อัปเดตล่าสุด 2019-05-16 10:29:48

ตอนที่ 9 บทที่ 9

บทที่ 9

 

             วันที่ ‘พี่อ้อย’ หรือผู้หญิงที่ตั้งท้องกับปริตต์มาคุยกับพ่อแม่เขา กันตาไม่ได้อยู่ร่วมรับฟังด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องของเธอ แต่กระนั้นเรื่องทั้งหมดก็ถูกถ่ายทอดมาจากพี่สาวสองคนของเขาเล่าให้กันตาฟัง หญิงสาวจึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นอายุมากกว่าปริตต์สามปี เป็นคนเมืองหลวงที่ย้ายมาอยู่ทางใต้ ข้อตกลงในวันนั้นคือพี่อ้อยจะติดต่อผู้ใหญ่ให้เดินทางมาคุยกับพ่อและแม่ของปริตต์ ถึงแม้ว่าแม่ของปริตต์จะยังทำใจไม่ได้ ท่านก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะร่วมรับผิดชอบความผิดของลูกชาย

             ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพ่อกับแม่ของพี่อ้อยเดินทางมาถึง พวกเขาจะตกลงกันเรื่องพิธีแต่งงาน อาจจะจัดแค่เรียบง่ายภายในครอบครัว ถึงอย่างนั้นกันตาก็รู้ว่าปริตต์ เพื่อนสนิทข้างบ้านรั้วเดียวกันของเธอได้หมดอิสรภาพลงแล้ว เธอไม่มีสิทธิ์ไปรับเขาที่สนามบาสฯ ได้อย่างเดิมอีก ไม่สามารถเดินเข้าออกห้องนอนเขาอย่างเคยทำอยู่บ่อยครั้งได้ และบางสิ่งในใจเธอมีมากกว่าเรื่องเหล่านั้น กันตาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร อาจเป็นความหวงแหนตามประสาเพื่อน ที่ไม่อยากให้เขาเห็นคนอื่นพิเศษกว่า ทว่าทุกอย่างจบลงแล้ว

             จากเดิมที่เคยตกลงกับเขาว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทลัยของจังหวัด กันตาจึงเปลี่ยนใจเลือกเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ โดยไม่บอกให้ปริตต์รู้ ไม่ได้ต้องการปิดบัง เพียงแค่คิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องของเธออีก หญิงสาวเอาแต่อ่านหนังสืออยู่กับบ้าน ไปโรงเรียนก็ไม่ยอมไปพร้อมกับปริตต์ หลบเลี่ยงการเจอหน้าเขาจนกระทั่งก่อนวันที่พ่อแม่ของพี่อ้อยจะเดินทางมาถึงเพียงสามวัน ปริตต์วิ่งหน้าตาตื่นมาดักรอเธอหน้าบ้าน

             ‘เกี๊ยว...ป้อขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม’ เขาถามด้วยรอยยิ้มมีเสน่ห์อย่างที่สาวๆ ในโรงเรียนต่างบอกกันเป็นเสียงเดียวว่าชอบรอยยิ้มแบบนี้ หากเวลานั้นกันตาทำเพียงยืนก้มหน้านิ่งๆ ไม่เดินหนี ไม่ตอบรับ ‘ป้อกับพี่อ้อยจะไม่แต่งงานกัน’

             ราวกับคำบอกนั้นเป็นมือดีเชยคางกันตาให้เงยขึ้นมองปริตต์ ในดวงตาเธอมีคำถามมากมาย

             ‘พี่อ้อยไม่ได้ท้องกับป้อ เขาสารภาพว่าตั้งท้องก่อนจะ...เจอป้อ’

             เพราะเห็นปริตต์มีแต่ความทุกข์ทรมาน พี่อ้อยเลยอดสงสารเขาไม่ไหว สารภาพความจริงทั้งหมดว่าเธอท้องกับผู้ชายคนอื่น แต่เขาไม่รับผิดชอบ พอคืนนั้นปริตต์มีความสัมพันธ์ด้วยอย่างไม่ตั้งใจ เธอจึงโกหกว่าท้องกับเขา วัยอ่อนต่อโลกอย่างปริตต์ไม่ได้คิดซับซ้อนอะไร ใจเขาเต็มไปด้วยความกลัว กังวล และไม่อยากเป็นคนเลว จึงยอมรับสิ่งที่พี่อ้อยบอกอย่างไร้ข้อกังขา

             กันตายอมรับว่าสิ่งที่ปริตต์บอกทำให้หัวใจเธอสดชื่นขึ้นมาบ้าง หากก็แค่เพียงนิดหน่อย เพราะความรักและศรัทธาในตัวเขามันได้หมดไปแล้ว อีกทั้งเหตุการณ์ทั้งหมดได้เกิดขึ้นจริง ที่ไม่จริงก็แค่เพียงเรื่องตั้งท้องเท่านั้น กันตารู้สึกสับสน...เมื่อเขายื่นมือมาจะโยกหัวเธออย่างเคยทำ หญิงสาวจึงเบี่ยงหลบ สายตายามมองเขา ไม่หลงเหลือความเชื่อใจใดๆ ต่อไปอีก

             ปริตต์สบดวงตาคู่นั้นเนิ่นนาน นาทีนั้นเองที่เขารู้ว่ากันตามีความหมายมากเพียงใด เขาเคยเป็นคนเก่ง เป็นฮีโร่ เป็นคนดีในสายตาของกันตาเสมอมา แต่เหตุการณ์นั้นทำลายทุกอย่างไม่เหลือซาก เขารู้สึกปวดแปลบในอก บอกตัวเองว่าชาตินี้จะไม่ขอเห็นสายตาแบบนั้นจากกันตาอีก...ชายหนุ่มเดินถอยหลัง ห่างเธอออกมาเรื่อยๆ หวังอยู่ลึกๆ ว่ากันตาจะเรียกรั้งไว้ในก้าวใดก้าวหนึ่ง แต่จนกระทั่งถึงหน้าบ้านเขา กันตาก็ยังคงมองนิ่งไม่เอ่ยปากด้วยคำใด

             สิ่งที่ปริตต์ตัดสินใจโดยไม่บอกกันตาคือการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ พวกเขาจึงห่างหายไม่ติดต่อกันเลยนับตั้งแต่นั้นมา กันตากับปริตต์รับรู้ภายหลังผ่านทางเพื่อนเก่าๆ ว่าพวกเขาอยู่เมืองหลวงเหมือนกัน หากไม่มีใครดิ้นรนหาทางให้ได้พบเจอตามประสาเพื่อนเก่า...แม้จะคิดถึงกันสักเพียงไหนก็ตาม

             แล้ววันนี้...ปริตต์ก็ได้เห็นสายตาแบบนั้นจากกันตาอีกครั้ง ความเจ็บช้ำไม่น้อยไปกว่าเมื่อสิบปีก่อน อาจจะมากกว่าตรงที่มีใครอีกคนคอยปกป้องเธอแทนเขา

             ปริตต์ยืนรับลมอยู่นอกระเบียง ความคิดเรื่องอดีตหยุดลงด้วยเสียงกริ่งหน้าประตูห้อง ชายหนุ่มยกมือลูบหน้าคล้ายจะปัดความเครียดออกไป ก่อนเดินไปส่องตาแมว เมื่อเห็นว่าเป็นตั๊กแตนจึงเปิดให้เข้ามา

             ตั๊กแตนมีสีหน้าแววตาอ่อนเพลีย ซึ่งปริตต์เดาออกได้ไม่ยากว่าเพราะเหตุผลใด คาดว่าวันนี้ทั้งวันตั๊กแตนคงรับแต่โทรศัพท์แม้กระทั่งเวลาเข้าห้องน้ำ

             “ป้อ เธอรู้มั้ย วันนี้ทั้งวันพี่รับแต่โทรศัพท์จนเครื่องแทบพัง เป็นดาราสมัยนี้มันไม่ง่ายเลยนะ มือถือถ่ายรูปถ่ายคลิปได้ โซเชียลก็พร้อมจะแพร่กระจายข่าวได้อย่างรวดเร็วจริงๆ” ตั๊กแตนเดินบ่นตามหลังเจ้าของห้องเข้ามาด้านใน จนถึงโซฟากลางห้องรับแขก “พี่ขอร้องนะ ช่วงนี้เพิ่งก่อเรื่องอะไรเพิ่ม...ป้อ!”

             ยังไม่ทันได้นั่งพักให้หายเหนื่อย ตั๊กแตนก็อุทานเรียกชื่อดาราหนุ่มดังลั่น เมื่อเขาหันมาและได้เห็นสภาพใบหน้าชัดเจน รอยช้ำที่คล้ำจนม่วงชัดจนคิดว่าต่อให้แต่งหน้าหนาๆ ก็ไม่สามารถปกปิดได้

             "พี่จะดื่มอะไรดี"

             “เบียร์!!!” ตั๊กแตนตอบอย่างไม่ลังเล คืนนี้ต้องเมาเท่านั้น เมาให้หลับไปเลย ตื่นมาพรุ่งนี้จะได้มีแรงรับโทรศัพท์จนเครื่องพังไปจริงๆ แน่

             ตั๊กแตนเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังสีดำแรงๆ อย่างคนหมดพลัง วันนี้ทั้งวันเขาต้องคอยตอบคำถามจากข่าวต่างๆ ของปริตต์ คอยแก้ตัว คอยดึงงานที่จะหลุดมือไว้ให้ยังอยู่ คอยแก้ตัวกับบริษัทสินค้าที่ปริตต์เป็นพรีเซนเตอร์ไปแล้ว และกำลังจะเป็นอีกหลายตัว

             “อ่ะ” ปริตต์ส่งเบียร์ให้ตั๊กแตนหนึ่งกระป๋อง ส่วนเขาถืออีกกระป๋องไปนั่งโซฟาอีกตัว

             ตั๊กแตนยกเบียร์ขึ้นกระดกอึกๆ จนหมดไปครึ่งกระป๋องเขาจึงระบายลมหายใจออกมายืดยาว แล้วสูดอากาศเข้าปอดอีกเฮือกใหญ่ ก่อนจะเหลือบตามองดาราในความดูแลของตัวเอง

             “เกิดอะไรขึ้นอีกป้อ นี่อย่าบอกนะว่าเรื่องเดิม เพิ่มเติมคือรอยช้ำและปัญหา ขืนมีข่าวติดกันไม่เว้นแต่ละวันแบบนี้ เธอพังแน่ ให้พี่พูดจนปากฉีก หรือโทรศัพท์พังไปกี่เครื่องก็รั้งงานรั้งชื่อเสียงเธอไว้ไม่ได้แล้วนะ”

             “ผมรู้...”

             “รู้...แล้วนี่อะไร?” ตั๊กแตนชี้รอยฟกช้ำบนหน้าปริตต์ ฝ่ายนั้นถอนหายใจยกเบียร์กระดกบ้าง

             “ก็...” ปริตต์ไม่รู้จะพูดหรืออธิบายยังไง “คราวนี้พี่ไม่ต้องห่วง ถึงผมจะก่อเรื่อง แต่คงไม่มีคลิปหรือข่าวเล็ดลอดออกไปให้นักข่าวเล่นงานผมหรอก”

             “เธอแน่ใจได้ยังไง”

             “ผมไม่แน่ใจหรอก แต่ผมค่อนข้างมั่นใจ...ว่าเขาจะไม่ยอมให้มีข่าวอะไรมาทำร้ายเกี๊ย...” ปริตต์ยั้งชื่อกันตาเอาไว้ “พี่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ พรุ่งนี้จะไม่มีข่าวเรื่องผมโดนชกแน่นอน” ปริตต์ขบกรามเบาๆ มีเรื่องถึงในบ้านนักการเมืองชื่อดัง คงไม่มีใครกล้าเอารูปหรือคลิปไปเผยแพร่แน่ๆ

             “ใคร? เขาที่เธอว่าคือใคร และทำไมต้องทำร้ายเธอ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ป้อ ตั้งแต่มีข่าวเรื่องจูบกับผู้หญิงคนนั้นที่กระบี่ เธอก็มีข่าวติดกันมาเรื่อยๆ สาเหตุมาจากผู้หญิงคนนั้นใช่ไหม” ตั๊กแตนแทบไม่เคยยุ่งเรื่องส่วนตัวของปริตต์ ถ้ามันไม่มีผลกระทบกับงาน แต่ครั้งนี้เขาต้องถามเพราะงานกำลังจะพัง

             “คนที่ชกผมคือ...พันแสง เลิศวงศ์พันธุ์”

             ปริตต์เหมือนพูดย้ำชื่อนี้ให้ขึ้นใจ มากกว่าจะบอกให้ตั๊กแตนได้รับรู้ ถึงอย่างนั้นคนฟังก็คิ้วขมวด

             “ชื่อนี้ไม่คุ้น แต่นามสกุลไม่ต้องบอกก็คุ้นหูมาก เขาเป็นอะไรกับคุณคชา”

             “ลูกชาย”

             “ตายแล้วป้อ! นี่เธอไปมีเรื่องกับลูกชายคนมีอิทธิพลขนาดนั้นได้ยังไง เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา”

             “ทำไมพี่ต้องคิดว่าเราสู้เขาไม่ได้ มันก็คนผมก็คน ถ้าผมจะสู้ ผมต้องสู้ให้ได้ และผมจะไม่มีวันยอมแพ้เด็ดขาด ผมจะไม่ยอมเสียเกี๊ยวให้คนอย่างมันแน่” ปริตต์พูดด้วยอารมณ์เดือดพล่าน แค่นึกถึงภาพกันตายืนอยู่ข้างๆ หมอนั่นแทนที่จะเป็นข้างตัวเขา หัวใจของปริตต์ก็เหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์แรงๆ หลายครั้ง

             “เกี๊ยว? เกี๊ยวไหน? อย่าบอกนะว่าคือผู้หญิงในคลิปคนนั้น” ตั๊กแตนเดา และเมื่อปริตต์กัดฟันพร้อมเมินหน้าหนีแทนคำตอบ ตั๊กแตนก็รู้ทันทีว่าเขาเดาไม่ผิด “ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร สำคัญอะไรกับเธอมากขนาดนั้นฮึป้อ ถึงขนาดเอาชื่อเสียง เอาการงาน เอาร่างกายมาทนเจ็บแบบนี้”

             “ผมทนได้หมด แลกได้ทุกอย่าง แต่ผมจะไม่ยอมเจ็บใจอีกต่อไป ที่ผ่านมาผมทนเจ็บปวดทรมานมานานเกินไปแล้ว จากนี้ไปผมจะไม่ทนอีก”

             “พูดแบบนี้...หมายความว่าเธอจะให้พี่ทิ้งงานทั้งหมด ทิ้งคิวที่รับไว้ ไม่ต้องแก้ต่าง ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้ทุกอย่างพังลงไปต่อหน้าต่อตา เพราะเธอจะสนแต่ตัวเอง ไม่สนพี่ ไม่สนคนอื่น และไม่สนแม้กระทั่งครอบครัวของเธอใช่ไหมป้อ”

             ตั๊กแตนถามกึ่งประชด เขาต้องการให้ปริตต์ได้สติ ใช้ปัญญามากกว่าอารมณ์ เพราะชื่อเสียง การงานกว่าจะได้มาไม่ง่าย แต่มันพังได้ไม่ยากเพียงแค่ปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือสติ มันก็สามารถพังได้ภายในข้ามคืน

             “แล้วพี่จะให้ผมทำยังไง แค่ผมเห็นไอ้หมอนั่นจูบเกี๊ยว เห็นเกี๊ยวไปยืนข้างๆ มัน เห็นสายตาเกี๊ยวที่ผิดหวังในตัวผม ผมก็แทบเป็นบ้า ผมทนมานานนับสิบปี คิดว่าทุกอย่างจะลบออกไปจากใจได้ แต่มันไม่ได้พี่ ผมลืมเกี๊ยวไม่ได้ แล้ววันนี้เราได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ผมไม่อยากปล่อยให้ทุกอย่างจบไปเหมือนครั้งก่อนอีก ผมเสียอะไรไปก็ได้ แต่ผมเสียเกี๊ยวไปไม่ได้จริงๆ”

             คราวนี้น้ำเสียงปริตต์สั่นเครือ เจือรอยเศร้า ทดท้อ และมุ่งมั่นในคราเดียวกัน ตั๊กแตนยืนมองชายหนุ่มตรงหน้า ตั้งแต่รู้จักกันมานี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นปริตต์หลุดจากมาดเงียบๆ เก็บเรื่องส่วนตัวไว้เป็นความลับเสมอมา ตั๊กแตนไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ที่ได้รู้สิ่งที่เหมือนติดค้างในใจดาราหนุ่มมาตลอด หากไม่ว่ายังไงเขาก็ปล่อยให้ปริตต์ทำลายทุกอย่างไม่ได้

             “แล้วเธอมั่นใจได้ยังไง ว่าสิ่งที่เธอกำลังคิดจะทำ มันจะทำให้ผู้หญิงคนนั้นมายืนข้างเธอได้ พี่ไม่รู้หรอกนะว่าอดีตมันเคยเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับผู้หญิงคนนั้น แต่ตอนนี้ชีวิตเธอมาไกลแล้วป้อ เธอมายืนในจุดที่ใครหลายคนอยากยืน และเป็นจุดที่ใครๆ ก็จ้องมองเธออยู่”

             ตั๊กแตนเดินเข้าไปจับไหล่ดาราหนุ่มไว้ บีบเบาๆ เป็นการปลอบใจ ให้กำลังใจและบอกว่าเขาเข้าใจ

             “แต่พี่ก็ไม่ได้คิดจะห้ามเธอทำตามหัวใจหรอกนะ เพียงแต่การจะสู้ หรือการจะเอาชนะใครหรืออะไรสักอย่าง มันไม่จำเป็นต้องพุ่งเข้าชนแบบไม่สนโลกนี่ มันมีอีกหลายวิธีที่เราสามารถสู้กับเขาได้ โดยที่เราไม่ต้อง...พัง”

             ปริตต์สบตาตั๊กแตนนิ่งนาน เขามองลึกลงไปในดวงตาผู้จัดการส่วนตัวที่ทำงานร่วมกันมานาน ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาเป็นดาราก็มีตั๊กแตนที่คอยดูแลเป็นอย่างดีมาตลอด

             “ผมขอโทษ”

             “ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาป้อไม่เคยสร้างปัญหาให้พี่ แม้จะมีข่าวเสียๆ กับพวกดาราสาวๆ บ้าง แต่แค่นั้นมันไม่ได้เลวร้ายอะไร กลับจะทำให้ป้อดังขึ้นด้วยซ้ำ คราวนี้ทุกอย่างก็ไม่ได้เกิดจากป้อเป็นต้นเหตุ เพราะฉะนั้นพี่ไม่อยากให้ป้อทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่” ปริตต์อ้าปากจะท้วง ตั๊กแตนจึงยกมือห้าม “พี่ไม่ได้หมายความว่าให้ป้อยอม แค่จะบอกว่าถ้าป้อไว้ใจพี่มากพอ ก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้พี่ฟังได้ไหม ทั้งในอดีตและตอนนี้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะยังไงพี่ก็อยู่ข้างป้อ ยินดีที่จะช่วยป้อทุกเรื่อง แต่ก่อนอื่นพี่ต้องรู้ก่อนว่าเรื่องราวเป็นยังไง ถึงจะช่วยได้ถูก”

             ปริตต์จ้องลึกลงไปในดวงตาตั๊กแตนอีกครั้ง ที่ผ่านมาผู้จัดการคนนี้ไว้ใจได้ทุกเรื่อง เขาเป็นทั้งเพื่อนและพี่ให้ปริตต์ได้โดยไม่เคยแคลงใจ ฉะนั้นครั้งนี้ก็คงเช่นกัน

             “ทุกอย่างเป็นความผิดของผม...ผมทำผิดต่อเกี๊ยว ทำผิดต่อ...ทุกคน ผิดแล้วผิดอีก ผิดซ้ำๆ จนไม่น่าให้อภัย”

             “ดูท่าทางเรื่องจะยาว คืนนี้พี่คงต้องค้างที่นี่ มีเบียร์อีกไหม?”

             “มีมากพอให้พี่ดื่มได้ทั้งคืนเลย”

             ตั๊กแตนหัวเราะเบาๆ แล้วพยักหน้าให้เขาเล่าต่อ

             ปริตต์ค่อยๆ เล่าให้ตั๊กแตนฟังตั้งแต่เขาได้พบกับกันตาครั้งแรก เล่าเรื่อยๆ คล้ายทบทวนความทรงจำของตัวเองทั้งดีและร้ายไปด้วย บางครั้งเขายิ้ม บางครั้งเขาเศร้า ตั๊กแตนรับฟังและเฝ้ามองด้วยความเข้าใจ

             กว่าปริตต์จะเล่าจบเวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบตีสี่ ทั้งสองคนแยกย้ายกันไปนอน แม้ความง่วงจะมากขนาดไหน แต่ปริตต์ก็อดคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เล่าให้ตั๊กแตนฟังไม่ได้

             ภาพในอดีตหวนกลับมาในสมองซ้ำๆ ยิ่งแววตาของกันตายามมองเขาด้วยความผิดหวังในวันนั้นและในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เขาบอกตัวเองว่าจะไม่ยอมให้แววตานั้นทำร้ายจิตใจเขาอีก

             ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าใครหรืออะไร ก็ไม่สามารถทำให้ปริตต์ยอมแพ้ได้อีกแล้ว

             เขารักกันตา...แม้จะไม่เคยบอกให้เธอรู้ แต่จากนี้ไป เขาจะแสดงให้เธอรู้ ว่าเขารักเธอมากเพียงใด


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น