อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:29:10

ตอนที่ 8 บทที่ 8

บทที่ 8

 

             “ตกลงหนูเกี๊ยวจะกินอะไรรึ” คุณคชาถามหลังจากหัวเราะอยู่ครู่ใหญ่ เขาเปลี่ยนจากเรียกชื่อจริงของเธอมาเรียกชื่อเล่นตามเจ้าลูกชายตัวร้าย กันตาทำท่าลำบากใจ อึกอักตอบออกไปว่า

             “ความจริง แค่ให้หนูรบกวนคุยธุระก็พอมั้งคะ ไม่ต้องรบกวนมื้อเช้าด้วย หนูเกรงใจน่ะค่ะ ท่านอาจต้องการเวลาส่วนตัว”

             คุณคชายิ้มเอ็นดูหญิงสาวตรงหน้า ทอดสายตามองเธออย่างพินิจว่าใบหน้าเรียวเล็ก รอยโค้งของผมตรงกลางหน้าผากมนทำให้แลคล้ายรูปหัวใจ จมูกรั้นเล็กอย่างคนมีความมั่นใจในตัวเองพอสมควร กับดวงตาสีดำสนิทขนตายาวโดยธรรมชาติและริมฝีปากอิ่มเต็มแลดูน่ารักสดใสนี้ ทำไมถึงทำให้ลูกชายเขาสนใจตั้งแต่แรกเห็น ขนาดคลั่งไคล้เอาก็ว่าได้

             เมื่อพินิจรูปกายภายนอกทั้งหมด เขาจึงพิจารณาด้วยเหตุผลว่ากันตาช่างคล้าย ‘จิรดา’ เสียยิ่งนัก อาจไม่เหมือนขนาดฝาแฝด แต่ถ้าบอกว่าเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ก็สามารถเชื่อได้ไม่ยาก ต่างกันแต่เพียงจิรดานั้นอ่อนแอและอ่อนไหว ส่วนกันตาเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ฉะนั้นคุณคชาคิดว่าหญิงสาวผู้นี้น่าจะทำให้หัวใจพันแสงสดชื่นได้มากกว่าจิรดาแน่นอน

             “เรื่องธุระ หนูอาจจะรบกวนฉัน แต่เรื่องมื้อเช้าฉันคงต้องเป็นฝ่ายรบกวนหนูเสียกระมัง งั้นตกลงว่าเราแลกกัน หนูคุยธุระของหนู ส่วนฉันขอให้หนูกินมื้อเช้าเป็นเพื่อนได้หรือเปล่า?”

             “ไม่เลยค่ะ ท่านไม่ได้รบกวนหนูเลยสักนิด” กันตารีบบอก แอบคิดในใจว่าถ้าขืนเขาชวนคุยเรื่องอื่นแบบนี้ เวลาจะยิ่งลากยาวออกไป และฟังจากเขาคุยโทรศัพท์เมื่อสักครู่ ไม่แคล้วเธอจะต้องเจออีตาบ้านั่นไปด้วย

             “งั้นสรุปว่าหนูจะรับอะไรเป็นมื้อเช้าดีล่ะ”

             “ขอเป็นไข่กระทะร้อนก็ได้ค่ะ” กันตาตอบไปอย่างไม่ได้คิดอะไร เห็นเขาบอกว่าเมนูพิเศษก็เลือกเอาใจแม่บ้านไปสักหน่อยจะได้ไม่โดนหมั่นไส้ว่ามัวแต่ยึกยักชักช้า คุณคชายิ้มรับเมื่อเธอบอก หันไปสั่งแม่บ้าน

             “ทำไข่กระร้อนสามที่นะ เผื่อฉันกับคุณแสงด้วย” สั่งเสร็จเขาหันกลับมาหาเพื่อนร่วมกินมื้อเช้า ฝ่ายนั้นกำลังเบิกตากว้าง “ไข่กระทะเนี่ยต้องทานร้อนๆ แม่บ้านเลยยังไม่ได้ทำไว้ อาจจะต้องรอสักหน่อย หนูเกี๊ยวหิวมากหรือเปล่า”

             กันตาอยากร้องไห้ เธอไม่น่าบ้านึกสั่งอะไรยากๆ แบบนั้นไปเลย กินข้าวต้มให้รู้แล้วรู้รอดไปซะก็สิ้นเรื่อง

             “ไม่ค่ะ หนูรอได้”

             “งั้นเรามาคุยธุระของหนูไปพลางๆ ระหว่างรอดีไหม” คุณคชารู้ทันว่ากันตาอยากคุยธุระของตัวเองใจจะขาด แค่ประวิงเวลารอเจ้าลูกชายตัวแสบนั่นขนาดนี้ก็มากพอแล้ว เขาจะไม่ช่วยอะไรอีก ที่เหลือให้จัดการเองบ้าง

             “ดีค่ะ ขอบคุณท่านมากนะคะ”

             “เรียกท่านในบ้านฉันแบบนี้ ฉันไม่ค่อยชิน มันไม่ใช่เวลางาน หนูเรียกฉันว่าลุงดีกว่านะ”

             “จะดีหรือคะ ท่านยังดูหนุ่มกว่าคำนั้นตั้งเยอะค่ะ” กันตาชี้แจงด้วยรอยยิ้มประจบ ทำเอาคุณคชาหัวเราะเสียงดังอย่างถูกอกถูกใจ เขารู้ว่าในความหมายของกันตาคือต้องการรักษาระยะห่างเอาไว้ หากเธอก็ช่างหลบเลี่ยงได้ดี

             “แต่เรียกท่านมันทั้งแก่ทั้งดูบ้าอำนาจยังไงไม่รู้นะ เอาเถอะ แล้วแต่หนูสะดวกละกัน ค่อยเปลี่ยนมาเรียกอย่างอื่นเวลาหนูพร้อม” เขาพูดเป็นนัยโดยกันตาไม่ทันคิด “ทีนี้ว่าธุระของหนูมาเลย”

             พอจะพูดธุระของตัวเอง กันตาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมากะทันหัน เธอไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงเพราะธุระที่ว่ามันเป็นเรื่องของปริตต์ล้วนๆ หญิงสาวนิ่งคิดอยู่อึดใจใหญ่ ในที่สุดเธอก็หาจุดเริ่มต้นได้

             “คือหนู...”

             เอี๊ยด!!!

             เสียงเบรกพร้อมกับล้อรถบดพื้นดังสนั่นอยู่หน้าบ้าน ขัดจังหวะการเริ่มธุระของกันตาอย่างน่าโมโห คุณคชายิ้มมุมปาก ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูนับเป็นเวลาเพียงสิบห้านาทีเท่านั้นหลังจากลูกชายเขาตัดสายไป

             และเร็วราวพายุ ร่างสูงร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรในชุดสีดำเดินเข้ามายังห้องอาหาร พร้อมกับปราดมาลากเก้าอี้ข้างกันตาออกเพื่อทรุดตัวลงนั่ง ด้วยลำตัวขนาดใหญ่จึงกลายเป็นว่าเขานั่งชิดเธอจนได้กลิ่นหอมของแชมพู สบู่ แป้ง น้ำหอม อะไรสักอย่างหรืออาจจะทั้งหมดนั่นชัดเจน อ้อ! แต่คงไม่ใช่ครีมโกนหนวดเพราะมันยังรกครึ้มราวกับมหาโจร!

             “นี่คุณจะมานั่งเบียดฉันทำไมเนี่ย ไปนั่งฝั่งนู้นสิ!” กันตาหันไปแหวเข้าให้ พร้อมยกมือขึ้นยันแขนเขาให้ออกห่าง

             “นั่งตรงนี้แหละดีแล้ว ผมอยากได้ยินชัดๆ ว่าคุณมาหาผมที่นี่ทำไม” เขาบอกหน้าตาเฉย

             “ใคร? ใครมาหาคุณ ฉันมาหาพ่อคุณต่างหาก”

             “โอเค แล้วคุณมาหาพ่อผมทำไม” พันแสงยักไหล่ยอมรับง่ายๆ

             “ฉันจะคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว คุณไม่เกี่ยว” กันตาตอบเสียงขุ่น เพิ่มแรงยันแขนเขาขึ้นไปอีกเมื่อฝ่ายนั้นหรี่ตาพลางโน้มตัวมาหาเธอมากขึ้น

             “คุณคิดอะไรกับพ่อผมหรือเปล่าเนี่ย”

             “บ้า! ในหัวคุณนี่คงมีแต่เรื่องบ้าๆ สินะ” ทั้งคู่มัวต่อปากต่อคำกันจนลืมบุคคลที่สามไปเสียสนิท และจังหวะนั้นเองคุณคชาถึงได้แทรกขึ้น

             “แสง นี่แกไม่คิดจะทักทายพ่อเลยรึไง หรือวัฒนธรรมเมืองนอกทำให้แกลืมวัฒนธรรมไทยไปหมดแล้ว” คุณคชาแสร้งทำเสียงดุ ตั้งใจขัดคอลูกชายเพื่อช่วยให้กันตาได้มีจังหวะหายใจบ้าง เขาเห็นว่าใบหน้าเธอแดงเรื่ออาจจะเพราะความโกรธหรือความอาย ไม่ก็ทั้งสองอย่าง

             พันแสงหันไปมองคนเป็นพ่อ ยกมือไหว้อย่างสำนึกตัว ถึงเขาจะไม่เห็นด้วยกับการงานของพ่อจนไปซื้อบ้านอีกหลังไว้ไม่ไกลจากบ้านหลังนี้เท่าไร แต่เขากับคุณคชาก็ไม่ได้ทะเลาะถึงขนาดไม่ลงรอยกันเสียทีเดียว แค่บางทีคุณคชามีแขกในสายงานที่เขาไม่อยากเจอมาหาถึงบ้าน เลี่ยงไปอยู่ลำพังจึงสบายใจกว่าเท่านั้น

             “วันนี้พ่อว่างหรือครับ”

             “ใช่ ว่างทั้งวัน”

             “ดีเลย งั้นผมจะอยู่กินมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น อ้อ ดึกๆ ก็อยู่ดื่มกับพ่อได้ด้วยนะ เพราะผมก็ว่างทั้งวันเหมือนกัน” ขณะพูดกับคุณคชา พันแสงกลับเหลือบสายตาลงมองคนข้างตัว และเห็นชัดว่าฝ่ายนั้นกำลังโกรธจนเลือดขึ้นหน้า

             คุณคชาส่ายหน้าอย่างรู้เท่าทัน หันไปเรียกให้แม่บ้านเอาอาหารเข้ามาเสิร์ฟ เพื่อเป็นการเปลี่ยนเรื่อง

             “เดี๋ยวเรากินมื้อเช้าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยคุยธุระของหนูกันนะ วันนี้หนูว่างใช่ไหม”

             กันตาอ้าปากจะปฏิเสธแต่เธอจะทำอย่างไรได้ ไหนๆ ก็ทำใจกล้ามาหาเขาถึงบ้านแล้ว ถ้ากลับไปโดยไม่ได้พูดเรื่องปริตต์ ทุกอย่างเท่ากับสูญเปล่า จึงจำใจตอบไป

             “ค่ะ แต่ว่า...”

             “หนูไม่ต้องห่วงหรอก ถึงมีคนอื่นอยู่ด้วย แต่ฉันสัญญาว่าจะรับฟังธุระของหนูและตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยคนอื่นไม่มีสิทธิ์เกี่ยวข้อง...ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเขาน่ะนะ” กันตายิ้มแหยเพราะประโยคสุดท้าย และคนที่ยิ้มกว้างก็คือคนนั่งข้างเธอ

 

             กันตามองคนที่นั่งเอนตัวสบายบนโซฟาฝั่งตรงข้าม อย่างขัดใจ ดูเหมือนเขาจงใจจะรบกวนเธอ ผู้ชายบ้าอะไรกวนประสาท ถึงอย่างนั้นกันตาก็จำเป็นต้องคุยธุระเสียที เธอเสียเวลามามากแล้วและจะไม่ยอมเสียเวลาต่อไปอีก

             “คือหนูไม่แน่ใจว่าท่านเห็น เอ่อ...คลิปตัวใหม่หรือยังคะ”

             “ยังเลย เกี่ยวกับลูกชายฉันอีกหรือเปล่า” คุณคชาถามอย่างพอจะเดาทางออก กันตาพยักหน้ารับเบาๆ เขาเลยหันไปทางลูกน้องคนสนิทของลูกชาย “ภพนายเห็นแล้วใช่ไหม ไหนเอามาให้ฉันดูซิ”

             ปภพแทบจะเป็นทุกอย่างสำหรับพันแสง บอดี้การ์ด เลขาฯ คนขับรถ หรือกระทั่งเพื่อนเขาก็เป็นให้เจ้านายคนนี้ได้ ฉะนั้นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับพันแสง ปภพจำเป็นต้องเก็บข้อมูลอย่างละเอียด...จึงเรียกโดยรวมว่าคนสนิท

             คนสนิทของพันแสงส่งแท็บเลตซึ่งเปิดคลิปดังกล่าวส่งให้คุณคชา คนที่รับรู้เรื่องราวอีกคนยังคงนอนผิวปากสบายใจบนโซฟาตัวยาว กันตาจึงมั่นใจว่าเขารู้เรื่องนี้แล้ว

             พันแสงแอบเหลือบมองกันตาตอนเธอไม่เห็น เขาลอบยิ้ม คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้ากันตาเห็นคลิปนี้เธอต้องแจ้นมาหาพ่อของเขาแน่ๆ คนรักในสายอาชีพอย่างกันตาคงไม่ยอมให้มีเรื่องกระทบกับงานแน่ ชายหนุ่มคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

              “ที่หนูมานี่คือต้องการให้ฉันช่วยใช่ไหม” คุณคชาคืนแท็บเลตให้ปภพแล้วหันมาถามกันตาด้วยความเอ็นดู

             “ค่ะ” กันตารับคำสั้นๆ สูดหายใจลึกครั้งหนึ่งก่อนอธิบายต่อ “คือคลิปนี้ค่อนข้างโจมตีป้อเขาแรงไปหน่อย เหตุการณ์วันนั้นเป็นความเข้าใจผิด และหนูกับป้อเราเป็น...เพื่อนกันน่ะค่ะ ไม่ได้มีเรื่องชู้สาวอย่างที่เป็นข่าว แต่ถ้าข่าวนี้ยังแรงขึ้นเรื่อยๆ ป้ออาจจะเดือดร้อนมากกว่านี้ก็ได้ หนูเลยอยากขอร้องให้ท่านช่วยอีกสักครั้ง จะให้หนูตอบแทนยังไงก็ได้ค่ะ”

             คุณคชายังอยู่ในอาการนิ่งฟัง ทว่าคนที่นอนกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างสบายอารมณ์อยู่เมื่อครู่เด้งตัวลุกนั่งหลังตรง จ้องเขม็งมาทางกันตาด้วยสายตาเอาเรื่อง

             “นี่คุณบ้าหรือเปล่าเกี๊ยว ในคลิปบ้านั่นคุณเสียหายมากกว่าหมอนั่นซะอีก แทนที่จะห่วงตัวเองกลับไปห่วงคนอื่น ที่แท้คุณมาหาพ่อผมเพราะต้องการให้ช่วยคนอื่นงั้นเหรอ สองครั้งแล้วนะ...สองครั้งแล้ว!”

             “สองครั้งอะไรของคุณ” ไม่ใช่แค่กันตาที่สงสัยว่าอะไรสองครั้ง คุณคชากับปภพก็สงสัยเหมือนกัน

             “ก็สองครั้งแล้วที่คุณปกป้องหมอนั่นต่อหน้าผมน่ะสิ ครั้งแรกตอนในคลิปนั่นไง คุณห้ามไม่ให้เขาทำร้ายผมเพราะกลัวเขาเป็นข่าว มาวันนี้ยังจะมาขอร้องให้พ่อผมช่วยเขาอีก ฝันไปเถอะ ผมไม่มีวันยอมเด็ดขาด!”

             ทุกคนอึ้งกับสิ่งที่ได้ฟัง ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าคุณคชากับปภพจะยิ้มออก และถ้าไม่เก็บกลั้นไว้ ทั้งคู่คงจะหัวเราะออกมาเมื่อรู้ว่าอาการนั้นของพันแสงเกิดจากความโมโหที่กันตาเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง

             “ความจริงครั้งแรกที่ฉันไปคุยกับผอ.ให้หนู เพราะแสงเขาขอร้องโดยมีข้อแลกเปลี่ยน ว่าเขาจะทำงานเป็นนักการเมืองแทนฉันเมื่อวันที่ฉันหลุดพ้นจากหน้าที่นี้ แสงเขาเกลียดอาชีพนักการเมืองมากหนูรู้ไหม แต่เขาก็ยอมแลกเพื่อหนู เพราะฉะนั้นคราวนี้ฉันว่าคนที่จะช่วยหนูได้คงไม่ใช่ฉันหรอก” คุณคชาหันไปมองลูกชายที่ทำคิ้วยุ่งเมินหนีไปทางอื่น กันตามองตามแล้วมีสีหน้าหนักใจ

             “หนูเข้าใจค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ให้รบกวนทั้งธุระและมื้อเช้า งั้นหนูขอตัวกลับเลยแล้วกันนะคะ”

             กันตายกมือไหว้และเมื่อคุณคชารับไหว้เธอก็ลุกออกจากบ้านไป โดยไม่หันมาล่ำลาใครอีกคนที่ยังทำหน้าบึ้ง

             “อ้าว! นั่นคุณจะไปไหน ยังคุยกันไม่จบเลย” พันแสงรีบวิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็ว คุณคชามองตามแล้วส่ายหน้า ก่อนพยักหน้ารับเมื่อปภพโค้งให้และเดินตามเจ้านายออกไปอีกคน

             ตอนเดินมาถึงบันไดหน้าบ้าน กันตาเห็นรถออดี้สีดำคันหรูจอดแทบจะเกยขั้นบันไดขึ้นมา หญิงสาวเข้าใจทันที่ว่าคนพาลเจ้าของที่ที่คุณคชาบอกคือใคร โชคดีที่ยอมให้พ่อบ้านเอารถไปเก็บ ไม่งั้นรถของเธอคงพังยับจริงๆ นั่นแหละ

             “เดี๋ยวสิเกี๊ยว” พันแสงตามมาจับแขนหญิงสาวไว้แน่น “คุณก็ได้ยินชัดที่พ่อบอกว่าใครช่วยคุณได้ ทำไมคุณไม่ขอร้องผม” คำพูดเขาฟังเอาแต่ใจ

             “ก็คุณพูดเองว่าจะไม่ยอมช่วยเด็ดขาด แล้วฉันจะขอร้องให้เสียเวลาทำไม”

             “ยังไม่ลองจะรู้ได้ไง ถ้าคุณขอร้องผมอาจจะยอม”

             กันตาถอนหายใจแรง สะบัดแขนให้หลุดจากมือเขา หมอนี่เผลอเป็นไม่ได้ ชอบฉวยโอกาส เล็กน้อยก็ขอให้ได้ฉวย

             “ช่างเถอะ ฉันจะกลับแล้ว” กันตาตัดบทแล้วก้าวลงบันได พันแสงก้าวตามลงมาติดๆ ยังไม่ทันจะได้คุยอะไรต่อเสียงเอะอะซึ่งดังมาจากทางประตูรั้วทำให้ทั้งสองคนต้องหันมอง

             “ไปดูซิภพว่าเกิดอะไรขึ้น” พันแสงหันไปสั่งคนที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง ปภพรับคำแล้ววิ่งออกไปดู ครู่เดียวจึงกลับมารายงานด้วยท่าทางลำบากใจ เหลือบมองกันตานิดหนึ่งก่อนเอ่ยบอก

             “คุณปริตต์อยู่หน้าบ้านครับ จะเข้ามาข้างในให้ได้แต่การ์ดไม่ยอม เอายังไงดีครับคุณแสง”

             พันแสงฟังแล้วเหลือบมองหญิงสาวข้างตัว กันตาตกใจจนเผลอวิ่งออกไปยังหน้าประตูรั้ว พันแสงอ้าปากจะห้ามก็ไม่ทันจึงจำเป็นต้องตามไปด้วยอีกคน

             “เกี๊ยว! มาที่นี่ทำไม แล้วป้อโทรหาทำไมไม่รับสาย เกี๊ยวบ้ารึเปล่าถึงมาที่นี่คนเดียว” ปริตต์รัวมาเป็นชุดเมื่อกันตากับพันแสงเดินมาถึง และการ์ดยอมปล่อยตัวเขาเพราะคำสั่งของพันแสง

             “แล้วป้อล่ะ มาที่นี่ได้ยังไง” กันตาเลี่ยงการตอบเป็นถามแทน

“ป้อไปหาเกี๊ยวที่คอนโดฯ แต่พบเพื่อนเกี๊ยวแทน เขาบอกว่าเกี๊ยวมาที่นี่ป้อเลยตามมา ยิ่งโทร.หาแล้วไม่รับสายยิ่งเป็นห่วง ชอบทำอะไรบ้าๆ ตลอดเลยนะเกี๊ยว”

             กันตานึกได้นาทีนั้นเองว่าโทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า และกระเป๋าก็ให้แม่บ้านเอาไปเก็บยังไม่ได้รับกลับคืนมา เธอตั้งท่าจะตอบปริตต์ แต่มีคนชิงตอบแทนเสียก่อน

             “ถ้าคิดว่าการมาขอร้องให้พ่อฉันช่วยนายเป็นเรื่องบ้าๆ นายมันก็โง่เต็มทนแล้วล่ะ”

             ปริตต์ขยับจะเข้าไปเอาเรื่องพันแสงแต่กันตารีบจับแขนเขาไว้ เพราะบอดี้การ์ดรอบตัวคงไม่ยอมให้ปริตต์ทำอะไรพันแสงง่ายๆ แน่

             “พอเถอะป้อ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่อีกเลย ป้อก็รู้ว่าถ้ากระแสข่าวแย่ๆ นี่ไม่จบ มันอาจมีปัญหากับงานของป้อเองนะ” กันตาพยายามปรามอารมณ์ดาราหนุ่ม พันแสงฟังแล้วต้องเมินหน้าหนีข่มอารมณ์ตัวเองไว้

             “มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ช่าง ใครจะว่ายังไงป้อไม่สนหรอก แต่ป้อไม่ต้องการให้เกี๊ยวมาที่นี่ หรือยุ่งกับหมอนี่อีก”

             “ป้อไม่สนก็ได้ แต่คุณลุงกับคุณป้าคงสน พวกท่านไม่อยากเห็นไม่อยากได้ยินว่าป้อมีข่าวเสียหาย จนเสียงานหรอกนะ ป้อน่าจะคิดได้ ชื่อเสียงของป้อน่ะมีผลกับงานของคุณลุง ท่านเป็นราชการ ใครต่อใครก็นับถือ”

             กันตานึกฉุน ความทรงจำวันที่เขาทะเลาะกับแม่จนเกิดเรื่อง ย้อนกลับมาให้ห้วงคิด ปริตต์จ้องกันตาด้วยสายตาปวดร้าว เขาไม่เคยลืมเรื่องนั้น และรู้ว่ากันตาก็ฝังใจตลอดมาเช่นกัน

             “เกี๊ยวไม่เคยเห็นป้อดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ งั้นก็เลิกจุ้นจ้านเรื่องป้อสักที จุ้นจ้านมาตั้งแต่เด็กไม่เบื่อบ้างรึไง!”

             ปริตต์พูดออกไปเพียงเพราะเขาเกลียดสายตาแบบนั้นของกันตา สายตาผิดหวัง กล่าวหา เหมือนวันที่เธอรู้เรื่องความผิดพลาดของเขาในวันนั้น

             “ป้อเองก็ชอบสร้างปัญหามาตั้งแต่เด็ก ไม่เบื่อบ้างรึไง หัดคิดถึงจิตใจคนอื่นบ้างได้รึเปล่า” น้ำเสียงกันตาสั่นด้วยการกลั้นสะอื้น นั่นทำให้พันแสงต้องหันกลับมามองเธอ แค่เห็นดวงตาหญิงสาวแดงรื้นมีหยดน้ำเอ่อคลอพันแสงถึงกับทนฟังเงียบๆ ต่อไปไม่ไหว เขาดึงแขนเธอกลับมายืนข้างตัวพร้อมบอก

             “ผมตกลงจะช่วยคุณเรื่องคลิปนั่น” กันตาเงยมองด้วยความไม่เข้าใจ “แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”

             “ข้อแลกเปลี่ยน?” กันตาทวนคำพูดเขา

             “ใช่ ไม่มากมายอะไรหรอก” เขาตอบเยือกเย็น ดันเธอไปยืนข้างหลัง ส่วนตัวเองมายืนประจันหน้าปริตต์ “แค่ขอชกหน้าหมอนี่สักหมัดก็พอ!”

             คำว่าขอของพันแสงคงไม่ได้ต้องการคำอนุญาตจากใคร เพราะสิ้นคำพูดเขาก็ชกหน้าปริตต์จนสะบัดหงายโดยไม่ทันตั้งตัว กันตาร้องกรี๊ดด้วยความตกใจตั้งท่าจะเข้าไปหาปริตต์ แต่พันแสงจับข้อมือเธอไว้แล้วลากให้เดินกลับเข้าบ้านด้วยกัน เขาเดินมาส่งเธอถึงประตูรถ รับกระเป๋าที่ปภพเอามาจากแม่บ้านส่งให้

             “คุณต้องการเอาคืนที่ป้อชกคุณวันนั้นใช่ไหม” กันตาปากคอสั่น เก็บกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ทั้งตกใจและสงสารปริตต์

             “เปล่า” ถึงจะโกรธที่หมอนั่นชกเขาในวันนั้น แต่เหตุผลที่เขาชกปริตต์ในวันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องนั้นจริงๆ

             “แล้วคุณชกเขาทำไม ข้อแลกเปลี่ยนบ้าๆ แบบนั้นมันไม่ดีเลยรู้ไหม” พันแสงฟังแล้วถอนหายใจ ก้มลงไปจนแทบชิด บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

             “ผมทนไม่ได้ที่เห็นคุณปกป้องหรือร้องไห้เพื่อคนอื่น...หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่คุณจะทำแบบนี้นะเกี๊ยว!”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น