อัปเดตล่าสุด 2019-05-22 12:44:33

ตอนที่ 22 บทที่ 22

บทที่ 22

 

             หนึ่งเดือนต่อมา...

             งานแต่งงานของพันแสงกับกันตาถูกจัดขึ้นที่บ้านของเจ้าสาว ตามความต้องการของกฤติชัย ซึ่งแน่นอนว่าคุณคชายินยอม ความจริงตอนมาพูดคุยสู่ขอกันตาจากบิดามารดา เขาเห็นได้ชัดว่ากฤติชัยค่อนข้างเคร่งขรึมตลอดเวลา ทำเหมือนต้อนรับด้วยความจำเป็น ข้อนี้คุณคชารู้ดี เพราะพันแสงกระซิบบอกแล้วว่าบิดาของกันตาไม่ชอบนักการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา นักการเมืองมีทั้งคนรักมากและเกลียดชังมาก เป็นธรรมดา

             หากเพื่อให้ลูกชายได้สมหวัง และได้ลืมเลือนอดีตที่เจ็บช้ำลงบ้าง คุณคชาจึงยอมลงให้บิดาของกันตาทุกอย่าง...ทุกอย่างจริงๆ

             ‘ต้องแต่งที่บ้านนี้เท่านั้น’ กฤติชัยบอกชัดเจน

             ‘ได้ครับ’ คุณคชาตอบด้วยรอยยิ้ม

             ‘ต้องแต่งแบบล้านนา’

             ‘ได้ครับ’

             ‘ห้ามนักการเมืองมาร่วมงาน’

             ‘รวมถึงผมด้วยเหรอครับ’ คุณคชาเลิกคิ้วถาม อีกฝ่ายจึงทำเหมือนจะค้อน แต่ถอนหายใจแทนแล้วตอบ

             ‘คุณมาในฐานะพ่อเจ้าบ่าว ไม่ใช่นักการเมือง’

             ‘อ้อ ตามนั้นครับ’ คุณคชาตอบอมยิ้ม ‘แล้วสินสอด ‘ต้อง’ เท่าไรครับ’ คุณคชาแกล้งเน้นคำว่าต้อง แหย่ให้อีกฝ่ายรู้สึกเป็นกันเองขึ้นบ้าง หากก็ไม่ได้ผล

             ‘ผมไม่กำหนด คุณอยากให้เท่าไร ก็ให้มา ผมไม่ได้ขายลูกสาวกิน แค่อยากให้ถูกต้องตามประเพณี’ กฤติชัยบอกน้ำเสียงราบเรียบ ผ้าไหมซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ คิดในใจว่าไม่รู้ทำไมสามีต้องฟอร์มจัดขนาดนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเธอรู้ว่าสามีพอใจคุณคชามาก เขาไม่เหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ ที่เคยเจอ หรือเห็นท่าทีมา 

             ‘เรือนหอล่ะครับ ต้องที่นี่หรือเปล่า ถ้าไม่ต้อง ผมอยากให้เป็นที่กรุงเทพฯ พันแสงมีบ้านของเขาอีกหลัง หนูเกี๊ยวจะได้สะดวกเรื่องการเดินทางไปทำงานด้วย ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปคงไม่มีปัญหาอะไรกระทบงานของหนูเกี๊ยวอีกแล้วล่ะครับ’

             ‘ได้ครับ’ กฤติชัยตอบง่ายๆ ทำเอาคุณคชาเลิกคิ้วแปลกใจ หันมองพันแสงที่นั่งเงียบอยู่ข้างกาย สองพ่อลูกแทบไม่อยากเชื่อว่ามันจะง่ายขนาดนั้น ‘ผมไม่ใช่คนเรื่องมาก แค่คิดว่าการใช้ชีวิต ต่อให้มีอิสระ มันก็ควรมีกรอบเกณฑ์ที่พอเหมาะ ไม่ใช่นึกจะทำอะไรก็ทำตามใจ ไม่สนใครเลย’

             พันแสงรู้ว่าโดนเหน็บแต่เขารับได้ เพราะเขาทำผิดจริง และที่สำคัญเขาอยากได้ลูกเสือ จะโดนเสือข่วนบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา

             ฤกษ์ดีที่สุดที่กฤติชัยหาได้คือเดือนถัดมา ไม่อย่างนั้นก็ต้องรอถึงปีหน้า ซึ่งพันแสงบอกว่าเขาขอเป็นคนเลือก นั่นคือฤกษ์ที่เร็วที่สุดวันนี้ บิดาของกันตาเห็นด้วย ในเมื่อการแต่งงานเกิดจากเรื่องอื้อฉาว มันก็ควรมีข่าวมงคลให้เร็วที่สุด

             พันแสงเพิ่งได้รู้ว่าการแต่งงานแบบล้านนามีรายละเอียดเยอะแยะมากมาย แม้จะเป็นยุคสมัยใหม่ ที่หลายครอบครัวประยุกต์พิธีต่างๆ ให้ง่ายขึ้นบ้าง แต่บิดาของกันตา ยังต้องการพิธีที่ค่อนข้างเป็นยุคเก่าจริงๆ ดังนั้นเขาจึงต้องตื่นตั้งแต่หัวรุ่งเพื่อลุกขึ้นมาแต่งตัว โดยคนที่กฤติชัยส่งคนมาหาเขาที่โรงแรม และบอกว่าการแต่งตัวทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาว นอกจากต้องแต่งด้วยผ้าไหมแล้ว การนุ่งและห่มชุดต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

             คุณคชาอดขำหน้าประหลาดของลูกชายไม่ได้ พันแสงคงคิดว่าอะไรก็ง่ายไปหมด นี่คือสิ่งดีอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดจากความเนี้ยบของกฤติชัย เป็นเหตุผลสำคัญที่คุณคชายอมลงให้ฝ่ายนั้น แม้การแต่งงานครั้งนี้จะเหมือนเป็นความจำเป็นและเวลากระชั้นชิด หากความละเอียดในพิธีรวมถึงการแต่งกาย คงจะพอทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้จดจำไว้ ว่าพวกเขาได้ผ่านพิธีมงคลอันสวยงามและจริงจัง

             ขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าว ถ้าไม่นับคนที่ช่วยถือข้าวของสำคัญที่ใช้ในพิธี ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงทั้งของคุณคชาและพันแสงมีจริงๆ ไม่เกินยี่สิบชีวิต เพราะข้อจำกัดของกฤติชัยที่ห้ามนักการเมืองมาร่วมงาน อีกทั้งเวลาก็กระชั้นจนเพื่อนของพันแสงซึ่งส่วนใหญ่อยู่เมืองนอกเคลียร์คิวไม่ทัน กระนั้นทั้งสองฝ่ายก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญคือคนสองคน กับพิธีอันเป็นมงคลมากกว่า

             “นี่แกไปทำลูกสาวเขาท้องหรือเปล่าวะ ทำไมถึงได้รีบแต่งขนาดนี้” เพชร เพื่อนเจ้าบ่าวกระซิบถาม ขณะแห่ขบวนขันหมากใกล้ถึงบ้านเจ้าสาวในอีกร้อยเมตรข้างหน้าแล้ว

             “ถ้าขืนเป็นแบบนั้นนะ ฉันต้องจัดงานศพแทนงานแต่งแล้วล่ะ นี่ขนาดแค่ไปจูบลูกสาวเขา ยังต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน แล้วถ้าทำลูกสาวเขาท้อง แกคิดดูว่าพ่อตาจอมดุของฉันคงเอาปืนมายิงทะลุอกแน่นอน”

             “พูดแบบนี้แสดงว่าแกโดนมัดมือชก ไม่เต็มใจงั้นสิ งั้นไป หนีงานแต่งเลยดีกว่า” เพชรพูดด้วยสีหน้าจริงจัง หากเจ้าบ่าวทำตาขวางมองเขา

             “อย่ากวนตีนวันสำคัญ คนอย่างฉันถ้าไม่เต็มใจใครก็บังคับไม่ได้ แกก็รู้ดี”

             คราวนี้เพชรหัวเราะชอบใจ ใช่เขารู้ดี เมื่อกี้เลยแกล้งเล่นแค่นั้นเอง

             “ทำไมจะไม่รู้ ถ้าแกไม่เต็มใจ เดือนที่ผ่านมาแกจะวุ่นวายเรื่องงานแต่งขนาดนั้นเหรอ แถมยังเจียดเวลาพาว่าที่เจ้าสาวไปรู้จักคนนั้นคนนี้ ไปดินเนอร์ ไปไหนต่อไหนอีก รู้ไหม เพื่อนๆ เขาอยากมางานกันขนาดไหน อยากมาเห็นว่าไอ้แสงที่รักเดียวใจเดียวจนไม่ยอมคบใครหลังจาก...เสียแพทไป ทำไมถึงใจอ่อนแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งได้เร็วขนาดนี้ จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งอาจเพราะคุณเกี๊ยวเขาหน้าคล้ายแพท แต่ยังไงมันก็คนละคนละวะ”

             ความบังเอิญบนโลกนี้บางทีก็ร้ายกาจ...พันแสงพิสูจน์มาแล้ว นอกจากตัวเขาเองจะหน้าคล้ายปริตต์ ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีคนหน้าตาคล้ายจิรดา หรือที่เพชรเรียกว่าแพท ได้มากขนาดนั้น คืนที่เขาเห็นกันตายืนอยู่ริมสระน้ำของโรงแมที่กระบี่ เขานึกว่าเป็นจิรดา ทั้งที่ในตอนนั้นเธอได้จากโลกนี้ไปแล้ว ทว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บวกความเจ็บช้ำแสนสาหัส ทำให้ชายหนุ่มขาดสติ คิดว่ากันตาคือจิรดาจริงๆ

             นั่นเป็นเหตุผลที่เขาพุ่งเข้าไปจูบเธอจนตกสระน้ำ หากพันแสงยังไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้กันตารู้

             และหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาก็พยายามใช้เวลากับกันตาให้มากที่สุด เพื่อให้เธอได้เรียนรู้ชีวิตของเขา เขาเองก็ได้เรียนรู้ชีวิตของเธอ กันตาจะได้เลิกพูดเรื่องรู้จักกันไม่นาน หรือไม่รู้อะไรเกี่ยวกับทั้งสองฝ่ายเสียที

             “แกเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ถ้าไม่อยากให้เจ้าสาวทิ้งฉันกลางงานแต่ง แกก็รู้ผู้หญิงน่ะคิดมากขนาดไหน เดี๋ยวก็หาว่าฉันเอาเขามาแทนที่ใครอีกหรอก”

             “แล้วมันไม่ใช่เหรอวะ”

             “วะ ไอ้นี่ แกคิดว่าฉันบ้าเหรอ ถึงฉันจะเคยรักแพทขนาดไหน แต่ทุกอย่างมันจบลงแล้วเว้ย”

             “เรื่องระหว่างแกกับแพทจบลง แล้วเรื่องระหว่างแกกับไอ้ป้อล่ะ จบลงด้วยไหม” เพชรคือเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของพันแสงและปริตต์ พวกเขาเคยเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ถึงได้รู้เรื่องทุกอย่าง

             พันแสงเงียบไป ไม่ยอมตอบ ก็พอดีกับขบวนขันหมากมาถึงบ้านเจ้าสาว ไม่ใช่เพชรคนเดียวที่ไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับคำถามนั้น ตัวพันแสงเองก็ไม่ได้คำตอบเช่นกัน เขาตอบไม่ได้เลยว่าการแต่งงานครั้งนี้ มีเรื่องความแค้นต่อปริตต์มาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

             การที่เขารีบแต่งงานเพราะกลัวกันตาจะใจอ่อนให้ปริตต์ กลัวปริตต์จะเป็นคนได้กันตาไปครอบครอง...แบบนี้เรียกแก้แค้นได้หรือเปล่า?

 

             ไม่ว่าประตูเงินประตูทอง หรือประตูอะไรอีกหลายประตูจะกั้นเพื่อเรียกร้องอะไร คุณคชากับเพชรก็ช่วยให้เจ้าบ่าวผ่านมาได้ด้วยความสนุกสนาน กระทั่งประตูสุดท้าย คนที่กั้นประตูคือปริดากับแก้ว น้องสาวของกันตาที่ปกติอยู่โรงเรียนประจำ พันแสงจึงมีโอกาสเจอแค่ครั้งเดียวก่อนงานแต่งสามวัน

             ประตูนี้ไม่มีความยากอะไรเลย เมื่อสองสาวขอให้เขาบอกรักเจ้าสาวให้หวานที่สุดเท่าที่จะหวานได้ หากความยากอยู่ตรงที่มีดาราชื่อดังยืนอยู่ด้านหลังของปริดาด้วยนั่นแหละ กระนั้นพันแสงก็ทำได้ดีพอจะผ่านประตูไปได้

             “ผมไม่ได้รักเกี๊ยวเท่าฟ้า เท่ามหาสมุทร ไม่ได้รักเกี๊ยวที่สุด...” ขณะพูดพันแสงเหลือบมองปริตต์ด้วยแววตามีรอยยิ้มเยาะหยัน ฝ่ายนั้นถึงกับกัดฟันกรอด และคำพูดของเขาทำเอาสองสาวที่กั้นประตูหน้าเสีย เพชรกับคุณคชาก็หันมองหน้ากันว่าพันแสงกำลังเล่นบ้าอะไร กระทั่งเขาพูดต่อจนจบ “...แต่รักเกี๊ยวคนเดียวเท่านั้น”

             ทุกคนอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนที่เพชรจะยิ้มจนเกือบเป็นหัวเราะ แล้วส่งเสียงดังขึ้น

             “ฮิ้วววววววววววววววววววววว”

             ประตูสุดท้ายผ่านมาอย่างสวยงาม และความชื่นมื่นของทุกคน ยกเว้นปริตต์เพียงคนเดียวเท่านั้น ดาราหนุ่มไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าพันแสงกำลังทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ด้วยความรัก เขาไม่มีทางเชื่อว่าพันแสงจะรักกันตาได้ในเวลาไม่นาน และแววตาเมื่อครู่ก็บอกชัดว่าพันแสงกำลังท้าทายเขา...โดยใช้กันตาเป็นเครื่องมือ!

             วินาทีที่ได้เห็นเจ้าสาวในชุดผ้าไหมเกาะอกสีงาช้าง มีผ้าคลุมไหล่ปักลวดลายสวยงาม เผยให้เห็นผิวขาวผุดผ่องตั้งแต่ลำคอถึงเนินอก ผมที่ปกติเธอปล่อยยาวถึงกลางหลัง วันนี้ถูกรวบเกล้าขึ้นสูง มีเครื่องประดับมากมายปักผมอยู่ ส่วนด้านล่างนุ่งผ้าไหมสีชมพูอ่อน ทอด้วยมือลวดลายประณีต

             ใบหน้าของหญิงสาวแต่งอ่อนๆ หากดูหวานจนไม่อาจละสายตาได้ เดือนที่ผ่านมาเขาพากันตาไปรู้จักใครหลายคนในชีวิตเขา รวมถึงเพื่อนๆ ที่อยู่เมืองไทย แทบทุกคนพูดเหมือนกันว่ากันตาน่ารักแต่ไม่ได้สวยมาก หากก็ไม่มีใครถามว่าทำไมเขาถึงเลือกเธอ คงเพราะทุกคนตัดสินกันเองว่า เขาเลือกกันตาเพราะเธอหน้าตาคล้ายจิรดา

             พันแสงยอมรับว่ากันตาไม่ใช่เจ้าสาวที่สวยที่สุดที่เขาเคยเห็นมา สวยน้อยกว่าหลายคนด้วยซ้ำ แต่เธอคือเจ้าสาวที่เขาอยากมองมากที่สุด ใบหน้าเรียวเล็กนั้นดูอ่อนหวาน จริงใจ ไม่มีมารยา ยิ่งได้อยู่ใกล้ยิ่งรู้ว่าเธอจิตใจดี คิดดีต่อคนอื่น เธอเหมือนจิรดาทั้งหน้าตาและจิตใจ  

             แต่หากเป็นไปได้ เขาภาวนาให้ความรักของกันตาตกเป็นของเขา...อย่าตกไปเป็นของปริตต์ เหมือนความรักของจิรดาเลย

             “คุณสวยมาก” พันแสงอดกระซิบบอกไม่ได้ ขณะนั่งเคียงข้างกันทำพิธี ‘เรียกขวัญแต่งงาน’

             ‘เรียกขวัญแต่งงาน’ เป็นการสร้างกำลังใจและเตือนสติให้ผู้ได้รับการเรียกขวัญด้วยว่า ในวาระนั้น ๆ ผู้ได้รับการเรียกขวัญกำลังจะย่างเข้าสู่ชีวิตอีกแบบหนึ่งคือ ทั้งคู่กำลังจะเป็นพ่อเรือนแม่เรือน จะต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับชีวิตในรูปแบบนั้น เพื่อครองคู่กันยาวนาน

             ชาวล้านนามีความเชื่อว่า คนเรามีขวัญอยู่ ๓๒ ขวัญ อยู่อวัยวะต่าง ๆ ประจำตัว เพื่อปกปักรักษาผู้เป็นเจ้าของขวัญให้มีความสุข ไม่เจ็บป่วย แต่ถ้าขวัญออกจากร่างกาย จะมีผลทำให้ผู้นั้นเจ็บป่วย มีความทุกข์หรือเกิดเรื่องร้ายต่าง ๆ ดังนั้น เพื่อให้ขวัญอยู่ที่เดิม จึงจำเป็นต้องจัดพิธีเรียกขวัญหรือผูกข้อไม้ข้อมือกันนั่นเอง

             “ไม่จริงหรอกค่ะ ใครๆ ก็บอกว่าฉันดูจืด ไม่สวยสมกับเป็นเจ้าสาวเลยสักนิด” กันตากระซิบตอบ ความจริงไม่ใช่ทุกคนที่พูดอย่างนั้น แค่บังเอิญเธอได้ยินเพื่อนของผ้าฝ้ายคนหนึ่งที่มาช่วยทำอาหารเลี้ยงแขกพูดอย่างนั้น ก็สามารถทำให้เธอเสียความมั่นใจได้ ซึ่งกันตารู้ดีว่าเรื่องนี้ฝังใจเธอมาตลอด...ยิ่งการกระทำของปริตต์เมื่อหลายปีก่อนตอกย้ำความคิดนี้ฝังไว้ในหัวเธอแน่นหนาจนสลัดไม่ออก

             “อย่าเอาความคิดคนอื่นมาตัดสินความคิดผม สวยของคนอื่นเป็นยังไงผมไม่รู้ แต่คุณสวยสำหรับผม สวยจนผมอยากกลืนกินคุณทั้งตัวเลยตอนนี้ อู๊ย!”

             คนปากหวานเกือบจะร้องลั่นเมื่อโดนเจ้าสาวหยิกหมับเข้าที่หน้าขา ดีที่เขาระลึกได้ว่าอยู่ท่ามกลางคนมากมายจึงยั้งเสียงได้ทัน กระนั้นก็อดลูบขาแรงๆ ตรงรอยหยิกไม่ได้

             “อะแฮ่ม” คุณคชาแกล้งกระแอมเตือนให้เขาสงบ เพราะกำลังทำพิธีสำคัญและกฤติชัยกำลังมองมาด้วยแววตาดุ

             เจ้าบ่าวเจ้าสาวจึงนั่งเงียบๆ กันจนเสร็จพิธี จากนั้นก็เป็นการไหว้พ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย โดยการนั่งคล้ายพิธีรดน้ำสังข์ ทว่าจะเป็นการผูกข้อไม้ข้อมือแทน โดยให้เจ้าสาวนั่งทางซ้าย เจ้าบ่าวนั่งทางขวา ‘ปู่อาจารย์’ คือคนประกอบพิธีและสวมฝ้ายมงคลลงบนศีรษะของทั้งสองคนโยงคู่กัน ก่อนจะทำพิธีปัดเคราะห์

             พันแสงขนลุกและรู้สึกประหลาดในอกเมื่อได้ยิน ปู่อาจารย์เรียกขวัญบ่าวสาวเป็นภาษาล้านนา มีทำนองไพเราะอ่อนหวาน เขาไม่เคยเห็นพิธีแบบนี้มาก่อน ซึ่งความจริงแล้ว แม้แต่คนที่เคยเห็นมาหลายต่อหลายครั้งอย่างกันตา ก็ยังรู้สึกขนลุก เพราะนี่คือพิธีของตัวเอง ไม่ใช่เห็นพิธีของคนอื่น

             ทุกอย่างดูขรึมขลังและจริงจังกว่าที่พันแสงคิดไว้มาก ยิ่งเมื่อญาติผู้ใหญ่และพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวเริ่มผูกข้อไม้ข้อมือพร้อมกับอวยพรยิ่งเหมือนเป็นการผูกมัด ‘ดวงชะตา’ ของบ่าวสาวไว้ด้วยกัน เขาคิดเอาเองว่ามันดูขลังกว่าการรดน้ำสังข์มาก ยามเมื่อเส้นฝ้ายนุ่มๆ พันผูกลงบนข้อมือ หากความหมายของมันแข็งแกร่งจนเหมือนเขาจะไม่มีวันดิ้นหลุด

             “นี่เป็นแค่การฝากลูกสาวไว้ ถ้าเธอดูแลไม่ดีเมื่อไหร่ ฉันจะไปเอาคืน” กฤติชัยบอกพันแสงด้วยน้ำเสียงเบาทว่าเด็ดขาด พันแสงยิ้มรับหากดวงตาบ่งบอกชัดว่าเขาจะไม่มีวันคืนกันตาให้พ่อตาแน่นอน “นี่คือสิ่งที่ลูกตัดสินใจแล้ว เรียนรู้ อดทน และอภัยกันนะเกี๊ยว”

             กันตารับคำสั้นๆ หยาดน้ำอุ่นรื้นขึ้นมาเกาะขอบตา ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นสาวผู้ชายที่เธอสนิทด้วยมากที่สุดก็คือบิดา หญิงสาวไม่เคยมีคนที่คบกันจนเรียกว่าแฟนได้เลยด้วยซ้ำ พอได้มาเจอพันแสง ก็ถึงกับต้องแต่งงานกันเลย มันจึงเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับชีวิตของเธอไม่น้อย

             “แม่ขอให้ลูกทั้งสองจำทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ไว้ให้ดี แม้การแต่งงานครั้งนี้มันจะรวดเร็ว กะทันหัน แต่พิธีในวันนี้คือพิธีสำคัญ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ขอให้มันเป็นการนำชีวิตของลูกทั้งสองไปสู่ความสุขนะลูกนะ” ผ้าไหมอวยพรบ่าวสาวด้วยความรักระคนห่วงใย และเมื่อผูกข้อมือให้กันตา เธอก็อวยพรเป็นภาษาเหนือ “หื้อฮักกั๋น แพงกัน หื้อเจริญก้าวหน้า ริมาค้าขึ้น พลันมีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมืองนะลูก

             “แม่...” กันตาเรียกมารดาด้วยความอาย ใบหน้าของเธอแดงจัด แม้จะรู้ว่ามารดาอวยพรตามประสาผู้ใหญ่ที่มักจะอวยพรแบบนี้ในงานแต่งทุกที่ แต่กันตาก็ยังขัดเขินเมื่อเจอกับตัวเอง จนเจ้าบ่าวที่ฟังภาษาเหนือไม่ออกยังพอเดาได้ว่าแม่ยายอวยพรอะไร

             “แสง...จากนี้ไปไม่ใช่ตัวคนเดียวแล้วนะ ต้องเริ่มใหม่ คิดใหม่ ทำทุกอย่างใหม่หมด และไม่ว่าจะทำอะไรต้องคิดเผื่ออีกคนด้วย อย่าเอาแต่ใจ อย่าทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองเพียงอย่างเดียวนะ” พันแสงอ้าปากจะท้วงสักหน่อยว่าท่านอวยพรหรือด่า แต่คุณคชาก็ชิงพูดต่อเสียก่อน “พ่อขอให้ลูกมีความสุขมากๆ นะ สุขกับการรักคนที่เขารักเรา” เจอคำพูดนี้เข้าไปพันแสงถึงกับเม้มปากแน่น กันตาเองก็อดเหลือบมองคนพูดไม่ได้เช่นกัน หากพอท่านเลื่อนมาผูกข้อมือเธอ หญิงสาวก็ก้มหน้าหลุบตาต่ำ “ขอบคุณนะหนูเกี๊ยวที่ไม่รังเกียจลูกชายพ่อ ถ้าแสงทำอะไรไม่ดี ก็ขอให้อดทนและอภัยให้มันด้วย ใจเย็นให้มากที่สุด พ่อมั่นใจว่าลูกชายพ่อไม่ใช่คนเลวร้าย อยู่ด้วยกันไปหนูจะรู้เอง และที่สำคัญมีหลานให้พ่อไวๆ นะ อยากให้แสงมันรู้รสชาติความเป็นพ่อบ้าง”

             เป็นอีกครั้งที่กันตาหน้าแดงจัด ทำไมทั้งมารดา ทั้งคุณคชาต้องมาอวยพรแบบนี้ให้เธอ หญิงสาวร่ำร้องในใจ

             “บอกเกี๊ยวทำไม บอกผมนี่ ผมจัดให้พ่อได้” พันแสงกระซิบบอกบิดา

             หลังจากญาติผู้ใหญ่ผูกข้อไม้ข้อมือบ่าวสาวเสร็จ ก็เป็นคิวของญาติสนิทมิตรสหายของทั้งสองฝ่าย

             “คุณแสงคะ ฝากเพื่อนปุ๊กลุกด้วยนะคะ ยายเกี๊ยวเป็นคนดีมาก อย่าปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาดเลยค่ะ”

             “อวยพรแบบนี้กลัวว่าใครจะมาแย่งเกี๊ยวไปหรือเปล่าครับ” พันแสงกึ่งแซวกึ่งว่ากระทบใครบางคนที่ยืนรอผู้ข้อมือถัดจากปริดา “รับรองผมไม่มีทางปล่อยเกี๊ยวไปแน่ๆ ครับ”

             ปริดารีบหันไปผูกข้อมือเพื่อนตัวเองอย่างรวดเร็ว กลัวจะเกิดศึกกลางงาน

             “เกี๊ยว ฉันดีใจมากที่วันนี้แกมีแฟน อุ๊ย! ไม่ใช่สิ มีสามี แกนี่ข้ามขั้นเลยเนาะ ไม่เคยมีแฟนก็มีสามีเลย” พันแสงทำหน้าทึ่งมองเจ้าสาวของตัวเอง กันตาถลึงตาใส่เขากลบเกลื่อนความอายอันเกิดจากคำอวยพรทะเล้นของเพื่อน “รีบมีเบ๋บี๋ไวๆ นะ แกรักเด็ก ใครได้เป็นลูกแกต้องโชคดีที่สุดแน่นอนเลย”

             เอาอีกแล้ว! แม้แต่ปริดาก็ยังอวยพรเรื่องลูกกับเธอ กันตามองค้อนคนอวยพรเสียทีหนึ่ง ฝ่ายนั้นจึงหัวเราะคิกคักแล้วเดินไป ให้ใครอีกคนมาผูกข้อมือต่อ

             “ต้องอวยพรด้วยสิ” พันแสงท้วง เมื่อปริตต์ผูกข้อมือเขาแบบผ่านๆ แล้วตั้งท่าจะไปผูกให้กันตาโดยไม่พูดอะไรสักคำ

             “การแต่งงานไม่ใช่บทสรุปของทุกอย่าง ถ้าแกทำให้เกี๊ยวเสียใจ ถ้าเมื่อไหร่เกี๊ยวอยากไปจากแก ฉันจะเป็นคนพาเกี๊ยวออกมาเอง เพราะฉะนั้นแกควรทำให้เกี๊ยวมีความสุขมากที่สุด”

             “แน่นอน ฉันจะทำให้เกี๊ยวมีความสุขจนไม่อยากจากฉันไปไหนแน่ เริ่มจากคืนนี้เลย” พันแสงพูดด้วยความมั่นใจ เขายักคิ้วยั่วพร้อมรอยยิ้มเป็นต่อ

             ปริตต์ขบกรามแน่น จ้องตาเจ้าบ่าวครู่หนึ่งก่อนหันไปทางเจ้าสาว

             “ป้อขอให้เกี๊ยวมีความสุขกับสิ่งที่เกี๊ยวเลือก แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คิดว่าไม่มีความสุข ป้อยินดีจะช่วยเหลือเกี๊ยว ป้อจะรอ...ป้อขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้”

             “ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ใช่ความผิดของป้อเลยสักนิด เกี๊ยวเลือกและตัดสินใจเอง”

             ถึงกันตาจะพูดอย่างนั้น แต่ปริตต์รู้ดีว่าส่วนหนึ่งของการแต่งงานครั้งนี้ก็เพราะพันแสงโกรธแค้นเขา ซึ่งกันตาไม่รู้เรื่องด้วยเลย

             “ใช่ เกี๊ยวเต็มใจแต่งงานกับฉัน เพราะงั้นแกไม่ต้องรอ...เก้อ” เจ้าบ่าวยังแทรกมาเบาๆ จนได้ ปริตต์บีบมือกันตาเบาๆ ก่อนเดินจากไป

             “ไม่มีเพื่อนคนไหนคิดเลยว่าคนแรกที่สละโสดจะเป็นพันแสงผู้รักมั่น...” เพชรพูดได้แค่นั้นก็โดนเจ้าบ่าวถลึงตาข่มขู่ กันตาเงยมองนิดหนึ่ง เพชรก็รีบอวยพรต่อ “ขอให้แกมีความสุขมากๆ นะเว้ย ถ้าให้ดีพาคุณเกี๊ยวไปฮันนีมูนที่เมกาสิ เพื่อนๆ อยากรู้จักคุณเกี๊ยวผู้เอาชนะใจพันแสงได้กันทุกคน”

             “เรื่องอะไรจะพาเมียไปให้พวกแกเผาฉันให้ฟัง เดี๋ยวโดนดึงหูยาน”

             “โอ๊ย! อยากให้ไอ้พวกนั้นมาได้ยินจริงๆ ไม่ทันไร พันแสงผู้เย่อหยิ่งต่อผู้หญิงทุกคนในปฐพีนี้ กลัวเมียเข้าให้แล้ว”

             “หุบปาก แล้วไปให้พ้นเลยไอ้เพชร” พันแสงไล่ เพชรเลยหัวเราะ ก่อนจะผูกข้อมือให้กันตา

             “ผมเชื่อแล้วล่ะครับว่าคุณเกี๊ยวเอาไอ้แสงอยู่หมัด...” เพชรพูดกลั้วหัวเราะก่อนจะแกล้งเบาเสียงลงเหมือนกระซิบทว่าเจ้าบ่าวได้ยินชัดเจน “แต่คุณเกี๊ยวเชื่อไหมครับว่าโลกนี้ยังมีผู้ชายเวอร์จิ้นอยู่จริงๆ นะ”

             “ไอ้เพชร!”

             ในขณะที่กันตาอึ้ง หน้าร้อนผ่าว พันแสงรีบเรียกเพื่อนด้วยน้ำเสียงข่มขู่ จนคนวางระเบิดต้องชิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เจ้าบ่าวเจ้าสาวเผลอหันมองหน้าสบตากัน แล้วคราวนี้ไม่ใช่เพียงกันตาที่รู้สึกอาย พันแสงเองก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูกเมื่อโดนเปิดเผยความลับสำคัญ ความลับที่แม้มันจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจนักสำหรับลูกผู้ชาย

             หากใครที่ไม่ใช่เพื่อนๆ ได้ยินเรื่องนี้ พวกเขาอาจไม่เชื่อว่าผู้ชายคนหนึ่งจะไม่เคยผ่านการนอนกับผู้หญิงมาเลย ทั้งที่อายุล่วงเลยมาเกือบจะสามสิบปีแล้ว ซึ่งพันแสงก็ไม่ได้หวงเนื้อหวงตัว หรือตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ทว่าช่วงวัยเด็กถึงมัธยมต้น แน่นอนว่าเขายังเด็กเกินกว่าจะไปหลับนอนกับใคร แต่ตอนนั้นเขาก็มีปั๊ปปี้เลิฟแล้ว นั่นก็คือ จิรดา เด็กหญิงตัวน้อยที่รู้จักกันตั้งแต่จำความได้ เนื่องจากบิดาเธอเป็นเพื่อนกับบิดาของเขา พันแสงหลงรักเด็กหญิงตัวขาวหน้าใส ตากลมโต ตอนไหนเขาก็ไม่อาจทราบได้ รู้ตัวอีกทีเขามีสายตาไว้มองเธอคนเดียวเท่านั้น พวกเขาเรียนที่เดียวกันมาตลอด จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัย...

             เพราะตอนเรียนมัธยมไม่ว่าใครมาจีบจิรดา พอเจอพันแสงกีดกันก็มักจะยอมแพ้ไปทุกราย จิรดาเองก็เห็นเป็นเรื่องขำขัน เธอแค่คิดว่าอยากตั้งใจเรียนให้เก่ง อยากเป็นหมอจึงไม่ใคร่สนใจเรื่องรักสักเท่าไร กระทั่งได้มาเจอ...ปริตต์

             เมื่อหัวใจมีเพียงแค่จริดาคนเดียวเท่านั้น พันแสงเลยไม่เคยมองใคร ไม่คบใคร ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนไหนเลย แม้แต่ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ที่จิรดาคบกับปริตต์ พันแสงก็ยังคงมีสายตาไว้มองเธอเท่านั้น

             ในวันที่จิรดาจากโลกนี้ไปแล้ว...พันแสงก็ยังคงภักดีต่อความรู้สึกที่มีให้เธอ จนปิดกั้นตัวเองไม่ยอมคบใคร กระทั่งได้มาเจอกันตาในคืนนั้น...ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว และเขาบอกตัวเองหนักแน่นว่าจะไม่มีวันปล่อยให้กันตาหลุดมือไปเด็ดขาด โดยเฉพาะหลุดมือไปอยู่ในมือปริตต์ยิ่งไม่มีทาง!


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น