อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:46:27

ตอนที่ 14 ผีอีปริก

       เมื่อนางปริกหายตัวไปโดยไม่มีใครหาตัวพบ พวกบ่าวหลายคนก็เริ่มสงสัยว่าบางทีมันอาจจะเป็นตัวการของเรื่องว่าจ้างคนมาทำร้ายรสสุคนธ์กับรามนรินทร์ก็เป็นได้ และการที่มันหายตัวไปเช่นนี้ทำให้ยิ่งดูน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น หากรสสุคนธ์เองกลับไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่านางปริกนั้นจะอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด หญิงสาวเดินกลับเรือนไม้หอมตามปกติหลังจากทำงานบัญชีที่เรือนใหญ่เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       ระหว่างนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางมาจากทิศทางใกล้ๆ สระบัวข้างเรือนไม้หอม เธอได้แต่คิดในใจว่าใครกันที่ไปนั่งร้องไห้แถวนั้น สงสัยว่าอาจจะมีพวกบ่าวที่แวะเวียนมาที่เรือนแล้วโดนดีจากคุณย่าเล็กเข้าให้เสียแล้ว 
       “ใครมาร้องไห้อยู่แถวนี้นะ ?”
       แต่ครั้นพอรสสุคนธ์เดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มมองเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคนรับใช้ของบ้านพรหมบดินทร์กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ริมสระบัว หญิงสาวได้แต่คิดว่าหรือบางทีบ่าวที่นั่งร้องไห้อยู่นี้ อาจจะเป็นนางปริกที่หายตัวไปก็เป็นไปได้ 
       เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงรีบเดินเข้าไปหา 
       “เป็นอะไรรึเปล่าจ๊ะ ?” หญิงสาวพยายามมองรอบๆ ตัวคนรับใช้ที่เอาหน้าซุกเข่าร้องไห้เนื้อตัวมอมแมมและเปียกปอน
       “ฮือๆๆ”
       “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม ?” แต่แม้รสสุคนธ์จะถามไปอีกสักกี่ครั้ง ก็ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ นอกจากเสียงร้องไห้ฟูมฟาย แต่เมื่อเธอถามขึ้นมาว่า “ใช่แม่ปริกหรือเปล่าจ๊ะ ?” 
       อีกฝ่ายที่กำลังร้องไห้อยู่ก็หยุดร้องในทันที และค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองรสสุคนธ์ด้วยสายตาโกรธแค้น น้ำตาที่เคยไหลบัดนี้กลายเป็นสีแดงเลือด ร่างที่ผิวคล้ำเข้มกลับดูซีดเซียวและเริ่มพองขึ้นราวกับศพที่ขึ้นอืด ดวงตาเริ่มลึกหายลงไปจนกลวงโบ๋ ปากอ้าแสยะกว้างมากจนแทบจะกลืนศีรษะคนลงไปได้เลย 
       ถึงแม้ว่าระยะหลังมานี้ รสสุคนธ์จะรู้สึกชินชากับเรื่องผีๆ สางๆ แต่ถ้าให้เธอต้องมาเจอกับอะไรที่ดูน่ากลัวและสยดสยองโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นนี้ เห็นทีว่ามันก็เกินจะรับไหวเช่นกัน
       “นี่ปริกตายแล้วอย่างนั้นเหรอ!” ถึงแม้รสสุคนธ์จะไม่ได้กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ แต่ขณะพูดออกมานั้นก็ขยับเท้าถอยอย่างหมดท่า
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม ? คุณฆ่าอิฉันทำไม! กรี๊ดดดดด!!!!” สิ้นเสียงหวีดร้อง ผีนางปริกก็กระโจนใส่รสสุคนธ์จนล้มคะมำไปกองกับพื้น จากนั้นก็มานั่งคร่อมบนร่างของเธอ ก่อนจะจ้องมองมาด้วยสายตาเกลียดชัง มือทั้งสองข้างของมันพุ่งเข้าบีบคอของหญิงสาวจนเธอแทบหายใจไม่ออก ได้แต่ดิ้นทุรนทุราย
       “ปล่อยฉัน...ฉันไม่ได้เป็นคนฆ่าปริกนะ...ช่วยด้วย!” หญิงสาวพยายามพูดให้ผีนางปริกรู้สึกตัว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล ผีนางปริกยังคงเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำเดิมๆ ซ้ำๆ  
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม! คุณฆ่าอิฉันทำไม!”
       “ปะ...ปล่อยฉัน”
       รสสุคนธ์เริ่มหน้ามืดคล้ายกับจะหมดสติ เมื่อผีนางปริกไม่ยอมปล่อยมือที่บีบคอเธอเอาไว้แน่น แต่ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะขาดหายไป อยู่ดีๆ ผีนางปริกก็กระเด็นออกจากร่างของรสสุคนธ์ไปไกล คล้ายกับถูกอะไรบางอย่างผลักด้วยความแรงเข้าอย่างจัง
       “แค่กๆๆ” รสสุคนธ์รีบหายใจเอาอากาศเข้าปอด ก่อนจะได้ยินเสียงโกรธเกรี้ยวของแม้นมาศตวาดดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
       “อีปริก! มึงชักจะเหิมเกริมใหญ่แล้วนะ นี่มึงกล้าดียังถึงได้มาทำร้ายหลานกู! “ แม้นมาศปรากฏตัวขึ้น พร้อมทั้งทำท่าถมึงทึงใส่ผีอีปริก จากนั้นก็ใช้พลังบางอย่างฟาดเข้าใส่ร่างของมันจนล้มกระเด็นกระดอนไปมา ซ้ายทีขวาทีอย่างไม่เป็นท่า
       “กลัวแล้วเจ้าค่ะ อย่าทำอีฉันเลยเจ้าค่ะ ฮือๆๆๆ” ผีนางปริกส่งเสียงร้องโหยหวน พร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัวด้วยความกลัวเกรงในบารมีของอีกฝ่ายที่มีอำนาจเหนือกว่าตน อีกทั้งยังเป็นเจ้าของเรือนและอาณาบริเวณนี้ทั้งหมด ทำให้ผีร้ายต้องยอมสยบและส่งเสียงร้องไห้อ้อนวอน
       “ดี! มึงจำเอาไว้ แล้วอย่าให้กูเห็นอีกนะ ว่ามึงคิดจะแตะต้องหลานกูอีกเป็นครั้งที่สอง” จบคำของแม้นมาศ ผีนางปริกก็หายตัวไป แล้วก็ไปโผล่ในท่านั่งร้องไห้ตามเดิมแบบที่รสสุคนธ์เห็นในครั้งแรก
       “คุณย่าเล็กคะ”
       “ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมแม่รส นี่ดีนะที่ย่ายังอยู่แถวนี้ ไม่อย่างนั้นหล่อนคงได้ไปนั่งเฝ้าสระน้ำแทนมันแล้วแน่ๆ”
       “นี่ปริกตายแล้วจริงๆ เหรอคะ ?” รสสุคนธ์ที่ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หายถามออกมาด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณแม้นมาศที่เข้ามาช่วยเหลือเอาไว้ได้ทัน “ขอบคุณมากนะคะที่เข้ามาช่วยรสไว้ได้ทัน”
       “ศพของมันอยู่ในสระบัวนี่แหละ ไม่วันพรุ่งก็วันมะรืนคงจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาแล้วกระมัง”
       “นี่คุณย่าเล็กรู้อยู่แล้วเหรอคะ ? แล้วทำไมไม่บอกรสว่ามีคนตายที่สระบัว รสจะได้รีบไปบอกคนที่เรือนใหญ่ให้มาช่วยจัดการศพ”
       “แล้วแม่รสจะรีบไปตามให้เขามาจัดการศพมันทำไมกัน ?”
       “ก็มันน่าสงสารนี่คะคุณย่าเล็ก พอไม่มีคนรู้ว่าตาย ก็เลยไม่มีคนทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ที่นางปริกมีสภาพแบบนั้นก็น่าจะเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยล่ะค่ะ”
       “แม่รสเอ๋ย...แม่คนดี แม่ช่างใจบุญแท้ แต่ทำไมผลบุญไม่ช่วยส่งให้มีสติขึ้นมากับเขาบ้างก็ไม่รู้ ถ้าหากฉันบอก แล้วเธอเอาเรื่องนี้ไปบอกคนที่เรือนใหญ่ เขาจะไม่กล่าวหาว่าหลานฉันเป็นคนทำร้ายอีปริกจนตายดอกรึ คิดบ้างไหมว่าวันๆ มีใครหน้าไหนเขามาที่เรือนแห่งนี้กันบ้าง นอกจากเธอเพียงคนเดียว” แม้นมาศกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงประชดประชัน 
       “แต่รสไม่ได้ทำนี่คะ”
       “ฉันรู้ แต่ฉันจะไปช่วยเป็นพยานให้เธอได้อย่างไรกันเล่า เรื่องนี้มันต้องปล่อยให้เป็นไปตามแต่บุญกรรมที่ควรจะเป็น เดี๋ยวพอศพของอีปริกลอยอืดขึ้นมา เด็กที่นำสำรับอาหารมาให้เธอมันก็คงจะเห็น แล้วรีบเอาไปป่าวประกาศเองนั่นแหละ ส่วนเธอนั้น...” แม้นมาศหยุดพูดแค่นั้น  
       “ทำไมเหรอคะคุณย่าเล็ก ?”
       “ก็คงจะมีคนพยายามซัดทอดว่าเธอเป็นคนทำอย่างแน่นอน แต่ว่าไม่ต้องกลัวนะ ให้บอกตามความจริงไปว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ความเป็นจริงจะจัดการพิสูจน์ด้วยตัวของมันเอง”
       “แล้วเราจะปล่อยให้นางปริกนั่งร้องไห้อยู่แบบนี้น่ะเหรอคะ ?”
       “หรือเธอคิดจะไปปลอบมันล่ะ ? ไปสิ ทีนี้ถ้ามันคลุ้มคลั่งลุกขึ้นมาบีบคออีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!”
       “โธ่...คุณย่าเล็กขา รสก็แค่สงสารนางปริก”
       “ผีแบบนี้มันคุยไม่รู้เรื่องดอกแม่รส มันจมอยู่กับความแค้นและหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องความเคียดแค้น จนเหมือนคนหูหนวกตาบอด พูดอะไรไปก็ไม่มีทางได้ยินหรือเข้าใจ”
       “หมายความว่านางปริกรู้ตัวฆาตกรที่ฆ่าตัวเองใช่ไหมคะ ถึงได้อาฆาตพยาบาทคนที่ฆ่ามันอยู่แบบนี้”
       “ใช่ ฉันว่ามันรู้ว่าใครเป็นคนฆ่า แต่เธอก็ไม่ต้องคิดจะไปถามเอาความกับมันนะ ฉันขอเตือนเอาไว้ตรงนี้เลย!” คนรู้ทันรีบกล่าวดักคอ เพราะกลัวว่าหลานสาวผู้อารีจะคิดพิเรนทร์ไปถามเอาความจากนางผีบ้า ดีไม่ดีอาจจะโดนมันฆ่าเสียก่อนจะได้ทันรู้ความ
       “แต่ในคืนวันแต่งงาน คุณย่าเล็กไม่รู้ตัวคนร้ายที่ฆ่าคุณย่าเล็กใช่ไหมคะ ?” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ รสสุคนธ์ก็ตัดสินใจถามแม้นมาศอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนวันส่งตัวเข้าหอระหว่างคุณย่าของเธอกับคุณชายภาณุทัต
       “ใช่ ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นใคร และก็ไม่รู้ว่าเคราะห์ดีหรือร้ายที่ฉันไม่รู้ว่าใครฆ่าฉัน ไม่อย่างนั้นแล้วบางทีฉันเองก็คงมีสภาพไม่ต่างจากอีปริกเท่าไรนักหรอกแม่รส” แม้นมาศพูดจบก็เหม่อมองท้องฟ้า ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเรือนไม้หอมด้วยท่าทีเศร้าสร้อย รสสุคนธ์เมื่อเห็นดังนั้นก็เลยรีบตามบรรพบุรุษไป ก่อนจะถามออกมาด้วยความสงสัย
       “อย่างนั้นเหรอคะ ถ้าคุณย่าเล็กรู้ตัวฆาตกร คุณย่าเล็กจะทำอย่างไรคะ ?”
       แม้นมาศค่อยหันกลับมามองรสสุคนธ์ด้วยรอยยิ้มเย็นๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยสายตาเย็นชาอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน
       “ฉันก็จะตามไปหักคอมันน่ะสิ ถามได้!”

       คืนนั้น...รสสุคนธ์ได้แต่นอนกระสับกระส่าย ไม่ว่าจะพยายามข่มตาให้หลับสักเพียงใด แต่ในใจก็ยังว้าวุ่นอยู่กับหลายๆ เรื่องที่ประดังประเดเข้ามา ไหนจะเรื่องศพของนางปริกที่จมอยู่ใต้สระบัว และปัญหาอื่นๆ ที่รุมเร้ากันอยู่ในหัว ยังไม่นับรวมถึงเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผีนางปริกที่ดังมาตลอดตั้งแต่หัวค่ำ จนหญิงสาวอดที่จะรู้สึกขนลุกขนพองไม่ได้ 
       ทว่าทันใดนั้น แม้นมาศก็ปรากฏตัวขึ้นกลางห้องของรสสุคนธ์ ก่อนจะพุ่งไปที่หน้าต่างและใช้อิทธิฤทธิ์ผลักออกจนหน้าต่างไปกระแทกกับข้างฝาเรือนจนบังเกิดเสียงดังปึงปังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งบริเวณ
       “อีปริก! มึงจะร้องไห้ก็ไปร้องที่อื่นไป๊! หลานกูจะหลับจะนอน” สิ้นคำสั่งดุจดังประกาศิตของแม้นมาศ เสียงร้องไห้ของนางปริกก็เงียบหายไปในทันทีราวกับสั่งได้ จากนั้นผีเจ้าของเรือนก็เดินกลับมาหาหลานสาวที่เห็นว่ายังไม่นอน  
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณย่าเล็ก เสียงปริกก็ไม่ได้กวนรสถึงขนาดนั้น”
       “แต่ฉันรำคาญ! ตายไปแล้วยังจะมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่ได้” แม้นมาศทำหน้าเหม็นเบื่อ นึกรำคาญที่มีผีตนอื่นเข้ามาวุ่นวายในอาณาเขตของตน แถมยังนึกหมั่นไส้หลานสาวคนดีที่ดันเป็นคนขี้สงสารเสียอีก  
       “ก่อนหน้านี้เขาก็ลือกันว่าคุณย่าเล็กร้องไห้จนคนกลัวเหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ” รสสุคนธ์อมยิ้มอย่างขำๆ อย่างน้อยพอมีแม้นมาศมาอยู่ใกล้ๆ ความน่ากลัวทุกอย่างก็พลันมลายหายไปสิ้น ทั้งๆ ที่ใครต่อใครต่างพากันหวาดเกรงคุณย่าเล็กของเธอแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงได้รู้สึกว่าปลอดภัยและอบอุ่นยามที่อยู่ใกล้กับผีบรรพบุรุษตนนี้
       “นั่นฉันแกล้งร้องหรอกย่ะ การหลอกคนมันเป็นศาสตร์และศิลป์ เข้าใจเสียใหม่ด้วยนะแม่รส การจะหลอกให้คนกลัวมันต้องมีทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส มันถึงจะน่ากลัว เธออยากให้ฉันทำให้ดูไหมล่ะ” แม้นมาศที่ยังหงุดหงิดกับเสียงคร่ำครวญของนางปริกไม่หาย หันมามองตาเขียวปั้ด แต่รสสุคนธ์ที่เคยชินกลับไม่ได้รู้สึกว่ามันน่ากลัวเลยแม้แต่นิดเดียว
       “อย่าดีกว่าค่ะ แค่นี้รสก็กลัวมากพอแล้ว”
       “ถ้าอย่างนั้นก็หลับตานอนได้แล้ว เดี๋ยวถ้าอีปริกมันยังไม่หุบปาก ฉันจะลงไปจัดการมันเอง” 
       รสสุคนธ์พยายามข่มตาหลับ ขณะที่แม้นมาศออกไปไล่ผีนางปริกให้ไปร้องไห้ไกลๆ ด้วยความรำคาญ เมื่อสุดท้ายแล้วมันก็กลับมาคร่ำครวญอยู่ที่เดิม ตามประสาวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้นบังตาและยังคงวนเวียนอยู่แถวสถานที่ๆ ถูกฆ่าตาย จนแม้นมาศอ่อนใจและเลิกคิดที่จะไล่มันไปในที่สุด


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น