อัปเดตล่าสุด 2019-05-24 13:20:47

ตอนที่ 1 เรือนหอร้างรัก

       เสียงปี่พาทย์บรรเลงร่วมกับวงมโหรีดังขึ้นมาจากเรือนสีขาวที่ปลูกแยกออกไปทางปีกตะวันออกในอาณาเขตอันกว้างขวางของบ้าน ‘พรหมบดินทร์’ สนามหญ้าสีเขียวขจีถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อฉลองงานแต่งงานของคุณชายภาณุทัตบุตรชายคนโตของเจ้าพระยาบดินทร หรือที่รู้จักกันในนามของหม่อมเจ้าภาณุพันธ์ พรหมบดินทร์ ผู้เป็นเจ้าของบ้านตึกที่ใหญ่โตและจัดได้ว่าสง่างามเป็นอันดับต้นๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ กับบุตรีของหลวงวิสูตร เกษมบริรักษ์ ซึ่งถึงแม้ว่าท่านเจ้าพระยาบดินทรและท่านผู้หญิงจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม ทั้งยังมีการออกตัวว่างานนี้มีแค่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่สนิทกัน กระนั้นก็ยังมีบรรดาญาติพี่น้องที่เป็นราชนิกุลและมีหน้ามีตาในสังคมมาร่วมงานกันอย่างเนืองแน่น
       ‘เรือนไม้หอม’ ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเรือนหอของคู่แต่งงานใหม่ บริเวณรอบๆ นั้นปลูกต้นจันทน์กระพ้อส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เลยเป็นที่มาของชื่อเรือนหลังนี้ไปโดยปริยาย คุณชายภาณุทัต หรือ ชายทัต เป็นผู้ดูแลการออกแบบและการตกแต่งทั้งหมดด้วยตัวเอง โดยตัวเรือนปลูกสร้างแบบเรือนมะนิลา เป็นเรือนสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ที่หน้าจั่วไม่มีลายฉลุแต่ทำเป็นลายนูนเส้นวงกลมอยู่กลาง มีครีบหลังคากับลายฉลุรูปหยดน้ำใต้มุมแหลมของจั่วสลักลายละเอียดอ่อน  หลังคาบางส่วนสร้างพิงเข้าหากันเหนือบานประตูช่องลมเป็นรูปโค้ง ส่วนทางด้านหน้าเป็นเฉลียงทางเดินสำหรับเดินเล่นรับลมในช่วงบ่ายอ่อนๆ ด้านล่างของตัวเรือนสร้างเป็นรูปหกเหลี่ยมใช้เป็นห้องนั่งเล่น มีหน้าต่างบานกว้างทุกทิศทำให้ดูโปร่งสบาย โดยตัวเรือนนั้นมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป ดูงดงามและทันสมัย ผสมผสานระหว่างตึกฝรั่งกับบ้านแบบไทยได้อย่างลงตัว
       พิธีการต่างๆ ถูกจัดขึ้นถูกต้องตามประเพณี จนมาถึงช่วงค่ำที่มีการจัดเลี้ยงแบบตะวันตกบริเวณลานสนามหญ้าหน้าบ้าน บรรดาแขกเหรื่อคนสำคัญต่างทยอยกันเดินเข้างาน ทักทายเจ้าของงานที่อยู่ในชุดทักซิโด้สีขาวดูโก้หรูเหมือนกับพวกฝรั่ง คุณชายภาณุทัตเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผึ่งผาย หน้าตาคมคายดูมีสง่าราศี ส่วนแม้นมาศผู้เป็นเจ้าสาวก็หน้าตาสะสวยสมกัน เธอสวมเสื้อแพรสีชมพูอ่อน คลุมทับด้วยลูกไม้โปร่งถักอย่างประณีตจากฝรั่งเศส ห้อยระย้าจากด้านหน้ามาถึงเหนือเอว โจงกระเบนจับเป็นจีบสวยคาดด้วยเข็มขัดทองลายดอกพิกุล ฝังดอกด้วยไพลินเนื้องามสลับเพชรตรงหัวเข็มขัด รับกันกับชุดสร้อยคอ กำไลข้อมือและต่างหู ที่สั่งให้ช่างทำขึ้นมาใหม่ให้เป็นชุดเดียวกัน หากไม่มีชิ้นใดที่มีความสำคัญกับแม้นมาศเท่าแหวนไพลินที่สวมติดอยู่ที่นิ้วนางข้างซ้าย แม้ราคาค่างวดจะไม่อาจเทียบได้กับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ที่คุณชายภาณุทัตนั้นมอบให้ หากแหวนวงนี้เป็นแหวนติดนิ้วของท่านแม่ที่คุณชายภาณุทัตได้รับมอบมา เป็นแหวนไพลินประจำตระกูลที่จะส่งต่อให้แก่สะใภ้คนโตเท่านั้น ซึ่งมันมีค่าทางจิตใจมากกว่าเครื่องประดับนอกกายชิ้นไหนๆ ทั้งหมด 
       อีกด้านหนึ่งเจ้าภาพทางฝ่ายชายยืนรับแขกอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนหลังใหม่ แต่งกายสง่างามสมกับฐานะอันร่ำรวย คุณหญิงภาวิดาน้องสาวคนรองสวมเครื่องเพชรล้ำค่าอย่างเต็มยศ กำลังยกมือไหว้แขกผู้ใหญ่ ข้างๆ กันนั้นคือคุณชายภาณุกรน้องชายคนเล็กที่มีหน้าตาถอดแบบมาจากผู้เป็นพี่ชายอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาคมคาย 
       “บ้านช่องเราก็ออกจะใหญ่โต ห้องหับก็มีมายมายตั้งหลายห้อง จะสร้างบ้านใหม่ให้สิ้นเปลืองทำไมก็ไม่รู้” เสียงของภาวิดาผู้เป็นน้องสาวคนรองเอ่ยขึ้นอย่างขัดใจ กระนั้นถึงแม้น้ำเสียงของเธอจะฟังดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่ใบหน้ากลับยังคงคลี่ยิ้มอย่างอ่อนหวานให้บรรดาแขกผู้ใหญ่ที่เดินเข้ามาในงาน
       “คุณพี่คงอยากใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ตึกใหญ่คนพลุกพล่านจะตายไปขอรับ อีกอย่างพี่หญิงเองก็ชอบจัดงานเลี้ยง นัดเพื่อนฝูงมาที่บ้านเกือบจะแทบทุกวันก็ว่าได้”
       “ตากรก็พูดไปนั่น แทนที่จะช่วยกันห้ามปราม นี่อะไรดันเห็นดีเห็นงามเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย”
       “โธ่...พี่หญิงก็รู้นี่ขอรับว่าพี่ชายทัตน่ะชอบอยู่เงียบๆ ทำงานเงียบๆ” ความจริงแล้วภาณุกรรู้ดีว่าประเด็นหลักที่พี่ชายของตนปลูกบ้านหลังใหม่ ก็คือไม่ต้องการให้คนรักกับน้องสาวที่ไม่ค่อยกินเส้นกันต้องมาอยู่ร่วมชายคา เพราะอาจจะนำมาซึ่งปัญหาอันน่าปวดหัวได้ ในเมื่อคุณหญิงภาวิดาไม่เคยชอบใจว่าที่พี่สะใภ้ที่ต่ำศักดิ์ของตนเลยสักนิด ไม่ว่าจะฐานะหรือ ยศถาบรรดาศักดิ์ และอะไรต่อมิอะไรทั้งหลายแหล่ แต่ครั้นจะคัดค้านการแต่งงานในครั้งนี้ เห็นทีคงได้ทะเลาะกับพี่ชายคนโตจนบ้านแตกเป็นแน่
       “ไอ้เรารึก็หลงดีใจที่คุณพี่ไม่ได้คว้าแหม่มกะปิกลับมาเป็นเมีย แต่ที่ไหนได้ ดันไปคว้า...” เธอเว้นจังหวะการพูดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจนัก “ดันไปคว้าผู้หญิงที่ไม่เหมาะสมจะมาเป็นทองแผ่นเดียวกับพรหมบดินทร์!”
       “กระผมก็ไม่เห็นว่าจะไม่เหมาะสมตรงไหน คุณเล็กเธอก็จบการเรือนจากประเทศอังกฤษ และถึงแม้ว่าจะมีศักดิ์เป็นแค่บุตรีของคุณหลวงวิเศษท่าน แต่จะมีผู้หญิงสักกี่คนในพระนครกัน ที่จะทั้งสวยทั้งเก่งเท่ากับเธอ” ในสายตาของภาณุกรมองต่างออกไปจากผู้เป็นพี่สาว เขารู้ดีว่าพี่สะใภ้ที่พี่ชายถูกอกถูกใจคนนี้นอกจากจะหน้าตาสะสวยแล้ว ยังพรั่งพร้อมไปด้วยความงดงามทางกิริยามารยาท แถมยังสามารถฟังพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ไม่ต่างอะไรกับเจ้าของภาษา เนื่องจากได้ติดตามผู้เป็นบิดาไปราชการยังประเทศอังกฤษตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งยังรู้ธรรมเนียมฝรั่งและสามารถต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
       “จบจากนอกก็คงหัวสมัยใหม่ ความคิดความอ่านและพฤติกรรมก็คงไม่แคล้วทำตัวเหมือนกับฝรั่งมังค่า มีหรือจะสู้ผู้หญิงที่เพียบพร้อมและเป็นกุลสตรีที่ได้รับการอบรมจากในรั้วในวัง”
       “อ้าว...แล้วกันสิขอรับ พี่หญิงเองก็เรียนจบจากปีนัง แล้วจะไปว่าคุณเล็กเธอแบบนั้นได้เยี่ยงไรกัน ทุกวันนี้กระผมก็เห็นว่าพี่หญิงชอบจัดงานไม่ต่างอะไรกับพวกฝรั่งเลยสักนิด ไม่เห็นพี่หญิงจะสนใจนั่งกรองมาลัยแบบหญิงไทยตามที่กล่าวมา” 
       “นี่ตากร! กล้าย้อนพี่หรือ ?” ภาวิดาไม่ได้ไปที่ยุโรปเหมือนกับเขาและพี่ชายเนื่องจากเป็นผู้หญิง ดังนั้นที่บ้านจึงส่งลูกสาวไปร่ำเรียนแค่ปีนังเพราะใกล้กว่าและใช้เวลาเรียนไม่นานเท่าไหร่นัก กระนั้นเธอก็ทำตัวไม่ต่างอะไรกับพวกลูกผู้ดีคนอื่นๆ ที่เห่อจัดงานหรือมีการจิบน้ำชายามบ่ายอย่างพวกฝรั่ง หรือไม่ก็ชอบจัดงานเลี้ยงที่เชิญพวกคนระดับเดียวกันมาร่วมเสวนาด้วย
       “กระผมก็แค่พูดอย่างที่เข้าใจ”
       “ไม่รู้ล่ะ ยังไงพี่ก็ไม่เห็นด้วยเลยสักนิด ทั้งที่ก่อนตายหม่อมแม่ท่านหมั้นหมายจะให้คุณพี่แต่งงานกับท่านหญิงแขไขแล้วแท้ๆ ทำแบบนี้เหมือนกับหักหน้าทุกคนชัดๆ” เธอสะบัดหน้าด้วยความไม่พอใจ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับน้องชายที่ดันเข้าข้างคนอื่นมากกว่าตน ด้วยความที่ท่านหญิงแขไขนั้น นอกจากจะเป็นคู่หมั้นคู่หมายที่ผู้ใหญ่ได้ตกลงกันเอาไว้มาตั้งแต่แรก เธอยังเป็นคนสนิทสนมที่นับถือเป็นพี่เป็นน้องกันโดยภาวิดาหมายจะได้หญิงสาวมาเป็นพี่สะใภ้ เพราะอีกฝ่ายมีศักดิ์เป็นถึงราชนิกุลซึ่งไม่ว่าจะมองในแง่ไหนก็มีฐานะคู่ควรสมน้ำสมเนื้อกัน
       “อ้าว...พูดถึงก็มาพอดีเลย” ภาณุกรเห็นท่านหญิงแขไขก้าวลงมาจากรถยนต์พร้อมกับผู้เป็นมารดา หญิงสาวหน้าตาคมคาย ดวงตากลมโตดูสวยสะดุดตาทุกคนที่พบเห็น ทั้งกิริยาไม่ว่างจะเดินหรือนั่งก็ดูสง่างามและเพียบพร้อมไปทุกสิ่ง เพียงแต่ไม่ใช่ผู้หญิงที่พี่ชายของเขาหมายจะตบแต่งด้วยเท่านั้นเอง
       “พี่หญิง...พี่ชายกร” ท่านหญิงแขไขยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่า ทั้งคู่ยกมือรับและหันไปไหว้ท่านผู้ใหญ่ที่มาด้วยอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงเชื้อเชิญให้ทั้งคู่เข้าไปในงานเลี้ยงและจัดการดูแลต้อนรับอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง ครั้นพออยู่กันสองคนภาวิดาก็เริ่มต้นบทสนทนาในทันที
       “ความจริงพี่น่ะอยากได้น้องหญิงแขมาเป็นน้องสะใภ้เสียมากกว่า แต่พี่ชายดันไปคว้าผู้หญิงคนนั้นมาเสียได้” 
       “แต่จะทำเยี่ยงไรได้ล่ะคะ ในเมื่อพี่ชายทัตเลือกผู้หญิงคนนั้น ความจริงคุณเล็กเธอก็เหมาะสมกับพี่ชายดี” ถึงแม้ว่าท่านหญิงแขไขเองจะแสนเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก็จำต้องสะกดกลั้นอารมณ์ขุ่นเคืองเอาไว้ เพราะอย่างไรเสียก็เห็นแล้วว่าเธอกับเขาคงจะไม่มีวาสนาต่อกัน
       “มันคงจะทอดสะพานให้คุณพี่บ่อยๆ ตั้งแต่ตอนอยู่ที่อังกฤษน่ะสิ ถึงได้หลงมันหัวปักหัวปำขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่รีบกลับมาตกแต่งกันโดยไม่สนใจคู่หมั้นคู่หมายอย่างน้องหญิงแข ความจริงแล้วก็น่าจะให้แม่คนนั้นเป็นเมียเก็บ ไม่ควรเอามาเชิดหน้าชูตาแบบนี้เลยจริงๆ”
       “พี่ชายทัตคงไม่กล้าทำเยี่ยงนั้นหรอกค่ะพี่หญิง เพราะคุณหลวงวิเศษบิดาของคุณเล็กเธอก็สนิทสนมกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวังอยู่หลายท่านด้วยกัน”
       “ไม่รู้แหละ ยังไงเสียฉันก็ไม่เต็มใจที่จะรับแม่คนนั้นมาเป็นพี่สะใภ้โดยเด็ดขาด!” ภาวิดากล่าวอย่างไม่พอใจ ใบหน้าเชิดรั้นขึ้น ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่ถูกชะตากับผู้หญิงที่พี่ชายของตนเลือกมาเป็นภรรยา เพราะสำหรับเธอแล้วผู้หญิงที่จะเข้ามาเกี่ยวดองกับตระกูลก็ควรจะมีฐานะสมน้ำสมเนื้อกัน ไม่ใช่ลูกสาวของคุณหลวงที่มีเมียเป็นแค่ช่างตัดผ้า
       “แต่พี่ชายใหญ่เขาก็แต่งงานในวันนี้แล้วนะคะ พี่หญิงคงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะค่ะ” ท่านหญิงแขไขพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา เธอพยายามเก็บงำความรู้สึกผิดหวังจากผู้ชายที่เคยแอบหลงรักมาตั้งหลายปี เฝ้ารอให้ชายหนุ่มกลับมาจากเมืองนอกด้วยความหวังว่าจะได้แต่งงานกับเขา แต่ทว่าความฝันกลับพังทลายเมื่อคุณชายภาณุทัตกลับมาเมืองไทยพร้อมกับหญิงสาวที่ประกาศว่าจะแต่งงานกับเธอ โดยไม่สนใจว่าตนจะมีคู่หมั้นหมายอยู่ก่อนหน้า
       “น้องหญิงแขไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พี่จะต้องหาทางไล่มันไปจากบ้านพรหมบดินทร์ให้จงได้” รอยยิ้มหมายมาดอาบไล้บนใบหน้า ริมฝีปากสีแดงฉีกยิ้มยามคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้ หากแต่มีอันต้องหุบยิ้มลงในทันใด เมื่อคุณชายภาณุกรซึ่งเดินผ่านเข้ามาพอดีก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงตักเตือน
       “กระผมว่าพี่หญิงอยู่เฉยๆ จะดีกว่านะครับ ถ้าขืนพี่ชายใหญ่รู้เข้า ผมว่าคงได้อาละวาดจนบ้านแตกแน่ๆ ถ้าพี่หญิงคิดจะทำอะไรคุณเล็กเธอน่ะ”
       “เอ๊ะตากร! ถ้าเธอไม่เข้าข้างพี่ เธอก็อย่าพูดกวนน้ำให้ขุ่นดีกว่า ที่พี่คิดจะทำ ก็เพื่อวงศ์ตระกูลของเรานะ!”
       “จะดีหรือไม่ดี กระผมว่าให้พี่ชายใหญ่เขาเป็นคนตัดสินเองดีกว่านะครับ ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ถึงเราจะเป็นพี่น้อง แต่สุดท้ายแล้วก็เหมือนเป็นคนนอกอยู่ดี”
       “เข้าข้างกันเข้าไปนะ คอยดูเถอะ สักวันทั้งตากรกับพี่ชายใหญ่จะต้องเสียใจที่คิดเอาพวกสายเลือดต่ำๆ มาเกี่ยวดองกับตระกูลของเรา ไปกันดีกว่าค่ะน้องหญิงแข อยู่ตรงนี้ก็มีแต่คนเขลา ไม่รู้จักคิดอ่านให้รอบคอบ!” ภาวิดากระทืบเท้าปึงปัง ไม่พอใจกับคำพูดน้องชายคนเล็กที่นอกจากจะไม่เข้าข้างแล้ว ยังเห็นดีเห็นงามไปกับแม่สะใภ้ต่ำศักดิ์คนนั้น

       จากนั้นภาวิดาก็พาท่านหญิงแขไขเดินจากไป ทิ้งให้คุณชายภาณุกรยืนมองทั้งสองคนด้วยสายตาเหนื่อยหน่ายเพียงลำพัง ส่วนด้านแม้นมาศที่กำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายชุดใหม่ ก็กำลังดูชุดเครื่องประดับที่คุณชายภาณุกรเตรียมไว้ให้ โดยมีจวงและบริวารคนอื่นๆ กำลังแปรงผมและช่วยตระเตรียมตัวก่อนจะถึงพิธีส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ
       “สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะเจ้าคะ” นางจวงคนรับใช้ทำตาลุกวาว มองข้าวของและเครื่องประดับงดงามเบื้องหน้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ นางจวงเป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจด หากอายุอานามก็ย่างเข้าสู่วัยเบญจเพสแต่ยังไม่ได้ออกเรือนเป็นฝั่งเป็นฝาไปกับผู้ใด อาจเป็นเพราะนางทาสผู้นี้ใฝ่สูงเกินศักดิ์ จึงไม่อยากจะตกล่องปล่องชิ้นไปกับพวกทาสคนอื่นๆ ในบ้านด้วยกัน
       “ฉันว่ามันดูชิ้นใหญ่น่าหนักคอจะตาย ว่าแต่จวงอยากลองสวมดูบ้างไหมล่ะ ?” คนนึกสนุกหยิบสร้อยเพชรเส้นโตขึ้นแกว่งไปมาที่หน้าข้ารับใช้คนสนิท ซึ่งทางบ้านส่งให้ตามมารับใช้เธอยามย้ายมาอยู่ที่เรือนไม้หอมหลังนี้ด้วย
       “โอ๊ย! บ่าวมิกล้าหรอกเจ้าค่ะ หากใครรู้เข้าเขาจะหาว่าแอบลักของคุณไปใส่ แล้วบ่าวก็จะโดนหวายจนหลังลายเป็นแน่“ จวงรีบส่ายหน้าและหมอบลงกับพื้นห้อง หากสายตายังจับจ้องไปยังสร้อยคอไพลินล้อมเพชรที่ส่องแสงเป็นประกายวูบวาบสวยบาดตาบาดใจ ได้แต่คิดว่าถ้าชาตินี้มีโอกาสได้ใส่สักครั้งในชีวิตก็คงจะดีไม่ใช่น้อย
       “ถ้าฉันไม่บอก บ่าวพวกนี้ไม่บอก แล้วใครที่ไหนจะไปรู้ จริงไหมจ๊ะจวง” สำหรับแม้นมาศแล้ว ไม่ว่าจะข้าวของหรือเครื่องประดับนอกกาย ล้วนแล้วแต่ไม่ได้มีค่าสำหรับเธอเลยสักนิด สิ่งเดียวที่เธอยึดมั่นก็คือความรักที่คุณชายภาณุทัตมีให้ นั่นต่างหากที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพราะต่อให้ชายหนุ่มมีทรัพย์สินเงินทองมากมายขนาดไหน หากปราศจากซึ่งความรักแล้ว ข้าวของพวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนกรวดที่ไร้ค่าไร้ราคาสำหรับเธอ
       “ก็จริงนะเจ้าคะ” จวงตอบ ก่อนจะหันไปหาบ่าวไพร่ที่เหลือ “พวกเอ็งคงไม่ปากสว่างใช่ไหมวะ!” ซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้ารับพร้อมๆ กัน จวงทำหน้ายิ้มดีใจเมื่อจะมีโอกาสได้ลองสวมเครื่องเพชรงามๆ สักครั้งเป็นบุญแก่ชีวิต ว่าแล้วจึงเอื้อมมือไปรับสร้อยเพชรจากคุณเล็กมาเตรียมสวมเข้าที่คอ แต่ยังไม่ทันทีจวงจะได้ลองสวมสร้อยเส้นงามตามความตั้งใจ เสียงของนมสายแม่นมผู้เลี้ยงดูคุณชายภาณุทัตมาตั้งแต่เด็กก็เอ็ดตะโรดังลั่น เมื่อเข้ามาเห็นนางข้ารับใช้ริอาจคิดกำเริบตีตัวเสมอเจ้านาย
       “นั่นเอ็งจะทำอะไรวะอีจวง! นี่เอ็งวอนโดนหวายเฆี่ยนหลังขาดเสียแล้วไหมล่ะ!” นมสายยืนจังก้าเท้าสะเอว ปลายนิ้วชี้หน้าขณะที่ปากก็ด่านางจวงอย่างเอาเรื่อง ทำให้คนที่อยากจะลองสวมสร้อย มีอันต้องรีบหมอบกราบด้วยอาการสั่นเทา เมื่อเห็นว่าเบื้องหลังของนมสายนั้นคือคุณชายใหญ่ที่จ้องมองมา
       “คุณชายใหญ่! บ่าวไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ บ่าวไม่กล้าหรอกค่ะ” นางจวงรีบยกมือไหว้ ก่อนจะก้มลงไปกราบที่พื้น ด้วยเกรงกลัวความผิด และกลัวจะถูกลากตัวไปเฆี่ยนตามคำขู่จริงๆ
       “นางคนนี้กำเริบนัก มิรู้จักที่สูงที่ต่ำ แบบนี้จะเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือนผู้ดีเขาได้รึ” นมสายที่เป็นคนของภาวิดาจงใจต่อว่าข้ารับใช้ของแม้นมาศอย่างเอาเรื่อง ซึ่งถึงแม้ปากจะด่าทอนางจวง หากแต่หางตากลับปลายมองและพูดกระทบผู้เป็นนายที่ไม่รู้จักอบรมดูแลคนของตน
       ทว่าพอแม้นมาศเห็นดังนั้น เธอก็คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะหันไปพูดกับชายคนรักด้วยท่าทางอารมณ์ดี ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือใส่ใจกับคำพูดของแม่นมผู้เจ้ากี้เจ้าการแต่อย่างใด
       “คุณชายใหญ่คะ จวงแค่จะช่วยสวมสร้อยให้น้องเท่านั้นเองค่ะ จริงไหมจ๊ะจวง ?”
       “จะ...จริงเจ้าค่ะ!”
       คุณชายภาณุทัตลอบอมยิ้มเล็กน้อยซึ่งมีเพียงแม้นมาศเท่านั้นที่สังเกตเห็น เนื่องจากเป็นรอยยิ้มที่ส่งมาให้เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น จากนั้นใบหน้าของคนเจ้าระเบียบและสุดแสนจะเข้มงวดก็กลับไปปั้นหน้าดุอีกครั้ง
       “พวกเอ็งทั้งหมดออกไปได้แล้ว ถ้าข้าหรือคุณเล็กไม่ได้เรียก ก็ไม่ต้องเข้ามา เข้าใจไหม!”
       “เจ้าค่ะ!” ข้ารับใช้ทั้งหมดต่างรีบออกจากห้องตามคำสั่งผู้เป็นเจ้าของบ้าน รวมไปถึงจวงกับนมสายที่คุณชายภาณุทัตก็สั่งให้ออกไปรออยู่ด้านนอกเหมือนกับคนอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน
       เมื่อบ่าวรับใช้ทั้งหมดออกไป คุณชายใหญ่ก็เดินเข้าไปหาหญิงสาวคนรัก และส่งยิ้มให้เธอด้วยสายตาอ่อนโยนที่สุด อย่างที่ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนเหมือนกับแม้นมาศมาก่อน และมั่นใจว่ามันจะเป็นเช่นนี้ไม่ว่าปัจจุบันหรือในอนาคตข้างหน้า
       “เหนื่อยไหมจ๊ะน้องเล็ก ?” คุณชายภาณุทัตพูดพร้อมกับรั้งมือนุ่มนิ่มขึ้นมาประครองเอาไว้อย่างรักแสนรัก
       “เล็กไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ว่าแต่ยังไม่ถึงฤกษ์ส่งตัวเลย คุณชายเข้ามาอยู่กับเล็กก่อนแบบนี้มันจะไม่ดีนะคะ” เธอสบผสานเข้ากับนัยน์ตาคู่งามที่ปกติแล้วมักจะดูแข็งกร้าวยามสั่งงานพวกลูกน้อง หรือไม่ก็บ่าวไพร่ที่ต่างพากันเกรงกลัวอำนาจบารมีของทายาทคนโตผู้สืบทอดตระกูลพรหมบดินทร์กันแทบทุกคน หากบัดนี้มันกลับดูอบอุ่นยามที่ทอดมองมา จนคนถูกจ้องต้องรีบเบือนหน้าหลบด้วยความเขินอาย
       “ไม่ดียังไง บอกให้พี่ฟังหน่อยสิ”
       “อย่างที่อังกฤษเขาก็เชื่อกันว่าถ้าเจ้าบ่าวมาพบเจ้าสาวในห้องแต่งตัวก่อนพิธีการ คู่แต่งงานนั้นจะต้องโชคร้ายนะคะ” 
       “ไร้สาระ พี่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอก น้องเล็กไม่อยากเจอหน้าพี่ก็พูดมาตรงๆ เถอะ” คุณชายภาณุทัตแสร้งทำเป็นน้อยใจและหันหลังทำท่าจะเดินออกไป จนแม้นมาศรีบเรียกเอาไว้และคว้ามือของชายหนุ่มไม่ให้เดินออกจากห้องไป
       “เล็กไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย คุณชายอย่าเพิ่งเข้าใจผิดสิคะ” 
       คุณชายภาณุทัตอมยิ้ม ก่อนจะยอมหันกลับหลังมาและแสร้งปั้นหนานิ่งขรึมเหมือนบุคลิกดั้งเดิม
       “แล้วมาจับมือถือแขนผู้ชายเอาไว้แบบนี้ ไม่มีธรรมเนียนใดเขาว่าไว้บ้างหรือไรกัน ?” คราวนี้คนเจ้าเล่ห์เปลี่ยนมาเป็นฝ่ายกุมมือของหญิงสาวเอาไว้เสียเอง โดยคนที่ถูกจับมือเอาไว้ก็เต็มใจให้เขาทำเช่นนั้น
       “เล็กไม่สนใจหรอกค่ะ”
       “แล้วทีเมื่อครู่ยังยกเอาธรรมเนียมฝรั่งมากพูดกับพี่อยู่เลยไม่ใช่หรือ ?”
       “แหม...ไม่พูดด้วยละ คนอะไรช่างยอกย้อนนัก” แม้นมาศเขินอาย พยายามจะดึงมือออก หากคุณชายภาณุทัตที่เฝ้ารอเวลานี้มานานแสนนานมีหรือจะยอมปล่อยมือนุ่มไปได้ง่ายๆ วงแขนแกร่งค่อยๆ ตระกองกอดร่างบางเข้ามาแนบอกด้วยรักแสนรักอย่างสุดหัวใจ
       “คนดีของพี่ พี่ก็แค่พูดเล่น อย่าได้โกรธเคืองพี่เลยนะ”
       “เล็กก็ไม่ได้โกรธสักหน่อยค่ะ เพราะรู้ดีว่าคุณชายดีกับเล็กมากขนาดไหน”
       “ดีแล้ว พี่อยากให้รู้เอาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น น้องเล็กจะเป็นภรรยาและเป็นผู้หญิงที่พี่รักเพียงคนเดียวตลอดไป ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนๆ”
       “สัญญานะคะ”
       “ไม่สัญญา แต่พี่ขอสาบานด้วยชีวิต” 
       แน่นอนว่าถ้อยคำนั้นยืนยันได้จากแววตาที่แน่วแน่และมั่นคง คุณชายภาณุทัตกล่าวถ้อยคำสัตย์นั้นมากจากหัวใจ เมื่อแม้นมาศคือหญิงเดียวที่ตนนั้นปรารถนาจะใช้ชีวิตร่วมกันไปจนแก่เฒ่า
       ทั้งคู่สวมกอดกันอย่างแนบแน่นด้วยความรัก รู้ดีว่าทั้งเธอและเขาจะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดไปได้ด้วยหัวใจที่มั่นคงและซื่อตรงต่อความรักที่ไม่อาจมีอะไรมาพรากจากได้
       นอกเสียจาก ‘ความตาย’ ที่ไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่ามันจะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม!

       หลังจากที่คุณชายใหญ่ออกจากห้องไปได้สักพัก แม้นมาศก็หันมาแต่งองค์ทรงเครื่องต่อ ทว่าทันใดนั้นเองก็มีเสียงกุกกักคล้ายฝีเท้าของคนเดินอยู่ด้านนอกห้อง ทำให้เธอเข้าใจว่าเป็นจวงที่กลับเข้ามาช่วยแต่งตัวจึงร้องทักออกไป
       “จวง มาช่วยฉันปักปิ่นอันนี้ทีสิ” 
       แต่คนที่เดินเข้ามาในห้องกลับไม่ใช่จวงอย่างที่แม้นมาศเข้าใจ กลับกลายเป็นคุณหญิงภาวิดากับท่านหญิงแขไขที่ยืนเยื้องอยู่เบื้องหลัง
       “ขอโทษทีนะ แต่ฉันไม่ใช่นังบ่าวของหล่อน!” ภาวิดาขึ้นเสียงแข็ง และเชิดใบหน้าที่ไม่พึงพอใจขึ้น
       “คุณหญิง...”
       “ใช่ ฉันเอง ทำไม ? ตกใจมากรึ”
       “เปล่าค่ะ ฉันก็แค่ไม่คิดว่าคุณจะมาหา”
       “ที่นี่เป็นบ้านของฉัน ฉันจะไปไหนมาไหนมันก็เป็นสิทธิ์ของเจ้าของบ้าน เธอต่างห่างที่เป็นผู้มาขออาศัย สำนึกใส่หัวเอาไว้ด้วยล่ะ” ในเมื่อภาวิดาไม่คิดจะนับญาติหรือเกี่ยวดองกับหญิงสาวผู้นี้อยู่แล้ว เธอจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงใจอะไรอีกต่อไป อีกอย่างเธอเองก็ต้องการให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเธอนั้นไม่เห็นชอบที่พี่ชายจะมาตกล่องปล่องชิ้นกับผู้หญิงที่ไร้สกุลรุนชาติเช่นนี้
       “ค่ะ ฉันทราบดี เพียงแค่สงสัยว่าคุณหญิงมีธุระอะไรกับฉันรึเปล่าก็เท่านั้นเอง” แม้นมาศพยายามนับหนึ่งถึงร้อย แต่ดูเหมือนว่าต่อให้เธอนับจนถึงพัน คุณหญิงภาวิดาก็คงไม่มีทางยอมญาติดีด้วยง่ายๆ ยิ่งหญิงสาวไม่โต้ตอบ อีกฝ่ายก็ยิ่งได้ใจตามประสาคนเอาแต่ใจและมีแต่คนคอยพินอบพิเทา
       “ฉันก็แค่อยากจะพาคนๆ นึงมาให้เธอได้รู้จักเอาไว้”
       “ใครกันคะ ?”
       “ท่านผู้นี้คือท่านหญิงแขไข คนที่เหมาะสมจะเป็นเจ้าสาวของพี่ชายใหญ่ และสะใภ้ที่แท้จริงของพรหมบดินทร์ยังไงล่ะ” คุณหญิงภาวิดาทำหน้าถมึงทึงใส่เธอ ในขณะที่ท่านหญิงแขไขซึ่งยืนหลบอยู่ข้างหลังค่อยๆ ก้าวออกมาเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูหัวใจตัวฉกาจ ถึงแม้ว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้ซึ่งเคยเป็นอดีตคู่หมั้นคู่หมายของคุณชายภาณุทัตจะไม่ได้พูดอะไรออกมา หากสายตาที่ส่งผ่านมานั้นก็สามารถบอกความรู้สึกที่อยู่ในใจได้เป็นอย่างดี
       “แต่คุณหญิงก็น่าจะทราบดีนะคะ ว่าฉันได้แต่งงานและกำลังจะเข้าหอกับคุณชายใหญ่อยู่แล้ว คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอกค่ะ” คราวนี้แม้นมาศตัดสินใจตอบโต้กลับไป เมื่อไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนกันแน่
       “เปลี่ยนได้สิ! ถ้าแกหัดสำเหนียกตัวเองเสียบ้าง!”
       “ยังไงคะ ฉันไม่เข้าใจ”
       “อย่ามาแกล้งโง่ไปหน่อยเลย ใครๆ เขาก็รู้ว่าแกมันก็แค่ลูกสาวช่างเย็บผ้าจากตระกูลต่ำ ไม่ได้คู่ควรกับพี่ชายใหญ่เลยสักนิดเดียว ที่แกคิดล่อลวงพี่ชายใหญ่ก็คงหวังจะใช้ชื่อเสียงของตระกูลพรหมบดินทร์ปูทางให้การค้าของบ้านแกใช่ไหมล่ะ!”
       “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ฉันกับคุณชายใหญ่รักกันจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาอื่นๆ แอบแฝงอยู่เลย อีกอย่างคุณพ่อของฉันก็เป็นถึงคุณหลวงวิเศษที่ได้รับมอบหมายให้ติดตามท่านเอกอัครราชทูตเดินทางไปยังยุโรปเพื่อรับใช้คุณแผ่นดิน จะว่าฉันไร้ยศไร้ศักดิ์ศรีก็เห็นทีจะไม่ถูกต้องนัก”
       “นี่แกกล้าย้อนฉันรึ ?”
       “ก็หรือไม่จริงล่ะคะ ในเมื่อถ้าเทียบกันแล้ว ถึงแม้ว่าคุณพ่อของฉันจะมีบรรดาศักดิ์เป็นแค่คุณหลวง แต่ถ้าเทียบกับเรื่องอื่นๆ แล้ว ฉันเองก็น่าจะเหมาะกว่าใครๆ ไม่ว่าจะการศึกษา หน้าตา และยังเป็นคนที่คุณชายท่านเลือกให้เป็นคู่ชีวิตเพราะรักฉันมากกว่าผู้หญิงคนไหนในพระนคร” แม้นมาศโต้ตอบกลับไปโดยพยายามระงับความไม่พอใจเอาไว้
       “พี่หญิงฟังการพูดการจาที่แม่คนนี้กล่าวออกมาสิคะ ช่างน่าไม่อายจริงๆ เชียว” ท่านหญิงแขไขทำเสียงตำหนิพร้อมส่งสายตาดูถูกมายังหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้า โดยมีภาวิดาคอยช่วยสำทับด้วยอีกแรง
       “รักอย่างนั้นเหรอ ? แกคิดเหรอว่าพี่ชายใหญ่จะรักแกจริงๆ จะบอกอะไรให้นะ เขาก็แค่เอาแกมาเป็นเมียขี้ข้าเพื่อบำเรอกาม หลังจากนั้นก็คงทิ้งแกไปไม่ต่างจากที่พี่ชายใหญ่เคยทำมาก่อน!” 
       “ถ้าเป็นแบบที่คุณหญิงว่าจริงๆ คุณชายก็คงไม่จัดงานแต่งงานกับฉันอย่างเอิกเกริกและป่าวประกาศให้ผู้คนได้รับรู้และมาร่วมเป็นสักขีพยานอย่างนี้หรอก จริงไหมคะ” แม้นมาศยิ้มสวย ไม่ได้มีท่าทีหวั่นเกรงอีกฝ่ายแต่อย่างใด ในเมื่อเธอกับคุณชายภาณุทัตรักกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ต่อให้โดนคุณหญิงภาวิดาหรือใครต่อใครพากันพูดจากระแนะกระแหน เธอก็ไม่กลัว
       “แกคิดเอาเองก็แล้วกัน ว่าคนอย่างพี่ชายใหญ่ จะไม่มีสาวๆ ที่ไหนมาทอดกายให้เชียวรึ ขนาดแกยังทำเลยไม่ใช่หรือยังไงกัน น่ารังเกียจที่สุด” ภาวิดากล่าวออกมาอย่างเหลืออด สองมือกำเข้าหากันแน่น
       “เราสองคนรักกันด้วยใจบริสุทธิ์ คุณชายใหญ่เองก็ไม่เคยทำให้ฉันต้องเสื่อมเสียเกียรติ” 
       “ก็ไม่ต้องทำอยู่แล้ว ในเมื่อแกเป็นฝ่ายสมยอมเองนี่นางผู้หญิงชั้นต่ำ แม่ของแกคงจะอบรมสั่งสอนมาแบบนี้ล่ะสิท่า” ภาวิดายังคงพูดตอกย้ำในชาติกำเนิดของแม้มาศ
       “ถ้าอยากจะด่าฉันก็ด่าไป แต่กรุณาอย่าได้ลามปามถึงบุพการีของฉันเป็นอันขาด!” คราวนี้แม้นมาศลุกขึ้นยืนด้วยความเป็นเดือดเป็นแค้น สายตาจ้องกลับไปอย่างเอาเรื่องจนท่านหญิงแขไขต้องรีบหลบหลังคุณหญิงภาวิดาด้วยความกลัวเกรงแววตากร้าวนั้น
       “ทำไมฉันจะพูดถึงแม่ของแกไม่ได้ แม่แกมันก็เป็นแค่ช่างตัดเสื้อที่หาเช้ากินค่ำ แต่โชคดีที่มีวาสนาได้ผัวเป็นถึงคุณหลวง แบบนี้ถ้าไม่ให้ฉันคิดว่าสั่งสอนวิธีจับผู้ชายให้กันมา แล้วจะให้คิดว่าอะไรกันล่ะ” ภาวิดาไม่ยอมลดละ แสดงท่าทีรังเกียจหญิงสาวตรงหน้าอย่างออกหน้าออกตา
       “หยุดวาจาและกิริยาต่ำๆ ของคุณเสียจะดีกว่านะคะ” คนที่ถูกต่อว่าและลามปามถึงครอบครัวอันเป็นที่รักโมโหจนเลือดขึ้นหน้า แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการจ้องมองด้วยสายตาที่เอาเรื่องกลับไปด้วยความเป็นเดือดเป็นแค้น
       “จะทำไม ? แกจะลงมือกับฉันหรือไง ?” ภาวิดาจ้องกลับอย่างท้าทาย ตรงกันข้ามกับท่านหญิงแขไขที่พยายามสะกิดเตือนไม่ให้คนที่มาด้วยทำอะไรวู่วาม เพราะถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ เห็นทีว่าคุณชายภาณุทัตคงจะได้เข้าใจผิดกันไปใหญ่ ดีไม่ดีผู้หญิงคนนี้อาจจะเอาไปฟ้องว่าถูกรังแกก็เป็นได้
       “เชิญคุณหญิงออกไปได้แล้ว!” หญิงสาวที่ถูกด่าทอเอ่ยปากไล่ทั้งคู่ด้วยความโมโห ไม่สนใจรักษามารยาทอันดีอีกต่อไป ในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดจะให้เกียรติ เธอก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงใจเช่นเดียวกัน
       “อะไรนะ ? นี่มันบ้านฉัน แกมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน!” 
       “บอกให้ออกไป!” แม้นมาศกำปิ่นปักผมในมือเอาไว้แน่น ก่อนจะชูขึ้นพร้อมกับมองหน้าคนทั้งสองอย่างอาฆาต ทำให้ท่านหญิงแขไขที่เห็นท่าจะไม่ดี รีบดึงตัวคุณหญิงภาวิดาให้ถอยหลังไปตั้งหลักเสียก่อน เพราะไม่อยากโดนแม้นมาศใช้ปิ่นปักผมแทงเอาด้วยความโมโห
       “ได้…แต่ก่อนไปจะบอกอะไรให้นะ ฉันยังไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ ลองคิดดูก็แล้วกันว่าถ้าขืนแกยังหน้าด้านหน้าทนอยู่ที่นี่ต่อไป แกจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ถ้าเป็นฉัน ฉันคงฆ่าตัวตายไปแล้วล่ะ”
       “ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นเป็นอันขาด ฉันรักคุณชายใหญ่ และจะไม่ยอมแพ้พวกคนพาลอย่างพวกคุณหรอก”
       “ก็ดี ฉันเองก็จะคอยดูหลังจากที่พี่ชายใหญ่เบื่อแกแล้ว ดูซิว่าถึงวันนั้นจะมีใครคุ้มกะลาหัวแกอีกไหม ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานพี่ชายทัตก็คงจะรู้ว่าอะไรคือพลอย และอะไรคือก้อนกรวด อีกไม่นานหรอก เขาจะต้องขอเลิกกับแกอย่างแน่นอน”
       “ไม่มีทาง!”
       “ก็คอยดูต่อไปสิ อีกหน่อยเขาจะต้องเขี่ยแกทิ้ง และกลับมาขอแต่งงานกับท่านหญิงแขไขที่คู่ควรทั้งฐานะและชาติตระกูลมากกว่า”
       จากนั้นทั้งสองก็ทิ้งแม้นมาศเอาไว้ในห้องเพียงลำพัง เมื่อคุณหญิงภาวิดาและท่านหญิงแขไขออกไปแล้ว หญิงสาวก็ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน นี่แค่วันแรกที่เธอได้เข้ามาอยู่ในรั้วบ้านพรหมบดินทร์ ยังมีเรื่องให้ต้องคิดมากถึงขนาดนี้ แล้ววันต่อๆ ไปล่ะ เธอจะยังสามารถยืนหยัดเพื่อความรักเฉกเช่นในวันนี้ได้หรือเปล่า
       “ฉันจะทนได้อีกนานสักแค่ไหนนะ” น้ำตาหยดใสๆ ไหลรินอาบแก้มนวล

       ทางฝ่ายท่านหญิงแขไขที่ได้ยินถ้อยคำจากปากคุณหญิงภาวิดา สีหน้าก็ฉายแววแห่งความพึงพอใจเอาไว้ ก่อนจะตัดสินใจถามอีกฝ่ายออกมาตรงๆ ด้วยความใคร่รู้
       “พี่หญิงคะ ที่พี่พูดไปนี่เป็นเรื่องจริงหรือคะ ว่าสุดท้ายแล้วพี่ชายทัตจะเปลี่ยนใจทิ้งมันแล้วหันมาแต่งงานกับหญิง” ถ้อยคำนั้นจุดประกายความหวังของท่านหญิงแขไขขึ้นมาอีกครั้ง ความหวังที่จะได้ครอบครองทั้งตัวและหัวใจของชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ผู้ที่เธอมีใจให้มาโดยตลอด
       “พี่โกหกมันค่ะ แต่ดูท่าแล้วเหมือนมันจะเชื่อคำพูดพี่ด้วย เห็นทีแบบนี้อีกไม่นานมันก็คงจะหนีเตลิดไปเองโดยที่เราไม่ต้องเอ่ยปากไล่ให้เสียแรง”
       “หญิงแขก็นึกว่าพี่ชายใหญ่จะเป็นคนแบบนั้นจริงๆ ทำเอากลัวไปเลยค่ะ ว่าแต่เมื่อไหร่จะถึงเวลานั้นล่ะคะ” ท่านหญิงแขไขทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ ความหวังลมๆ แล้งๆ ต้องมาพังทลายอีกครั้งเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่สุดท้ายแล้วภาวิดากลับไม่สามารถทำอะไรแม้นมาศได้มากไปกว่าด่าทอด้วยความเกรี้ยวกราด
       “ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ชายใหญ่เขาเป็นคนดีมาก พี่รับรอง...เออ! น้องหญิงแขเดินกลับไปที่งานเองได้ใช่ไหมคะ เดี๋ยวพี่ขอตัวก่อน พอดีอีกสักพักท่านเจ้าพระยาน่าจะมาถึงแล้ว พี่คงต้องไปช่วยทางโน้นเตรียมการต้อนรับก่อนนะ” 
       “ได้ค่ะพี่หญิง”

       ระหว่างนั้นเองแม้นมาศก็เริ่มทำใจให้สงบ ก่อนจะเช็ดน้ำตาและแต่งชุดจนเสร็จโดยลำพัง จากนั้นก็เดินไปรออยู่อีกห้องหนึ่งบนเรือนชั้นสอง ไม่นานนักนางจวงบ่าวรับใช้ก็คลานเข่าเข้ามาพร้อมกับยกน้ำมะตูมมาให้
       “ทานน้ำมะตูมก่อนนะเจ้าคะ คุณชายใหญ่ท่านเกรงว่าคุณจะกระหายน้ำ เลยให้อิฉันเอาน้ำมะตูมที่คุณชอบมาให้” 
       จวงเหลือบตามองสตรีผู้งดงาม พร้อมกับยื่นถาดน้ำส่งให้ด้วยความอิจฉา เพราะไม่ว่าจะผิวพรรณหรือหน้าตาของแม้นมาศล้วนแล้วแต่ดูน่ามองไปเสียทั้งหมด ไม่นับรวมถึงการศึกษาที่เรียนจบจากเมืองนอกเมืองนา ที่เชื่อได้เลยว่าต่อให้ไม่มีชายหนุ่มอย่างคุณชายภาณุทัตมาสู่ขอ ที่บ้านก็คงไม่แคล้วหัวกระไดไม่แห้ง เพราะมีแต่คนมาทาบทามอยากจะได้สตรีผู้เพียบพร้อมเช่นนี้ไปเป็นแม่ศรีเรือนกันถ้วนหน้า
       “ขอบใจมากนะจวง” แม้นมาศส่งยิ้มที่เปื้อนคราบน้ำตาให้ ก่อนรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับและรับแก้วน้ำขึ้นมาจิบ
       “คะ...คุณ เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ?” คนช่างสังเกตเห็นว่านายสาวของตนร้องไห้เพราะดวงตานั้นแดงก่ำ ถึงแม้ว่าแม้นมาศจะพยายามปกปิดและหันเบือนหน้าไปทางอื่นก็ตามที
       “ฉันไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ขอฉันอยู่คนเดียวได้ไหม จวงช่วยกลับไปบอกคุณชายใหญ่ด้วยว่าฉันขอบคุณสำหรับทุกๆ อย่าง”
       “ค่ะ บ่าวจะรีบไปรายงานให้นะเจ้าคะ”
       จวงรีบคลานเข่าออกไปนอกห้อง ก่อนจะหันมาลอบมองด้วยความสงสัย หญิงสาวยังคงนั่งเงียบคล้ายครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ถึงแม้จะเป็นแค่บ่าวไพร่ไร้ปัญญาแต่ก็พอจะดูออกว่านายของตนนั้นมีอาการไม่สู้ดีนัก เมื่อคิดได้เช่นนั้นจวงจึงรีบเดินออกจากเรือนไม้หอม แล้วตัดสินใจว่าจะรีบไปรายงานให้คุณชายใหญ่ทราบเพื่อเอาหน้า เผื่อว่าบางทีคุณชายภาณุทัตอาจจะตกรางวัลให้ ดีไม่ดีอาจจะได้รับใช้ชายหนุ่มอย่างใกล้ชิดหากเป็นที่ถูกตาต้องใจ
       แต่ครั้นพอจวงวิ่งผ่านสระบัวทางด้านข้างเรือนไม้หอม จู่ๆ ก็ถูกคนที่ดักซุ่มอยู่ใช้ของแข็งฟาดที่ท้ายทอยเข้าอย่างจัง ร่างอวบอัดของคนเป็นบ่าวล้มลงไปนอนกองกับพื้นในทันที 
       “สาระแนดีนัก ตายซะเถอะมึง!” ร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์จ้องมองร่างที่ถูกตีจนร่วงอย่างหมายมาด ก่อนจะเตะเข้าที่ชายโครงของนางจวงด้วยความสะใจ
       “ฟาดมันให้ตาย อย่างให้มันมีโอกาสได้ไปพูดกับใครได้” ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่มาด้วยสั่งให้คนที่ถือไม้รีบจัดการกับเป้าหมายที่ได้รับเงินค่าจ้างมาให้สิ้นซาก
       “กะ...แก” จวงที่ถูกไม้หน้าสามฟาดเข้าทีเผลอ พยายามฝืนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น แต่ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวอะไรต่อจากนั้น ไม้ท่อนใหญ่ก็หวดไม้ฟาดนางบ่าวอย่างไม่ยั้งตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย นางจวงไม่ทันที่จะได้ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใด ก็มีอันต้องตาเหลือกโพลง ก่อนจะชักกระตุกเกร็งเมื่อถูกไม้ฟาดเข้าตามลำตัวและจุดสำคัญ ไม่นานนักก็ขาดใจตาย 
       “เอามันไปฝัง อย่าให้มีผู้ใดระแคะระคาย” ชายคนเดิมกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ก่อนจะเดินหายเข้าไปในความมืด ทิ้งให้ร่างไร้วิญญาณของนางจวงเอาไว้กับเพชฌฆาตที่ปลิดชีวิตมัน
       ทว่าทันใดนั้นเอง ทางด้านสระบัวก็มีเสียงบางสิ่งหล่นลงมากระแทกกับผิวน้ำ น้ำบริเวณรอบๆ แตกกระเซ็นเป็นสาย พร้อมกับสีแดงสดของเลือดที่ค่อยขยายออกเป็นวงกว้างจากบริเวณตรงกลางสระ จนสระบัวนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน สร้างความสยดสยองให้แก่ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ยิ่งนัก
       “กรี๊ดดดดดด...! คุณเจ้าขา...ช่วยคุณเล็กด้วย!” บ่าวหญิงที่เห็นเหตุการณ์เป็นคนแรกรีบร้องตะโกนให้คนช่วย ขณะที่ตัวเองถึงกับเข่าอ่อนนั่งทรุดอยู่ตรงนั้น ก่อนจะมีเสียงเอะอะของพวกบ่าวไพร่บนเรือนไม้หอม และผู้ที่มาร่วมงานพิธีต่างพากันส่งเสียงกรีดร้องกันอย่างเสียขวัญ 
       ร่างที่ตกลงมาในสระบัวนั้น เป็นร่างของแม้นมาศผู้ที่กำลังจะเข้าพิธีส่งตัวกับคุณชายภาณุทัตอยู่อีกไม่กี่อึดใจนี้แล้ว
       เมื่อคุณชายภาณุทัตมาถึงที่เกิดเหตุ ก็มีอันพบว่าร่างของแม้นมาศที่เพิ่งถูกนำตัวขึ้นมาจากน้ำนั้นเต็มไปด้วยเลือดอาบท่วมชุดแต่งงาน ทุกคนต่างรีบเข้าไปดูร่างของหญิงสาวที่ถูกนำตัวขึ้นมาจากสระน้ำ แต่มันก็สายเกินไป...เมื่อวิญญาณของเธอไม่ได้อยู่ในร่างอีกต่อไปแล้ว

เมื่องานแต่งงานถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นงานศพ คุณชายภาณุทัตก็เอาแต่เศร้าโศกเสียใจ กินเหล้าเมามายไร้ซึ่งสติ ไม่เป็นอันทำอะไรทั้งสิ้น จนกระทั่งวันหนึ่งคุณชายก็หายสาบสูญไปอย่างลึกลับและไม่มีใครพบเห็นชายหนุ่มอีกเลย เล่าลือว่ากันว่าคุณชายได้ฆ่าตัวตายตามหญิงสาวคนรักไปเพราะทนความเสียใจไม่ไหว เมื่อเวลาล่วงเลยไป พวกคนรับใช้ต่างก็ได้ยินเสียงร่ำไห้อย่างโหยหวนของหญิงสาว สลับกับเสียงร้องเรียกสตรีผู้เป็นที่รักของคุณชายแห่งบ้านพรหมบดินทร์ ดังแว่วมาจากเรือนไม้หอมที่ถูกปิดตาย เรื่องราวถูกโจษจันไปทั่ว หากไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร
โศกนาฏกรรมในวันนั้นถูกเล่าขานถึงอาถรรพ์และแรงแค้นของคนทั้งคู่ที่ไม่สมหวังในความรัก จนไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าใกล้เรือนไม้หอมหากไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ นอกเสียจากคนเก่าคนแก่ที่เป็นข้ารับใช้คนสนิทของคุณชายเท่านั้น ที่ยังคอยเฝ้าดูแลคล้ายกับยังคงเฝ้ารอผู้เป็นนายให้คืนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง...
    จวบจนกระทั่งกระแสแห่งกาล เวลาล่วงเลยผ่านมานานนับกว่าสี่สิบปี...โศกนาฏกรรมอันน่าสลดก็ถูกลบเลือนผ่านไป หลงเหลือไว้เพียงแต่ความทรงจำที่ไม่ต่างอะไรกับภาพฝันร้ายอันเลือนราง มีเพียงเรื่องเล่าที่พูดกันปากต่อปากเกี่ยวกับเรือนไม้หอมที่ต้องถูกปิดตาย เมื่อเจ้าสาวต้องมาจบชีวิตลงในคืนวันแต่งงาน

 

----------------------------------

 เรือนมะนิลา เป็นลักษณะในสมัยโบราณ เป็นเรือนหลังคาปั้นหยาและมีจั่วด้านหน้า ได้เริ่มมีให้เห็นอย่างประปรายในสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่พระราชวังเกาะสีชัง
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น