อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:45:53

ตอนที่ 12 เจ้าที่

       “ว้ายยย...คุณราม!” 
       รสสุคนธ์กรีดร้องออกกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มพลาดท่าเสียทีให้กับพวกมัน เธอพยายามจะตะเกียกตะกายมาหาเพื่อดูว่าชายหนุ่มเป็นอะไรหรือไม่ เมื่อเห็นว่าบริเวณศีรษะของเขาที่โดนตีมีเลือดสีแดงไหลซึมออกมา
       “ฤทธิ์เยอะนักนะมึง ไว้เสร็จเรื่องกับอีนี่เมื่อไหร่ กูจะกลับมาฆ่ามึงก็แล้วกัน!”
       จากนั้นชายโฉดก็เดินย่างสามขุมเข้ามาหารสสุคนธ์ที่คลานถอยรูดไปด้านหลังเพื่อพยายามหนีให้พ้นจากมัน แต่ก่อนที่คนใจบาปจะทันได้เข้าถึงตัวเธอ จู่ๆ เบื้องหน้าก็ปรากฏร่างของชายชรารูปร่างสูงใหญ่กำยำ แถมยังถือมีดพร้าเอาไว้ในมือ
       “หยุดนะไอ้คนชั่ว!” เสียงของชายชราผู้นั้นดังกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนยิ่งนัก เพราะชายผู้นี้เข้ามาใกล้ชนิดที่ว่าไม่ให้สุ้มให้เสียง อีกทั้งหน้าตายังดูถมึงทึง เส้นผมและหนวดเคราเป็นสีดอกเลา ยาวเฟิ้ม ดูรกรุงรังปิดบังจนแทบไม่เห็นใบหน้า มีเพียงนัยน์ตาแข็งกร้าวที่มองเห็นได้ชัดเจน เพราะกำลังจ้องมองมาที่พวกคนร้ายเขม็ง
       “อย่ามายุ่งดีกว่าไอ้แก่ ถ้าไม่อยากตาย!” คนโฉดพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ในใจชักจะเริ่มขวัญกระเจิง เพราะเคยได้ยินมาว่าที่บริเวณดินท้ายสวนนั้นมีผีเจ้าที่ดุนัก ผู้คนต่างร่ำลือกันว่าเป็นผู้ชายรูปร่างกำยำสูงใหญ่ พวกมันก็เลยชักไม่แน่ใจว่าไอ้ที่ดินท้ายสวนที่ผู้คนเขาร่ำลือกันนั้น มันคือตรงส่วนไหนของสวนแห่งนี้กันแน่ ดีไม่ดีชายสูงวัยที่กำลังเผชิญหน้าอยู่นี้แหละ คือเจ้าที่ตัวจริงตามที่เขาโจษจันกัน
       “มึงคิดจะมาทำบัดสีในที่ของกูเหรอ!” เมื่อชายชราพูดจบ ทันใดนั้นก็มีสายฟ้าฟาดผ่าลงมาตรงต้นไม้ที่ไม่ไกลจากแถวนั้นพอดี เสียงที่บังเกิดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว สร้างความตกใจให้กับทั้งรสสุคนธ์แล้วก็ไอ้คนโฉดทั้งสองที่ถึงกับละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกกันเลยทีเดียว
       “กะ...กูว่าท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ” ดวงตาของคนร้ายเบิกโพลงขึ้นด้วยความตกใจอย่างสุดชีวิต คิดว่าตนน่าจะได้เจอของดีเข้าเสียแล้วในวันนี้
       “เหวอ! ผีเจ้าที่! ไม่เอาแล้ว!” อีกคนก็เช่นเดียวกัน พอพูดจบมันก็รีบคว้าแขนเพื่อนที่ทำหน้าตาเหลอหลา รีบวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย
       ชายชราหันมาจ้องหน้าหญิงสาวด้วยสายตาดุดัน ทว่าแฝงไปด้วยความมีเมตตา ในตอนแรกรสสุคนธ์เองก็นึกตกใจกลัวเช่นเดียวกัน แต่ในเมื่อคิดว่าขนาดผีคุณย่าเล็กเธอก็เคยคุยกันด้วยดีมาแล้ว กับผีเจ้าที่ทำไมถึงจะคุยอีกไม่ได้ ในเมื่อท่านเองก็ปรากฏตัวเพื่อมาช่วยเหลือเธอกับรามนรินทร์ที่นอนสลบอยู่ให้แคล้วคลาดปลอดภัย
       “ขอบคุณท่านมากนะคะ ที่มาช่วยหนูกับคุณรามเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเห็นทีจะแย่” หญิงสาวรีบยกมือไหว้ขอบคุณผู้ที่อยู่ตรงหน้า 
       “อืม...” เจ้าของร่างสูงใหญ่บึกบึนตอบแค่คำสั้นๆ ไม่ได้กล่าวอะไรออกมามากไปกว่านั้น สายตาดุๆ จับจ้องมายังหญิงสาวที่เนื้อตัวเปียกปอนกับชายหนุ่มที่นอนสลบเหมือดไม่ได้สติอย่างคาดเดาไม่ถูกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
       “ท่านเจ้าคะ ดิฉันไม่ได้มีเจตนามาลบหลู่ท่าน แต่พวกมันฉุดดิฉันเพื่อจะพามาทำร้ายที่นี่ เคราะห์ดีที่ท่านออกมาช่วยไว้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
       “ว่าแต่แม่หนูพูดคุยกับผีสางบ่อยหรือไรกัน ถึงดูไม่ค่อยหวาดกลัวข้าเหมือนกับพวกคนอื่นๆ” ในที่สุดชายชราก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา ถึงแม้จะไม่ได้เห็นริมฝีปากที่ถูกปกคลุมไปด้วยเคราก็ตาม แต่นั่นก็ทำให้รสสุคนธ์รู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
       “ดิฉันไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเหมือนกันค่ะ แต่ระยะหลังมานี่ก็เรียกว่าได้คุยกันทุกวัน” รสสุคนธ์อ้อมแอ้มตอบ ก่อนจะเข้าไปประคองรามนรินทร์มาไว้ในอ้อมกอดด้วยความเป็นห่วง
       “อย่างนั้นรึ แต่ถ้าข้าว่าถ้าเอ็งไม่รีบช่วยพาเจ้าหนุ่มนั่นไปทำแผลเสียก่อน เห็นทีอาจจะมีผีให้เอ็งพูดคุยด้วยเพิ่มอีกราย” เมื่อพูดจบคำ ชายชราก็เดินเข้ามาช่วยพยุงตัวรามนรินทร์ขึ้นมา และนั่นสร้างความประหลาดใจให้กับรสสุคนธ์เป็นอันมาก
       “เอ่อ...นี่...คะ...คุณตาไม่ใช่ผีเจ้าที่หรอกเหรอคะ ?”
       “ก็ไม่ใช่น่ะสิ ข้าก็แค่คนทำสวนที่หาเช้ากินค่ำที่อาศัยอยู่แถวๆ นี้นั่นแหละ ไม่ใช่ผงใช่ผีอะไรอย่างที่เขาพูดกันหรอก”
       คนถูกเข้าใจผิดหัวเราะออกมาอีกครั้ง พร้อมกับส่ายหน้าให้กับความไม่รู้ของหญิงสาวที่ไม่ต่างอะไรกับพวกชาวบ้านแถวนี้ เมื่อผู้คนที่เคยเจอตนโดยบังเอิญ ต่างเอาไปร่ำลือกันว่าเป็นผีเจ้าที่บ้างล่ะ ผีนักรบบ้างล่ะ แต่นั่นก็ทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งย่ามในบริเวณนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพอใจยิ่งนักสำหรับคนที่ต้องการจะอยู่เงียบๆ เพียงลำพังเช่น ‘ตาดำ’ คนสวนที่เช่าที่บ้านพรหมบดินทร์อยู่มาช้านาน
       “อ้าว แล้วที่ฟ้าผ่าลงมาเมื่อครู่นี้ล่ะคะ ?”
       “ก็แค่เรื่องบังเอิญ ตอนแรกข้าก็ว่าจะใช้พร้าด้ามนี้ฟันไล่มันไป แต่ในเมื่อมันงมงายเชื่อเรื่องผีสาวเทวดา ข้าก็คงห้ามให้ไม่ให้มันคิดเองเออเองเหมือนแม่หนูไม่ได้”
       “หนูต้องขอบคุณคุณตาอีกครั้งจริงๆ นะคะ ว่าแต่...คุณตาชื่ออะไรเหรอคะ ?”
       รสสุคนธ์ฟังแล้วก็รู้สึกอึ้งไปเช่นเดียวกัน ต้องนับว่าเป็นเคราะห์ดีของเธอที่ชายผู้ดูเหมือนเจ้าที่คนนี้โผล่มาได้ทันเวลา เลยอยากจะถามชื่อของผู้มีพระคุณเอาไว้ เผื่อวันหน้าวันหลังผ่านมาแถวนี้จะได้แวะมาเยี่ยมเยียนทักทาย
       “ใครๆ ก็เรียกข้าว่าตาดำ เอ็งจะเรียกแบบนั้นก็ได้นะ ตามข้ามาสิ ที่กระท่อมมียาช่วยสมานแผลถูกทุบ ท่าทางเจ้าหนุ่มคนนี้จะหัวแตก อาจจะต้องส่งโรงหมอ แต่ยังไงข้าจะช่วยห้ามเลือดให้ก่อน”
       “ค่ะ”    
       หญิงสาวรีบเดินตามตาดำที่ประคองร่างของรามนรินทร์ไปแต่โดยดี เพราะเธอเองก็คงทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ คงต้องให้คุณตาท่านนี้ช่วยดูแลรามนรินทร์เสียก่อน แล้วค่อยไปแจ้งข่าวให้คนที่เรือนหลังใหญ่รับรู้ว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้นบ้าง
       “ถึงแล้ว ข้าพักอยู่ที่นี่แหละ”
       เมื่อมาถึง รสสุคนธ์ก็พบว่าที่พักของตาดำนั้นเป็นแค่เพียงกระท่อมหลังเล็กแบบพอใช้อยู่อาศัยได้ชั่วคราว ไม่น่าเชื่อว่าคนธรรมดาจะมีใครสามารถทนใช้ชีวิตในที่แบบนี้ได้ เพราะนอกจากจะมีแคร่ไม้ไผ่ที่ทำขึ้นมาอยากลวกๆ ใช้เป็นที่หลับนอน ก็มีเพียงหม้อหุงข้าวและเตาถ่านเท่านั้น ไม่มีสิ่งของอื่นใดอยู่อีกเลย
       ชายชราหยิบตะกร้าสมุนไพรตากแห้งที่แขวนอยู่ ตรงเข้ามาดูแผลที่ศีรษะของรามนรินทร์ แล้วก็พูดขึ้นมาพร้อมกับบดยาและโปะเข้าไปที่หัวของชายหนุ่มเพื่อห้ามเลือด
       “พ่อหนุ่มคนนี้ หัวแข็งไม่เลว มีแผลปริเล็กน้อย ไม่ลึกถึงกะโหลก เอายาประคบไว้เดี๋ยวก็หาย อาจจะมีแผลฟกช้ำนิดหน่อย แต่รับประกันได้ว่าหน้าตายังหล่อเหมือนเดิม” ตาดำพูดหยอกเพื่อให้หญิงสาวที่หน้าตาเป็นกังวลได้คลายความวิตกลง เคราะห์ดีที่มันตีไม่โดนจุดสำคัญ ไม่อย่างนั้นเห็นทีว่าต่อให้ส่งกี่สิบโรงหมอก็คงจะไม่สามารถรักษาได้
       “คุณตาดูเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรมากเลยนะคะ”
       “ข้าต้องอยู่คนเดียวแบบนี้ ถ้าไม่รู้วิธีรักษาเอาตัวรอด ก็คงจะตายไปนานแล้ว ว่าแต่พวกเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ?”
       “ดิฉันชื่อรสสุคนธ์ค่ะ มาทำงานบัญชีให้กับบ้านพรหมบดินทร์” 
       “งานบัญชี ? ทำงานให้กับคุณชายภาณุกรน่ะเหรอ ?”
       “คุณตารู้จักคุณชายกรด้วยเหรอคะ ?” ที่จริงหญิงสาวไม่แปลกใจเท่าไหร่ถ้าผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักคุณชายภาณุกร เมื่อท่านนั้นมีเมตตาต่อบ่าวไพร่และพวกชาวบ้าน ใครๆ ต่างก็พากันยกย่องเชิดชู 
       “ก็ข้าเช่าที่ของพวกพรหมบดินทร์ทำมาหากินอยู่ ทำไมถึงจะไม่รู้จัก ถ้าอย่างนั้นพ่อหนุ่มนี่ก็คงเป็นคุณรามสินะ”
       “ใช่แล้วค่ะ” รสสุคนธ์ยิ้มออกมา เมื่อเห็นว่าตาดำก็คงเป็นคนของคุณชายภาณุกรที่คอยดูแลและทำมาหากินอยู่ในที่ดินบริเวณนี้ เพราะจะว่าไปตรงที่ดินอื่นๆ ที่เธอเคยเห็นในเอกสารการเช่าที่ดิน คุณชายก็ปล่อยให้พวกคนยากคนจนเช่าโดยคิดราคาไม่แพง หรือแทบจะยกให้อยู่ฟรีเสียด้วยซ้ำ
       หลังจากนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม และตาดำก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาเลยจนกระทั่งฝนหยุดตก
       “ฝนซาแล้ว พวกเอ็งควรจะรีบกลับไปได้แล้วล่ะ เดี๋ยวข้าจะพาเอ็งกับไอ้หนุ่มนี่ไปส่งที่หน้าเรือนใหญ่ของบ้านพรหมบดินทร์ก็แล้วกันนะ”
       “ต้องขอบคุณคุณตามากๆ เลยนะคะ ไว้วันหลังรสจะแวะมาหาเพื่อขอบคุณอีกครั้ง”
       “อย่าลำบากเลยแม่หนู ถ้าเป็นไปได้ เอ็งอย่าได้โผล่มาแถวนี้อีกเลยจะดีกว่า มันอันตราย”
       พูดจบตาดำก็ช่วยรสสุคนธ์พยุงตัวรามนรินทร์ออกจากสวนหญ้ารกทึบ จนกระทั่งมาถึงโรงครัวที่ติดกับเรือนหลังใหญ่ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย ทั้งคู่จึงพารามนรินทร์ไปนอนที่ม้านั่งที่อยู่แถวนั้น 
       “ข้าไปละนะ ขืนอยู่รอให้มีใครมาพบเข้า เดี๋ยวจะแตกตื่นกันไปอีก” 
       รสสุคนธ์ไหว้ขอบคุณตาดำอีกครั้ง ก่อนที่ชายชราจะขอตัวจากไปอย่างเงียบเชียบ ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้แจ้งให้คนในเรือนใหญ่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็มีเสียงดังโวยวายเอ็ดตะโรมาจากทางด้านหลัง
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ตารามหลานย่า แกทำอะไรหลานฉัน ?” เสียงของคุณหญิงภาวิดาดังเกรี้ยวกราด เมื่อเธอสั่งให้พวกบ่าวไพร่ออกตามหาหลานชายที่พบว่ารถยนต์นั้นจอดอยู่ แต่ตัวคนขับนั้นหายตัวไป
       “รสไม่ได้ทำนะคะ พอดีว่า...”
       “แกไม่ต้องมาแก้ตัว แกทำร้ายร่างกายหลานของฉันแบบนี้ อย่าคิดว่าฉันจะยอมให้จบเรื่องง่ายๆ นางปริก...เอ็งรีบไปตามตำรวจให้มาลากนางนี่ไปเข้าตารางเร็วเข้า!”
       “เจ้าค่ะ!” นางปริกรีบรับคำพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่ตนว่าจ้างผู้ชายไปให้ดักฉุดกลับมาในสภาพครบสามสิบสอง และไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย หากคนที่ดูท่าจะแย่กลับเป็นรามนรินทร์ คนมีชนักติดหลังเห็นอย่างนั้นก็รีบปาดเหงื่อและพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติไม่ให้เกิดพิรุธ 
       แต่ก่อนที่คนรับใช้ตัวดีจะได้เดินออกไป คุณชายภาณุกรที่เพิ่งกลับมาถึงและได้ยินเสียงคนโวยวายก็เดินเข้ามาได้ถูกจังหวะพอดี
       “มีเรื่องอะไรกันขอรับพี่หญิง ?”
       “ตากรมาก็ดีแล้ว ก็นางลูกจ้างตัวดีของเธอน่ะสิ มันทำร้ายร่างกายหลานชายของฉันจนไม่ได้สติอยู่นี่ไง ไป! ใครอยู่แถวนั้นรีบไปตามหมอมาดูอาการคุณรามเร็วเข้า!”
       “แล้วพี่หญิงรู้ได้อย่างไรขอรับว่าหนูรสเป็นคนทำ จากที่กระผมได้ยินเมื่อสักครู่ พี่หญิงยังไม่ยอมฟังสิ่งที่หนูรสพยายามจะอธิบายเลยด้วยซ้ำ” คนมีอาชีพเป็นทนายเริ่มซักไซ้หาข้อเท็จจริง เพราะถ้าอีกฝ่ายคิดจะปรักปรำหรือโทษผู้ใด ก็ควรต้องมีหลักฐานแน่ชัด 
       “เอ๊ะ ตากร มันทำร้ายหลานชายของเรานะ ทำไมยังไปเข้าข้างมันอีก” คนไม่มีเหตุผลไม่คิดจะรับฟังข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น
       “กระผมไม่ได้เข้าข้าง แค่อยากฟังจากปากให้รู้เรื่องก่อนที่จะตีความเข้าใจไปเองจนผิดเพี้ยน ว่ายังไงล่ะหนูรส เกิดอะไรขึ้น ? บอกฉันมาเถอะ”
       จากนั้นรสสุคนธ์ก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนนางปริกที่ทำงานไม่สำเร็จก็รีบเผ่นแนบออกจากบริเวณนั้น เพราะกลัวว่าจะแสดงท่าทีมีพิรุธให้คนช่างสังเกตอย่างคุณชายภาณุกรจับผิดเอาได้ ทางด้านคุณชายภาณุกรเองเมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น และรู้ว่ารสสุคนธ์ที่ตนรับปากว่าจะดูแลความปลอดภัยเป็นอย่างดีเกือบจะโดนฉุดไปทำมิดีมิร้ายก็ถึงกับแสดงอาการโมโหออกมา สั่งให้คนรีบไปตามจับตัวไอ้คนพวกนั้นมาให้จงได้ ตรงกันข้ามกับภาวิดาที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ไม่ได้สนใจสักนิดว่ารสสุคนธ์จะเป็นตายร้ายดีเช่นไร ได้แต่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะหญิงสาวเป็นต้นเหตุทำให้หลานชายสุดที่รักได้รับบาดเจ็บ
       “สรุปว่าหลานชายฉันต้องเจ็บตัวก็เพราะแกอยู่ดี ฉันไม่ยอมแล้ว แกจะต้องออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้! นางตัวกาลกิณี!”
       “พี่หญิง! หนูรสเขาเป็นฝ่ายเสียหายนะ เขามาอยู่อาศัยบ้านพรหมบดินทร์ แต่พวกเราเจ้าบ้านกลับดูแลเขาได้ไม่ดีจนเกิดเรื่องเกิดราวขนาดนี้ แล้วยังจะไปไล่ส่งเขาแบบนี้ได้อย่างไรขอรับ แทนที่พี่หญิงจะมัวแต่คิดไล่หนูรสออกจากบ้าน กระผมว่าเราควรจะหาตัวคนร้ายที่มันกล้าเหิมเกริมเข้ามาก่อเรื่องถึงในเขตบ้านเราไม่ดีกว่าหรือไงกัน” คุณชายภาณุกรชักสีหน้าขึ้นมาในทันที ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเขาเองก็มักจะยึดถือในความถูกต้องและยุติธรรมมาโดยตลอด ดังนั้นหากพบว่าเรื่องใดที่ไม่เป็นธรรมต่ออีกฝ่าย เขาก็จะไม่ยอมปล่อยหรือนิ่งดูดายเป็นอันขาด
       “ก็นางคนนี้มันก็คงจะให้ท่าเขาไปทั่วน่ะสิ ถึงได้เกิดเรื่อง ทำตัวเหมือนกับนางแม้นมาศไม่มีผิด!”
       “กรุณาอย่ากล่าวหาล่วงเกินคุณย่าเล็กของดิฉัน ทั้งดิฉันและท่านไม่เคยประพฤติตนเยี่ยงนั้น” รสสุคนธ์กล่าวออกมาด้วยความเหลืออด จะดูถูกเธอก็ดูถูกไป แต่การที่มาดูถูกคุณย่าแม้นมาศบรรพบุรุษผู้เป็นที่เคารพรักของเธอ อันนี้ยอมไม่ได้
       “น้ำหน้าอย่างเธอ คิดว่าฉันจะเชื่ออย่างนั้นรึ”
       “ผมว่าพี่หญิงควรจะหยุดพูดแล้วรีบพาตารามไปพักก่อนจะดีกว่า เรื่องอื่นเดี๋ยวกระผมจัดการเองได้” คุณชายภาณุกรตัดบท เพราะเห็นแล้วว่าคนไร้เหตุผลนั้น ถึงจะพยายามอธิบายอะไรให้ฟังก็ไม่ต่างอะไรกับพูดหูซ้ายทะลุหูขวา เมื่อภาวิดานั้นยึดเอาแต่ความคิดของตนเป็นใหญ่
       “เอ้า! พวกบ่าวไพร่หายหัวไปไหนกันหมด มาช่วยกันพาคุณรามไปที่เรือนเร็วเข้า” คุณหญิงภาวิดารีบเดินตามหาคนรับใช้เพื่อมาพารามนรินทร์ไปที่ห้องนอน ไม่ได้ใส่ใจรสสุคนธ์อีกต่อไป
       “หนูรสบาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า ?” คุณชายภาณุกรรีบเอ่ยถามหญิงสาวในทันทีด้วยความเป็นห่วง หลังจากเห็นว่าภาวิดาเดินลับสายตาไปแล้ว
       “รสปลอดภัยดีค่ะ แต่ถ้าหากไม่ได้คุณตาดำที่อยู่ท้ายสวนมาช่วย รสกับคุณรามเองก็คงจะแย่เหมือนกัน”
       “อย่างนั้นหรอกรึ” คุณชายภาณุกรทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะแหงนออกไปมองข้างนอกยังทิศเดียวกับท้ายสวนที่ตาดำนั้นอาศัยอยู่
       “มีอะไรหรือเปล่าคะ ?”
       “ไม่มีอะไรหรอก เอาเป็นว่าหนูรสกลับไปพักผ่อนที่เรือนก่อนเถอะนะ เดี๋ยวฉันจะจัดคนไปเดินเวรยามให้ทั้งคืน เผื่อพวกมันจะย้อนกลับมาอีก”
       “ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ค่ะ ลำบากพวกบ่าวเสียเปล่าๆ รสว่าพวกมันคงไม่กล้าย้อนกลับมาแล้วล่ะค่ะ เพราะเรื่องถึงหูคุณชายกับคุณหญิงท่านแล้วแบบนี้”
       “ไม่ได้ เพราะนี่เป็นความรับผิดชอบของฉัน และฉันจะต้องควานหาตัวไอ้พวกคนร้ายมาลงโทษจงให้ได้” คุณชายภาณุกรกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีใครอาจหาญกล้ามาฉุดคร่าหญิงสาวภายในบ้านพรหมบดินทร์ ในใจได้แต่นึกสงสัยใครบางคนที่อาจจะเป็นผู้บงการสั่งให้คนมาทำร้ายรสสุคนธ์ก็เป็นได้ กระนั้นมันก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ที่ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลที่จะกระชากหน้ากากของคนร้ายออกมา
       “ถ้าอย่างนั้นรสขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ”
       หญิงสาวไหว้ลาคุณชายภาณุกรกลับเรือนไม้หอม และเมื่อไปถึงก็พบว่าแม้นมาศกำลังยืนรออยู่หน้าเรือนด้วยสายตาประหนึ่งคนแก่ขี้บ่น ที่ไม่ต่างอะไรกับแม้นศรีผู้เป็นพี่สาวราวกับพิมพ์เดียวกัน
       “หายไปไหนมาแม่รส! รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงแค่ไหน”
       “เรื่องมันยาวค่ะคุณย่าเล็ก ว่าแต่คุณย่าเล็กนั่นแหละค่ะ หายไปไหนมา รสพยายามเรียกหาเท่าไหร่ก็ไม่ยอมมาช่วยรสเลย”
       “เกิดเรื่องอะไรขึ้น ? วันนี้ฉันก็ไปที่วัดมาน่ะสิ คุณพี่แม้นศรีเธอไปถวายสังฆทานที่นั่น แล้วก็อุทิศส่วนกุศลเรียกให้ฉันไปรับบุญด้วย” แม้นมาศอวดผิวพรรณที่ดูเปล่งปลั่งไปด้วยอานิสงฆ์ของบุญให้หลานสาวดู แต่แล้วก็ต้องชะงักงันเมื่อเพิ่งเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นเนื้อตัวมอมแมมคล้ายกับไปคลุกขี้โคลนมา “ว้ายยย…! แม่รส นี่เธอไปทำอะไรมาล่ะนั่น ?”
       “อ้าว...ตกลงว่าคุณย่าไปข้างนอกได้ด้วยหรือคะ รสก็นึกว่าไปไหนไม่ได้เสียอีก”
       “ไปได้สิ แต่ที่ไปไม่ได้ฉันหมายถึงไปผุดไปเกิดต่างหากล่ะยะแม่คุณ แล้วนี่ตกลงจะบอกได้รึยังว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ?” 
       “รสโดนใครก็ไม่รู้ดักฉุดก่อนจะเดินกลับมาที่เรือนค่ะ”
       “อะไรนะ ? เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ไหนเล่ามาสิ เร็วเข้า!”
       ขณะที่รสสุคนธ์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง เครื่องใช้ในบ้านทั้งโคมไฟ โต๊ะ เก้าอี้ ประตู หน้าต่าง ล้วนแต่สั่นไหวราวกับแสดงถึงความโกรธในใจของแม้นมาศ ซึ่งถ้าหากเป็นคนอื่นๆ มาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แทนรสสุคนธ์ ก็คงไม่แคล้วมีอันได้จับไข้หัวโกร๋นกับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว
       “ใครช่างกล้ามาทำร้ายหลานข้า! มันน่าจับหักคอเรียงตัวนัก!” พูดจบแม้นมาศก็ลอยตัวขึ้นสูงจนเกือบถึงเพดาน ทำหน้าถมึงทึงด้วยความเคียดแค้นก่อนจะพุ่งลงมาต่อหน้ารสสุคนธ์พอดี ทำเอาหญิงสาวสะดุ้งตกใจจนต้องผงะถอยหลังไปเล็กน้อย แม้จะรู้ดีว่าคุณย่าเล็กนั้นไม่เคยคิดจะหลอกหลอนเธอเลยก็ตาม แต่ทำแบบนี้มันก็ยากเกินจะรับไหวเช่นกัน
       “แล้วคุณย่าเล็กรู้แล้วเหรอคะว่าจะต้องไปหักคอใคร ?” คำถามของหญิงสาวดึงเอาผีคุณย่าเล็กกลับมาสู่อาการปกติ และค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม 
       “นั่นสินะ พวกนั้นต้องไม่ใช่คนในบ้านพรหมบดินทร์แน่ๆ ว่าแต่ใครกันที่ไปจ้างพวกมันมาทำร้ายเธอน่ะ แม่รส ?” แม้นมาศทำสีหน้าครุ่นคิด เพราะถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแบบไม่ได้เข้าข้างหลานสาวของตัวเอง ก็ต้องบอกว่ารสสุคนธ์นั้นเป็นเด็กเรียบร้อยน่ารัก จึงไม่น่าจะมีใครคิดร้ายถ้าไม่ใช่เพราะความอิจฉาริษยา
       “ว่าแต่คุณย่าเล็กรู้ได้อย่างไรคะ ว่าพวกมันถูกจ้างมา ?”
       “แม่รส เธอนี่อย่าเบาปัญญาไปนักเลย เธอคิดว่าพวกมันอุตส่าห์ลอบเข้ามาในบ้านพรหมบดินทร์ได้ แล้วทำไมถึงต้องมาทำร้ายเธอ แทนที่จะไปขโมยเอาสมบัติไปขายไม่ดีกว่ารึ นั่นก็เป็นเพราะว่ามีใครสักคนไม่ต้องการให้เธออยู่ที่นี่ และคนๆ นั้นแหละที่เป็นคนร้ายตัวจริง”
       “ถ้าอย่างนั้นก็คงมีอยู่ไม่กี่คนหรอกค่ะ แต่เราคงไม่มีหลักฐานจะไปเอาผิดเขาได้หรอกนะคะ”
       “เอาเถอะแม่รส สักวันหนึ่งฉันจะจัดการฆ่าพวกมันด้วยมือของฉันเองนี่แหละ”
       “ไม่ได้นะคะคุณย่าเล็ก แบบนั้นมันเป็นบาป รอให้กรรมตามสนองพวกนั้นเองจะดีกว่า”
       “รอเหรอ ? นี่เธอคิดว่าฉันรอมานานกี่ปีแล้วแม่รส หากเวรกรรมมันมีจริง ไอ้หรืออีที่ฆ่าฉันมันก็ควรจะได้รับกรรมไปแล้วสิ!”
       “แล้วคุณย่าเล็กรู้แล้วเหรอคะว่าใครเป็นคนทำ ?”
       “ก็เพราะฉันไม่รู้น่ะสิ ฉันถึงไปล้างแค้นไม่ได้ และที่ฉันรู้ว่ามันยังไม่ได้รับกรรม ก็เพราะว่าฉันไม่เคยรู้สึกสงบเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีแล้วก็ตาม นั่นหมายความว่าไอ้ฆาตกรนั่นมันยังลอยนวลอยู่!”
       “คุณย่าเล็กคะ...” รสสุคนธ์ทำหน้าตกใจ ไม่คิดว่าคำพูดของตนจะทำให้คุณย่าแม้นมาศโมโหหนักยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม แต่ดูเหมือนว่าเมื่อผีสาวตั้งสติได้ ก็พยายามไม่ทำหน้าตาน่ากลัวให้หลานสาวต้องเสียขวัญอีก
       “ฉันขอโทษนะที่ทำให้เธอตกใจ วันนี้เธอเหนื่อยมามากแล้ว ไปนอนให้สบายเถอะ จะไม่มีไอ้อีหน้าไหนกล้าเข้ามาทำร้ายเธอในเรือนหลังนี้ได้อีก ฉันให้สัญญา”

-------------------------

สีดอกเลา เรียกผมที่หงอกขาว และมีสีดำแซมอยู่บ้างว่า ผมสีดอกเลา ซึ่งเป็นดอกสีขาวมอๆ คล้ายกับดอกอ้อย
 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น