามไป ไม่มีใครสนใจคำคัดค้านของกันตาเลยสักคน

           กันตานั่งรอจนสองคนล้างจานเสร็จ และกลับออกมาจากครัว หญิงสาวรีบลุกจะเดินออกไปส่งปริตต์หน้าบ้าน แต่คำพูดของผ้าฝ้าย ทำให้เธอต้องชะงักเท้า

           “เกี๊ยว น้าบอกให้ป้อเขานอนเล่นบ้านเราสักพักก่อน เย็นๆ ค่อยออกไป ตอนนี้แดดร้อน แถมเมื่อคืนเขาถ่ายละครเลิกดึก ง่วงมาก ให้เขาพักสักงีบก่อนเนอะ”

           กันตาฟังคำพูดน้าสาวแล้วหันขวับไปมองปริตต์ทันที ฝ่ายนั้นเสมองไปทางอื่นอย่างจงใจหลบสายตา

           ...ตอนล้างจานคงจะออดอ้อนเต็มที่ล่ะสิท่า น้าฝ้ายถึงออกตัวช่วยซะขนาดนี้...กันตาคิดในใจ

           “แต่...”

           “นะเกี๊ยวนะ ป้อขอนอนสักงีบแล้วจะรีบไปทันทีเลย ไม่ทำให้เกี๊ยวเดือดร้อนนะ” ปริตต์รีบอ้อน กันตาอ้าปากจะพูดแต่ผ้าฝ้ายก็แทรกเสริมมาอีกคำรบ

           “น่าเกี๊ยวนะ เอางี้ เกี๊ยวเองก็ขึ้นไปล้างหน้าล้างตา หรืออาบน้ำเลยก็ได้ แล้วหลับสักงีบ เดินทางมาเหนื่อยๆ จะได้สดชื่นไงล่ะ”

           “ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเกี๊ยวกลับลงมา เกี๊ยวต้องไม่เห็นป้อแล้วนะคะ”

           กันตาหันไปมองน้าสาว ฝ่ายนั้นหันมองไปทางปริตต์ ดาราหนุ่มหันมองกันตาแล้วยักไหล่เหมือนเป็นการยอมรับกันตาจึงยอมขึ้นไปห้องส่วนตัวที่อยู่ข้างบน เธอจึงไม่รู้ว่าสองคนข้างหลังทำอะไรกันบ้าง

           ปริตต์ยกมือไหว้ขอบคุณผ้าฝ้าย ฝ่ายนั้นยิ้มรับหน้าระรื่น เธอไม่รู้หรอกว่าทำไมกันตาถึงมีท่าทางงอนๆ ปริตต์ แต่นึกเดาเอาเองว่าหนุ่มสาว คงมีเรื่องทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมดา แล้วลองปริตต์ลงทุนตามมาถึงบ้านโดยไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเอง ก็แสดงให้เห็นชัดว่าเขาแคร์หลานสาวเธอเพียงไหน ส่วนเรื่องกฤติชัย ผ้าฝ้ายเชื่อว่าปริตต์ต้องเอาชนะใจว่าที่พ่อตาได้แน่นอน

           ในขณะเดียวกัน ปริตต์กำลังคิดว่าการมาของเขาครั้งนี้ เพื่อพิสูจน์หัวใจตัวเองให้กันตาและบิดาของเธอเข้าใจ เมื่อหลายปีก่อน เขาทำให้เธอผิดหวัง เสียใจ และเขาก็รู้ว่าตัวเองทำพลาดไปอย่างมหันต์ ชายหนุ่มไม่ได้เพียงทำลายความรู้สึกกันตา แต่เขายังทำร้ายหัวใจตัวเอง...บอบช้ำจนรักใครไม่ได้อีก เหมือนต้องคำสาป

           ...หวังว่าทุกอย่างจะยังไม่สายไป


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น