อัปเดตล่าสุด 2019-05-20 14:37:59

ตอนที่ 17 บทที่ 17

บทที่ 17

 

             กว่าจะจบมื้อมื้อเย็นวันนี้เวลาก็ล่วงเข้าเกือบสองทุ่ม กินเสร็จแล้วจะอาบน้ำเลยก็ไม่ดี นอนเลยก็ไม่ได้ ผ้าฝ้ายจึงนั่งดูข่าวในห้องรับแขกพร้อมกับถักโครเชต์ผ้าพันคอไปเรื่อยๆ ส่วนสองหนุ่มสาวออกมาเดินเล่นบริเวณสนามหญ้าเล็กๆ หน้าบ้าน

             “ต่างจังหวัดมีดีก็ตรงนี้แหละ เราสามารถมองเห็นดาวได้ชัดเจนกว่าในเมือง”

             ปริตต์พูดขึ้นเมื่อแหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ขณะนั่งบนพื้นหญ้าโดยมีกันตานั่งข้างๆ กันตาเงยมองตามคำพูดและสายตาเขา มันเป็นจริงอย่างที่ชายหนุ่มว่า ฟ้ามืด ดาวชัด สายลมเย็น...คล้ายตอนอยู่บ้านพักข้าราชการที่ภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน

             “ป้อมีเวลาดูดาวด้วยเหรอ เห็นคิวงานแน่นตลอด ยุ่งจนไม่มีเวลานอนเลยด้วยมั้ง”

             “เกี๊ยวรู้ความเคลื่อนไหวของป้อด้วยเหรอ แสดงว่าแอบตามข่าวป้ออยู่เหมือนกันน่ะสิ”

             “เปล่าซะหน่อย แต่ป้ออย่าลืมสิว่าเกี๊ยวอยู่กับใคร แฟนคลับเบอร์หนึ่งของป้อเลยนะ”

             “เออ นั่นสินะ แต่จะบอกว่าป้อจำเขาไม่ได้นะ เกี๊ยวอย่าไปบอกเขาล่ะ แฟนคลับเยอะ บางทีก็จำไม่หมดหรอก แต่ต่อไปคงจะจำขึ้นใจ แถมต้องให้รางวัลด้วยแล้วล่ะ”

             “รางวงรางวัลอะไร ต้องโดนจัดการต่างหาก ปากโป้งดีนัก” กันตาเข่นเขี้ยวเพื่อนร่างอวบของเธอ “เอ้อ เมื่อกี้ป้อพูดว่าเกี๊ยวตามข่าวป้อเหมือนกัน หมายความว่าป้อ...” กันตาไม่กล้าพูด เธอไม่มั่นใจ ไม่เคยมั่นใจเลยสักครั้ง

             “ใช่ ป้อตามข่าวเกี๊ยวมาตลอด แอบตามผ่านเฟซบุ๊กไอ้เมฆ” ปริตต์บอกแล้วจ้องตาอีกฝ่ายอย่างจงใจ สื่อสารให้เธอรู้ว่าเขาไม่เคยลืมเธอ หนำซ้ำเขายังสนใจเธอมากกว่าการแสดงออก มากกว่าที่เธอเคยเข้าใจ

             “กะ...ก็แล้วทำไมต้องตามผ่านเฟซบุ๊กเมฆล่ะ”

             “ถ้าป้อแอดเฟซบุ๊กเกี๊ยวไป เกี๊ยวจะรับเป็นเพื่อนงั้นเหรอ”

             กันตาตอบไม่ได้เพราะเขาไม่เคยทำ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้คือเธอไม่เคยอยากแอดเพื่อนในเฟซบุ๊กเขา กลัวการได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของเขา ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต่างจากการติดตาม เพราะเขาเป็นดารา แถมมีแฟนคลับเล่าเรื่องเขากรอกหูเธอทุกคืน

             “เพื่อนในเฟซป้อคงเต็มจนล้นแล้วมั้ง” กันตาพูดแล้วเสหัวเราะเบาๆ ดึงบรรยากาศที่เหมือนจะชวนให้หวั่นใจเปลี่ยนเป็นสนุกสนาน

             “ถ้าเลือกได้ ป้ออยากลบทุกคนออกให้หมด เหลือแค่เกี๊ยวคนเดียวเท่านั้น” ปริตต์ไม่ยอมเปลี่ยนอารมณ์ตามหญิงสาว เขาตั้งใจมาแล้วว่ายังไงวันนี้ต้องคุยกับเธอให้หมดทุกเรื่อง เพราะเขาไม่รู้ว่าจะมีใครมาคว้าโอกาสนี้ไปตอนไหน “เกี๊ยวจำได้ไหม เกี๊ยวขับรถมอ’ไซค์ไปรับป้อที่สนามบาสฯเกือบทุกเย็น”

             เพราะบ้านของปริตต์ในตอนนั้นมีรถมอเตอร์ไซค์แค่คันเดียว และแม่ของเขาต้องใช้ขับไปทำงาน แต่ปริตต์เป็นนักบาสฯ ของโรงเรียน เขาต้องซ้อมหลังเลิกเรียนทุกวันจนมืดค่ำ ไม่มีรถกลับบ้าน เลยมักจะขอให้กันตาไปรับอยู่บ่อยครั้ง

             “จำได้สิ” กันตาตอบเสียงแผ่ว

             เรื่องนี้เป็นทั้งความสุขและความบอบช้ำของเธอ เพราะทุกครั้งที่ไปรับเขา เพื่อนๆ มักแซวเสมอว่าป้อมีแฟนมารับ ซึ่งปริตต์ไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพียงยิ้มให้เพื่อนๆ ทำให้กันตาเผลอใจคิดไปไกล กระทั่งวันหนึ่งที่เธอไปรับเขา วันนั้นมีนักเรียนหญิงที่กันตาจำได้ว่าอยู่อีกห้อง มานั่งดูปริตต์กับเพื่อนซ้อมบาสฯ เพื่อนๆ ก็ยังคงล้อปริตต์เหมือนเดิม แต่เขาเลือกตอบทุกคนไปว่า ‘เด็กข้างบ้านเว้ย ไม่ใช่แฟน’

             กันตาขับรถโดยมีปริตต์ซ้อนท้ายเช่นทุกครั้ง แล้วจู่ๆ ฝนก็ตกลงมา ปริตต์บอกให้เธอจอดเพื่อหลบฝนก่อน แต่กันตาไม่ได้ยินเสียงเขา หูของเธออื้ออึง ดวงตาของเธอพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำฝน...ปนหยดน้ำตา

             “ป้อขอโทษ”

             “ฮะ? อะไรนะ” กันตาเผลอคิดถึงอดีตจนไม่ได้ยินคำพูดเขา

             “ป้อบอกว่าขอโทษ...” น้ำเสียงปริตต์รู้สึกผิดเสียจนกันตาต้องเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม “ขอโทษที่ป้อทำให้เกี๊ยวเสียใจ”

             “เสียใจ? เรื่องอะไร” กันตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เพราะหญิงสาวไม่เคยบอกถึงความรู้สึกที่เธอมีต่อเขา และเธอคิดว่าตัวเองปกปิดได้แนบเนียน ปริตต์ดูไม่ออก เขาไม่เคยรู้เลย

             “ป้อรู้ ว่าวันนั้นเกี๊ยวร้องไห้ วันที่ป้อบอกกับเพื่อนนักบาสฯ ว่าเกี๊ยวเป็นแค่เด็กข้างบ้าน” กันตาอึ้ง! เธอนึกว่ามันเป็นความลับมาตลอด ที่ไหนได้ เขารู้มาตลอด “รู้ทุกอย่าง รู้ทุกครั้ง ตอนที่เพื่อนพี่แป้งแซวว่าเราเป็นแฟนกันแล้วป้อปฏิเสธนั่นก็ด้วย วันที่ป้อแข่งกีฬาจังหวัด แล้วเกี๊ยวไม่ไปเชียร์ ป้อก็เห็นว่าเกี๊ยวไป แต่ไปถึงช้า เกี๊ยวเห็นเนยห้องสามเช็ดเหงื่อให้ป้อ เกี๊ยวเลยหนีกลับ และอีกหลายครั้ง แต่ป้อกลับทำเฉย เพียงเพราะว่า...”

             พี่แป้งที่ปริตต์เอ่ยถึงคือพี่สาวคนกลางของเขา

             กันตารอฟังคำตอบอย่างใจจดจ่อ ที่ผ่านมาเธอคิดเอาเองว่าเขาทำแบบนั้นก็เพราะเขาไม่เคยชอบเธอ ไม่เคยรู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ

             “เพราะอะไร...ป้อ” เห็นเขาเงียบไปนานกันตาเลยเอ่ยถาม

             “เพราะเวลาไม่มีเกี๊ยวทุกคนมักพูดว่าป้อหล่อ ป้อหน้าตาดี ป้อเป็นดาราได้สบาย ป้อยังมีโอกาสเจอคนสวยกว่าเกี๊ยว บางคนก็บอกว่าเกี๊ยวไม่สวยเท่าไรเลย อย่าเพิ่งโกรธนะ ฟังป้อให้จบก่อน”

             “ถึงฟังไม่จบเกี๊ยวก็ไม่โกรธ เพราะเกี๊ยวก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” กันตายิ้มขื่น เธอรู้จักปริตต์พอสมควร ความสนิททำให้เธอสังเกตและเรียนรู้ ปริตต์เป็นคนแคร์สายตาคนรอบข้าง สำหรับเขาทุกอย่างต้องดีที่สุด

             “ป้อแย่มากที่เอาคำพูดคนอื่นมาตัดสินชีวิตตัวเอง พยายามหาสิ่งที่ดีกว่า สิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ทั้งๆ ที่ใจป้อรู้ดีว่าแค่เกี๊ยว...ก็พอแล้ว” ปริตต์จบคำพูดด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า กันตาเงยหน้ามองเขา หัวใจของเธอเต้นแรง “ป้อไม่เคยฟังเสียงหัวใจตัวเองเลย เพราะป้อคิดเสมอว่ายังไงเกี๊ยวก็พร้อมจะยืนข้างป้อเสมอ ป้อเห็นแก่ตัวมากที่อยากมีเกี๊ยวไว้แต่ไม่กล้ายอมรับกับคนอื่น จนวันที่เกิดเรื่อง...สายตาของเกี๊ยวในวันนั้นทำให้ป้อได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน แต่มันก็สายไปแล้ว”

             ทั้งสองต่างเข้าใจตรงกันว่าวันที่เกิดเรื่องคือวันที่ปริตต์ทะเลาะกับมารดาแล้วหนีออกจากบ้าน

             หยดน้ำตาร้อนรื้นขึ้นมาคลอเบ้าตาของกันตา เธอพยายามกระพริบตาเพื่อขับไล่มันความชอกช้ำที่คิดเสมอว่าเขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้ ตอนนี้กลับรู้สึกขมปร่าไปทั้งปากเมื่อรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรแต่ไม่กล้ายอมรับ

             “มันอาจจะดีแล้วที่เป็นอย่างนี้ ป้อสมควรได้เจอคนที่ดีกว่าเกี๊ยวจริงๆ ดาราสาวๆ สวยๆ มีเยอะ คุณสมบัติดีทั้งรูปลักษณ์ ฐานะและการศึกษา ป้อควงได้ไม่อายใคร”

             “ใช่ ป้อควงได้ไม่อายใคร แต่เกี๊ยวก็เห็นว่าป้อเปลี่ยนคนคบบ่อยแค่ไหน แล้วรู้ไหมว่าเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น”

             “ไม่รู้สิ” กันตาตอบโดยไม่สบตาเขา

             “เพราะตอนนี้ป้อโตพอที่จะรู้ว่าอะไรสำคัญต่อชีวิต และช่วงหลายปีที่ผ่านมาป้อก็พิสูจน์แล้วว่าใจป้ออยู่กับใคร แต่เพราะป้อกลับไปหาเขาไม่ได้ ป้อกลัวเขาไม่ยอมรับ กลัวเขาเกลียด เลยทำได้แค่หาคนที่คล้ายเขา ชอบอะไรเหมือนเขา สุดท้ายแล้วก็ไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครแทนคนๆ นั้นได้เลย”

              “น้ำค้างลงแรงแล้ว อากาศก็เย็นขึ้นมาก เราเข้าบ้านกันเถอะ” กันพูดแล้วผุดลุกยืน หมุนตัวจะเดินหนีเข้าบ้าน แต่ปริตต์จับมือเธอไว้แน่นแล้วรั้งให้หันหน้ามาหา กันตาก้มมองเท้าตัวเอง เธอสับสน...วูบหนึ่งใจเธอประหวัดคิดไปถึงผู้ชายอีกคนอย่างไม่ตั้งใจ

             ...พันแสง บ้าจริงทำไมเธอต้องนึกถึงหมอนั่นตอนนี้ด้วยนะ

             “เกี๊ยว...มันช้าไปมั้ย สายไปหรือเปล่าถ้าป้อจะบอกเกี๊ยวตอนนี้ว่า...” กันตายกมือขึ้นปิดปากเขา เลยเผลอสบตาเขาไปด้วย ปริตต์ยกมือขึ้นดึงมือเธอออก แล้วจับไว้พร้อมกับบีบเบาๆ “ให้ป้อพูดเถอะ มันคือสิ่งป้อควรบอกเกี๊ยวมาตั้งนานแล้ว ป้อรักเกี๊ยว รักตอนไหนไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเกิดขึ้นก่อนที่เราจะแยกย้ายจากกัน ป้อคิดถึงเกี๊ยวมาตลอด และทุกข์ใจจนทนไม่ได้ที่เห็นคนอื่น...จูบเกี๊ยว”

             กันตาหน้าร้อนวูบวาบจนผิวหน้าแดงไปถึงใบหูและลำคอ มือของหญิงสาวสั่นน้อยๆ น้ำตาของเธอร่วงอาบแก้ม ริมฝีปากสั่นเบาๆ ตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าดีใจ หรือเสียใจที่ได้รับรู้ ได้ฟังคำที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินในตอนนี้

             “ป้อ มัน...”

             คำพูดของกันตาชะงักไปเสียดื้อๆ เมื่อปริตต์ก้มหน้าลงมาใกล้...ใกล้เพียงลมหายใจกั้นกลาง หญิงสาวเกร็งไปทั้งตัว เธอพูดไม่ออกทั้งที่มีคำมากมายจะบอกเขา

             “ถ้าเกี๊ยวยังรู้สึกดีกับป้อ...ป้อขอลบรอยจูบของคนอื่นออกไปได้ไหม” ปริตต์กระซิบเสียงแผ่วเบา

             เมื่อเห็นกันตายืนนิ่งไม่ตอบว่าอย่างไร เขาจึงยิ้มพอใจ ก้มหน้าลงไปใกล้อีกนิดเพื่อทำอย่างที่ขอ

 

             เสียงกริ่งหน้าบ้านดังรัวๆ นับครั้งไม่ถ้วน ทำเอาผ้าฝ้ายตกใจดันโครเชผิดไปหลายครั้ง ปริตต์กับกันตาก็ตกใจจนสะดุ้ง กันตารีบผลักอกของปริตต์ออก แล้วถอยห่างออกมาสองก้าว กระนั้นมือดีก็ยังกดกริ่งรัวๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

             “ใครมากดกริ่งป่านนี้น่ะเกี๊ยว” ผ้าฝ้ายออกมายืนถามหน้าประตูบ้าน กันตาหันไปมองน้าสาวพลางตอบ

             “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ กดกริ่งรัวไม่เกรงใจกันเลย บ้าจริง เดี๋ยวเกี๊ยวไปดูเองค่ะ”

             “ป้อไปด้วย”

             “อย่าเลย ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร เกี๊ยวไม่อยากให้เขาเจอป้อ เดี๋ยวจะเป็นข่าวอีก” กันตาบอกแล้วเดินไปยังรั้วบ้าน ปริตต์เป็นห่วงอยากเดินตามไปแต่ก็ไม่อยากให้กันตาเดือดร้อน

             หญิงสาวยังเดินไม่ทันถึงรั้ว ก็ดูเหมือนว่าคนที่มาเยือนยามวิกาลจะอดรนทนรอไม่ไหว เขาปีนรั้วแล้วกระโดดเข้าบ้านมาอย่างอุกอาจ

             “คุณแสง!”

             เสียงปภพซึ่งยังอยู่นอกรั้วตะโกนเรียกชื่อคนที่ปีนเข้าบ้านคนอื่นอย่างไม่เกรงกลัว กันตาตกใจร้องกรี๊ดตั้งท่าจะถอยหลังหนี แต่ไม่ทัน ไหล่ทั้งสองข้างของเธอถูกกระชากด้วยมือหนาแข็งแรงราวคีมเหล็ก

             “มันจูบคุณไปหรือยัง เมื่อกี้มันจูบคุณหรือเปล่า” พันแสงถามด้วยความโมโห แต่เพราะกำลังตกใจ แปลกใจ ทำให้กันตาพูดไม่ออก “ไม่ได้ยินรึไง ผมถามว่าเมื่อกี้คุณยืนให้ไอ้ป้อจูบหรือเปล่า เงียบ...แสดงว่ามันจูบคุณไปแล้วใช่มั้ย”

             “แล้วคุณจะทำไม ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ!” น้ำเสียงของเขาเหมือนกำลังดูถูกว่าเธอมักง่าย กันตาโกรธ เธอผลักอกเขาแรง จนชายหนุ่มเซไปด้านหลัง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็พุ่งเข้ามากระชากเธอเข้าหาตัวแล้วก้มลงจูบอยากรุกราน รุนแรง กันตาดิ้นขัดขืน มือทั้งสองข้างทุบตี จิกทึ้งเขาด้วยความโกรธปนน้อยใจ

             “เฮ้ย!” ปริตต์อุทาน แล้วรีบวิ่งมากระชากไหล่พันแสงให้หันไปเจอกำปั้นหนักหน่วงของเขา พันแสงหน้าสะบัดหงาย จนรู้สึกมึน ยังไม่ทันตั้งตัวปริตต์ก็เข้ามาชกซ้ำที่เดิม

             “หยุดนะ!”

             ไม่ใช่แค่เพียงคำสั่ง แต่ยังมีกระบอกปืนสีดำมะเมื่อมเล็งตรงมาทางปริตต์ จนดาราหนุ่มต้องชะงักมือที่เงื้อขึ้นค้างไว้กลางอากาศ

             น้อยครั้งมากที่ปภพจะยกปืนขึ้นเล็งใคร เขามีอาวุธไว้เพื่อปกป้องเจ้านายในยามจำเป็นเท่านั้น ไม่เคยใช้มันข่มขู่ หรืออวดเบ่งพร่ำเพรื่อ และครั้งนี้เขาก็ไม่คิดจะยิงปริตต์จริงๆ แต่เชื่ออย่างมากว่าถ้าเขาปีนรั้วเข้ามาห้ามด้วยปากเปล่า คนที่กำลังโกรธจัดอย่างปริตต์คงไม่ยอมหยุดง่ายๆ แน่

             “ว้าย! ตาเถร!” ผ้าฝ้ายที่วิ่งตามมาดูเหตุการณ์ร้องด้วยความตกใจ เมื่อเห็นปืนที่จ่อมาทางปริตต์ เธอมองสองคนที่มาใหม่แล้วต้องอุทานอีกครั้ง “เฮ้ย!”

             ถึงตอนนี้พันแสงจะมีเลือดกลบมุมปาก ใบหน้าของเขาก็ยังดูออกว่าคล้ายปริตต์ ทำเอาผ้าฝ้ายอึ้ง มองทั้งสองคนสลับไปสลับมา

             “ผมขอโทษที่ต้องทำแบบนี้ แต่พวกเรามาดีครับ” ปภพกล่าวอย่างสุภาพ พลางเก็บปืนเข้าที่เดิม

             “มาดี? ปีนรั้วเข้าบ้านคนอื่น ปลุกปล้ำผู้หญิงที่เขาไม่เต็มใจ แล้วยังเอาปืนมาจ่ออีก หึ! แบบนี้เหรอที่เรียกว่ามาดี” ปริตต์โต้ตอบด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน

             “รู้ได้ไงว่าเขาไม่เต็มใจ พูดแบบนี้แสดงว่ายังไม่ได้ดูคลิปที่อัมพวาสินะ เขาไม่เห็นจะขัดขืนฉันสักนิด”

             เพี๊ยะ!!!

             สิ้นคำพูดของพันแสง ใบหน้าเขาก็สั่นสะท้านตามแรงตบจากฝ่ามือของกันตา ชายหนุ่มหลับตาเพื่อระงับความเจ็บปวดครู่หนึ่ง จึงหันมามองเธอด้วยแววตาตัดพ้อ หากไม่พูดอะไรสักคำ

             “คุณบุกเข้ามาในบ้านฉัน หยามเกียรติฉัน แล้วยังมาพูดดูถูกฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก รู้ไหม คุณเป็นผู้ชายที่นิสัยแย่ที่สุด เท่าที่ฉันเคยเจอมาเลย”

             “แล้วทีไอ้หมอนี่ยืนจูบคุณ นั่นคือมันให้เกียรติคุณเหรอ ผมแค่เป็นห่วงคุณ ตั้งใจมาปกป้องคุณกลัวพ่อคุณจะโกรธแล้วทำอะไรคุณ อยากมาอธิบายให้ท่านเข้าใจ แต่ผมไม่คิดเลยว่าจะมาเห็นภาพทุเรศแบบนั้น”

             “หยุดว่าคนอื่นทุเรศ แล้วก้มมองตัวเอง สิ่งที่คุณทำมันทุเรศกว่าร้อยเท่าพันเท่า ทั้งคำพูดทั้งการกระทำ แล้วก็ไม่ต้องมาปกป้องฉัน ตั้งแต่เจอคุณฉันมีแต่เรื่องเสียหาย เพราะคุณใช้อารมณ์ เอาแต่ใจ ใช้เงิน ใช้อำนาจ แถมยังเป็นอำนาจของพ่อคุณ ไม่ใช่ของคุณเองอีก แล้วคนอย่างคุณจะมาปกป้องอะไรฉันได้ ออกไปจากบ้านฉันซะ!”

             พันแสงขบกรามกรอด กำมือแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ไม่เคยมีใครว่าเขาแบบนี้ นั่นก็คงเพราะเขาไม่เคยทำกับใครแบบนี้เช่นกัน ชายหนุ่มจ้องหน้ากันตานิ่ง นึกตัดพ้ออยู่ในใจ ที่เธอแปลความหวังดีของเขาไปในแง่ร้าย

             ปริตต์กับผ้าฝ้ายมองกันตาด้วยสายตาอย่างคนที่ไม่ได้อ่อนต่อโลกแล้วทั้งคู่ แม้กันตาจะต่อว่าชายหนุ่มตรงหน้า แต่มีบางอย่างบอกให้รู้ว่า...เธอกำลังเสียใจ น้อยใจและผิดหวัง

             ...เกี๊ยวเบี่ยงหน้าหนี เธอไม่ยอมให้เขาจูบ แต่พันแสงมองจากระยะไกล เขาคงไม่เห็น...ปริตต์คิดในใจ

             “ฉันไม่รู้ว่าพวกคุณเป็นใคร แต่กลับไปเถอะค่ะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ” ผ้าฝ้ายบอกนุ่มนวลแต่เด็ดขาด

             “ผมขอโทษที่ทำให้ตกใจ แต่ผมจะไม่ไปไหนเด็ดขาดถ้าหมอนี่ยังอยู่ที่นี่” พันแสงพยักพเยิดไปทางปริตต์

             กันตาถอนหายใจแรง เธอเดินลงฝีเท้าหนักๆ ไปเปิดประตูรั้วแล้วหันกลับมามองพันแสง

             “ออกไปซะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งความข้อหาบุกรุกยามวิกาลจริงๆ ฉันไม่ได้แค่ขู่”

             “แจ้งเลย จะได้เป็นข่าวดังว่าทั้งลูกนักการเมืองทั้งดาราดัง มากลุ้มรุมแย่งผู้หญิงกันอยู่ที่นี่” พันแสงท้า และน่าแปลกที่แทนที่ผ้าฝ้ายจะนึกโกรธเธอกลับนึกขัน ท่าทางของพันแสงยามนี้เหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจ เอาชนะ มากกว่าชายหนุ่มที่คิดจะทำร้ายทำลายผู้หญิงคนหนึ่ง

             “แกออกไปซะดีๆ นะไอ้แสง เจ้าของบ้านเขาไล่ ยังจะหน้าด้านอยู่อีก” ปริตต์ช่วยไล่อีกแรง

             “ไม่มีทาง แกไม่ได้เป็นอะไรกับเกี๊ยวแกยังอยู่ได้ ฉันก็จะอยู่เป็นก้างขวางคอแก ใครจะทำไม”

             “งั้นก็ออกไปทั้งสองคนเลย” กันตาพูดเสียงดังด้วยความโมโหปนระอาใจ

             “ไม่!/ไม่!”

             พันแสงกับปริตต์ตอบพร้อมกัน เสียงดังฟังชัดเสียจนปภพกับผ้าฝ้ายต้องเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนอาการกลั้นยิ้ม

             กันตาถอนหายใจแรง มองสองหนุ่มสลับกันไปมาด้วยความโกรธแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

             “งั้นก็ตามใจ อยากอยู่ก็อยู่ไป นอนในสนามหญ้าหน้าบ้านมันนี่แหละ! ห้ามใครเข้าไปในบ้านเด็ดขาด!”

             “ได้...” พันแสงลากเสียงตอบ หันมองปริตต์แต่เอ่ยพูดกับปภพ “ปภพไปเอาเต็นท์ท้ายรถมากางในสนาม ที่นอน หมอน ผ้าห่ม อ้อ เครื่องดื่มเย็นๆ ด้วยนะ” ทั้งกันตา ผ้าฝ้าย และปริตต์อึ้ง ทึ่งกับสิ่งที่ได้ฟัง หมอนี่เตรียมพร้อมราวกับรู้ตัว

             “บ้า! คุณมันบ้าที่สุด!” กันตาเดินมาทุบอกพันแสงแรงๆ สองครั้ง แล้วเดินเข้าบ้านด้วยความโมโห

             ผ้าฝ้ายรีบเดินตามหลานสาวไปอย่างรวดเร็ว ไม่คิดจะไล่ใครออกจากบ้านอีก เพราะรู้จักหลานสาวตัวเองดี ถึงแม้กันตาจะไม่ใช่คนห้าว แต่ถ้าเธอคิดจะไล่สองหนุ่มออกจากบ้านไปจริงๆ เธอก็ทำได้ ยิ่งกับพันแสง ผ้าฝ้ายเห็นได้ชัดว่ากันตามี ‘ใย’ บางอย่างต่อชายหนุ่มผู้นี้ ขนาดเขาบุกรุก แถมรุกรานเธออีก หญิงสาวก็ยังดูไม่จริงจังเท่าตอนไล่ปริตต์

             ดูท่าว่าพ่อดาราหนุ่มขวัญใจเธอ จะไม่ใช่ว่าที่หลานเขยตัวจริงเสียแล้ว...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น