อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:26:53

ตอนที่ 6 บทที่ 6

บทที่ 6

 

             กันตาวางแก้วน้ำเย็นลง ตรงหน้าดาราหนุ่มที่กำลังโด่งดังในวงการบันเทิง ทั้งกระแสด้านดีและกระแสลบของเขามีให้ดูให้อ่านกันไม่เว้นวัน ชายหนุ่มนั่งทำหน้าบูดบึ้งลูบแขนซึ่งเจ็บเพราะคมฟันของเจ้าของห้อง หญิงสาวถอยไปนั่งโซฟาเดี่ยวข้างๆ นึกแปลกใจว่าเขามาได้ยังไง ในเมื่อตลอดเวลาสิบปีที่อยู่กทม.เหมือนกัน เขากับเธอแทบไม่ติดต่อกันเลย แค่รู้ความเคลื่อนไหวจากข่าว จากเพื่อนฝูงกันบ้างเท่านั้น เหตุใดวันนี้เขาถึงโผล่มาได้ในจังหวะสำคัญเสียด้วย

             “มองอะไรนักหนาเล่า ไม่เคยเห็นดาราตัวเป็นๆ รึไง” ดาราตัวเป็นๆ ตวัดสายตาค้อนแล้วยกน้ำขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว วางมันลงแรงจนเกิดเสียงดัง

             “ไม่เคย เพราะไม่ได้สนใจดารา” กันตาตอบไปตามความจริง นั่นยิ่งทำให้ดาราหนุ่มหน้าบึ้งเข้าไปใหญ่ เขาทำเสียง ‘ชิ’ ในลำคอมองเธอด้วยสายตาขุ่นขวาง

             “ต้องระบุด้วยว่าเกี๊ยวไม่สนใจดาราชื่อป้อ ปริตต์”

             กันตาพยายามไม่ใส่ใจคำตัดพ้อของเขา สิ่งที่เธอติดใจคือวิธีการเรียกชื่อแทนตัวเอง จำได้ว่าพวกเขาเรียกชื่อแทนตัวกันตั้งแต่สมัยเด็ก ไม่นึกว่าถึงทุกวันนี้ปริตต์จะยังเรียกแบบนั้นอยู่

             “ก็ทำไมเกี๊ยวต้องทำแบบนั้น”

             ปริตต์นึกขุ่นกับคำพูดแข็งๆ ของอีกฝ่าย อยากท้วงออกไปนักว่าได้เจอเพื่อนเก่าทั้งทีทำไมไม่แสดงอาการดีใจออกมาบ้าง แต่ก็คร้านจะหาเรื่องเจ็บใจตัวเอง

             “ช่างเถอะ ว่าแต่เกี๊ยวสบายดีสินะ”

             กันตาพยักหน้ารับ แล้วเหมือนทั้งคู่จะไร้บทสนทนาไปชั่วครู่ ต่างฝ่ายจึงต่างเงียบ กระทั่งปริตต์เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

             “รู้จักกับหมอนั่นนานรึยัง”

             “ใคร?”

             “ก็ไอ้บ้าที่จูบเกี๊ยวที่กระบี่และเมื่อกี้ไงเล่า” ปริตต์ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องขึ้นเสียง และเหมือนสมองจะระเบิดเพราะความขุ่นเคือง กันตาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ อายที่เขาถามตรงๆ

             “ไม่รู้จัก และเมื่อกี้เขาไม่ได้จูบเกี๊ยว”

             “เอ้า ไม่รู้จักแล้วไปจูบไปกอดกับเขาได้ยังไง” ปริตต์ขยับตัวแรงๆ หันมามองหน้าเธออย่างเป็นจริงเป็นจัง กันตาหน้าร้อน คราวนี้ทั้งอายทั้งโกรธ

             “แล้วมันเรื่องอะไรที่ป้อต้องมาซักไซ้เกี๊ยวล่ะ ป้อไม่เคยสนใจ ไม่เคยติดต่อเกี๊ยวมาเป็นสิบปี แล้วจะมายุ่งอะไรกับเกี๊ยวตอนนี้เล่า”

             จบคำพูดของกันตาเหมือนอารมณ์กรุ่นของทั้งสองฝ่ายจะหายไปเกือบหมด ความรู้สึกละมุนบางอย่างเข้ามาแทนที่ แม้ไม่เคยบอกกันให้รู้ แต่ในใจคนทั้งคู่ต่างมีกันและกันอยู่เสมอ แล้วอะไรเล่าทำให้คนสองคนที่คิดถึงกัน ไม่เคยดิ้นรนให้ได้พบเจอกัน...ทั้งที่มันง่ายแค่นิดเดียว

             “เกี๊ยวอยากเจอป้อด้วยเหรอ?” ปริตต์ถามไม่เต็มเสียง

             กันตาเสหลบสายตาไปทางอื่น กระแอมเบาๆ เพื่อปรับความรู้สึกตัวเองให้คงที่

             “เราเป็นเพื่อนกัน อยากเจอกันมันก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ” นี่ไม่ใช่คำตอบที่กันตาอยากพูด และไม่ใช่คำตอบที่ปริตต์อยากได้ยินเช่นกัน

             “ใช่ มันธรรมดามาก ธรรมดาเสียจนป้อคิดว่าถึงไม่เจอกัน เกี๊ยวก็คงไม่ได้รู้สึกว่าอะไรขาดหายไป” ทั้งสองคนสบตากัน แล้วจู่ๆ ปริตต์ก็ลุกยืน “ป้อกลับละ”

             “ป้อมาหาเกี๊ยวด้วยเรื่องแค่นี้เหรอ” กันตาลุกตาม

             “ใช่ เรื่องแค่นี้ แต่ความเป็นห่วงมากกว่านี้ ป้อเห็นคลิปนั่นแล้วเป็นห่วงว่าเกี๊ยวจะเดือดร้อน ไอ้เมฆมันเลยบอกที่อยู่คอนโดฯ เกี๊ยวให้ แต่พอมาเห็นกับตา ป้อถึงได้รู้ว่าเกี๊ยวไม่มีอะไรน่าห่วง”

             มันคงนานเกินไป กับการเก็บความรู้สึกแท้จริงไว้ในอกของผู้ชายคนหนึ่ง ถึงวันนี้เมื่อได้รู้ได้เห็นว่ากันตากำลังมีคนสนใจ ปริตต์จึงเหมือนเก็บอะไรในหัวใจไม่ได้เลยสักอย่าง ทุกคำพูดของเขาเกือบชัดเจนในทุกความรู้สึก

             “ขอบคุณป้อมากที่เป็นห่วง เกี๊ยวก็เป็นห่วงป้อเหมือนกัน คลิปนั่นอาจมีผลกับงานของป้อใช่ไหม แต่...อีกไม่นานมันคงจบแล้วล่ะ” กันตานึกไปถึงคำพูดของคุณคชาเมื่อตอนกลางวัน คนมีอิทธิพลอย่างเขาคงมีวิธีหยุดข่าวพวกนั้นได้ไม่ยาก

             ความพลุ่งพล่านในกายปริตต์สงบลง เขาจ้องคนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

             “เรื่องคลิปนั่นจบ แต่อย่าให้การเจอกันครั้งนี้ของเราจบได้ไหมเกี๊ยว เราจะติดต่อกัน และเป็น...เพื่อนกันเหมือนเมื่อก่อนได้หรือเปล่า” ถึงตอนนี้ปริตต์ยิ้มเห็นฟันเรียงตัวสวย ฟันซี่เล็กๆ ด้านข้างของเขาคล้ายเขี้ยว ใครต่อใครเคยบอกว่ามันดูมีเสน่ห์ ซึ่งกันตาก็คิดอย่างนั้น ทว่า...ไม่ว่าเมื่อไร เขาก็เป็นแค่นายป้อเอาแต่ใจ อยากให้เธอใส่ใจ แต่ไม่เคยให้ความรู้สึกไกลกว่าความเป็นเพื่อน

             “ถึงเราจะไม่ได้เจอกัน เกี๊ยวก็เห็นป้อเป็นเพื่อนเสมออยู่แล้วนี่” ในเมื่อเขาไม่อยากให้เธอเป็นอะไรมากกว่าเพื่อน กันตาก็ควรจะยอมรับในข้อนั้น “ถ้าคนของประชาชนอย่างป้อสะดวกที่จะพบเจอเกี๊ยว คนธรรมดาอย่างเกี๊ยวก็เต็มใจเสมอ”

             ปริตต์ยิ้ม...ไม่ว่าที่ผ่านมาหรือวันนี้ อะไรในใจเขากับเธอมันจะคลุมเครือสักแค่ไหน อย่างไร แต่นับจากนี้ไป เขาจะใช้เวลาทั้งหมดแก้ไขมัน จะทำตามความรู้สึกตัวเอง โดยอาศัยความเป็นเพื่อนมาใกล้ชิดเธออีกครั้ง ไม่วิ่งหนีเธอไปหาใครต่อใครมาทดแทนอีก ชายหนุ่มวางแผนอยู่ในใจ

 

             เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กันตาเหลือบมองปุ๊กลุกที่นอนแผ่เกือบครึ่งเตียงและกำลังหลับสนิทแล้วรีบคว้ามันออกไปคุยนอกระเบียง พอเห็นชื่อบนหน้าจอแล้วให้แปลกใจ ดึกป่านนี้แม่โทร.หาเธอด้วยเรื่องใด

             “มีอะไรหรือเปล่าคะแม่ โทรมาดึกๆ อย่างนี้เกี๊ยวใจไม่ดีเลย”

             “ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ แต่แม่เพิ่งมีจังหวะแอบพ่อออกมาโทรหาลูกได้ เกี๊ยว แม่เห็นคลิปนั่นแล้วนะ ลูกป้าพิมพ์ข้างบ้านน่ะเขาเอามาให้แม่ดู เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ลูก ผู้ชายคนนั้นใช่ป้อจริงๆ หรือเปล่า”

             เสียงแม่กระซิบถามด้วยความห่วงกังวล กันตาเผลอถอนหายใจ เธอคิดว่าพื้นที่บ้านเกิดค่อนข้างอยู่ไกลนอกตัวเมือง คนในหมู่บ้านแทบไม่ค่อยมีใครสนใจข่าวบันเทิงดาราอะไรเทือกนั้น ยิ่งบ้านเธอด้วยแล้วยิ่งปิดตายข่าวบันเทิง แต่เด็กข้างบ้านของเธอคนนั้นกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ไม่แปลกหรอกถ้าข่าวนี้จะถึงหูแม่

             “เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันน่ะค่ะแม่ ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ป้อ แล้วพ่อไม่รู้เรื่องนี้ใช่ไหมคะ”

             ความจริงกันตาค่อนข้างแน่ใจว่าพ่อคงไม่รู้ เพราะถ้ารู้ ป่านนี้ท่านคงมารับตัวเธอกลับแล้วเป็นแน่ หากก็อยากถามให้มั่นใจเต็มร้อย

             “ไม่รู้หรอกจ้ะ ช่วงนี้งานที่โรงเรียนพ่อยุ่ง พวกเพื่อนครูก็ไม่สนใจข่าวพวกนี้อยู่แล้วเกี๊ยวก็รู้ แต่ก็ประมาทไม่ได้ ถ้าเกิดพ่อรู้ขึ้นมาละเรื่องใหญ่แน่ๆ เลย”

             “เกี๊ยวขอโทษค่ะแม่ แต่เกี๊ยวไม่ได้ทำตัวไม่ดีนะคะ มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ผู้ชายคนนั้นเมาแล้วคิดว่าเกี๊ยวเป็นคนรักเขา” กันตากัดฟันอธิบายทั้งๆ ไม่อยากพูดถึงมันอีก

             “จ้ะ แม่เชื่อลูก แต่ในข่าวที่ลูกป้าพิมพ์ให้ดู เขาบอกว่าเป็นป้อ แล้วลูกได้คุยกับป้อบ้างหรือเปล่าจ๊ะ เขาสบายดีไหม ตั้งแต่ไปเป็นดาราแม่ก็แทบไม่ได้เจอป้อเลย”

             สำหรับพ่อแม่ของเธอ รักและเอ็นดูปริตต์เสมือนลูกคนหนึ่ง เหมือนที่ครอบครัวเขาก็รักเธอเสมือนลูกสาวคนหนึ่งเช่นกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์วันนั้น...ป่านนี้ทุกอย่างก็คงยังเหมือนเดิม พ่อคงเอ็นดูปริตต์ มากกว่าจะตั้งแง่อย่างทุกวันนี้ด้วย

             “เจอกันวันนี้ค่ะแม่ เขาสบายดี” กันตาตอบสั้นๆ แม่รับคำแล้วรีบวางสาย เพราะได้ยินเสียงพ่อเรียกหา

             กันตามองโทรศัพท์ในมือครู่ใหญ่ก่อนเงยหน้ามองดาวที่พราวเต็มฟ้า หลายวันมานี้ชีวิตเธอเจอเรื่องอะไรต่อมิอะไรมากมาย...ทำให้หวนกลับมาเจอกับปริตต์อีกครั้ง หลังจากที่ต่างฝ่ายต่างมีทางเดินของตัวเอง เมื่อไรนะ ที่ความสนิทของเธอกับเขาเกิดช่องว่างกว้างมากขนาดนี้...

             วันที่เขาทะเลาะกับแม่เรื่องแอบสูบบุหรี่ทั้งที่ยังเรียนมัธยมปลายแล้วโดนแม่จับได้ เขาพยายามบอกว่าเพิ่งลองเป็นครั้งแรกและจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันอีก แต่แม่ของเขาก็ยังตั้งหน้าตั้งตาดุ รู้สึกผิดหวังในตัวเขาอย่างมาก พอเขาเถียง ท่านก็พลั้งมือตบปากเขา จนคืนนั้นปริตต์หนีโซซัดโซเซออกจากบ้าน กันตาจำได้ว่าเธอกับพี่สาวเขาอีกสองคนนั่งคอยอยู่หน้าบ้านจนดึก ส่วนแม่เขาก็ได้แต่นั่งร้องไห้ พ่อของเขาคงจะโกรธมากเหมือนกัน ทว่าท่านยังวางเฉยไว้

             เที่ยงคืนแม่ตามมารับกันตากลับบ้าน เธอจึงจำใจกลับไปนอนทั้งที่ยังไม่รู้สึกง่วง และต้องตื่นเช้ามาพบว่าปริตต์กลับมาในสภาพโทรม หน้าตาเขาหม่นหมอง ก้มหน้าไม่ยอมสบตาใคร แม่ของเขาวิ่งเข้าไปกอดทั้งน้ำตา ลูบหัวลูบแก้มอย่างห่วงใย

             ‘แม่ขอโทษนะป้อ แม่ใจร้อนไปเอง แม่น่าจะเชื่อป้อ ทีหลังอย่าหนีออกจากบ้านแบบนี้อีกนะรู้ไหม หัวใจแม่จะขาด’ ท่านกอดเขาไว้ โดยมีพ่อกับพี่สาวอีกสองคนยืนอยู่ใกล้ๆ กันตาตั้งใจเดินมาเพื่อถามข่าวคราวเขา ทันเห็นภาพนั้นพอดี

             ปริตต์กอดตอบแม่ ดวงตาเขาแดงรื้น บอบช้ำราวกับคนหลงทาง

             ‘ป้อขอโทษครับแม่ ขอโทษ...ขอโทษที่...’ เขาพูดอะไรไม่ออกซุกหน้าลงกับไหล่คนเป็นแม่ นานทีเดียวกว่าทั้งสองคนจะแยกห่างกัน และพี่สาวกับพ่อของเขาชวนให้เข้าบ้าน จังหวะนั้นปริตต์หันไปเห็นเธอ กันตายิ้มให้ ทว่าเขากลับไม่ยิ้มตอบ หนำซ้ำยังเมินหนีเดินเข้าบ้านโดยไม่ทักทายสักคำ

             หลังจากวันนั้นระหว่างกันตากับปริตต์ก็เหมือนมีเรื่องคุยกันน้อยลง บางวันเขาไม่รอไปโรงเรียนพร้อมเธอ ตกเย็นก็หายไปกับเพื่อนๆ ไม่ยอมให้เธอไปรับที่สนามบาสฯ เหมือนทุกที กันตาไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น กระทั่งวันหนึ่งเธอบังเอิญกลับบ้านพร้อมนภทีป์ซึ่งบ้านอยู่ทางเดียวกัน

             ‘ไอ้ป้อมันเครียดน่ะ เกี๊ยวอย่าคิดมากเลย คนมันเพิ่งเคยครั้งแรกก็งี้ล่ะ’ นภทีป์พูดกลั้วหัวเราะ หากในหัวใจกันตากลับวูบไหวอย่างประหลาด ‘มันคงกลัวว่าผู้หญิงคนนั้นจะท้อง แถมไอ้พวกปากหมาก็ล้อมันกันใหญ่ว่าเป็นไก่อ่อน แค่นี้ทำกลัวไปได้’ นภทีป์ยังพูดสนุกปาก ระลึกได้เอาเมื่อตอนกันตาทำกระเป๋าหลุดจากมือ เด็กหนุ่มขณะนั้นรีบยกมือปิดปากแม้รู้ว่าไม่ทันแล้วก็ตาม

             ความรู้สึกกันตาเวลานั้นยากจะบรรยายว่ารู้สึกยังไง ในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่ได้มีเรื่องอย่างนี้หวือหวา ด้วยวัยและสังคมที่ห้อมล้อมด้วยครอบครัว วัฒนธรรมและประเพณีอันแข็งแกร่ง ‘เรื่องอย่างว่า’ จึงเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว

             กันตาหยิบกระเป๋าแล้วออกวิ่งกลับบ้าน แม้นภทีป์จะเรียกไล่หลังแค่ไหนเธอก็ไม่หันกลับมามอง และคืนนั้นกันตาไม่ยอมออกมากินข้าวมื้อเย็น เธอเอาแต่ร้องไห้ทั้งคืนจนเช้าเพื่อจะพบว่า...

             สิ่งที่ปริตต์กลัวเป็นความจริง คืนที่เขาหนีออกจากบ้าน กลุ่มเพื่อนๆ ซึ่งอยู่หอพักลากเขาไปดื่มเหล้ายังหอพัก ซึ่งเป็นหอพักรวมไม่แบ่งแยกชายหญิง นั่นทำให้เขาพลาดไปกับผู้หญิงข้างห้องของเพื่อนจากการไร้สติ...และเธอก็ตั้งท้อง!

             แม่ของเขาเป็นลมล้มพับไปทันทีที่รู้เรื่อง ซึ่งปริตต์ทำใจกล้ามาสารภาพด้วยตัวเอง เขาเป็นลูกผู้ชายพอจะรับผิดชอบ แม้ยังอยู่ในวัยเรียนมัธยมปลายก็ตาม ทุกคนในบ้านต่างพากันนิ่งอึ้งไปตามกันๆ แม้กระทั่งกันตาซึ่งเดินมาได้ยินด้วยความบังเอิญ

             ‘ผมขอโทษครับพ่อ ผมผิดเอง ผิดตั้งแต่ริลองสูบบุหรี่และหนีแม่ออกจากบ้าน’ เขาก้มหน้าสำนึกผิด พ่อของเขารับฟังด้วยอาการสงบนิ่ง พี่สาวสองคนของเขาคอยพัดลมให้แม่พร้อมให้ดมยาดม

             ‘เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เราคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ไว้ป้อพาเธอมาพบพ่อกับแม่แล้วกัน จะได้ถามไถ่ว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร และจัดการให้ถูกต้อง’

             ‘ครับพ่อ’ ปริตต์รู้ว่าพ่อเองก็เสียใจ ท่านคงอยากให้ชีวิตเขาเป็นไปตามลำดับขั้นตอน เรียนให้จบก่อนถึงจะมีครอบครัว หากเมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้ท่านก็พร้อมจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมจะเคียงข้างลูกเสมอ

             ‘ส่วนเรื่องเรียนของป้อ...’ พ่อเขาพูดขึ้นก่อนจะหยุดไปเพราะกำลังลำบากใจอย่างหนัก ‘ป้อคิดว่ายังไงล่ะ อยากเรียนต่อหรือว่าอยากออกมาดูแลครอบครัวเป็นหลักไปเลย’

             เพราะบ้านปริตต์เลี้ยงลูกอย่างให้อิสระทางความคิด ไม่เคยตีกรอบหรือจำกัดความคิดเห็น หากลูกๆ ทั้งสามคนก็ประพฤติตัวดีมาเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อเขาเผลอไปลองบุหรี่ แม่ของเขาถึงรับไม่ได้อย่างนั้น

             ‘ผมยังนึกอะไรไม่ออกตอนนี้ครับ เอาเป็นว่าไว้คุยกันให้เรียบร้อยก่อนค่อยตัดสินใจเรื่องนี้อีกทีนะครับ’

             คนเป็นพ่อพยักหน้าและหมุนตัวกลับไปดูภรรยา ปริตต์กวาดสายตามองทุกคน นาทีนั้นอากาศในบ้านเหมือนจะไม่พอสำหรับหายใจ เขาจึงหมุนตัวกลับหวังออกไปสูดอากาศข้างนอก

             ...และสิ่งที่เขาได้พบ คือร่างเล็กของเพื่อนข้างบ้าน ที่ยืนจ้องเขาราวกับเห็นสิ่งประหลาดน่าขยะแขยง ชนิดไม่เคยรู้จักไม่เคยพบเห็น แถมเธอยังก้าวถอยหลังเหมือนอยากหนีให้ไกลห่างอย่างรังเกียจ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น