อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:46:10

ตอนที่ 13 ความรักที่เริ่มก่อตัวขึ้น

       รุ่งเช้ามีเสียงเคาะประตูจากชั้นล่างของบ้าน รสสุคนธ์งัวเงียตื่นขึ้นมากับความอ่อนล้าจากเหตุการณ์เมื่อวาน ซึ่งพอกวาดสายตามองหาแม้นมาศก็พบว่าหายตัวไปในตอนเช้าตามปกติเช่นเคย
       “ใครกันนะ ?”
       รสสุคนธ์บ่นพึมพำขณะเดินลงไปแง้มดูจากทางหน้าต่างก่อนเพื่อความปลอดภัย หญิงสาวพบว่าเป็นเด็กรับใช้คนหนึ่งกำลังยืนหันสายหันขวาด้วยความหวาดระแวงอยู่ที่หน้าประตูเรือน พอเห็นดังนั้นคนที่ระมัดระวังตัวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินลงไปหาเพื่อไต่ถามว่ามาหาเธอด้วยเรื่องอันใด
       “มีธุระอะไรกับฉันหรือจ๊ะ ?”
       “คุณหญิงท่านให้มาตามไปพบที่เรือนใหญ่เจ้าค่ะ”
       “คุณหญิงภาวิดาน่ะเหรอ ?”
       “ใช่เจ้าค่ะ อิฉันขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” พูดไม่ทันจบเด็กรับใช้ก็รีบวิ่งเตลิดหนีไป ไม่มีใครหน้าไหนอยากอยู่ที่เรือนไม้หอมนานนักเพราะไม่รู้ว่าจะเจอดีกันเข้าเมื่อไหร่ การที่รสสุคนธ์อยู่ที่นี่ได้ทำให้เหล่าคนรับใช้ลือกันไปต่างๆ นานา ว่าหญิงสาวอาจจะมีคาถาอาคมสยบผีก็เป็นได้ บ้างก็ว่ารสสุคนธ์ถูกผีสิงขโมยร่างไปแล้ว แต่สุดท้ายทุกคนก็ไม่รู้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และยังคงหวาดกลัวการมาเรือนหลังนี้ต่อไป แม้รสสุคนธ์จะพยายามอธิบายให้ทุกคนฟังว่าไม่มีอะไรน่ากลัวที่เรือนหลังนี้ก็ตาม
       ถูกคุณหญิงเรียกตัวไปพบเช่นนี้ มันคงจะไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ รสสุคนธ์จัดแจงอาบน้ำผลัดเครื่องแต่งตัวอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินไปที่เรือนหลังใหญ่ ซึ่งก็พบว่าทั้งคุณหญิงภาวิดาและคุณชายภาณุกรได้นั่งรออยู่ในห้องรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       “มาแล้วเหรอยะแม่ตัวดี ให้ผู้ใหญ่มารอแบบนี้เสียมารยาทจริงๆ” 
       ทันทีที่มาถึงรสสุคนธ์ก็เจอคนอารมณ์ร้อนเปิดฉากด่าขึ้นเสียก่อน หากเธอก็พยายามสงบใจให้เยือกเย็นและไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรออกไป 
       “คุณหญิงเรียกดิฉันมาพบ ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรให้รับใช้หรือคะ ?”
       “ฉันก็จะไล่แกออกจากบ้านพรหมบดินทร์น่ะสิ มีอย่างที่ไหน ตัวเองเป็นต้นเหตุให้ตารามหลานฉันบาดเจ็บแท้ๆ แต่กลับไม่คิดเหลียวแลถามไถ่ถึงอาการมั่งเลย”
       “ไม่เอาน่าพี่หญิง ยังไงผมก็ไม่ยอมให้ไล่หนูรสออกไปเด็ดขาด แล้วที่ผมยอมให้ตามหนูรสมาพบพี่หญิงในวันนี้ ก็เพื่อจะได้มาขอโทษกันอย่างเป็นทางการสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านเราต่างหากล่ะขอรับ”
       “แล้วทำไมพี่ต้องไปขอโทษมันด้วย ตากรนี่ท่าจะเสียสติไปแล้ว เรื่องอะไรจะให้พี่ลดตัวลงไปทำเรื่องอะไรพรรค์นั้น”
       “ไม่ต้องมีใครขอโทษรสหรอกค่ะ เพราะรสเป็นต้นเหตุที่ทำให้คุณรามบาดเจ็บอย่างที่คุณหญิงท่านบอกจริงๆ” รสสุคนธ์ทำหน้าสลด เมื่อคิดถึงรามนรินทร์ที่เข้ามาช่วยเหลือจนได้รับบาดเจ็บเสียเอง และตอนนี้เธอก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มนั้นเป็นตายร้ายดีเช่นไร กระนั้นก็ยังชื้นใจว่าอย่างไรเสียคุณหญิงภาวิดากับคุณชายภาณุกรก็คงจะไม่ยอมปล่อยให้หลานชายเป็นอะไรไปอย่างแน่นอน
       “ฉันก็ไม่ทำอยู่แล้วล่ะย่ะ!” พูดจบคุณหญิงภาวิดาก็ลุกขึ้นสะบัดหน้าออกจากห้องไป โดยไม่หันมามองรสสุคนธ์และคุณชายภาณุกรที่เอาแต่เข้าข้างหญิงสาวอีกเลย
       “เฮ้อ...ฉันต้องขอโทษแทนพี่หญิงด้วยนะหนูรส แล้วก็ต้องขอโทษด้วยสำหรับเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณชาย ว่าแต่...เอ่อ...คุณรามอาการเป็นยังไงบ้างคะ ?”
       คุณชายภาณุกรได้ยินเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะตอบกลับไปด้วยสายตาเอ็นดู เขารู้ดีว่าทั้งสองคนนั้นใจตรงกัน และก็อยากจะสนับสนุนความรักของคนทั้งคู่ให้เจริญงอกงาม โดยไม่ได้คิดจะขัดขวางหรือสนใจในเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์เหมือนกับผู้เป็นพี่สาว
       “ปลอดภัยดีแล้วล่ะ พอฟื้นมาก็เอาแต่ถามหาหนูรส จนพี่หญิงถึงกับโกรธและโวยวายลั่นบ้านไปเลย ตอนนี้พ่อรามคงกำลังนอนพักผ่อนอยู่ในห้องน่ะ หนูรสอยากขึ้นไปเยี่ยมไหมล่ะ ?”
       “อย่าดีกว่าค่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่” รสสุคนธ์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ ถึงแม้ในใจจะอยากไปดูให้เห็นกับตาว่ารามนรินทร์ไม่เป็นอะไรมากจริงๆ ก็ตาม
       “ฉันรู้ว่าหนูรสเองก็เป็นห่วงพ่อราม เอาเป็นว่าเดี๋ยวฉันไปด้วยก็แล้วกัน จะได้ไม่มีใครมาเข้าใจผิดเอาได้”
       เมื่อเจอคุณชายภาณุกรพูดเช่นนี้ ก็ยากที่เธอจะปฏิเสธได้ อีกทั้งเธอเองก็เป็นห่วงและอยากพบหน้าเขาด้วยเช่นกัน 
       จากนั้นคุณชายภาณุกรก็พารสสุคนธ์เดินไปจนถึงห้องนอนของรามนรินทร์ซึ่งมีนมเฟื่องที่คอยให้การดูแลอยู่เดินสวนออกมา
       “อ้าว คุณท่าน”
       “พ่อรามเป็นยังไงบ้างล่ะ ?”
       “เพิ่งหลับไปเมื่อสักครู่นี้เจ้าค่ะ” นมเฟื่องรายงาน ก่อนจะขอตัวลงไปข้างล่างเพื่อเตรียมจัดสำรับอาหารมื้อกลางวันให้กับทุกคน
       “เข้าไปดูอาการของพ่อรามเขาสิ หนูรส” ผู้เป็นเจ้าของบ้านเชื้อเชิญให้ผู้เป็นเด็กกว่าเดินตามตนเข้ามา ภายในห้องนั้นมีชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงกว้าง โดยมีผ้าสีขาวพันอยู่บริเวณรอบศีรษะ หญิงสาวมองเห็นภาพของเขาที่ได้รับบาดเจ็บเพราะช่วยเหลือเธอ พลันน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลรินออกมาด้วยความรู้สึกสงสารอีกฝ่ายอย่างจับหัวใจ
       “รสว่าเรากลับลงไปข้างล่างกันดีไหมคะ คุณรามจะพักผ่อนด้วย” เธอใช้สองมือปาดหยดน้ำใสๆ และพยายามกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่กำลังเอ่อล้นไม่ให้ออกมา แน่นอนว่าทุกอย่างอยู่ในสายตาของชายสูงวัยที่อาบน้ำร้อนมาก่อน  
       “ไม่เป็นไรหรอก หนูรสอยู่เป็นเพื่อนตารามก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะเดินไปสั่งให้โรงครัวทำสำรับอาหารมาบำรุงมาให้สักหน่อย” 
       “แต่ว่า...”
       “ถือว่าฉันฝากให้ช่วยดูแลตารามหน่อยก็แล้วกัน”
       “ค่ะ”
       จากนั้นคุณชายภาณุกรก็เดินออกไป ทิ้งให้เธอยู่กับรามนรินทร์ที่นอนหลับอยู่เพียงลำพังในห้อง หญิงสาวไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ข้างเตียงแล้วจ้องมองใบหน้าของเขาอย่างไม่วางตา นึกขอบคุณที่ชายหนุ่มเป็นห่วงเธอจนได้รับบาดเจ็บเสียเอง เพราะถ้าหากเขาไม่ตามไปช่วยแล้วล่ะก็ เธอคงจะถูกคนร้ายใจทรามพวกนั้นย่ำยีไปแล้วก็ได้ แต่ถ้าเลือกได้ รสสุคนธ์ก็ไม่เคยคิดอยากจะให้เขาต้องมาเจ็บตัวเพราะเธอเช่นนี้เลยจริงๆ
       ทันใดนั้นรามนรินทร์ก็พลิกตัวไปมาและร้องขอน้ำทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่
       “นะ...น้ำ...” 
       “น้ำเหรอคะ ? รอก่อนนะคะ” 
       รสสุคนธ์รีบลุกกุลีกุจอไปหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะข้างๆ แล้วเทน้ำจากเหยือกใส่ ก่อนจะนำกลับมาส่งให้เขา
       “นี่ค่ะน้ำ” แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รับรู้สิ่งต่างๆ ปากยังคงเอ่ยขอน้ำอยู่อย่างนั้น จนรสสุคนธ์ไม่มีทางเลือก หญิงสาวมองซ้ายมองขวาก่อนให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จากนั้นจึงเข้าไปประคองตัวของชายหนุ่มและเอาแก้วจ่อปากให้เขาค่อยๆ จิบกิน “ดีขึ้นไหมคะ ?”
       เมื่อได้ดื่มน้ำเข้าไป รามนรินทร์ก็ค่อยๆ รู้สึกตัว และสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้จากตัวหญิงสาว เขาจำได้ว่ากลิ่นน้ำหอมนี้เป็นของรสสุคนธ์ที่เขาเพ้อเรียกหามาตลอดทั้งคืน
       “ระ..รสสุคนธ์”
       “ใช่ค่ะคุณราม...รสเอง”
       “จะดีกว่านี้ ถ้าน้องรสเรียกว่าพี่รามด้วยนะครับ” รามนรินทร์ลืมตาขึ้นมองสบเธอพร้อมกับส่งยิ้ม ก่อนจะดึงมือของเธอมากุมเอาไว้ และดึงร่างนุ่มนิ่มมากอดแนบกับแผ่นอกกว้างด้วยความคิดถึงและเป็นห่วงเป็นใย
       “ปล่อยนะคะ คนฉวยโอกาส!”
       “พี่เจ็บตัวแทบตาย อย่างน้อยก็อยากได้ยาใจสมานแผลบ้างสิ”
       “ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวคุณชายท่านกลับมาเห็นเข้ามันจะไม่งามนะคะ”
       “งั้นก็ต้องตามใจพี่ก่อน พี่ถึงจะปล่อย” คนเจ็บเริ่มต่อรอง ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยตัวหญิงสาวไปง่ายๆ ถ้าเธอไม่ยอมทำตามใจเขาที่ต้องมานอนเจ็บและถูกสั่งให้พักผ่อนอยู่กับเตียงแบบนี้
       “ตามใจอะไรกันคะ ?” รสสุคนธ์พยายามซ่อนใบหน้าที่แดงจัดเอาไว้ไม่ให้อีกฝ่ายเห็น กระนั้นดูเหมือนคนเอาแต่ใจจะยิ่งกระชับวงแขนให้แนบสนิทมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
       “เรียกพี่รามสิ แล้วบอกว่ารสเป็นห่วงพี่มากแค่ไหน”
       “แต่ว่า...”
       “ถ้าไม่บอก พี่จะกอดเอาไว้จนกว่าจะมีคนเข้ามาเห็น” รามนรินทร์ตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริงๆ ไม่ได้คิดจะขู่เล่นแต่อย่างใด เพราะเขาเองก็ตั้งใจจะหาทางบอกคุณหญิงย่าว่ารู้สึกชอบพอกับรสสุคนธ์ และไม่ได้คิดอะไรกับท่านหญิงอุณนิษาที่พวกผู้ใหญ่พยายามอยากจะให้เกี่ยวดองกันอยู่แล้ว
       “แต่ถ้าคุณรามทำแบบนั้น ต่อไปทุกคนก็จะมองว่ารสเป็นผู้หญิงไม่ดีนะคะ” รสสุคนธ์พยายามยกเหตุผลขึ้นมาเพื่อที่จะทำให้เขายอมปล่อยตัว แม้ในใจลึกๆ แล้วจะรู้สึกดีใจอยู่ไม่ใช่น้อยที่ชายหนุ่มแสดงออกว่าเป็นห่วงเธอจริงๆ
       ในที่สุดชายหนุ่มก็จำต้องยอมปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขนของเขา เพราะเมื่อรามนรินทร์มาทบทวนดีๆ แล้ว การทำเช่นนี้ย่อมเป็นผลเสียต่อชื่อเสียงของรสสุคนธ์เป็นแน่ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหญิงสาวนั้นเป็นคนเช่นไร แต่คนที่มีอคติอยู่ก่อนหน้าอย่างคุณหญิงย่าของเขา ถ้าเข้ามาเห็นก็คงจะมองเรื่องนี้ในแง่ลบเสียมากกว่า และถึงแม้ว่าหญิงสาวจะปากหนัก แต่เขามั่นใจว่าเธอเองก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเขาอย่างแน่นอน กระนั้นเรื่องที่รสสุคนธ์พูดมามันก็ถูกต้อง และมันคงจะดีกว่าถ้าเขาปล่อยเธอไปก่อนในวันนี้
       “ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยมพี่”
       “รสต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณรามที่มาช่วยรสเอาไว้ ไม่อย่างนั้นคงจะแย่แน่เลยค่ะ”
       “พูดแล้วพี่ก็เจ็บใจนัก ถ้าพี่รู้ว่าพวกมันเป็นใครนะ พี่จะตามไปฆ่าทิ้งเสียให้หมดทุกคนเลย”
       “อย่าดีกว่านะคะ บ้านเมืองมีกฎหมาย คนทำผิดก็ต้องจับส่งให้ตำรวจเขาตัดสินน่าจะดีกว่า”
       “ก็ถูกของรส แต่ถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่หายโมโหอยู่ดี ไอ้พวกนั้นมันต้องมีใครบงการมาแน่ๆ เพราะบ้านของเราไม่เคยมีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นมาก่อน”
       “พี่รามอย่าเพิ่งคิดเรื่องนี้เลยนะคะ ตอนนี้พักผ่อนให้เยอะๆ จะดีกว่า เอาเป็นว่าเดี๋ยวรสขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ แล้วช่วงบ่ายๆ ถ้าไม่ติดธุระอะไร รสอาจจะแวะมาเยี่ยมใหม่”
       “สัญญาแล้วนะ พี่จะรอ”
       “ค่ะ สัญญา”
       ทว่าทันทีที่หญิงสาวเดินออกจากห้อง ก็บังเอิญเจอกับท่านหญิงอุณนิษาที่พอทราบข่าวก็รีบเดินทางมาเยี่ยมรามนรินทร์ในทันที  ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์จ้องมองรสสุคนธ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเดินออกมาจากห้องว่าที่คู่หมั้นคู่หมายของตน
       “นี่แก! เข้าไปทำอะไรในห้องของพี่ราม อย่าบอกนะว่ามายั่วยวนเขาถึงที่นี่” 
       “ท่านหญิงกำลังเข้าใจดิฉันผิดนะคะ” หากดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่สนใจในสิ่งที่รสสุคนธ์พยายามอธิบายเลยสักนิด
       “ผู้หญิงอะไรน่าไม่อาย! มีอย่างที่ไหนไม่รักนวลสงวนตัว ริอาจมาอยู่กับผู้ชายตามลำพังสองต่อสอง รู้ไปถึงไหนก็คงจะอายไปถึงที่นั่น”
       “ดิฉันแค่มาเยี่ยมคุณรามพร้อมกับคุณชายภาณุกรเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้มีเจตนาใดๆ แบบที่ท่านหญิงคิดเลยแม้แต่น้อย”
       “นี่กล้าต่อปากต่อคำกับฉันเหรอ แล้วไหนล่ะคุณชายภาณุกร โป้ปดเก่งจริงนักนะแก!” อุณนิษาปรี่ตรงเข้าไปจะเอาเรื่อง ท่าทางกิริยาที่เคยแสดงออกว่าเรียบร้อยกลับเผยให้เห็นธาตุแท้ที่มีแต่อารมณ์ขี้โมโหและเกรี้ยวกราด แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะทันได้เข้าถึงตัวรสสุคนธ์ เสียงของคุณชายภาณุกรก็ดังแทรกขึ้นมา
       “ไม่ทราบว่าท่านหญิงมีธุระอะไรกับกระผมรึเปล่า ?”
       คุณชายภาณุกรที่เพิ่งเดินกลับมาทันเวลาพอดีช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ทำให้ท่านหญิงอุณนิษาที่ถึงแม้จะขัดใจ แต่ก็จำต้องยอมเลิกราและเลิกหาเรื่องกับรสสุคนธ์ 
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณปู่ ก็แค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะค่ะ เอาเป็นว่าหญิงขอตัวไปเยี่ยมพี่รามก่อนก็แล้วกันนะคะ”
       “ตารามยังหลับอยู่เลย กระผมว่าท่านหญิงอย่าเพิ่งไปรบกวนการพักผ่อนจะดีกว่านะ อีกอย่างเป็นผู้หญิงไม่สมควรที่จะไปอยู่ในห้องกับผู้ชายตามลำพังสองต่อสอง เมื่อสักครู่ท่านหญิงก็เพิ่งจะเตือนรสสุคนธ์ไปไม่ใช่หรือขอรับ”
       “ถ้าเช่นนั้น หญิงขอตัวกลับก่อนก็ได้ค่ะ” อุณนิษายกมือไหว้คุณชายภาณุกรอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะหันหลังกลับไปมองหน้ารสสุคนธ์ด้วยความแค้นเคือง “แกจำเอาไว้ สักวันฉันจะจัดการกับแกให้ได้ วันพระไม่ได้มีหนเดียวหรอกนะ” 
       คำพูดและสายตาอาฆาตขณะที่ท่านหญิงอุณนิษาเดินผ่านรสสุคนธ์ไป ทำให้เธอฉุกคิดขึ้นมาว่า บางทีอาจจะเป็นท่านหญิงผู้นี้ก็ได้ที่ส่งคนมาทำร้ายเธอ แต่พอคิดไปคิดมา มันก็ยากที่จะเชื่อว่าคนอย่างอุณนิษาจะไปรู้จักกับพวกนักเลงหัวไม้พวกนั้นได้ ที่สำคัญท่านหญิงผู้ที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี จะมีจิตใจชั่วช้าเลวทรามกล้าทำเรื่องเช่นนี้กับเธอได้หรือ ?

       ขณะที่ท่านหญิงอุณนิษากำลังเดินออกมาจากเรือนใหญ่ด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด นางปริกที่แอบอยู่แถวๆ นั้นก็ทำท่าโบกมือโบกไม้ให้สัญญาณ ก่อนจะรีบตรงเข้ามาพูดคุยด้วย
       “แกมีอะไรอีกรึอีปริก ?”
       นางปริกมองซ้ายมองขวา จากนั้นก็ฉุดมือดึงท่านหญิงอุณนิษาออกไปให้ห่างจากเรือนใหญ่ เพื่อที่จะได้พูดคุยกันอย่างลับๆ ซึ่งคงไม่มีที่ใดเหมาะสมและร้างผู้คนไปมากกว่าบริเวณซึ่งอยู่ใกล้กับเรือนไม้หอม
       “อีปริก แกพาฉันมาที่นี่ทำไม ?” อุณนิษาที่อารมณ์ไม่ดีตวาดเสียงสูง นึกโมโหนางบ่าวเป็นทุนเดิมที่มันทำงานผิดพลาด แทนที่พวกนักเลงจะได้ฉุดนางรสสุคนธ์ไปรุมโทรม แต่กลับกลายเป็นว่าไอ้พวกนั้นดันมาทำร้ายรามนรินทร์เสียได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากจะแหกอกนางปริกให้เสียรู้แล้วรู้รอดไป
       “เอ่อ...คือว่า”
       “มัวแต่อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่นั่นแหละ มีอะไรก็พูดมา ฉันไม่มีเวลามาเสวนากับคนอย่างแกทั้งวันหรอกนะ”
       “คืออิฉันอยากจะขอเงินไปจ่ายค่าจ้างให้ไอ้พวกนั้นน่ะเจ้าค่ะ มันมาทวงอิฉันตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว” นางปริกออกอาการร้อนรนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะความจริงแล้วนอกจากจะเอาเงินไปจ่ายค่าจ้างให้ไอ้พวกนักเลงหัวไม้พวกนั้น ยังหมายจะเอาเงินไปจ่ายค่าพนันที่ตัวเองติดเอาไว้มากโขด้วย
       “เงินอะไรกัน! งานก็ไม่สำเร็จ แถมยังทำพี่รามบาดเจ็บอีก ฉันไม่เอาตำรวจมาลากตัวพวกแกไปเข้าตารางก็บุญโขแล้ว!” ท่านหญิงอุณนิษาตวาดเสียงสูงอีกครั้งด้วยความโมโหขณะจ้องหน้านางปริกเขม็ง
       “อ้าว แต่อิฉันทำตามคำสั่งของคุณนะเจ้าคะ!”
       “เหลวไหล! ฉันเคยสั่งแบบนั้นด้วยเหรอ แกนี่มันชักจะเหิมเกริมไปแล้วนะ”
       “ท่านหญิงอย่าเพิ่งโมโหนะเจ้าคะ เอาเป็นว่าคราวหน้าจะไม่เกิดเรื่องผิดพลาดเช่นนี้อีก แต่ครั้งนี้อิฉันคงต้องขอเงินไปจ่ายให้พวกมันก่อน ไม่อย่างนั้นพวกมันเอาอิฉันตายแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”
       “ฉันไม่ให้! แกจะไปตายที่ไหนมันก็เรื่องของแก!” อุณนิษาปฏิเสธแบบไร้เยื่อไย ก่อนจะหันหลังกลับไป
       “ถ้าอย่างนั้นอิฉันจะไปสารภาพทุกอย่างกับคุณราม รวมถึงคุณท่านทั้งสองที่เรือนใหญ่ งานนี้คงไม่ใช่อีปริกคนเดียวแล้วเจ้าค่ะที่จะต้องตาย” เมื่อเห็นว่าหมดหนทางที่จะได้เงินค่าจ้าง คนจนตรอกก็ไม่มีทางเลือก เพราะไม่รู้ว่าจะไปหาเงินมาจ่ายหนี้ที่ค้างชำระได้จากที่ใด หากคำพูดของนางปริกนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเอาน้ำมันราดลงบนกองไฟ
       “นี่แกกล้าขู่ฉันเหรอ!” คนมีศักดิ์สูงกว่ายกนิ้วชี้หน้านางบ่าวที่บังอาจกำเริบเหิมเกริม
       “ถ้าเป็นไปได้อิฉันก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอกเจ้าค่ะ”
       “ได้ แกอยากได้เท่าไหร่ ฉันจะให้แกเอง”
       “จริงๆ นะเจ้าคะ โธ่...ท่านหญิงของบ่าว ถ้าพูดกันดีๆ แบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบเรื่องไปแล้ว” นางปริกถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แม้จะไม่คิดว่าท่านหญิงผู้ร่ำรวยล้นฟ้าอย่างท่านหญิงอุณนิษาจะขี้งกขนาดนี้ก็ตามที
       “ใช่ แล้วฉันจะทำบุญไปให้ เอาไว้แกเตรียมไปรอรับในนรกก็แล้วกัน!”
       ในจังหวะที่ปริกกำลังเผลอเพราะความดีใจ ท่านหญิงอุณนิษาก็ใช้เข็มขัดเงินที่ปลดออกระหว่างทำทีเป็นหยิบถุงเงิน มาตวัดรัดคอนางปริกจากทางด้านหลัง และใช้เท้ายันไปที่ลำตัวอย่างรุนแรง นางปริกที่ถูกซ้อนแผนพยายามตะเกียกตะกายดิ้นรนเอาชีวิตรอด แต่ก็ถูกขัดขาจนล้มหน้าคะมำคว่ำล้มลงไปกองอยู่กับพื้น
       “ทะ...ท่าน....หญิง”
       “อยู่ดีไม่ว่าดีนะมึง อีปริก! ถ้ามึงรู้จักสงบปากสงบคำก็ไม่ต้องมาตายอย่างทรมานแบบนี้หรอก”
       นางปริกดิ้นพล่านขณะพยายามแกะเข็มขัดเงินออกจากลำคอ หวังจะให้อากาศลอดผ่านเข้าสู่ปอดได้บ้าง ในจังหวะเดียวกันนั้นเล็บของนางปริกก็จิกเข้าที่เข็มขัดเงินจนเศษชิ้นส่วนที่ประดับไว้บนเข็มขัดเส้นนั้นหลุดติดมือมาด้วย แต่ก็ดูเหมือนว่าโอกาสรอดชีวิตของนางบ่าวผู้เป็นต้นคิดแผนการจะหมดสิ้นหนทาง เมื่อท่านหญิงอุณนิษายิ่งดึงรั้งเข็มขัดให้รัดแน่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม 
       ไม่นานนักนางปริกก็ขาดอากาศหายใจตายในสภาพลิ้นจุกปากและตาเหลือกโพลง! 
       อุณนิษาปล่อยมือที่ยึดเข็มขัดเงินเอาไว้แน่น ก่อนจะก้มลงตรวจดูให้แน่ใจอีกครั้งว่านางปริกจะไม่กลับมาหลักหลังและเที่ยวปากโป้งไปบอกผู้ใดได้อีก จากนั้นคนใจทมิฬก็ผลักศพของนางปริกลงไปที่สระบัวข้างๆ เรือนไม้หอมที่ลึกจนขาหยั่งไม่ถึง ก่อนจะรีบออกจากสถานที่เกิดเหตุไปและทำตัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น