อัปเดตล่าสุด 2019-05-24 13:11:56

บทนำ บทนำ

       ค่ำคืนเดือนหงาย ณ บ้านพรหมบดินทร์ แสงจันทร์ที่ส่องสว่างทำให้นางช้อยไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียงในการย่องออกมาจากเรือนบ่าวรับใช้ หญิงสาวรูปร่างหน้าตาผอมแห้ง ผิวดำแดง รีบเดินจ้ำผ่านเรือนหลังใหญ่ มุ่งไปทางเรือนอีกหลังโดยไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็น แม้ในใจจะรู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนักกับสิ่งที่นางบัวเพื่อนสาวบอกเมื่อบ่ายวันนี้ เรื่องเล่าอาถรรพ์ของเจ้าของเรือนที่ตายโหงในสมัยก่อน กระนั้นนางบ่าวก็รีบสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อสลัดภาพความกลัวที่ผุดขึ้นมาในสมองทิ้งไป
       “ข้าไม่กลัวหรอก ถ้ากลัวกับอีเรื่องแค่นี้ ก็อย่ามาเรียกข้าว่าอีช้อยเลย!” นางช้อยพูดปลุกกำลังใจตนเองไม่ให้นึกถึงเรื่องไร้สาระ เพราะทั้งตนและคนที่ชวนมาในวันนี้ต่างก็ไม่เคยมีใครเคยเจอผีมาก่อนเลยสักครั้ง 
       หากยังไม่ทันที่นางช้อยจะเดินไปถึง ‘เรือนไม้หอม’ ที่เป็นเป้าหมาย จู่ๆ ดวงจันทร์บนท้องฟ้าก็พลันถูกเมฆมาทับบดบังแสง อีกทั้งลมก็พัดกรรโชกจนต้นไม้ใหญ่รอบด้านเสียดสีกันดังหวีดหวิว คล้ายกับเสียงร้องโหยหวนของพวกนางพราย แทรกผสานขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน ประจวบกับเสียงสุนัขหอนที่ดังแว่วมาแต่ไกล แต่กลับไม่เห็นว่าที่มาของเสียงนั้นมาจากไหน
       “โอ๊ย...ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงได้มืดตื๋ออย่างนี้วะ!” เสียงนางช้อยบ่นพึมพำกับตนเอง ก่อนสองเท้าจะย่ำมาถึงบริเวณสระน้ำที่บัดนี้เต็มไปด้วยดอกบัวฉัตรบานสะพรั่ง ใบบัวขึ้นหนาแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นน้ำด้านล่าง สายตาหลุกหลิกกวาดมองไปยังรอบๆ เพื่อดูว่ามีผู้ใดแอบลอบตามมาหรือไม่ เมื่อเบื้องหน้านั้นก็คือเรือนไม้หอมที่ตั้งตระหง่านใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา 
       กลิ่นของดอกจันทร์กระพ้อลอยเข้ามาแตะจมูกคล้ายกับกลิ่นน้ำปรุง ทำให้คนที่ได้กลิ่นถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในเวลาเช่นนี้นางช้อยได้แต่คิดว่าเรือนไม้หอมช่างดูวังเวงและน่ากลัว ไม่ต่างจากคำร่ำลือเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้วนางช้อยก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ สักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ตนเองนั้นก็ไม่ยังเคยเจอ และได้แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่พวกผู้ใหญ่มักจะเอาไว้หลอกให้เด็กกลัวเสียมากกว่า เพื่อที่จะได้ไม่กล้าแอบหนีมาเล่นซุกซนจนมืดค่ำและไม่ยอมกลับเรือน
       “คอยดูนะ แม่จะกวาดของให้เรียบให้คุ้มกับค่าเหนื่อยเลยเชียว!” ใครเล่าจะไปใส่ใจในเมื่อความโลภมันบดบังตาจนมิด เมื่อได้รู้ว่าข้าวของบนเรือนหลังนี้มีมูลค่ามากมายขนาดไหน ความกลัวก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภจนหมดสิ้น
       จากนั้นนางช้อยก็กวาดสายตามองซ้ายขวาเพื่อหาใครสักคนที่ได้นัดแนะกันเอาไว้ ทว่าทันใดนั้นเอง ทางด้านหลังก็มีเสียงสวบสาบ ตามด้วยเสียงร้องครางฮือๆ อย่างแผ่วเบามาตามสายลมที่พัดเอื่อย หญิงสาวขนลุกซู่ขึ้นอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบผ่านสันหลังจนต้องรีบหันไปดู แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า 
       แต่ทว่าพอเอี้ยวตัวหันกลับมาเท่านั้น นางช้อยก็ต้องเผชิญหน้ากับใครบางคนในระยะประชิดในทันที
       “กรี๊ดดดด...! อกอีแป้นจะแตก!”
       “เฮ้ย! เอ็งจะแหกปากร้องทำไมวะอีช้อย เดี๋ยวคนอื่นๆ เขาก็ได้แห่กันมาพอดีหรอก” นางบัวผู้สมรู้ร่วมคิดในการนี้ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายกลับเข้าใจผิดคิดว่าตนนั้นเป็นผี จนเผลอร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ
       “อ้าว อีบัว ก็เอ็งมาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ ข้าก็ตกใจน่ะสิวะ” คนขวัญเสียยกมือขึ้นทาบอก พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสลัดความฟุ้งซ่านออกไป เพราะเอาเข้าจริงนางช้อยเองก็หาได้นึกกลัวผีสางนางไม้ไม่ แต่สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าผีนั้นก็คือการโดนเจ้านายบนเรือนใหญ่จับได้แล้วถูกส่งตัวเข้าตาราง
       “ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้ แล้วนี่เอ็งจะช่วยงานข้าไหวหรือวะ” ถึงแม้จะมีวัยไล่เลี่ยกัน แต่กระนั้นนางบัวก็มักจะทำตัวเหนือกว่าและเรียกใช้งานนางช้อยแบบจิกหัวอยู่บ่อยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่ในสังคมของบ่าวไพร่เอง ก็ยังมีการแบ่งระดับชนชั้นกัน ไม่ต่างอะไรกับพวกเจ้าขุนมูลนายหรือพวกคนใหญ่คนโตแม้แต่น้อย
       “ไหวสิวะ แต่เอ็งต้องแบ่งอัฐให้ข้าตามที่สัญญาเอาไว้จริงๆ นะโว้ย”
       “เออน่า ข้าเคยปดกับเอ็งรึไงวะอีนี่!”
       “ใครจะไปรู้ ก็ข้ากลัวเอ็งเบี้ยวนี่หว่า”
       “เอ๊ะ อีนี่! เอ็งมันวอนเสียแล้ว จะเอาด้วยหรือไม่เอาวะ!” นางบัวยกมือขึ้นท้าวสะเอว หน้าตาถมึงทึงดูเอาเรื่องเสียจนอีกฝ่ายได้แต่ทำตัวหงอเสียงอ่อยลง 
       “เออๆ เอ็งก็รีบบอกมาสักทีสิวะ ว่าข้าจะต้องทำอะไรบ้าง”
       “งั้นเอ็งก็รีบตามข้ามาทางนี้ให้ไวเลย” นางบัวพูดจบก็กวักมือเรียกเพื่อนให้เดินตามหลังตนเอง ตามทางที่เยื้องไปด้านหลังบ้าน จากนั้นบ่าวรับใช้ทั้งสอง ก็รีบสาวเท้าผ่านสระบัวที่อยู่ด้านข้างเรือนไม้หอม เพื่อหาทางเข้าไปในตัวเรือนโดยไม่ผ่านทางประตูหน้าที่คล้องกุญแจเหล็กเอาไว้ป้องกันผู้บุกรุกอย่างแน่นหนา
       ทว่าทันใดนั้นเอง อยู่ดีๆ นางช้อยก็ส่งเสียงหวีดร้องขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตกใจ เมื่อสายตาหวาดระแวงจับจ้องไปยังผิวน้ำที่ก่อนหน้านั้นเรียบนิ่งไม่ไหวติง แต่บัดนี้กลับมีรอยกระเพื่อมระลอกใหญ่ แผ่กระจายออกเป็นวงกว้างจากตรงกลางสระ คล้ายกับกำลังมีคนแหวกว่ายอยู่นั้น
       “กรี๊ดดดด! นะ...นั่น ?”
       “อะไรของเอ็งอีกวะอีช้อย!” นางบัวชะงักและหยุดเดินในทันที ใบหน้าโมโหนั้นหันไปเอ็ดตะโรเพื่อนร่วมทางด้วยความรำคาญ เพราะดูเหมือนนางช้อยจะขวัญอ่อน ไม่เหมือนปากที่คุยโม้ไว้ว่าไม่เคยกลัวผีสางหรือเทวดาที่ไหน
       “ก็น้ำในสระมัน…” คนขี้ตกใจพยักพเยิดหน้าให้เพื่อนร่วมชะตากรรมหันไปมองดูสระด้านที่มีน้ำใสแจ๋ว ไม่มีพวกกอบัวขึ้นหนาแน่นเหมือนอีกด้าน
       “โถ...อีโง่! ก็แค่เขียดแค่กบกระโดดลงเล่นน้ำ นี่ถ้าขืนเอ็งยังแหกปากร้องโวยวายแบบนี้อีกครั้งเดียว ข้าจะไปบอกคนอื่นๆ ว่าเอ็งมาขโมยของแล้วถูกข้าจับได้!” คนอารมณ์เสียขู่จะเอาเรื่อง จนทำให้นางช้อยชักจะเริ่มฉุนขึ้นมาบ้าง
       “อ้าว อีบัว เอ็งต่างหากที่เป็นคนต้นคิดทั้งหมดไม่ใช่เหรอ!”
       “แล้วใครเขาจะเชื่อเอ็งล่ะวะอีช้อย เขาก็ต้องเชื่อข้าที่เป็นลูกสาวของแม่สร้อยที่เป็นหัวหน้าบ่าวไพร่อยู่แล้วล่ะโว้ย” ไม่พูดเปล่า นางบัวยังใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าไปที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง แน่นอนว่าคำขู่นั้นได้ผล คนฟังถึงกับหน้าเสียและรีบยกมือขึ้นอุดปากด้วยความรวดเร็ว
       “ก็ได้ๆ ข้าจะไม่ร้องอีกแล้ว ข้าสัญญา” 
       “เออๆ ไปกันได้แล้ว”
       จากนั้นเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าประตูทางเข้าเรือนไม้หอม ทั้งสองก็ค่อยๆ ย่องไปทีละก้าวราวกับเกรงว่าจะมีใครที่อยู่ข้างบนมาได้ยิน ทั้งที่เรือนไม้หอมแห่งนี้เป็นเรือนร้าง ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มานานนับหลายสิบปี นางบัวพานางช้อยเดินเลาะบ้านไปทางด้านหลังเพื่อหยิบตะเกียงพร้อมกับเทียนไข ซึ่งคนเจ้าแผนการได้นำข้าวของที่จำเป็นมาเตรียมเอาไว้ที่นี่ก่อนแล้ว  
       จากนั้นทั้งสองก็ปีนเข้าหน้าต่างของบ้านไป โดยไม่รู้เลยสักนิดว่ามีอะไรรออยู่ข้างในเรือนหลังใหญ่ที่มืดมิดวังเวง เพียงครู่เดียวก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากข้างในบ้าน ตามด้วยเสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าสยดสยอง ประตูหน้ากับต่างหลายบานพลันก็เปิดปิดเอง ตีกระทบกันจนเกิดเสียงดังราวกับเป็นการกระทำของปีศาจ เสียงกรีดร้องของนางบัวและนางช้อยนั้น ดังจากชั้นล่างไปยังชั้นบนคล้ายกับคนกำลังถูกไล่ล่า จนสุดท้ายคนทั้งคู่ก็กระโดดตัวปลิวออกมาจากทางหน้าต่างชั้นบน และตกลงไปยังสระบัวที่อยู่ข้างบ้านจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
       โครมมมม...!!!
       เสียงน้ำสาดกระเซ็นหลังจากที่ร่างของคนทั้งสองลอยละลิ่วออกมาจากหน้าต่างกระแทกกับผิวน้ำ สีแดงสดของเลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากขาของนางบัวที่กระดูกหักจนทิ่มทะลุออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่ทั้งคู่พากันลากสังขารของตัวเองขึ้นมาบนริมตลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       “โอ๊ย! ขาของข้า!!” คนต้นคิดให้กระโดดลงมาจากชั้นสองร้องเสียงโหยหวน เมื่อรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วบริเวณขาที่หักเป็นสองท่อน
       “ละ...เลือด! เลือดเต็มไปหมดเลย กรี๊ดดด...! กะ...แก! แกเป็นผีปลอมตัวมาใช่ไหม ไปนะ...ไป!” ส่วนนางช้อยที่มีเพียงรอยถลอกและฟกช้ำก็เอาแต่กรีดร้องโวยวาย เมื่อเห็นร่างของเพื่อนนั้นเต็มไปด้วยเลือดไหลโทรมกาย
       “อีช้อย! เอ็งเลิกโอดครวญเสียที แล้วรีบพาข้าไปโรงหมอเร็วเข้า ข้าเจ็บจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” 
       ทว่าทันทีทีคนได้รับบาดเจ็บพูดจบ ทางด้านหลังก็มีเสียงคล้ายกับอะไรบางอย่างขนาดใหญ่หล่นลงไปในน้ำ
       ตูมมม...!
       เสียงนั้นทำให้ใจของนางบัวแทบหลุดกระเด็นออกมาด้วยความหวาดระแวง ต้องค่อยๆ หันหน้าไปมองอย่างช้าๆ สังเกตเห็นน้ำกระเพื่อมเป็นวงใหญ่จากตรงกลางสระบัว และตรงจุดนั้นเองก็มีบางสิ่งที่ลักษณะคล้ายกับศีรษะของคนค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ บริเวณรอบๆ นั้นเต็มไปด้วยเส้นผมที่ยาวสยาย และใบหน้าซีดเผือดก็ค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา จนสามารถเห็นดวงตาสีขาวขุ่นกำลังจับจ้องมายังด้วยความอาฆาต
       “หนีเร็วอีช้อย! คุณท่านของเอ็งตามมาโน่นแล้วยังไงล่ะ” 
       ครั้นพอนางช้อยหันไปมอง ก็มีอันต้องหมดสติไปในทันทีด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เหลือไว้เพียงแค่นางบัวที่พยายามใช้สองแขนกับขาข้างที่เหลือตะเกียกตะกายพาตัวเองออกไปให้พ้นจากที่ตรงนี้
       ร่างเขียวคล้ำเคลื่อนตัวใต้ผิวน้ำมุ่งหน้าหาเป้าหมาย โดยโผล่มาแค่ส่วนลูกตาคล้ายกับจระเข้ที่กำลังแหวกว่ายเข้าหาเหยื่อที่อยู่บนฝั่ง ก่อนจะค่อยๆ คลานขึ้นมาบนบกพร้อมกับมีเลือดไหลออกมาจากศีรษะอาบไล้ใบหน้าที่บวมอืด และเคลื่อนที่เข้ามาหานางบัวด้วยความรวดเร็ว 
       “กลัวแล้วค่ะคุณ อีบัวจะไม่มาเหยียบที่เรือนหลังนี้อีกแล้ว คุณยกโทษให้พวกเราด้วยเถิดนะเจ้าคะ” นางบัวรีบพนมมือไหว้ท่วมศีรษะ ก่อนจะคลานเข้ามากอดนางช้อยด้วยความกลัวสุดหัวใจ ไม่มีอะไรจะน่ากลัวไปกว่าสิ่งที่ทั้งคู่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้อีกแล้ว เรียกได้ว่าให้ตายไปเสียยังดีกว่าที่ต้องมาเห็นสภาพอันน่าสยดสยองอะไรเช่นนี้
       คนโลภทั้งสองไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนั้น รู้เพียงจากปากของนางสร้อยผู้เป็นแม่ของนางบัวว่า ในตอนสายมีบ่าวไปพบทั้งคู่นอนกอดกันกลมอยู่ที่ริมสระบัว ทั้งคู่รอดจากเหตุการณ์สยองขวัญที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดมาได้ ไม่นานนักข่าวลือเรื่องความดุร้ายและน่ากลัวของผู้ที่ยังคงสิงสถิตอยู่ ณ เรือนไม้หอมแห่งนั้น ก็ได้แพร่สะพัดไปถึงหูบรรดาเหล่าข้าทาสบริวารทั้งหลาย และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีผู้ใดจะกล้าคิดเหยียบย่างเข้าไปที่เรือนไม้หอมแห่งนั้นอีกเลย จวบจนกระทั่งทุกวันนี้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น