อัปเดตล่าสุด 2019-05-22 12:43:38

ตอนที่ 21 บทที่ 21

บทที่ 21

 

             หมอให้พันแสงพักฟื้นดูอาการที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน แม้เจ้าตัวจะยืนยันว่าไม่ได้เจ็บมาก ขอกลับบ้าน แต่กันตาก็ช่วยหมอบังคับเขาให้อยู่โรงพยาลจนได้

             “ชักสงสารตัวเองเสียแล้วสิ” คนนอนบนเตียงผู้ป่วยบ่นพึมพำ ขณะนอนมองกันตากำลังปอกผลไม้ ที่ให้ปภพไปซื้อมา หญิงสาวชะงักมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนพูด หากเธอก็ไม่ถามว่าทำไม คนเจ็บก็เลยพูดต่อเสียเอง “ขนาดยังไม่แต่งงานกัน ยังโดนบังคับขนาดนี้ ถ้าแต่งงานกันไป มีหวังโดนดึงหูขาดแน่ๆ เลย”

             “แกกำลังจะบอกว่า แกกลัวเมียงั้นเหรอไอ้แสง”

             คนพูดคือคุณคชาที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา คนในห้องทั้งสามคนหันมองพร้อมกัน ขณะที่ปภพอมยิ้ม พันแสงกลับตีสีหน้ายุ่ง ส่วนกันตาทำได้เพียงตีสีหน้าเก้อกระดาก ยิ้มแหยแล้วยกมือไหว้คนมาใหม่

             “สงสัยจะกลัวเมียเหมือนพ่อแหละ แต่ดูท่าทางแล้วเมียผมจะดุกว่ามาก ไม่รู้จะเอาไม้เรียวมาฟาดก้นผมเหมือนเวลาตีนักเรียนรึเปล่า”

             “คุณแสง!” กันตาหันไปทำเสียงดุใส่คนเจ็บ เธอทั้งโกรธทั้งอายที่เขาพูดจาบ้าๆ ต่อหน้าคนอื่น

             “ไม่ต้องอายหรอกหนูเกี๊ยว คนกันเองทั้งนั้น” คุณคชาบอกด้วยรอยยิ้ม

             “พ่อรู้หรือเปล่าครับ ว่าพวกมันเป็นใคร ผมเห็นมันตามผมตั้งแต่ออกจากคอนโดเกี๊ยวแล้ว ก็เลยขับไปร้านนั้นเพราะมันซอยแคบ และคนไม่พลุกพล่าน”

             นี่คือความจริงที่กันตาเพิ่งได้รู้ เธอถึงกับเบิกตาโตหันมองเขา ทว่าฝ่ายนั้นไม่ยอมหันมาสบตา เหมือนกำลังเลี่ยงบางอย่าง ซึ่งมันก็จริง พันแสงเคยชอบร้านนี้เพราะเขารู้จักมันโดยปริตต์เป็นคนพามาครั้งแรก พวกเขามากินด้วยกันบ่อยครั้ง ก่อนจะพบจุดเปลี่ยน และทำให้พันแสงเกลียดจนไม่มาร้านนี้อีกเลย

             “คุณบ้าหรือเปล่า ถ้ารู้ว่ามีคนปองร้ายทำไมถึงเข้าไปในซอยนั้นเปิดโอกาสให้พวกมันล่ะ” กันตาเผลอว่าเขาไปอย่างลืมตัวว่าตอนนี้มีบิดาเขาอยู่ด้วย

             “ผมมีเหตุผลของผมน่า” พันแสงอุบอิบตอบ ท่าทางของเขากระตุ้นให้คุณคชานึกสนุกจนอยากไล่เบี้ยเขาเล่น

             “เหตุผลอะไรของแกถึงเอาชีวิตตัวเองกับหนูเกี๊ยวไปเสี่ยงแบบนั้น”

             “ถ้าพวกมันจะฆ่าผมจริงๆ ต่อให้ผมขับไปสยามมันก็กล้าฆ่าผมอยู่ดี แล้วผมก็คาดเดาไม่ผิดว่าปภพต้องแอบตามมา อีกอย่างพวกมันคงแค่ขู่ ถ้าจะฆ่าจริงๆ ระยะแค่นั้นมันคงยิงไม่พลาด”

             “แล้วทำไมต้องปิดข่าว” คุณคชาคิดว่าท่านพอจะเดาใจลูกชายออก แต่อยากแกล้งให้สะใจแค่นั้นเอง

             “นั่นสิคะ คนใจร้าย คิดจะฆ่าคนได้ลงคอควรได้รับโทษตามกฎหมายนะคะ” น้ำเสียงของกันตาเอาเรื่อง

             “ก็...” พันแสงพูดไม่ออก หากกันตากับคุณคชาก็จ้องเขาอย่างรอคอยคำตอบ ชายหนุ่มจึงตอบไปด้วยน้ำเสียงสะบัด “ก็ผมไม่อยากให้พ่อเกี๊ยวรู้เรื่องนี้ ผมกลัวท่านจะเป็นห่วง”

             “กลัวเขาเป็นห่วง...จนไม่ยอมยกลูกสาวให้ใช้มั้ยล่ะ” คุณคชาดักคอลูกชายอย่างรู้ทัน

             “แน่สิ เขายิ่งไม่ชอบนักการเมืองอยู่ด้วย ขืนรู้ว่าลูกสาวต้องมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายแบบนี้มีหวังยกเลิกเรื่องแต่งงานแน่นอน”

             กันตาอึ้งกับเหตุผลของพันแสง เขาจริงจังเรื่องการแต่งงานกับเธอถึงเพียงนี้เชียวหรือ แม้จะรู้ว่าการแต่งงานต้องเกิดขึ้นจริงๆ แต่กันตาไม่คิดว่าพันแสงจะซีเรียส ขนาดปล่อยให้เรื่องความปลอดภัยของตัวเองเป็นเรื่องรอง

             “ถ้าเขาไม่รู้ แล้วยังไง แกจะยอมให้หนูเกี๊ยวมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับแกด้วยรึไง ต่อไปในอนาคตแกก็ต้องมาเดินทางสายนี้ตามที่สัญญากับพ่อไว้ ถึงตอนนั้นหนูเกี๊ยวก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตกเป็นเป้าในฐานะเมียแกนะ”

             “ผมจะปกป้องเกี๊ยวเอง ผมปกป้องเธอได้แน่ ดูอย่างวันนี้ผมก็ปกป้องเธอได้แม้ไม่มีปภพ”

             คำพูดของพันแสงเหมือนเตือนให้กันตานึกถึงคำพูดของตัวเองอีกครั้ง เธอต่อว่าเขาว่าไม่มีวันปกป้องเธอได้ แต่เหตุการณ์ที่ร้านอาหารบอกได้ชัด ว่าพันแสงห่วงเธอมากกว่าตัวเองด้วยซ้ำ ไหล่ข้างที่โดนกระสุนก็เพราะเอาตัวบังเธอไว้

             “อื้อหือ...ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ พอจะทำให้หนูเกี๊ยวเห็นใจลูกชายลุง ยอมแต่งงานกับมันได้มั้ยหนู”

             “ถ้าคุณกลัวตาย กลัวต้องมาเสี่ยงเหมือนวันนี้ก็ปฏิเสธได้นะ ผมไม่ชอบบังคับจิตใจใคร”

             คุณคชากับปภพถึงกับต้องกลั้นหัวเราะให้คนไม่ชอบบังคับจิตใจใคร

             “กินข้าวกินยาได้แล้วค่ะ เลยเวลามามากแล้ว คุณหิวไม่ใช่เหรอ” กันตาพาเปลี่ยนเรื่อง เพราะรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนสองพ่อลูกรุมทำให้อาย

             พันแสงยอมทำตามโดยดี แค่เท่านี้เขาก็ได้เห็นอะไรหลายอย่างแล้ว ถ้ากันตากลัวตาย ไม่ห่วงเขา เธอคงเผ่นหนีกลับคอนโดฯ ไปแล้ว ไม่รีบตามเขามาไม่ห่างจนถึงห้องฉุกเฉิน แถมยังรอเขาด้วยความกระวนกระวาย จากนั้นก็ตามมาดูแลถึงห้องพักฟื้นอีก ถึงไม่มั่นใจว่าเธอรู้สึกอย่างไร แต่อย่างน้อยเธอก็เลือกจะอยู่ แทนที่จะไป

 

             คุณคชาอยู่คุยต่ออีกครู่หนึ่งเรื่องเหตุการณ์ลอบยิง ท่านคาดเดาว่าน่าจะเป็นคนในพรรคคนหนึ่ง ที่ผิดหวังจากการที่ท่านได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรค แทนที่จะเป็นเขา และที่เลือกมาลอบยิงพันแสงแทนคุณคชาก็คงเพราะต้องการเบี่ยงประเด็น ไม่ให้คนมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง แต่ทำให้เข้าใจว่าพันแสงอาจจะมีคู่อริด้วยเรื่องอื่น

             ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นคุณคชาก็ต้องตามสืบให้แน่ชัดอีกที และถ้ารู้เมื่อไหร่ว่าเป็นใคร ท่านต้องจัดการพวกมันแน่ ถึงแม้ท่านจะมีลูกน้อง มีอำนาจ บารมี มีเงินมากมาย แต่ที่ผ่านมาแทบไม่เคยใช้ในทางที่ผิด ข่มเหงหรือเอาเปรียบใครเลย

             แต่หากใครล้ำเส้น และคิดจะเล่นงานท่านกับคนในครอบครัว เขาก็จะไม่มีวันยอมนิ่งเฉยแน่!

             หลังคุณคชากลับไปแล้ว พันแสงก็ส่งสัญญาณให้ปภพออกไปเฝ้าหน้าห้อง ซึ่งคนสนิทก็เดาได้ว่าเขาต้องการอยู่กับกันตาตามลำพัง

             "คุณกลัวหรือเปล่า ?" จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น

             "กลัวสิคะ คุณก็เห็นนี่ว่าฉันมือสั่น ตัวสั่น หน้าซีดขนาดไหน"

             "แล้วทำไมไม่รีบกลับคอนโด ตามมาที่นี่ด้วยทำไม"

             "ยังกล้ามาถามอีก ก็คุณจับมือฉันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ฉันจะกลับได้ไง" พันแสงยิ้มให้กับคำตอบนั้น "ยิ้มอะไรคะ" เสียงคนถามชักขุ่น

             "แสดงว่าถ้าผมจับมือคุณไม่ปล่อยตลอดชีวิต คุณก็จะไม่หนีไปไหนงั้นสิ"

             กันตาถอนหายใจยาว จ้องตาเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้น

             "คุณทำแบบนี้ทำไมคะ จะแต่งงานกับฉันเพราะอะไร ไม่ต้องบอกนะคะว่าคุณรักฉัน ฉันไม่เชื่อแน่ๆ ค่ะ เราเพิ่งรู้จักกันไม่นาน มันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ"

             "ทำไมถึงคิดแบบนั้น คุณคิดว่าความรักมันเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่รู้จักกันมานานเท่านั้นเหรอ  ผมคิดว่าคนเรารักกันแล้วถึงค่อยตัดสินใจคบหาดูใจกันซะอีก"

             "มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่อย่างน้อยก็ควรรู้จักนิสัยใจคอกันมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอคะ"

             "รู้จักนิสัยใจคอกันแล้วยังไง ถ้าเขาไม่ดี เขาไม่รักเรา ไม่กล้ายอมรับในตัวเรา และเลือกที่จะทิ้งเราไป เราก็ยังจะรักและรอเขาเพื่อแต่งงานกันงั้นเหรอ"

             กันตาแน่ใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องเธอกับปริตต์เต็มๆ ซึ่งคราวนี้หญิงสาวไม่รู้ว่าเขารู้รายละเอียดพวกนี้ได้ยังไง แต่คงไม่ใช่จากปริดาเหมือนเคยแน่นอน เพราะกันตาไม่เคยเล่าให้ปริดาฟัง

             "ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ" กันตาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พันแสงพยักหน้ารับ "คุณกับป้อเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหมคะ แล้วพวกคุณมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ถึงทำเหมือนเกลียดขี้หน้ากันถึงขนาดนั้น"

             "ใช่ เราเคยรู้จักกันมาก่อน แต่เรื่องมันยาว และผมยังไม่อยากพูดถึงตอนนี้"

             "ค่ะ" กันตารับคำง่ายๆ ไม่คะยั้นคะยอ

             "สรุปว่าคุณพร้อมจะแต่งงานกับผมหรือเปล่า"

             "นี่คุณไม่ได้กำลังเอาชนะป้ออยู่ใช่ไหมคะ ถึงทำแบบนี้ ชีวิตทั้งชีวิตนะคุณ อย่าล้อเล่นหรือเพียงเพื่อประชดใคร เราไม่เคยเรียนรู้นิสัยใจคอกัน ต่อไปคุณอาจจะทนฉันไม่ได้ก็ได้นะคะ"

             "ใช่ นี่มันคือชีวิตทั้งชีวิต เป็นภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ทฤษฎีทางวิชาการ เพราะงั้นเราไม่จำเป็นต้องศึกษาจนถ่องแท้แล้วค่อยไปรับปริญาก็ได้ แค่ใช้ความรู้สึกเอาก็พอ ถ้าวันนึงรู้สึกว่าไม่ใช่ก็แยกย้ายกันไป คนรักกันยังมีวันหมดรักกันได้ แล้วทำไมคนไม่รักกัน จะรักกันในวันข้างหน้าไม่ได้ล่ะ"

             "เหมือนที่นักการเมืองหลายคนชอบสัญญานู่นนี่ตอนหาเสียง แต่พอได้ตำแหน่งก็ยกเลิกสัญญาง่ายๆ แบบนั้นหรือเปล่าคะ"

             กันตาเอาคำพูดที่บิดาชอบบ่นนักการเมืองให้ฟังบ่อยๆ มาเป็นคำถามลูกชายนักการเมือง

             "คุณทำอย่างกับว่าดาราหรืออาชีพอื่นไม่เคยผิดสัญญาอย่างนั้นแหละ คนเรานะ จะรักหรือไม่รักกัน ถ้าวันนึงไปต่อไม่ได้ มันก็แค่แยกย้ายเหมือนกันนั่นแหละคุณ" พันแสงพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้ขุ่นใจหรือขัดเคืองใดๆ “เอาจริงๆ นะ ถ้าลองใช้แค่ความรู้สึก ไม่ต้องนึกหาเหตุผล ผมถามหน่อยว่าเซ้นส์ของคุณบอกว่าไว้ใจในตัวผมหรือเปล่า”

             ความจริงพันแสงค่อนข้างมั่นใจระดับหนึ่ง ว่าถ้ากันตาไม่ไว้ใจเขา เธอคงไม่ให้เขาเข้าใกล้ขนาดนี้ ต่อให้เขาใช้เหตุผลอะไรมาต่อรองเธอก็จะไม่มีวันยอม หากที่เขาถามเพราะอยากกระตุ้นให้เธอเข้าใจตัวเองมากกว่า

             "ขนาดพ่อฉันไม่ชอบนักการเมือง ท่านยังยอมยกฉันให้คุณ แล้วฉันจะเอาอะไรมาปฏิเสธคุณล่ะคะ"

             กันตาเลี่ยงตอบคำถามเขา แต่บอกให้รู้ว่าเธอไม่มีทางเลือก ซึ่งพันแสงไม่ได้ตัดพ้อหรือน้อยใจอะไรเลย กลับกันเขาพอใจคำตอบจนถึงขนาดยิ้มกว้าง สร้างความประหลาดใจให้คนมองอย่างมาก หากเธอไม่กล้าถาม กลัวจะเข้าเนื้อเข้าตัวเอาได้อีก

 

             “เกี๊ยว! น้องเกี๊ยวใช่ไหมคะ”

             กันตาหันไปด้านข้าง เมื่อได้ยินใครคนหนึ่งทักเธอด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก ขณะที่เธอกำลังสั่งกาแฟในร้านกาแฟด้านล่างของโรงพยาบาล หากเมื่อเห็นหน้าเขา หญิงสาวกลับทำหน้างง เพราะเธอไม่เคยรู้จักคนที่ดูแล้วน่าจะเป็นเพศที่สามคนนี้เลย

             “ชะ...ใช่ค่ะ” กันตาตอบงงๆ สร้างรอยยิ้มให้อีกฝ่าย

อ“ไม่ต้องตกใจหรืองงไปหรอกค่ะว่าพี่เป็นใคร พี่ชื่อตั๊กแตนเป็นผู้จัดการส่วนตัวของป้อ” กันตาทำปากเหมือนพูดว่า ‘อ้อ’ โดยไม่ออกเสียง “พอจะมีเวลานั่งคุยกับพี่สักเดี๋ยวได้มั้ยคะ”

             กันตาคิดครู่หนึ่ง ตอนนี้พันแสงกำลังหลับ เธอคงไม่ต้องรีบขึ้นไป แต่ถึงเขาจะตื่นเธอไม่จำเป็นต้องคอยอยู่ใกล้ๆ เขาตลอดเวลา แม้จะบอกตัวเองว่าเธอควรดูแลเขาเพราะเขาช่วยเธอไว้ แต่ที่เธอต้องตกอยู่ในอันตรายก็เพราะเขานี่นา

             “ได้ค่ะ พี่ตั๊กแตนจะสั่งกาแฟหรือเปล่าคะ”

             “จ้ะ พี่เอาเอสเปรสโซ่ร้อน”

             ครูสาวหันไปสั่งให้แล้วรอรับให้พร้อมกับของเธอ จากนั้นทั้งสองคนจึงพากันไปนั่งมุมหนึ่งของร้าน ซึ่งจัดโต๊ะน่ารักๆ ไว้สำหรับสองที่

             “พี่ตั๊กแตนรู้ได้ไงคะว่า...เกี๊ยวอยู่ที่นี่” กันตาถามขึ้นหลังจากต่างฝ่ายต่างดื่มกาแฟกันไปคนละอึก

             “เปล่าหรอกจ้ะ พี่ไม่ได้รู้ พอดีพี่มาเยี่ยมเพื่อน แล้วเห็นเกี๊ยวเดินออกจากห้องพักคนไข้ที่ชื่อพันแสง พี่ก็เลยเดินตามลงมาจ้ะ”

             การเอ่ยชื่อชายหนุ่มคนนั้นพร้อมกับเผยแววตาคล้ายล้อเลียน ทำให้กันตายิ้มแหย ไม่รู้ว่าตั๊กแตนคิดอะไรไปไกลหรือเปล่า

             “พอดีมีเรื่องนิดหน่อยน่ะค่ะ”

             “จ้ะ พี่ไม่ได้ตั้งใจละลาบละล้วงหรือสอดรู้สอดเห็นหรอกนะ แต่พอเห็นน้องเกี๊ยวพี่ก็เลยคิดว่าเราน่าจะมีเรื่องต้องคุยกัน” ตั๊กแตนบอกตรงประเด็น

             “คะ? เรื่องอะไรเหรอคะ”

             “เรื่องป้อจ้ะ” เป็นคำตอบที่กันตาไม่แปลกใจ หากเธอก็อยากรู้ว่าเป็นเรื่องอะไรของปริตต์ “พี่พูดตรงๆ เลยนะจ๊ะ ว่าพี่พอจะรู้เรื่องทุกอย่างตามคลิป การให้สัมภาษณ์ของไฮโซพันแสง แล้วก็...ป้อเล่าให้พี่ฟัง” ตั๊กแตนเรียกพันแสงตามสื่อที่ต่างพากันเรียกชายหนุ่มด้วยคำนั้น แม้คนโดนเรียกจะหงุดหงิดแต่ก็ทำเฉยๆ ไป

             “ป้อ เล่า...ให้พี่ฟังด้วยเหรอคะ”

             “จ้ะ แต่อย่าคิดมากนะ เขาก็เล่าเท่าที่พอเล่าได้ ซึ่งพี่ก็พอเข้าใจ และก็รู้ด้วยว่าที่เขาหายไป คือเขาไปหาน้องเกี๊ยวที่บ้าน” ตั๊กแตนยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้มีแววตำหนิปริตต์หรือเธอที่เป็นต้นเหตุแต่อย่างใด “ป้อเขา...เครียดเรื่องน้องเกี๊ยวมากนะคะ ตั้งแต่กลับมาเขาแทบไม่เป็นอันทำงานทำการอะไรเลย เขาไม่ได้บอกพี่ว่าเกิดอะไรขึ้น...”

             ตั๊กแตนทิ้งคำพูดไว้ เผื่อกันตาอยากเล่า หากท่าทางที่หญิงสาวเสหยิบกาแฟขึ้นดื่มเพื่อหลบตาเขาก็บอกได้ชัดว่าเธอไม่อยากเล่า

             “ไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่พี่บอกตามตรงว่าพี่เป็นห่วงป้อมาก ถ้ายังเป็นแบบนี้ อนาคตในวงการของเขาต้องดับวูบแน่ๆ” พอได้ยินดังนั้น กันตาก็รีบเงยหน้ามองคนพูดทันที และตั๊กแตนได้เห็นความห่วงใยในดวงตาหญิงสาวชัดเจน ทำให้เขายิ้ม ก่อนจะพูดต่อ “ถ้าน้องเกี๊ยว...ชอบป้อและอยากคบกับเขา ก็ไม่ใช่ปัญหานะคะ สมัยนี้ดารามีแฟน แฟนคลับเขารับได้ เผลอๆ จะชอบแฟนของดาราด้วยอีกคน แต่...”

             “แต่แฟนดาราต้องเหมาะสมกันใช่ไหมคะ โดยเฉพาะเรื่องหน้าตา ซึ่งเกี๊ยวไม่ใช่” กันตาต่อคำพูดตั๊กแตนด้วยรอยยิ้มขื่น เธอเคยเห็นข่าวดาราพระเอกหนุ่มๆ หลายคนที่มีแฟนเป็นคนนอกวงการ หรือมีแฟนเป็นดาราตัวประกอบ ที่หน้าตาไม่สวยเท่านางเอก มักจะโดนแอนตี้ โดนต่อว่า และแฟนคลับรับไม่ได้ บางคนถึงขั้นรุนแรงมีแฟนคลับไปดักตบถึงหน้าบ้าน

             ซึ่งกันตารู้ดีว่าถ้าเธอคบกับปริตต์ ก็คงไม่พ้นอย่างนั้นเหมือนกัน

             “พี่เอาใจช่วยป้อนะ รู้ว่าเขารู้สึกผิดกับน้องเกี๊ยวมานาน ถ้าน้องเกี๊ยวจะคบกับป้อ พี่เชื่อว่าเขาต้องพาน้องเกี๊ยวผ่านกระแสทุกอย่างไปได้ แต่ถ้าน้องเกี๊ยวคิดว่าไม่สามารถคบกับป้อได้ พี่ก็อยากให้...ทุกอย่างชัดเจน อยากให้ป้อเขาตัดใจจากน้องเกี๊ยวได้ เพื่ออนาคตของตัวเขาเองนะคะ”

             ตั๊กแตนเคยคิดว่าจะช่วยให้ปริตต์สมหวัง เพราะเห็นใจเด็กในสังกัดคนนี้มาก แต่เมื่อเห็นพันแสงให้สัมภาษณ์ว่าเขาเป็นแฟนกับกันตา แล้วแฟนคลับของปริตต์พากันดีใจ ออกมาแสดงความเห็นในเชิงว่าดีแล้ว กันตาไม่เหมาะกับปริตต์เลย สวยก็ไม่สวย และอีกหลายอย่าง ทำให้นึกเปลี่ยนใจ เพราะแม้ว่าปริตต์อาจจะพากันตาสู้กระแสดราม่าผ่านไปได้ แต่ก็คงยากลำบาก เผลอๆ เขาจะเรตติ้งตกเสียก่อน

             กันตาก้มหน้ามองมือตัวเองที่กำลังบีบกันเบาๆ ก้อนบางอย่างขึ้นมาจุกลำคอ ความเจ็บช้ำในอดีตเหมือนตามมาหลอกหลอน อย่าว่าแต่แฟนคลับรับไม่ได้ เรื่องหน้าตาเธอไม่สวยไม่เหมาะกับปริตต์เลย แม้แต่ตัวปริตต์เองกันตาก็ไม่มั่นใจสักนิดว่าถ้าได้คบกับเธอจริงๆ เขาจะกล้าเปิดเผยต่อสาธารณชนหรือเปล่า

             บางที...เรื่องระหว่างเธอกับปริตต์มันอาจจะจบลงไปแล้ว จบแบบไม่อาจสานสัมพันธ์ต่อได้อีก แม้ปริตต์จะบอกว่า...รักเธอก็ตาม

             “เกี๊ยวคงต้องขอตัวก่อนนะคะ” กันตาเลือกที่จะไม่ตอบ เธอขอตัวแล้วลุกยืน เดินออกจากโต๊ะได้สองก้าวแล้วหยุด หันกลับมาพูดกับตั๊กแตน “ถ้าเกี๊ยวจะเชิญป้อไปงานแต่งงานของเกี๊ยว...ได้หรือเปล่าคะ”

             ตั๊กแตนยิ้มกว้างแล้วรีบพยักหน้ารับรัวๆ กันตายิ้มให้ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มปนเศร้าแต่นั่นหมายถึงว่าเธอได้ตัดสินใจแล้ว


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น