อัปเดตล่าสุด 2019-05-20 14:43:42

ตอนที่ 20 บทที่ 20

บทที่ 20

 

             “เกี๊ยว อย่าเอาแต่เงียบแบบนี้ได้มั้ย ฉันขอร้องล่ะ พลีสสสส จะดุจะด่า ต่อว่าฉันยังไงก็ได้ ฉันรู้ว่าฉันผิดไปแล้วที่บอกให้สองคนนั่นไปบ้านเธอ แต่อย่าเงียบแบบนี้ได้มั้ย ฉันใจไม่ดีเลย”

             ปริดาเขย่าแขนคนที่เอาแต่นั่งเงียบ ทว่าสีหน้าดูหมกมุ่นครุ่นคิด คิ้วเรียวสวยขมวดยุ่ง จนเธออดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนคงกำลังโกรธเธอมากแน่ๆ เพราะตั้งแต่กลับมาจากบ้านที่เหนือ ก็แทบไม่คุยอะไรกับเธอเลยสักคำ

             “ก็มันน่าโกรธไหมล่ะ เพราะเธอแท้ๆ เลย ทำให้ทุกอย่างลุกลามไปกันใหญ่ แทนที่ฉันจะแค่ขอโทษพ่อ แล้วปล่อยให้เรื่องทุกอย่างจบไปเอง นี่กลายเป็นว่าฉันต้องแต่ง...” กันตาไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้น

             “แต่ง ? แต่งอะไร หา! อย่าบอกนะว่าแต่งงาน!” ไม่ว่าเรื่องใด ปริดาเป็นต้องตื่นเต้นเบอร์แรงเสมอ

             กันตาถอนหายใจแรง หรี่ตามองเพื่อนอย่างระอาใจ เมื่อครู่ยังหน้าจ๋อยอยู่เลย แต่พอได้ยินเธอหลุดปากเรื่องสำคัญ กลับทำตาโตอยากรู้ขึ้นมาเชียว

             “ใช่น่ะสิ” กันตายอมรับง่ายๆ เพราะจะช้าหรือเร็วปริดาก็ต้องรู้

             “กรี๊ด! แล้วแต่งกับใครล่ะ โอ๊ย! ทำไมแกโชคดีอย่างนี้นะ ดูสิ ตัวเลือกของแกทั้งสองคนโปรไฟล์ดีเป็นบ้าเลย คนหนึ่งก็ดาราดัง สุดหล่อ อีกคนก็หล่อไม่แพ้กัน แต่ร่ำรวยมหาศาล แบบนี้แกต้องขอบคุณฉันมากกว่าจะมาโกรธฉันนะเนี่ย

             “ขอบคุณ ? แล้วแกถามฉันสักคำไหมว่าฉันอยากแต่งหรือเปล่า”

             “โอ๊ย! เบื่อคนสวยเลือกได้ ถ้าเป็นฉันนะ แทนที่จะมาคิดมากเรื่องต้องแต่งงาน ฉันคงจะคิดมากกว่าจะเลือกใครดีมากกว่า อิอิ” สาวร่างอวบเพ้อฝันแล้วหัวเราะชอบใจ

             “ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวเลยว่าจะเลือกใคร พ่อฉันเลือกให้เสร็จสรรพ” กันตาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้ พลางทิ้งตัวหงายหลังลงบนเตียงนอน ปุ๊กลุกรีบนอนคว่ำลงข้างๆ เอามือเท้าคางมองเพื่อนด้วยความอยากรู้เต็มกำลัง

             “จริงเหรอ แล้วพ่อแกเลือกใครอ่ะ ?” กันตาหลับตานิ่งไม่ยอมตอบ “เฮ้ย! เกี๊ยวบอกหน่อยสิ นะ นะ บอกหน่อย” ปริดาเขย่าแขนเพื่อนอย่างรบเร้าเอาคำตอบ

             “คนที่แกไม่ต้องอกหัก ยังรักเขาต่อไปได้ไงล่ะ” กันตาตอบทั้งยังหลับตา ไม่รู้ว่าอ่อนล้า หรือเพราะไม่อยากให้ปริดาเห็นบางอย่างในแววตาตัวเอง

             “เลือกคุณแสงเหรอ ? ทำไมล่ะ ป้อของฉันไม่ดีตรงไหน ถึงฉันจะรักเขามาก แต่ถ้าแกได้แต่งงานกับเขา ฉันก็จะได้ใกล้ชิดเขาด้วยน่ะสิ อดมีดาราเป็นเพื่อนเขยเลย”

             “นี่ยัยปุ๊กลุก ถามจริงเถอะ แกไม่เครียดแทนฉันบ้างรึไง นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ การแต่งงานมันคือชีวิตทั้งชีวิตเลยนะ”

             “ก็ใช่ไง มันสำคัญ แล้วคิดสิว่าทำไมพ่อแกถึงยอม ท่านเป็นคนดุ จริงจัง ขนาดนั้น ทำไมถึงยอมง่ายๆ แล้วทำไมถึงเลือกคุณแสง แกคิดว่าไงฮึเกี๊ยว”

             พอเพื่อนถามมาอย่างนั้น กันตาก็เงียบไป เธอตอบไม่ได้หรือไม่กล้าตอบก็ไม่อาจทราบได้ รู้แค่เพียงว่าตอนนี้ทุกอย่างมันเลยเถิดมาไกลแล้ว

             เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น สองสาวหันมองหน้าสบตากันเหมือนต่างฝ่ายต่างจะถามว่าใครมา ปริดาส่ายหน้า กันตาถึงกับขมวดคิ้วทันที ลางสังหรณ์ของเธอบอกว่า...คนที่มากดกริ่งจะเป็นแขกไม่ได้รับเชิญของเธอเสียแล้วกระมัง

             “ฉันชักอยากย้ายที่อยู่ซะแล้วสิ” กันตาบ่นก่อนจะเป็นคนลุกไปส่องตาแมวดู แล้วก็พบว่าเป็นจริงดังคาด หญิงสาวทำหน้าเบื่อหน่ายแล้วหันหลังกลับ แต่เจอเพื่อนถามว่าใครมา จึงตอบไปตามตรง “คุณแสงผู้ร่ำรวยของเธอไงล่ะ”

             “งั้นเปิดเดี๋ยวนี้ ฉันไม่อยากซ่อมประตูใหม่ เปิดเร็วๆ เลย” ปริดาชี้นิ้วให้เพื่อนหันกลับไปเปิดประตู แต่กันตาส่ายหน้า “เปิดเดี๋ยวนี้! แกคิดว่าเขาจะยอมง่ายๆ เหรอ เดี๋ยวพี่แกสั่งระเบิดห้องเรา ทำไงยะ ไปเปิ๊ด!” ปริดาสั่งเสียงเข้ม กันตาถอนหายใจฮึดฮัดแล้วกลับไปเปิดประตู หากยังยืนขวางไว้ด้วยสีหน้าเบื่อๆ

             “มาทำไมคะ ?”

             “มารับคุณไปกินข้าว”

             “ฉันบอกเหรอว่าหิว หรือต้องการให้คุณมารับ”

             “เปล่า แต่เพราะผมเป็นคนรู้ใจคุณ บวกกับรู้เวลามื้ออาหาร นี่เที่ยงแล้ว จะหิวหรือไม่หิวก็ต้องกิน คนเป็นครู เขาไม่รู้เวลากันเหรอ ?” พันแสงอดกวนเบาๆ ไม่ได้ กันทำคิ้วยุ่งใส่เขาทันที ชายหนุ่มเลยหัวเราะออกมาอย่างพอใจ

             “ฉันไม่ไปค่ะ เดี๋ยวจะหาอะไรกินกับปุ๊กลุกแถวนี้ล่ะ” กันตาปฏิเสธ พันแสงเลยมองห้ามไหล่เธอมายังปริดา และเหมือนฝ่ายนั้นจะรู้งานเป็นอย่างดี

             “ไปกับคุณแสงเถอะ ฉันไม่ว่าง ฉัน...นัดกับที่บ้านไว้ โอ๊ย! ตายๆ นี่จะถึงเวลานัดแล้วนี่ ออกไปเลยดีกว่า” ว่าแล้วสาวร่างอวบก็เดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าขึ้นสะพาย แล้วเดินไปยังประตู “ขอทางหน่อยสิ แกไปกินกับคุณแสงเถอะนะ จะได้ไม่ต้องกินคนเดียว ฉันไปล่ะ ล็อกห้องดีๆ นะ บาย”

             “ยัยปุ๊กลุก! ปุ๊กลุก เดี๋ยวสิ!” เรียกยังไงฝ่ายนั้นก็ไม่ยอมหันมา เดินเร็วจี๋ไปกดลิฟต์เพื่อโดยสารลงไปชั้นล่าง “บ้าจริง ยัยเพื่อนบ้า” กันตาบ่นงึมงำ

             “ผมให้เวลาเก็บของสองนาที” พันแสงบอก พอกันตาอ้าปากจะปฏิเสธ เขาก็แสร้งพูดขึ้นว่า “เอ๊ะ! หรือคุณจะให้ผมสั่งอาหารขึ้นมากินบนห้องนี้กันสองคนดี?”

             กันตาหุบปากฉับ หันหลังกลับเข้าห้องด้วยอาการหน้าบึ้ง เธอไม่ลืมปิดประตูเพราะกลัวเขาฉวยโอกาสเดินเข้ามาตอนเธอกำลังหยิบกระเป๋ากับโทรศัพท์

             เมื่อโดยสารลิฟต์ลงมาถึงด้านล่าง กันตาก็ยังหน้าบึ้ง ในขณะที่คนมาชวนเอาแต่อมยิ้ม สบายอกสบายใจเสียเต็มประดา เขาเดินนำออกจากลิฟต์จนมาถึงรถที่จอดอยู่ด้านหน้า เปิดประตู้ให้เธอนั่งคู่ข้างคนขับ แล้วเดินอ้อมไปประจำที่คนขับ สร้างความแปลกใจให้กันตาจนเธอต้องเอ่ยถาม

             “แล้วคุณปภพล่ะคะ ?”

             “ถามถึงปภพทำไม นี่อย่าบอกนะว่าคุณคิดอะไรกับหมอนั่น!” พันแสงทำท่าทางตกใจ ทั้งที่ดูออกว่าแกล้ง

             “ก็ปกติฉันเห็นเขาตัวติดกับคุณตลอด จะไปไหนทำอะไรไม่เคยห่างกัน จนฉันคิดว่า...คุณเป็นมากกว่าเจ้านายกับลูกน้องกันหรือเปล่า” กันตาเอาคืน เธอคิดว่าผู้ชายแท้ๆ ไม่ค่อยชอบให้ล้อเรื่องรสนิยมทางเพศ ทว่าหญิงสาวคิดผิด แทนที่พันแสงจะไม่พอใจ เขากลับยิ้มกริ่ม

             “แน้...อย่าบอกนะว่าคุณหึงผมกับปภพ” คำพูดกับแววตาของพันแสงทำเอากันตา อ้าปากค้าง ใบหน้าร้อนผ่าว “นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งงานกันนะเนี่ย ยังหึงขนาดนี้ ถ้าแต่งงานกันไปผมคงต้องสลัดสาวๆ ในสต๊อกทิ้งให้หมด”

             “เพ้อเจ้ออะไรของคุณ ฉันแค่ถามถึงคนสนิทของคุณ ก็พูดไปซะไกล รีบๆ ไปกินข้าวเถอะน่า”

             พันแสงหัวเราะกับการชวนเปลี่ยนเรื่องของครูสาว เขาเคลื่อนรถออกจากลานจอดรถของคอนโดฯ สู่ถนนสายหลัก แล้วจู่ๆ เขาก็พูดขึ้น

             “ผมอยากพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าคนอย่างผม ทำอะไรๆ ได้ด้วยตัวเอง ผมดูแลคุณได้ และไม่จำเป็นที่ใครต้องมาดูแลผมตลอดเวลา”

             ถึงแม้สายตาคนพูดจะจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า แต่กันตารู้ดีว่าเขากำลังหมายถึงเรื่องที่เธอต่อว่าเขาในคืนนั้น คืนที่เขาปีนรั้วบุกเข้าบ้านเธอ

             “แล้วทำไมต้องมาพิสูจน์ให้ฉันเห็น ที่ผ่านมาทำไมถึงต้องให้คุณปภพคอยดู คอยเอาใจ คอยบริการล่ะ”

             “ข้อแรก นั่นคือหน้าที่ของปภพ ถ้าผมไม่ให้เขาดูแล เขาก็ตกงานน่ะสิ ข้อสอง ผมต้องพิสูจน์ให้ว่าที่ภรรยาของผมเห็น เพราะเขาจะได้เชื่อมั่นใจตัวผม สองข้อพอไหม”

             “ใครเป็นว่าที่ภรรยาคุณมิทราบ”

             “นี่ไง” พันแสงละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยรถมาจิ้งหัวไหล่คนนั่งข้างเบาๆ

             “ฉันยังไม่เคยบอกสักคำว่าจะแต่งงานกับคุณ”

             “แต่คุณก็ไม่เคยปฏิเสธสักคำว่าจะไม่แต่งงานกับผม”

             สิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง กันตาอยากกัดลิ้นตัวเองให้ตายไปเลย เธอพูดบ้าอะไรให้ย้อนเข้าตัวได้น่าเกลียดแบบนี้ หญิงสาวอยากเถียงต่อ แต่คิดดูแล้วการเงียบน่าจะดีกว่ามาก เธอจึงปิดปากแล้วเสมองออกไปนอกรถ จึงไม่เห็นว่าพันแสงอมยิ้มอย่างพอใจขนาดไหน

 

             รถคันหรูเลี้ยวเข้าไปในซอยเล็กๆ จนกระทั่งไปจอดที่ลานจอดรถซึ่งไม่ได้กว้างมากนัก พื้นที่สามารถจอดรถได้น่าจะไม่เกินหกคัน กันตาหันมองออกไปนอกรถโดยรอบ เธอแทบไม่เห็นเลยว่าจะมีร้านอาหารอยู่บริเวณนี้ หากก็สะดุดตาตรงรั้วต้นดอกเข็มสีแดงเป็นแนวยาว มีป้ายเล็กๆ เขียนเอาไว้ว่า ‘ร้านจันทร์แจ้ง’

             “ลงมาสิ”

             พันแสงเดินลงไปเปิดประตูให้ตอนไหนกันตาไม่ทันรู้สึกตัว หญิงสาวก้าวลงมายืนข้างเขา แล้วรอให้รถคันหนึ่งที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามายังลานจอดรถเลยไปนิดหนึ่งก่อน ถึงจะออกเดินไปยังร้านอาหารได้

             “ฉันไม่ยักรู้ว่าคนระดับคุณรู้จักร้านเล็กๆ ในซอยแคบๆ แบบนี้ด้วย”

             “ผิดหวังเหรอที่ผมไม่ได้พาคุณไปร้านอาหารใหญ่ๆ” พันแสงถามยิ้มๆ เขาหยอกล้อมากกว่าจะคิดจริงจัง

             “เปล่าค่ะ ก็แค่คาดไม่ถึงแค่นั้นเอง”

             “ร้านจันทร์แจ้งยินดีต้อนรับค่า มากี่ท่านคะ” พนักงานของร้านทักทายด้วยรอยยิ้ม

             “สองครับ ขอโต๊ะด้านในหน่อยนะครับ” พันแสงเป็นคนตอบ เพราะกันตามัวกวาดสายตามองรอบร้าน ความจริงต่อให้พันแสงไม่ระบุที่นั่ง ร้านนี้ก็คงไม่ได้ขาดความเป็นส่วนตัวสักเท่าไร เพราะโต๊ะของร้านมีสองโซน ด้านหน้าร้านมีเพียงสามโต๊ะ ในร้านมีทั้งหมดกะคร่าวๆ ด้วยสายตาน่าจะไม่เกินสิบโต๊ะ และสิ่งที่เตะตาตั้งแต่เดินเข้าร้านมาคือกรอบรูปมากมายติดเรียงรายริมฝาผนังทางเข้าร้าน

             แน่นอนว่ามันคือภาพของคนมีชื่อเสียงที่มากินอาหารร้านนี้ และถ่ายรูปกับเจ้าของร้านไว้ ไม่น่าเชื่อว่าร้านเล็กๆ อยู่ในซอยแคบๆ แถมที่ตั้งร้านก็ยังปลูกต้นไม้ไว้เสียมิดจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับมีคนดังมากมายมาอุดหนุน และที่สะดุดตากันตามากที่สุดก็คงไม่พ้นรูปของปริตต์

             “ผมรู้มาว่าคุณชอบอาหารใต้ ก็เลยเลือกร้านนี้ อาหารของเขาอร่อยทุกอย่างเลยนะ”

             “รู้สึกว่าคุณจะมีข้อมูลของฉันทุกเรื่องเลยนะคะ” กันตาพูดด้วยรอยยิ้มเย็นๆ เธอพอจะเดาออกว่าเขาหาข้อมูลได้จากไหน มีแค่คนเดียวที่ชอบคายความลับของเธอ ยายปุ๊กลุกตัวแสบนั่นแหละ “คุณพูดเหมือนกับว่าคุณมากินที่นี่บ่อย จนได้ลองเมนูเขาแล้วทุกอย่าง”

             “ใช่ ผมเคยมากินที่นี่บ่อย...” ขณะตอบแววตาของพันแสงเปลี่ยนไปวูบหนึ่ง ทว่ากันตาไม่ทันสังเกต “แต่ก็ไม่ได้มานานแล้วล่ะ ไปนั่งกันเถอะ”

             พันแสงทำเป็นไม่สนใจสายตาของหญิงสาว ที่มองรูปของปริตต์บนฝาผนังนานเป็นพิเศษ

             ถึงแม้จะชวนหญิงสาวมาร้านนี้ด้วยใจหวังว่าเธอจะชอบ แต่ตอนสั่งอาหารพันแสงกลับเป็นคนสั่งเองทั้งหมด นัยว่าเขารู้กระทั่งของที่เธอชอบ ดังนั้นจึงไม่ต้องถามให้เสียเวลา

             ภายในร้านตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าโต๊ะอื่น มีแค่พันแสงกับกันตา และกำลังจะมีแขกอีกสองคนที่เพิ่งเปิดประตูเดินเข้ามา หนุ่มสาวสองคนที่นั่งอยู่ก่อน หันมองด้วยสัญชาตญาณการรับรู้ ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ ทว่าจู่ๆ พันแสงก็คว้ามือกันตาเอาไว้ แล้วดึงสุดแรงจนร่างเธอปลิวเข้ามาในอ้อมกอด จากนั้นก็หมุนตัวพาเธอลงไปนั่งกับพื้น พร้อมกับเสียงบางอย่างดังลั่นร้าน

             ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากภายในเสี้ยววินาที เสียงพนักงานกรีดร้องกันด้วยความตกใจ แล้วก็มีเสียงโหวกเหวกตามมาสำทับหลายเสียง หนึ่งในนั้นมีเสียงหนึ่งคุ้นหูดังขึ้น

             “หยุดนะ!” เหมือนเขากำลังร้องห้ามใครสักคน “คุณแสง!”

             ปภพเล็งปืนไปยังชายฉกรรจ์สองคนที่วิ่งหนีไปขึ้นรถพร้อมกับร้องห้าม แต่เมื่อฝ่ายนั้นออกรถไปอย่างรวดเร็ว จึงเลือกเข้ามาหาเจ้านายในร้าน เห็นเขากอดกันตาอยู่บนพื้นจึงเรียกแล้ววิ่งเข้าไปหา

             “นายมาได้ยังไงปภพ ?” พันแสงถามด้วยอาการคิ้วขมวด เหมือนไม่พอใจเพราะพอจะเดาได้ว่าทำไมปภพถึงมาทันเวลา

             “ถึงคุณจะไม่ให้ผมมาด้วย แต่ผมก็ต้องแอบตามคุณมา เพราะความปลอดภัยของคุณคือชีวิตของผม” ปภพพูดเสียงเข้ม คุณคชาชุบเลี้ยงเขาให้เติบโตมาพร้อมพันแสง ก็เพื่อให้เป็นเพื่อนที่รู้ใจ และเป็นคนคุ้มภัยทายาทของท่าน

             “ทำเหมือนฉันเป็นเด็กๆ” พันแสงบ่น

             “ไม่ใช่หรอกครับ แต่เพราะคุณคชาเป็นห่วง ว่าอาจจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นสักวัน ท่านเลยอยากให้คุณปลอดภัย”

             “พ่อคงรู้ดีสินะว่าการงานของพ่อ มีคนคิดปองร้ายอยู่เสมอ รวมถึงคนในครอบครัวด้วย นี่แหละใครหลายคนถึงไม่ชอบเส้นทางสายนี้”

             พูดขึ้นมาแล้วพันแสงก็นึกได้ว่ายังมีใครอีกคน เขาเพิ่งรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ดวงตาของเธอเบิกค้างอย่างคนตกใจ ขวัญหนี ชายหนุ่มคว้ามือเธอมาบีบไว้เบาๆ

             “ไม่เป็นไรแล้วนะเกี๊ยว ปลอดภัยแล้วนะ” ชายหนุ่มบอกเสียงอ่อนโยน กันตาจึงเหมือนเพิ่งได้สติ เธอกระพริบตารัวๆ หลายครั้งแล้วก็ต้องร้องด้วยความตกใจ

             “เลือด!”

             คำพูดพร้อมสายตาที่จ้องไปยังหัวไหล่ของพันแสงทำให้ปภพกับพันแสงหันมองตาม เพราะไหล่ที่มีเลือดไหลคือข้างที่ร่างของกันตาบังอยู่ เมื่อครู่ปภพจึงไม่เห็น

             “คุณโดนยิงเหรอครับ” ปภพถามด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน รู้สึกผิดขึ้นมาทันที “ไหนขอผมดูหน่อยสิครับ”

             “น่าจะแค่ถากๆ น่ะ นายรีบไปจัดการคนในร้านก่อนเถอะ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าวรั่วไหลออกไป ปิดทุกอย่างให้เงียบที่สุด”

             “แต่ว่าถ้าทำแบบนั้น พวกมันจะได้ใจ คิดว่าเราไม่กล้า...”

             “เถอะน่า” พันแสงยืนยันตามเดิม ปภพจึงทำได้เพียงจำใจพยักหน้ารับแล้วเดินไปหาพนักงานของร้านทุกคน

             “รีบไปหาหมอเถอะค่ะ ถึงจะแค่ถากๆ แต่เลือดก็ไหลมาก เดี๋ยวจะอันตรายนะคะ”

             พันแสงมองคนพูดแล้วยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ทั้งปลื้มใจและเอ็นดูเธอ ก็ขนาดตัวเองมือยังสั่นไม่หาย ยังมีแก่ใจห่วงเขาอีก อย่างน้อยเหตุการณ์นี้ก็คงไม่เลวร้ายเกินไปนัก


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น