อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:38:44

ตอนที่ 10 งานเต้นรำ

       ไม่นานนัก งานเลี้ยงฉลองเนื่องในวันเกิดของคุณหญิงภาวิดาก็มาถึง งานเลี้ยงยิ่งใหญ่อลังการเป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้ลากมากดีที่ใครต่อใครก็อยากจะมาร่วมอวยพรให้กับเจ้าของบ้านพรหมบดินทร์ด้วยกันทั้งนั้น เพราะได้ข่าวกันมาว่าสิ้นเปลืองเงินไปมากโขเสียยิ่งกว่างานใดในพระนคร 
       บรรดาข้ารับใช้วิ่งวุ่นเตรียมงานกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เครื่องประดับสูงค่าซึ่งเป็นของเก่าแก่ตกทอดประจำตระกูลถูกนำมาขัดล้างทำความสะอาด ตระเตรียมไว้ให้คุณหญิงภาวิดาเลือกใช้ใส่คู่กับชุดที่เพิ่งสั่งตัดใหม่กับช่างตัดเสื้อชั้นนำ พวกนางรับใช้คนเก่าคนแก่ที่เฝ้ารับใช้คุณหญิงตั้งแต่รุ่นสาวพากันลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง โดยใช้ความรู้ที่ติดตัวมาจากในวังประดิษฐ์ประดอยทำอาหารทั้งคาวหวาน ไม่ว่าจะไทย จีน หรือฝรั่ง นับรวมกันก็มากกว่าสิบอย่างด้วยกัน ส่วนพวกบ่าวชายทั้งหลาย ต่างก็ช่วยกันปัดกวาดทำความสะอาดสถานที่ให้พร้อมสรรพสำหรับจัดงาน ไม่ยอมให้มีอะไรขาดตกบกพร่องจนเสียชื่อของพรหมบดินทร์ได้เป็นอันขาด  
       เมื่อถึงวันงาน บรรดาแขกเหรื่อจากทั่วสารทิศ ต่างทยอยเดินทางมาร่วมงานเลี้ยงอย่างชื่นมื่น งานนี้ท่านหญิงอุณนิษาแต่งกายสวยหรู นั่งรถยนต์คันโก้หรูและทันสมัยที่สุดในพระนครมาพร้อมกับท่านหญิงแขไขผู้เป็นย่า ครั้นพอบ่าวชายในชุดเครื่องแบบสีขาวเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมถูกใจ ท่านหญิงอุณนิษาก็โยนเงินเป็นสินน้ำใจให้แล้วเดินเฉิดฉายผ่านมุขระเบียงไปทางห้องโถงใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามแลดูตระการตา ทางเดินไปสู่ใจกลางห้องโถงนั้นปูพื้นด้วยพรมสีแดงสด ละเลยไปยังน้ำพุตรงกลางห้องที่ก่อด้วยหินอ่อนสีขาวละเอียดนำเข้าจากอิตาลี ตรงฐานประดับด้วยช่อดอกไม้หอมกรุ่นแซมลูกปัดคริสตัลแวววาวล้อกับแสงไฟ 
       ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับและเสียงดนตรีคลาสสิกขับกล่อมนั้น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุยหยอกเย้าอย่างออกรส ทุกคนในงานเลี้ยงล้วนแต่งกายเลิศหรู และเลือกเครื่องประดับดูมีสง่าราศีราวกับจงใจจะมาอวดประชันกันในงานนี้ ซึ่งเดาได้ไม่ยากเลยว่าบรรดาแขกที่ได้เชิญให้มาร่วมงาน ส่วนใหญ่นั้นล้วนแต่เป็นบรรดาผู้สูงศักดิ์และตระกูลเก่าแก่ที่มีเกียรติและฐานะโดยทั่วกันทั้งสิ้น
       ท่านหญิงอุณนิษานำของขวัญมาอวยพรคุณหญิงภาวิดาอย่างนอบน้อม ของขวัญที่หม่อมราชวงศ์หญิงสรรหามาให้นั้นก็คือ ผ้าพันคอเนื้อดีจากยุโรป ปักดิ้นเงินดิ้นทองราคาแพงลิบลิ่ว ต้องใช้เวลาถักทออย่างละเอียดประณีตนานเป็นปีๆ ซึ่งอุณนิษาถึงกับลงทุนให้คุณย่าฝากภรรยาท่านทูตประจำฝรั่งเศสซื้อมาให้เพื่องานนี้เลยทีเดียว 
       “สุขสันต์วันเกิดค่ะ ขอให้คุณหญิงย่าจงมีแต่ความสุขกายสบายใจ ปราศจากโรคภัยต่างๆ นานา สุขภาพดี ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ชีวิตสุขสว่างดั่งฟ้าใส ให้สุขกายสุขใจตลอดไปนะคะ”
       “เช่นกันจ้ะ ผ้าไหมผืนนี้ช่วงสวยงามเหลือเกิน ขอบใจท่านหญิงมากนะจ๊ะที่มีน้ำใจคิดถึงคนแก่เช่นฉัน”
       อุณนิษาถือโอกาสนั่งลงข้างเจ้าของงาน เมื่อใครมาอวยพรคุณหญิง เธอก็จะยิ้มหวานและพนมมือไหว้ทำตัวราวกับเป็นหลานสะใภ้ของตระกูล ใบหน้างามสล้างมองซ้ายมองขวา คอยมองหาว่ารามนรินทร์นั้นอยู่ที่ไหน และทันทีที่เห็นชายหนุ่มในชุดสูทสากลเดินเข้ามาในงานเลี้ยง หัวใจของท่านหญิงอุณนิษาก็ล่องลอยไปหาเขาคล้ายกับติดปีกบิน
       “สุขสันต์วันเกิดครับคุณหญิงย่า” รามนรินทร์คุกเข่าลงกราบตักคุณหญิงภาวิดา ก่อนจะลุกขึ้นสวมกอดและหอมแก้มคุณหญิงย่าของเขาด้วยความรัก
       “ว่าแต่หนูรสยังไม่มาอีกหรือ ?” คุณชายภาณุกรที่นั่งอยู่ถัดออกไปเอ่ยถามกับรามนรินทร์ ทำให้ท่านหญิงอุณนิษาชะงักไป เมื่อได้ยินชื่อของศัตรูหัวใจจนต้องขบกรามเข้าหากันแน่น นึกขัดเคืองที่คุณชายภาณุกรให้ความสนใจกับแม่คนนั้น แต่ก็จำต้องกัดฟันระงับโทสะ ไม่อาละวาดออกมาให้อายใคร
       “ป่านนี้คงหลบอยู่ในครัวกระมังคะ ชุดราตรีที่จะใส่ก็ไม่มี มารยาทในสังคมก็ไม่ได้รับการอบรม คุณหญิงย่าท่านคงไม่ชอบใจนัก ถ้ามีเด็กไม่ประสีประสามาร่วมงานเลี้ยงที่มีแต่พวกชนชั้นสูง นี่ถ้าเกิดซุ่มซ่ามขึ้นมา ประเดี๋ยวจะเป็นที่อับอายขายขี้หน้าเสียเปล่าๆ” อุณนิษาหันมาพูดจีบปากจีบคอกับท่านหญิงแขไขที่มาด้วยกัน ส่วนในใจนั้นมีแผนการฉีกหน้ารสสุคนธ์ไว้อยู่แล้ว อยากจะรู้นักว่าคนบ้านนอกจะเอาปัญญาที่ไหนมาสู้กับเธอที่เป็นถึงราชนิกุลสูงศักดิ์ 
       “อีกประเดี๋ยวก็น่าจะมานะครับ” รามนรินทร์ช่วยตอบแทนรสสุคนธ์ ความจริงไม่ใช่ว่าชายหนุ่มจะไม่เป็นห่วงหญิงสาวในเรื่องนี้ ในตอนแรกถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับคำสั่งจากคุณชายภาณุกรให้พารสสุคนธ์ไปเลือกชุดสวยๆ สำหรับมาร่วมงานเลี้ยง เขาเองก็ตั้งใจจะพาเธอขับรถไปเลือกซื้อด้วยตัวเองอยู่แล้ว ทว่ารสสุคนธ์กลับปฏิเสธ และบอกให้เขาไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องการแต่งกายของเธอ
       ทันใดนั้นเองประตูไม้สักบานใหญ่ก็เปิดออก ผู้คนต่างเงียบเสียงคล้ายตกอยู่ในห้วงภวังค์ เมื่อหญิงสาวรูปงามปรากฏตัวในชุดราตรียาวสีขาวดุจดังนางฟ้าในเทพนิยายของพวกฝรั่ง จากนั้นเสียงชื่นชมและอื้ออึงก็ดังเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อผู้ที่มาร่วมงามอยากรู้ว่าสตรีที่ดูสวยสง่านางนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน
       อุณนิษาเองก็งุนงงไม่แพ้กัน เมื่อเห็นสตรีรูปงามหยาดฟ้าก้าวเดินมาตามทางปูลาดด้วยพรมสีแดงสด รูปร่างปราดเปรียวและผิวขาวสวยผุดผาด เป็นที่ต้องตาต้องใจต่อผู้ที่ได้พบเห็น เป็นผลให้ท่านหญิงอุณนิษาถึงกับตกตะลึง แทบไม่อยากเชื่อสายตาว่านั่นคือรสสุคนธ์ที่เธอเพิ่งจะปรามาสไปเมื่อสักครู่นี้ที่ผ่านมา  
       “นี่มันไปเอาชุดสวยๆ และเครื่องประดับแบบนั้นจากไหนมาใส่กัน ?” คนริษยาจ้องมองชุดราตรีและเครื่องประดับที่เข้าชุดกันของรสสุคนธ์อย่างนึกไม่ถึง ผ้าไหมเนื้อละเอียดปักด้วยไข่มุกสีขาวบริสุทธิ์สะบัดพลิ้วขณะก้าวเดิน เส้นผมสีดำที่เคยฟูฟ่องไม่น่ามองบัดนี้ถูกหวีรวบถักเปียแล้วม้วนทบเป็นมวยสวย ใบหน้าอ่อนเยาว์แต่งแต้มอ่อนๆ พองาม มิได้ประโคมเครื่องสำอางกับน้ำหอมมากล้นเหมือนสตรีคนอื่นๆ ที่ข้อมือและนิ้วเรียวประดับสร้อยกับแหวนเพชรน้ำงาม ดูเจิดจรัสเปล่งประกายเสียจนพวกนักดนตรียังแอบลอบมองเพลิน 
       รสสุคนธ์ค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปหายังผู้เป็นเจ้าของวันเกิด นั่งพับเพียบลง ก่อนจะวางพวงมาลัยที่ตนเองร้อยกับมือบนตักหญิงชรา แล้วก้มลงกราบอวยพรวันเกิดแด่คุณหญิงอย่างงามสง่าตามแบบฉบับกุลสตรีทุกประการ 
       “ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยอำนวยพรให้ท่านมีความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรงนะคะ”  
       “ขอบใจ” ภาวิดาปั้นหน้าขึงขัง อยากจะชักเท้าหนีหากแต่อยู่ต่อหน้าคนหมู่มากจึงไม่อาจแสดงความไม่พอใจออกมาอย่าโจ่งแจ้งได้ 
       “อะไรกัน ? เธอไม่มีของขวัญอะไรมามอบให้ นอกจากพวงมาลัยเท่านั้นเองหรือ ? แย่จริงๆ เลยนะ” อุณนิษาสาวผู้สูงศักดิ์แกล้งเหน็บแนม ก่อนจะส่งสายตามองด้วยความหยามเหยียด หากแต่รสสุคนธ์กลับยิ้มน้อยๆ ก่อนเดินอย่างสง่างามไปยังแกรนด์เปียโนหลังใหญ่ 
       “ดิฉันจะเล่นเพลงนี้เพื่อเป็นของขวัญให้คุณหญิงค่ะ”
       “หนูรสเล่นเปียโนเป็นด้วยหรือ ?” คุณชายภาณุกรหันกระซิบถามเอาความกับรามนรินทร์ด้วยความแปลกใจ ซึ่งชายหนุ่มเองก็ไม่แน่ใจเพราะไม่เคยรู้ในเรื่องนี้มาก่อนเช่นเดียวกัน
       “ไม่กลัวขายหน้าผู้คนหรือยังไงก็ไม่รู้” ภาวิดาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อหูว่าหญิงสาวชาวบ้านจากเมืองเพชรบุรี จะมีปัญญาได้ร่ำเรียนเครื่องดนตรีชั้นสูงที่มีเฉพาะพวกลูกหลานคนชั้นสูงเท่านั้นถึงจะมีปัญญาได้แตะต้อง 
       ตอนนี้รสสุคนธ์กำลังรวบรวมสมาธิให้นิ่ง นึกถึงสิ่งที่คุณย่าเล็กเคยสอน แอบมาซ้อมที่เรือนหลังใหญ่ในช่วงที่ไม่มีคน หญิงสาวสูดหายใจเข้าปอดเพื่อรวบรวมความกล้า และเริ่มต้นบรรเลงเพลงนางครวญบทเพลงที่ผู้เป็นย่าเลือกสรรให้นำมาเล่นในงาน เมื่อคาดเดาแล้วว่าจะต้องมีเหตุการณ์ทำนองเกิดขึ้นกับหลานสาวของตน 
       รสสุคนธ์เริ่มบรรเลงเดี่ยวเปียโน พร้อมกับขยับนิ้วมือพลิ้วไหว ไม่จำเป็นต้องดูโน้ตเพลงเลยด้วยซ้ำ ท่วงทำนองไพเราะดุจเสียงน้ำใส กังวานหวานไหวจับใจจนแขกเหรื่อทุกคนนิ่งฟังราวกับถูกสะกดด้วยมนตรา 
       ทุกคนในงานล้วนชื่นชมรสสุคนธ์ เพราะในพระนครนี้ หาคนเล่นเปียโนเป็นก็ว่ายากแล้ว เพราะราคาค่างวดและค่าจ้างครูฝึกสอนไม่ใช่ถูกๆ ถ้าไม่ใช่พวกตระกูลมหาเศรษฐีจริงๆ ไม่มีทางเลยที่จะเล่นได้ดีไม่มีผิดเพี้ยนเช่นนี้ นอกจากจะเล่นเป็นแล้ว ต้องบอกว่าหญิงสาวผู้นี้ยังเล่นเปียโนได้ไพเราะเพราะพริ้ง อีกทั้งเนื้อเพลงที่เธอร้องออกมานั้นมันบาดลึกเข้าไปในหัวใจของผู้ฟังด้วยท่วงทำนองและน้ำเสียงที่แสดงถึงความเศร้าของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งได้แต่เฝ้ารอคอยคิดถึงชายอันเป็นที่รักด้วยจิตใจโหยหา โดยที่ไม่รู้ว่าชาตินี้หรือชาติไหนที่จะได้พบกับเขาคนนั้นอีกครั้ง จึงทำได้แค่เพียงร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตามลำพังโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงความเจ็บปวดของเธอผู้นั้นเลย แขกที่มาร่วมงานหลายคนถึงขั้นมีน้ำตาไหลซึมออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะความซาบซึ้งกับบทเพลงและเสียงอันไพเราะที่ขับขานออกมาได้ราวกับศิลปินเอกแห่งยุคมารังสรรค์ 
       ท่านหญิงอุณนิษาแค้นใจที่รสสุคนธ์กลายเป็นเป้าสนใจและเป็นที่ชื่นชมของทุกคน ส่วนตนเองนั้นไม่อาจดึงความสนใจของรามนรินทร์ได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่แม่เด็กลูกจ้างคนนั้นก็เป็นแค่เศษหินก้อนเล็กๆ ติดปลายเท้า ที่เธอจะดีดทิ้งไปเมื่อไหร่ก็ได้ แต่บัดนี้มันกลับกลายเป็นหนามแหลมที่กำลังทิ่มแทงให้เจ็บแสบไปถึงหัวใจเสียแล้ว 
       อุณนิษาทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจออกมา ส่วนภาวิดาที่ได้เห็นรสสุคนธ์ซ้อนทับกับภาพของหญิงสาวอีกคนอยู่นั้น ถึงกับขนลุกเกรียว...
       “มะ...แม้นมาศ!” ภาพในอดีตคล้ายกับจะย้อนรอยกลับมาให้เห็นอีกครั้ง เมื่อภาวิดาจำได้เป็นอย่างดีว่าชุดที่รสสุคนธ์สวมใส่คือชุดเดียวกับผู้หญิงที่ตนนั้นจงเกลียดจงชัง และไม่ยอมรับให้มาเป็นพี่สะใภ้ อีกทั้งเพลงที่รสสุคนธ์เลือกเล่นนั้น ยังชวนให้ขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ไม่รวมกับเนื้อหาของเพลงที่คล้ายกับเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงความโศกเศร้าของเจ้าสาวที่ต้องเฝ้าหอรอคอยคนรักแต่เพียงลำพัง
       ทันทีที่บรรเลงเพลงจบ เสียงปรบมือชื่นชมก็ดังกึกก้อง รสสุคนธ์เผยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจที่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งในงานเลี้ยงนั้นมีขุนนาง ข้าราชการและลูกชายจากตระกูลผู้ดีมาร่วมงานกันมากมาย ต่างให้ความสนใจในตัวหญิงงามแสนเพียบพร้อมผู้นี้กันทุกคน คุณชายรามจึงไม่ค่อยพอใจนัก เขาเดินเข้ามาคว้าข้อมือเล็กๆ ไว้เพื่อพาเธอไปนั่งร่วมโต๊ะที่จัดเอาไว้อีกที่ด้วยตนเอง  
       “วันนี้น้องรสดูสวยมากจนพี่แทบจำไม่ได้” น้ำเสียงของรามนรินทร์ฟังดูขุ่นเคืองอยู่ในปลายของน้ำเสียง เมื่อรู้สึกไม่พอใจที่บรรดาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างพากันส่งยิ้มให้เธออย่างไม่วางตา 
       “ขอบคุณค่ะ ที่จริงแล้วฉันตื่นเต้นมากทีเดียว โชคดีที่เล่นจนจบเพลงได้” 
       จากนั้นเสียงดนตรีบรรเลงจากเหล่านักดนตรี ก็เล่นทำนองหวานซึ้ง บรรดาชายหนุ่มต่างใช้โอกาสนี้ เชื้อเชิญหญิงสาวให้ออกไปเต้นรำ ด้วยการโค้งคำนับและผายมือเชิญฝ่ายหญิงเข้าสู่โถงกว้างอย่างสุภาพ บรรยากาศครึกครื้นและพบปะสังสรรค์กันอย่างเต็มที่ 
       เสียงหัวเราะระรื่นขัดหูขัดตา อุณนิษาจึงสบตาคุณหญิงภาวิดาเพื่อขอให้ช่วยทำอะไรสักอย่าง เมื่อเห็นว่ารามนรินทร์พารสสุคนธ์มานั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน อีกทั้งยังพูดคุยกันอย่างสนิทสนมจนแทบมองไม่เห็นเธออยู่ในสายตา
       “เอ้า! เพลงดังแล้ว พาน้องออกไปเต้นรำสิพ่อราม” คุณหญิงภาวิดาเอ่ยเปรยๆ เป็นเชิงสั่งหลานชายที่ยังคงนั่งคุยกับรสสุคนธ์จนไม่ยอมลุกขึ้นไปไหน บรรดาหนุ่มสาวคนอื่นๆ ต่างพากันจับคู่กันไปหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงท่านหญิงอุณนิษาผู้สูงศักดิ์ที่รู้กันดีว่าเป็นคู่หมั้นคู่หมายกับรามนรินทร์ และรสสุคนธ์เท่านั้นที่ยังไม่มีชายใดกล้าเข้ามาเชิญออกไปเต้นรำ 
       รามนรินทร์พอได้ยินเช่นนั้น จึงสบตารสสุคนธ์อย่างมีความหมาย
       “น้องรสเต้นรำเป็นไหม ?” 
       “ก็เพิ่งจะฝึกเต้นมาเพื่องานนี้ค่ะ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีรึเปล่า” 
       ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น ก่อนที่ชายหนุ่มจะลุกขึ้นโค้งศีรษะพลางผายมือ เชื้อเชิญให้รสสุคนธ์มาเป็นคู่เต้นรำ 
       หากแต่อุณนิษารีบชิงความได้เปรียบด้วยการขยับตัวลุกขึ้นยืนขวางสายตาของทั้งคู่ไว้ แล้ววางฝ่ามือของตนลงบนมือของรามนรินทร์ ตัดหน้ารสสุคนธ์ไปเสียดื้อๆ จากนั้นก็หันมาถลึงตาขู่เป็นการปรามผู้หญิงบ้านนอกให้อยู่ห่างๆ จากว่าที่คู่หมั้นของตนเอาไว้ ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มหวานหยด
       “ไปค่ะพี่ราม...ไปเต้นรำกับนิษาดีกว่า”
       “นั่นสิ อย่างหล่อนน่ะ ขืนออกไปก็จะทำให้หลานชายของฉันขายขี้หน้าเปล่าๆ” คุณหญิงภาวิดากล่าวเสียงดุใส่ ไม่วายมองรสสุคนธ์ด้วยหางตาเพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะเต้นรำเป็นกับเขาด้วย
       “ผมไม่คิดมากหรอกครับคุณหญิงย่า จังหวะวอลทซ์เต้นไม่ยาก เดินตามผมครู่เดียวก็เต้นเป็นแน่” รามนรินทร์ชักสีหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงรักษามารยาทอันดี ไม่กล้าสะบัดมือของท่านหญิงอุณนิษาที่ยึดท่อนแขนเขาเอาไว้แน่นอย่างที่ตั้งใจ
       “เอาไว้นิษาจะมาช่วยสอนให้คุณรสสุคนธ์วันหลังก็แล้วกันนะคะ แต่วันนี้พี่รามต้องออกไปเต้นเป็นเพื่อนกับนิษาก่อน” อุณนิษายังคงมองรสสุคนธ์ด้วยแววตาหยามเหยียด นึกดูถูกเด็กสาวบ้านนอกซึ่งโตมากับดินกับทราย ท่าทางบ้านๆ เห็นแล้วขัดหูขัดตาเช่นนี้ ไม่มีทางเต้นรำกับใครเขาเป็นแน่
       “พ่อราม...พาน้องออกไปเต้นรำสิ จะรอช้าพิรี้พิไรอยู่ทำไมกัน” หญิงชราสั่งเสียงเข้ม ทำให้รามนรินทร์จำต้องยอมทำตาม แต่กระนั้นก็อดห่วงความรู้สึกของรสสุคนธ์ไม่ได้
       “เชิญคุณรามกับท่านหญิงเถอะค่ะ รสแค่อยู่ดูทุกคนเต้นรำกันก็สนุกแล้วค่ะ” รีบยิ้มกลบเกลื่อนและก้มหน้าลง ไม่อยากให้ทุกคนรู้ว่าเธอรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ออกไปเต้นรำกับรามนรินทร์ ทำให้คุณหญิงภาวิดาซึ่งลอบมองหนุ่มสาวอยู่ยิ้มด้วยความพอใจ ไม่ต่างจากอุณนิษาที่เดินควงคู่รามนรินทร์ออกไปเต้นรำอย่างมีความสุข
       “อุตส่าห์แต่งตัวสวยๆ มางานเลี้ยงทั้งที จะปล่อยให้นั่งเฝ้าคนแก่ไปตลอดก็น่าสงสารแย่ มาๆ หนูรสมาเต้นรำกับฉันก็ได้” คุณชายภาณุกรนึกอิดหนาระอาใจในความเจ้ากี้เจ้าการของพี่สาวไม่น้อย จึงชวนรสสุคนธ์ให้ออกไปเต้นรำด้วยกันแทน
       “ตะ...แต่ว่า...” 
       “จะมัวแต่อะไร ถือเสียว่าเต้นเป็นเพื่อนฉันก็แล้วกันนะ ไม่มีใครว่าหรอก” คุณชายภาณุกรกล่าวอย่างมีเมตตา ก่อนจะยื่นวงแขนให้หญิงสาววางมือลง แล้วเดินควงคู่ไปยังโถงเต้นรำด้วยท่าทางงามสง่า 
       ภาวิดาถึงกับชักสีหน้าและดูหงุดหงิดขึ้นมาในทันที ไม่พอใจที่ไม่ว่าจะหลานชายหรือน้องชาย ก็เอาแต่เข้าข้างแม่ผู้หญิงต่ำศักดิ์ที่ชื่อรสสุคนธ์
       “รสเพิ่งเต้นครั้งแรก ขอความกรุณาด้วยนะคะคุณชาย” 
       “ไม่ต้องกลัว ฉันจะก้าวเท้าช้าๆ ก็แล้วกันนะ หนูรสจะได้ตามทัน เอ้า! หนึ่งสองสาม” 
       ภาณุกรมีเมตตายิ่งนัก ถึงแม้จะอายุล่วงเข้าวัยเกือบเจ็ดสิบปี แต่ก็ยังรักษาสุขภาพ ดูแลร่างกายตัวเองจนแข็งแรงและดูดีไม่แพ้หนุ่มๆ และทันใดนั้นชายชราก็นึกแผนการอะไรบางอย่างออกขึ้นมาได้ จึงเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นตามเสียงเพลงสนุกสนาน กิตติศัพท์ในเรื่องการเต้นลีลาศของคุณชายภาณุกรนั้นเป็นที่เลื่องลือมาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มรูปงาม คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันรู้จักกันดี เรียกได้ว่าเต้นลีลาศเก่งเป็นอันดับต้นๆ ของบางกอกเลยก็ว่าได้ 
       กระนั้นหญิงสาวที่ถูกตราหน้าว่าเต้นรำไม่เป็น กลับวาดลวดลายพลิ้วไหวดุจใบไม้ต้องสายลม สอดคล้องกับการเต้นนำของฝ่ายชาย แลดูงดงามและมีสง่าราศีทุกท่วงท่า ทุกคนในงานจึงต่างสนใจมองสาวสวยในชุดชีฟองขาวเคลื่อนไหวอ่อนช้อยและน่ามองในทุกอิริยาบถยามก้าวเดิน
       “ไม่ได้สนุกแบบนี้มานานแล้ว ฮ่าๆๆ หนูรสเต้นเก่งกว่าฉันเสียอีกนะ”
       “เป็นเพราะคุณชายท่านนำเต้นเก่งมากกว่าค่ะ” รสสุคนธ์ถ่อมตัว คุณชายภาณุกรหัวเราะมีความสุข ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปใกล้กับคู่ของคุณชายรามนรินทร์กับท่านหญิงอุณนิษา
       “ไม่ทราบว่าท่านหญิงจะรังเกียจที่จะเต้นรำกับคนแก่สักเพลงจะได้ไหม” คนเจ้าแผนการคิดจะช่วยเหลือหลานชายด้วยการสลับคู่เต้นกลางลานเต้นรำ 
       อุณนิษาจำต้องฝืนใจทำตามคำร้อง ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ด้วยมารยาทอันดี เลยทำให้สุดท้ายแล้วรามนรินทร์กับรสสุคนธ์ก็ได้เต้นรำด้วยกันในที่สุด...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น