อัปเดตล่าสุด 2019-05-20 14:39:52

ตอนที่ 19 บทที่ 19

บทที่ 19

 

             “คุณคะ ทำไมถึงไปตกลงยอมให้ลูกแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นง่ายๆ ละคะ เรายังไม่รู้จักเขาดีพอเลยนะ แถมเกี๊ยวก็บอกว่าเพิ่งรู้จักเขาไม่นานมานี้เอง”

             ผ้าไหมเอาแต่นั่งเงียบตลอดในวงสนทนา เพราะเธอให้เกียรติสามี ไม่ขัดไม่ค้าน ยอมให้เขาเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดเอง ทว่าอยู่กันมาเกินครึ่งชีวิต ต่อหน้าคนอื่นเธอยอมให้เขาเป็นผู้นำ เป็นใหญ่ แต่เมื่อไรที่อยู่กันลำพัง กฤติชัยก็ให้สิทธิ์ให้เสียงเธอได้คิดได้พูดในฐานะภรรยา คู่คิด คู่ชีวิตเสมอมา

             “แล้วจะให้ผมทำยังไง”

             “อย่างน้อยก็น่าจะรอก่อน เราต้องถามลูกก่อนนะคะว่าเขารักและพร้อมจะแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นไหม ถึงคุณจะโกรธลูกแค่ไหน แต่เรื่องการแต่งงานมันเรื่องใหญ่ เราควรให้ลูกเป็นคนเลือกนะคะ”

             “ใช่ การแต่งงานมันเรื่องใหญ่ แล้วคุณคิดดูสิว่า ถึงลูกเราจะเป็นเด็กดีไม่ดื้อต่อพ่อแม่ยังไง แต่ถ้าเรื่องไหนที่เขาไม่ยอมเขาก็พร้อมจะสู้เสมอ แล้วเมื่อกี้คุณเห็นเขาค้านอะไรสักคำไหมล่ะ”

             ผ้าไหมชะงักไปนิดหนึ่ง แล้วคิดตามคำพูดสามี มันก็จริงอย่างเขาว่า ถึงอย่างนั้นผ้าไหมก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

             “ลูกอาจจะกลัว ไม่กล้าขัดใจคุณ อยากให้คุณสบายใจก็ได้นะคะ”

             “งั้นรึ คุณคิดแบบนั้นจริงๆ น่ะรึ” กฤติชัยยียวนภรรยา ฝ่ายนั้นจึงทำหน้างอน

             “ฉันล่ะแปลกใจจริงๆ คุณเกลียดนักการเมืองเข้าไส้ แต่ทำไมถึงยอมให้ลูกแต่งงานกับลูกชายนักการเมืองได้ก็ไม่รู้” ผ้าไหมพูดเป็นเชิงบ่น กฤติชัยมองภรรยาแล้วยิ้มเดินเข้ามาโอบไหล่เธอนุ่มนวล

             “ตอนแรกผมก็คิดว่า ไม่มีวันยอมให้เกี๊ยวไปเกี่ยวข้องกับพวกนักการเมืองแน่นอน แต่คุณเห็นรึเปล่าความมุ่งมั่น ความกล้า ความบ้าของผู้ชายคนนั้น แววตาเขาบอกให้ผมรู้ว่าผู้ชายคนนี้แหละที่พร้อมจะปกป้องลูกเราเท่าชีวิต”

             “เห็นค่ะ แล้วก็เชื่อด้วยว่าผู้ชายระดับเขาถ้าไม่รักลูกเราจริงๆ เขาคงไม่ยอมมาถึงที่นี่ กับเรื่องแค่นี้หรอกค่ะ สำหรับเรามันอาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับเขา คงสามารถจัดการได้ง่ายๆ ด้วยอำนาจเงินและบารมีของพ่อเขา ถึงอย่างนั้นฉันก็ยืนยันคำเดิมนะคะว่า อยากถามลูกก่อน เพราะนี่มันคือการเปลี่ยนชีวิตลูกทั้งชีวิต เราจะมาใช้สายตาของเราตัดสินไม่ได้หรอกนะคะ”

             “ก็ได้...งั้นคุณไปถามลูกดู ถ้าเกี๊ยวยืนยันว่าไม่รัก ไม่แต่ง ผมจะจัดการยกเลิกให้ทันที แต่คุณอย่าลืมนะว่าเราสองคนก็แต่งงานกันโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วดูทุกวันนี้สิเรารักกันมากขนาดไหน อยู่กันมานานเท่าไรแล้ว”

             กฤติชัยยิ้มให้ภรรยา

             “มันคนละยุคสมัยกันแล้วนะคะคุณ”

             “ก็จริง แต่เรื่องความรัก จะยุคไหนสมัยไหน มันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่รักเราพร้อมจะวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ถ้าลองว่ารักแล้วต่อให้บุกน้ำลุยไฟเราก็พร้อมจะสู้ไม่ใช่รึ”

             ผ้าไหมมองหน้าสามี คนอื่นอาจจะเห็นกฤติชัยในมาดเข้ม ดุ เงียบๆ จริงจังกับทุกเรื่อง แต่เธอรู้ดีว่าเขามีมุมอ่อนโยน อ่อนหวาน น่ารักและเอาใจใส่คนอื่น ถึงทำให้เธอรักและอยู่กับเขามานานขนาดนี้

             “แล้วทำไมตอนนั้นคุณไม่หนีละคะ ยอมแต่งงานกับฉันทำไม” ผ้าไหมย้อนคำพูดเขา ทำเอากฤติชัยหัวเราะชอบใจ เชยคางภรรยาขึ้นสบตาหวานฉ่ำของเขาแล้วพูดให้เธอฟังชัดๆ

             “ก็เพราะว่า...ผมรักคุณตั้งแต่แรกเห็นเลยไงล่ะ”

             แม้จะใช้ชีวิตร่วมกันมานาน ผ้าไหมก็อดเขินไม่ได้ เธอตีเผียะเข้าที่มือเขาเบาๆ หากก็รู้ว่าเขาพูดความจริง ผู้ชายคนนี้พิสูจน์มาแล้วด้วยการกระทำทั้งชีวิตของเขา

             “นี่คุณกำลังจะบอกเหรอคะว่า ลูกเราเองก็อาจจะเจอ...รักแรกพบเหมือนกัน”

             แทนคำตอบ กฤติชัยก้มลงจูบขมับภรรยาแรงๆ เสียทีหนึ่ง ก่อนจะผละไปหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ โดยไม่พูดอะไรต่อ ปล่อยให้ภรรยาคิดต่อเอาเอง

 

             ผ้าไหมเดินออกมาจากห้องมาแล้วต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อมีใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจับแขน พอหันไปดูถึงได้รู้ว่าเป็นบุตรสาว สีหน้าคนมายืนรอเต็มไปด้วยความกังวล

             "ขอโทษค่ะ เกี๊ยวไม่ตั้งใจทำให้แม่ตกใจ แต่เกี๊ยวมีเรื่องจะคุยกับแม่ค่ะ"

             "แม่ก็กำลังจะไปคุยกับเกี๊ยวที่ห้องพอดี"

             “เรื่องอะไรเหรอคะแม่” กันตามไปอย่างลืมตัวมากกว่าจะไม่รู้จริงๆ

             “ยังจะมาถามอีก เวลานี้มีเรื่องอะไรที่เราต้องคุยกันอีกล่ะ” คนเป็นแม่บอกติดดุหน่อยๆ ทั้งที่ปกติแล้วผ้าไหมเป็นคนใจดีมาก เรียกได้ว่าน้อยแสนน้อยที่กันตาจะถูกมารดาดุ แต่เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนเป็นแม่จริงๆ

             "งั้นไปคุยกันที่ห้องเกี๊ยวนะคะ" พูดจบกันตาก็จูงมือมารดาไปอย่างไม่รอช้า เธอร้อนใจ ใจร้อน อยากคุยกับมารดาตั้งแต่ได้บทสรุปเรื่องของเธอแล้ว แต่เพราะผ้าไหมบอกว่าจะพากฤติชัยขึ้นมาพักผ่อน เธอจึงยังไม่ได้พูดอะไร

             ทว่าเข้าห้องตัวเองไปแล้วกันตาก็ยังไม่วายว้าวุ่นใจ เธอจึงมาเดินวนๆ เวียนๆ อยู่หน้าห้องบิดากับมารดาอยู่พักใหญ่ ไม่กล้าเคาะเรียก กระทั่งผ้าไหมเดินออกมา กันตาก็ดีใจจนพุ่งเข้าไปเกาะแขนมารดาทันที

             ผ้าไหมมองด้านหลังของบุตรสาวด้วยแววตาพิจารณา กันตาโตมากแล้วจริงๆ เธอไม่ใช่เด็กตัวเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว  แถมยังรู้สึกได้ว่าครูสาว ความหวังของพ่อแม่คนนี้ มีบางอย่างเปลี่ยนไป จากเคยเป็นคนเรียบๆ ใช้ชีวิตตามวิถีเรียบง่าย ไม่หวือหวา ยิ่งเรื่องหัวใจ ไม่เคยเห็นเธอยอมคบใครสักคน ซึ่งผาไหมรู้อยู่ว่ากันตาฝังใจกับใคร

             หากในวันนี้กันตาดูสดใสขึ้น เก่งกล้าขึ้นด้วยก็ว่าได้ ปกติเธอจะไม่ชอบต่อล้อต่อเถียงกับใคร แต่กับพันแสงไม่ใช่เลย...แม้จะเห็นบุตรสาวแสดงออกต่อพันแสงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็บอกให้รู้ได้ว่าผู้ชายคนนั้นทำให้กันตามีปฏิกิริยาตอบโต้ได้ทุกคำพูด

             “แม่คะ พ่อโกรธเกี๊ยวมากใช่ไหมคะ ถึงได้ผลักไสเกี๊ยวไปแบบนั้น พ่อโกรธที่เกี๊ยวทำให้วงศ์ตระกูลเสียชื่อ ใช่ไหมคะ” เมื่อเข้ามาในห้อง ปิดประตูเรียบร้อยแล้ว กันตาพามารดาไปนั่งบนเตียงด้วยกัน แล้วถามด้วยน้ำเสียงสลด สีหน้าห่อเหี่ยวทันที

             หลังจากได้ฟังคำตอบห่ามๆ แถมยังทะลึ่งเสียอีกของพันแสง กฤติชัยถึงกับเงียบไปครู่ใหญ่ เขาจ้องหน้าพันแสงนิ่งและนาน ซึ่งฝ่ายนั้นก็มองตอบ ซึ่งกันตาไม่รู้หรอกว่าแววตาพันแสงกำลังสื่อสารอะไรกับบิดา เพราะเธอนั่งข้างเขาจึงไม่เห็นสายตาที่สั่งไปฝั่งตรงข้าม

             กระนั้นหญิงสาวก็คิดว่าบิดาเธอต้องยิ่งโกรธกว่าเดิม เพราะนอกจากคำตอบบ้า ดิบ น่าเกลียดแล้ว ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ายังกล้าจ้องตาท่านอีก กฤติชัยถือมากเรื่องการวางตัวตามลำดับอาวุโส

             ‘หยุดพูด หยุดมองหน้าพ่อฉันแล้วกลับไปได้แล้ว’

             เป็นอีกครั้งที่กันตากระตุกแขนเสื้อพันแสง แล้วกระซิบบอกเขาด้วยน้ำเสียงดุ

             ‘กลับได้ไง พ่อคุณยังไม่ยกลูกสาวให้เลย ขืนกลับไปเดี๋ยวก็มีคนรอเสียบอยู่น่ะสิ’

             พันแสงตอบเสียงไม่ดังนัก แต่ก็ไม่เบาจนเป็นกระซิบเหมือนกันตา ดังนั้นปริตต์ที่นั่งข้างกันตาอีกฝั่ง จึงได้ยินชัดเจนว่าเขาโดนกระทบกระเทียบ

             ‘เลิกพูดเล่นไร้สาระซะทีเถอะ ชีวิตฉันวุ่นวายเพราะคุณ จนมันจะพังพินาศหมดแล้ว ทั้งการงาน เกียรติและครอบครัว วงศ์ตระกูล’ กันตาชักโกรธเขามากขึ้นเรื่อยๆ พันแสงทำเป็นเล่นไปหมด เขาคงเคยชินกับการที่ได้อะไรมาง่ายๆ เพียงแค่ ‘ดื้อเอา’ เท่านั้น

             ‘เล่น?’ พันแสงทวนคำของหญิงสาว ‘คิดว่าทั้งหมดที่ผมทำเป็นเรื่องล้อเล่นเหรอคุณ แต่งงานมันเรื่องใหญ่นะ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่คิดว่าการแต่งงานสำคัญ ผู้ชายอย่างผมก็คิดว่ามันสำคัญเช่นกัน แล้วเรื่องที่ผมทำชีวิตคุณพัง ก็นี่ไงผมกำลังรับผิดชอบอยู่’

             ‘แต่แค่เรื่องคลิปบ้าบอนั่น ไม่ต้องรับผิดชอบถึงขนาด...มาแต่งงานด้วยหรอก’

             ‘มันไม่ใช่แค่เรื่องคลิป แต่ตอนนี้ประวัติของคุณโดนแฟนคลับพระเอกดังขุดคุ้ย ถึงพวกเขาจะรู้แล้วว่าคนในคลิปเป็นผม แต่ตอนนี้คุณก็โดนจับตามองจากสังคม รวมถึงที่ทำงานของคุณด้วย หรือคุณว่าไม่จริง’

             คราวนี้กันตาเถียงไม่ออก เธอเหลือบมองบิดาแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าท่านจ้องมาทางเธอก็รีบหลบตาวูบ แค่รู้ว่าเธอเป็นข่าวฉาวโฉ่พ่อยังโกรธจนเข้าโรงพยาบาล ถ้ารู้ว่าเธอพักงานด้วยท่านคงช็อกแน่

             ‘เอาล่ะ เลิกเถียงกันได้แล้ว’ กฤติชัยเอ่ยขึ้น ‘ถ้าเธอบอกว่าจริงจัง ไม่ได้ทำเป็นเล่น เธอก็ต้องรู้ว่าการจะสู่ขอผู้หญิงเขาต้องทำยังไง’

             ‘พ่อ!’ กันตาเรียกบิดาเสียงดังอย่างลืมตัว กระทั่งท่านหันมาขมวดคิ้วใส่ เป็นเชิงดุที่เธอพูดแทรก กันตาหน้าเจื่อน ‘ขอโทษค่ะ’

             ‘ผมรู้ครับ ว่าควรมีผู้ใหญ่มาคุยด้วย ซึ่งพ่อรับปากไว้แล้วว่าจะมาพูดให้ถูกต้อง แต่ผมร้อนใจเป็นห่วงเกี๊ยว กลัวมีใครมาตัดหน้า เลยรีบมาก่อนครับ’ พันแสงชายตามองปริตต์

             ‘ถ้ามั่นใจว่าแน่จริง ก็ไม่เห็นต้องกลัวเลยนี่’ ปริตต์สวนด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน ‘คุณลุงครับ ผมอยากให้คุณลุงคิดให้ดีก่อน เกี๊ยวกับ...พันแสงเพิ่งรู้จักกันไม่นานเองนะครับ’

             ‘ฉันโตพอที่จะรู้ว่าควรทำยังไง’ กฤติชัยตอบเสียงขรึม ‘และฉันยังรู้ด้วยว่าการรู้จักกันนานมันทำให้เห็นนิสัยคน แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่ารู้จักนานแล้วจะดี เพิ่งรู้จักจะไม่ดีนี่ จริงไหม’

             ปริตต์ถึงกับหน้าเสีย เขารู้ว่าท่านฝังใจกับการกระทำผิดพลาดของเขาครั้งนั้น แม้มันจะเป็นความผิดของคนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าเขาได้ทำร้ายจิตใจกันตาอย่างแสนสาหัส

             ‘แบบนี้พี่กฤติลำเอียงนะคะ น่าจะให้โอกาสป้อเขาบ้าง’

             ผ้าฝ้ายที่นั่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น เธออาจจะให้ความเกรงใจกฤติชัยในฐานะพี่เขย แต่เธอไม่เคยกลัวเขาเพราะรู้ว่าท่าทางดุอย่างนั้น ความจริงแล้วพี่เขยเป็นคนใจดีไม่น้อย

             ‘ยังกล้าแสดงความเห็นอีกนะ ฉันยังไม่ได้ชำระความเรื่องที่เธอปล่อยให้ผู้ชายสองคนนี้ เข้ามาหาหลานถึงในบ้านเลยนะ’

             ‘อูย...เงียบดีกว่า’ ผ้าฝ้ายยกมือปิดปาก ทำเหมือนกลัวแต่แววตายังมีความสนุก

             ‘เอาเป็นว่าผมเต็มใจ และพร้อมจะรับผิดชอบทุกอย่างด้วยการแต่งงานครับ’

             ‘ถ้าแต่งกันไป แล้วอยู่กันไม่ได้ล่ะ’ กฤติชัยถาม

             ‘ก็เลิกกันครับ ฟังดูเหมือนพูดง่าย แต่เราไม่มีทางรู้อนาคตนี่ครับ บางคนคบกันมาเป็นสิบปี แต่งงานไม่นานก็เลิกกัน ทุกอย่างมันขึ้นกับคนสองคน แต่อย่างน้อย ผมคิดว่าการที่เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน มันก็มองในแง่ดีได้ ว่าเราคงไม่เลิกกันภายในเดือนสองเดือนแน่ เพราะเราคงต้องใช้เวลาศึกษากันไปอีกนาน’

             กฤติชัยยังคงตีสีหน้าขรึม แม้ว่าเขาค่อนข้างพอใจคำตอบนี้ จริงอยู่ว่าทุกอย่างตัดสินไม่ได้เพียงเวลาไม่นาน ซึ่งนั่นก็หมายความว่าต้องใช้เวลาศึกษา แม้คนส่วนใหญ่จะศึกษากันนานค่อยแต่งงาน แต่การแต่งงานก่อนค่อยศึกษาก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี ดูอย่างชีวิตเขากับภรรยาเป็นต้น

             เรื่องเดียวที่เขาห่วงคือ...พันแสงเป็นบุตรชายนักการเมือง ตัวกฤติชัยไม่ชอบการเมืองเป็นอย่างมาก หากเขาก็พอจะแยกแยะออกว่าพ่อเป็นนักการเมือง ก็ไม่เกี่ยวกับลูก จึงพอจะอนุโลมให้พันแสงได้บ้าง

             เหตุผลของพันแสงไม่ใช่เพียงแค่กฤติชัย ที่ฟังแล้วคล้อยตาม แทบทุกคนในที่นั้นก็เห็นจริงดังเขาว่า สังคมสมัยนี้เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว แม้กระทั่งเรื่องในมุ้ง ก็ออกมาเป็นข่าวให้เห็นได้รายวัน ทำให้เห็นสัจธรรมอันแท้จริงของชีวิต ว่าทุกอย่างไม่มีแบบแผนตายตัว

             ‘ถ้าเธอกล้า และมั่นใจขนาดนี้ ฉันก็คงไม่มีอะไรจะพูด’ กฤติชัยพูดเหมือนกำลังสรุป ทำเอาทุกคนเงยหน้ามองเขา ด้วยความรู้สึกแตกต่างกันไป ‘เกี๊ยว...คิดว่าไงล่ะลูก ?’

             กันตาอ้าปากจะตอบ แต่แล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีอะไรมาจุกที่คอหอย ทำเอาพูดไม่ออก บอกไม่ถูก เธอหันสบตาปริตต์แวบนึง เมื่อได้เห็นแววตาเศร้าหม่นของเขา หัวใจของหญิงสาวก็พลอยหม่นตาม เสหันไปทางพันแสงก็ได้เห็นว่าเขามองเธออยู่เช่นกัน ดวงตาคู่นั้นไม่บอกอะไรเธอเลย นอกจากแวววิบวับเป็นประกาย

             ‘กะ...เกี๊ยว...แล้วแต่พ่อแล้วกันค่ะ’

             กันตาคิดว่าคำตอบนี้คงดีที่สุด สำหรับการรับผิดชอบชื่อเสียงวงศ์ตระกูลให้บิดา ถ้าท่านคิดว่าทางออกไหนดี เธอซึ่งเป็นคนก่อเรื่อง ก็ควรทำตามอย่างไม่มีข้อแม้

             ‘งั้นก็ตามนี้ล่ะ’

             ‘ขอบคุณมากครับคุณลุง ที่วางใจผม’ พันแสงยกมือไหว้

             ‘เปล่า ฉันไม่ได้วางใจเธอ ฉันแค่ให้โอกาสเธอพิสูจน์ตัวเองให้ฉันเห็น อย่างที่เธอบอกนั่นแหละ ว่าถ้าอยู่กันไม่ได้ก็เลิก ต่อให้ตอนนั้นเธอรักลูกสาวฉันสักแค่ไหน แต่ถ้าเกี๊ยวบอกว่าไม่อยากอยู่กับเธอแล้ว ฉันก็จะเอาลูกสาวฉันคืน’

             ‘ครับ’ พันแสงรับคำง่ายๆ ‘ผมจะรีบให้คุณพ่อมาคุยกับคุณลุงให้เรียบร้อยครับ’

             กฤติชัยพยักหน้ารับ แล้วเอ่ยขึ้นเหมือนเปรย

             ‘ฉันอยากพักแล้ว’

             เพียงเท่านั้นผ้าไหมก็รีบลุกไปประคองสามี เธอหันมองลูกสาวด้วยแววตาสงสาร

             ‘แม่พาพ่อไปพักก่อนนะเกี๊ยว ลูกจัดการทางนี้ต่อก็แล้วกัน’

             กันตาพยักหน้ารับ พอมารดากับบิดาคล้อยหลังไปแล้ว เธอก็ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับ คราแรกสองหนุ่มตั้งใจจะดื้อดึง แต่เพราะเห็นแววตาเหนื่อยล้าของกันตา พวกเขาจึงยอมกลับไปโดยดี

             ถึงตอนนี้ผ้าไหมมองลูกสาวด้วยแววตามีคำถาม

             “โกรธก็โกรธอยู่แหละ แต่มันก็ไม่มากพอจะเอาชีวิตลูกทั้งชีวิตไปให้คนเพิ่งรู้จักกันดูแลได้หรอก”

             “อ้าว แล้วทำไมพ่อถึงตอบอีตาบ้านั่นไปแบบนั้นละคะ”

             “คงเพราะไม่เคยเห็นลูกเรียกใครว่า ‘อีตาบ้านั่น’ เลยสักคนมั้ง” มารดาบอกเป็นเชิงเย้าแล้วดูปฏิกิริยาลูกสาว

             “คะ? แม่หมายความว่าไง เกี๊ยวไม่เข้าใจ”

             “เกี๊ยวบอกว่าเพิ่งเจอพันแสงเขาไม่นาน แต่เกี๊ยวรู้มั้ยว่า เวลาไม่นานนั้นทำให้ลูกเปลี่ยนไป ลูกกล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น จากเมื่อก่อนเกี๊ยวไม่ค่อยพูด ยิ่งเจอเรื่องป้อครั้งนั้น เกี๊ยวก็เหมือนมีเรื่องในใจตลอดเวลา จนเหมือนคนเก็บตัว แต่ตอนนี้แม่ว่าเกี๊ยวดูสดใสขึ้นนะ”

             กันตาเสหลบตามารดา แอบใคร่ครวญอยู่ในใจ ว่าเธอเปลี่ยนไปอย่างที่มารดาบอกโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า

             “เกี๊ยวว่าเกี๊ยวก็เหมือนเดิมนะคะแม่” บอกไม่เต็มเสียงนัก

             “ยังชอบป้อเหมือนเดิมด้วยไหม” ผ้าไหมถามตรงๆ

             “แม่!” กันตาตกใจ เพราะเธอไม่เคยบอกใครว่ารู้สึกยังไงกับปริตต์

             “ตกใจทำไม เกี๊ยวคิดว่าไม่มีใครดูออกเหรอ พ่อแม่ คุณลุงคุณป้า พี่แป้ง พี่ปาย เขาดูออกทุกคน เกี๊ยวไม่ใช่คนดูยากนะลูก” ผ้าไหมลูบศีรษะลูกสาวแผ่วเบา

             นั่นสินะ...คงมีแต่เธอที่คิดไปเองว่าไม่มีใครดูออก ขนาดคนอื่นยังดูออก แล้วจะแปลกอะไรที่ปริตต์รู้ว่าเธอชอบเขามานานแล้ว

             “มันก็แค่...ปั๊ปปี้เลิฟเองค่ะแม่” กันตาพูดเสียงเบา ไม่กล้าสบตามารดา

             “ถ้านั่นเป็นปั๊ปปี้เลิฟ เป็นรักครั้งแรก แสดงว่าตอนนี้เกี๊ยวเจอ ‘รักแรกพบ’ แล้วงั้นเหรอลูก”

             กันตาเบิกตาโต เงยขวับขึ้นมองมารดา ดวงตาเธอมีทั้งรอยสับสน ตะลึง และอึ้งกับคำพูดมารดา

             “ทำไมแม่ถามแบบนั้นล่ะคะ ?”

             “ก็พ่อบอกว่า...ถ้าเกี๊ยวไม่รักพันแสง ต่อให้พ่อบังคับยังไง เกี๊ยวก็คงไม่ยอม...ใช่หรือเปล่าลูก”

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น