อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:46:47

ตอนที่ 15 ศพในสระบัว

       รุ่งเช้ารสสุคนธ์ก็รีบจ้ำอ้าวเดินผ่านสระบัวโดยไม่ยอมหันไปมองแม้แต่หางตา เพราะถ้าคุณย่าเล็กของเธอพูดถูก ศพของนางปริกก็คงจะลอยขึ้นมาวันนี้ไม่ก็พรุ่งนี้แล้ว แต่ใครกันนะที่จะเป็นคนโชคร้ายไปเจอเข้าเป็นคนแรก
และแล้วดวงซวยก็มาตกอยู่ที่น้อยหลานสาวของนมเฟื่องตัวจริง วันนี้น้อยต้องมาปัดกวาดเช็ดถูในระหว่างที่รสสุคนธ์ไม่อยู่พอดี ก่อนจะเดินไปถึงตัวเรือน เด็กสาวดันเหลือบไปเห็นศพของนางปริกลอยอืดขึ้นมาติดริมสระบัวพอดี 
       “กรี๊ดดดดดด!!! ผีหลอก!” น้อยตกใจร้องโวยวายออกมา และรีบวิ่งแจ้นไปป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ เป็นผลให้พวกบ่าวไพร่ต่างพากันมามุงที่ริมสระบัว บ้างก็ลือกันว่านางปริกถูกอาถรรพ์ของเรือนไม้หอมปลิดชีวิต บ้างก็ว่านางบ่าวกินเหล้าเมาจนตกลงไปตายในสระบัวเอง หรือที่แย่ไปกว่านั้นก็คือเรื่องที่หาว่ารสสุคนธ์เล่นไสยศาสตร์ และส่งผีมาหักคอนางปริกจนเสียชีวิตก็ว่ากันไป
       คนของคุณชายภาณุกรรีบรุดมาจากเรือนใหญ่ทันทีที่ทราบข่าว จากนั้นจึงรีบจัดการแจ้งทางตำรวจให้มาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ไม่นานที่บ้านพรหมบดินทร์ก็มีตำรวจเข้ามาสอบสวนเรื่องที่มีบ่าวรับใช้เสียชีวิตภายในบ้าน ซึ่งหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่มาดูสถานที่เกิดเหตุ ก็ได้ถามถึงคนที่น่าสงสัยหรือมีมูลเหตุจูงใจว่าอาจจะเป็นผู้ลงมือ คุณหญิงภาวิดาจึงรีบเอ่ยชื่อของรสสุคนธ์ขึ้นมาทันทีแบบไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดเลยแม้แต่นิดเดียว
       “แม่รสสุคนธ์! ต้องเป็นแม่คนนั้นแน่นอน พวกคุณรีบลากคอมันไปเข้าตารางเลยนะ”
       “พวกเราไม่สามารถจับคนสุ่มสี่สุ่มห้าได้ครับ คงต้องสอบปากคำคุณรสสุคนธ์ดูก่อน เพราะถ้าหากจับคนผิดไป มันจะไม่ดีต่อหน้าที่การงานของพวกกระผม”
       “ไม่ผิดหรอก ฉันว่ามันนั่นแหละ!” คุณหญิงภาวิดายังยืนกรานหนักแน่นว่าต้องเป็นฝีมือรสสุคนธ์อย่างแน่นอน เพราะบริเวณสระบัวแห่งนี้ใกล้กับเรือนไม้หอมที่หญิงสาวอาศัยอยู่มากที่สุด หากแต่คุณชายภาณุกรที่เห็นว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวพันไปถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่รสสุคนธ์ถูกฉุด จึงรีบปรามให้ผู้เป็นพี่สาวระมัดระวังในคำพูด
       “พี่หญิงขอรับ เลิกโทษแต่หนูรสสักทีจะได้ไหม กระผมว่าให้ตำรวจหาคนทำเองจะดีกว่า”
       “ถ้าอย่างนั้นช่วยให้คนไปตามคุณรสสุคนธ์มาหน่อยได้ไหมขอรับคุณชาย” เจ้าหน้าที่หนึ่งในนั้นขอความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งคุณชายภาณุกรก็รีบสั่งให้คนไปตามหญิงสาวให้รีบมาพบทันทีตามคำขอ
       “ได้สิครับ เอ้า...แม่น้อย ช่วยไปตามหนูรสมาที่นี่ทีสิ”
       ไม่นานนัก รสสุคนธ์ก็มาถึงห้องรับรองของเรือนใหญ่ ถึงแม้จะรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หญิงสาวก็ห้ามความวิตกกังวลยามเห็นผู้คนแออัดกันอยู่เต็มห้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน พวกบ่าวไพร่ รวมไปถึงพวกตำรวจที่ทำหน้าเคร่งขรึม
       “มีอะไรให้รสช่วยเหรอคะ ?” รสสุคนธ์ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทุกคนที่อยู่ภายในห้อง ก่อนจะหันไปหาคุณชายภาณุกรเป็นเชิงถามว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้ตามเธอมาพบ
       “คุณรสสุคนธ์ทราบเรื่องแล้วรึยังครับ ?” นายตำรวจที่มาตรวจสอบยังที่เกิดเหตุรีบเอ่ยถามหญิงสาวในทันที
       “ได้ทราบมาบ้างจากเด็กที่ไปตามรสมาแล้วค่ะ มีอะไรที่รสช่วยได้ก็บอกนะคะ”
       “ถ้าอย่างนั้น สามวันก่อนพอจะสังเกตเห็นอะไรใกล้ๆ สระบัวบ้างไหมครับ ?” ตำรวจคนเดิมยังคงถามต่อไป
       “ไม่เห็นหรอกค่ะ” รสสุคนธ์ตอบไปตามความจริง เมื่อสิ่งที่เธอตอบไปหมายถึงสิ่งผิดปกติ ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติอย่างผีนางปริกที่เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างสระบัว
       “โกหกรึเปล่า ? ก็ในเมื่อที่ๆ หล่อนซุกหัวนอนมันอยู่แถวนั้น!” เสียงใสของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมาจนทุกคนต้องหันไปมอง
       “ท่านหญิงอุณนิษา!” เสียงปรามจากคุณชายภาณุกรดังขึ้น เมื่อได้ยินสิ่งที่ท่านหญิงผู้นี้พูดคล้ายกับจะกล่าวหารสสุคนธ์ออกมา หากแต่คนพูดกลับไม่สนใจและยังคงพูดในสิ่งที่ตั้งข้อสงสัยออกไป
       “จับมันเลยค่ะ หญิงว่ามันนั่นแหละ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนางรสสุคนธ์!” อุณนิษาได้ทีก็หาทางโบ้ยความผิดไปให้รสสุคนธ์รับเคราะห์แทน 
       “ใจเย็นๆ ก่อนครับ เราจะยังไม่สรุปว่าใครเป็นคนลงมือทั้งนั้นถ้ายังไม่มีหลักฐาน” เจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่สอบปากคำทุกคนในที่เกิดเหตุหรือบริเวณใกล้เคียงรีบพยายามไกล่เกลี่ย แต่ก็นึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ท่านหญิงอุณนิษาและคุณหญิงภาวิดา ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่ารสสุคนธ์เป็นฆาตกรที่สังหารบ่าวรับใช้ของบ้านพรหมบดินทร์
       “ก็ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใครได้ล่ะคะ”
       “แต่ผมก็ไม่เห็นว่ารสสุคนธ์มีเหตุผลจูงใจอะไรที่จะลงมือฆ่านางปริก” รามนรินทร์ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องรับรองพูดแทรกขึ้นมา เพราะไม่ค่อยพอใจกับคำให้การปรักปรำคนอื่นของท่านหญิงอุณนิษา  
       “มีสิคะ ก็นางปริกมันเห็นเต็มสองตาว่านางผู้หญิงคนนี้มาทอดสะพานให้พี่รามถึงที่ห้องนอน”
       รสสุคนธ์ถึงกับหน้าชาที่ถูกต่อว่าต่อหน้าคนอื่น ทั้งๆ ที่เรื่องมันไม่ใช่อย่างที่ท่านหญิงจอมปั้นเรื่องผู้นี้เข้าใจผิดไปเลยแม้แต่นิดเดียว
       “ถ้าเป็นวันที่พ่อรามโดนทำร้าย ฉันเองก็อยู่ด้วยตลอด นางปริกก็คงจะพูดจาใส่ความให้ท่านหญิงเข้าใจผิดจนคิดอคติกับหนูรสกระมัง” คุณชายภาณุกรช่วยแก้ตัวแทน เพราะรู้ดีว่าเรื่องราวไม่ได้เป็นไปตามที่ท่านหญิงอุณนิษากล่าวเลยแม้แต่น้อย
       “ใช่ครับ ท่านหญิงไม่ควรพูดให้ร้ายคนอื่นเช่นนี้อีก” รามนรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งครึมและไม่รักษาหน้าอีกฝ่าย ในเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย จะยอมปล่อยให้ใครมาพูดพล่อยๆ ใส่ร้ายคนบริสุทธิ์ไม่ได้อีกต่อไป
       “ฉันก็ขอช่วยยืนยันด้วยอีกเสียงว่าไม่มีทางที่หนูรสจะเป็นคนทำหรอก เพราะถ้าเป็นสามวันก่อน หนูรสทำงานอยู่ที่เรือนใหญ่กับฉันทั้งวัน ไม่ได้ออกไปไหนเลย” ชายสูงวัยกล้ายืนกรานในความถูกต้องให้กับหญิงสาว เพราะในวันนั้นตนก็เห็นว่ารสสุคนธ์ทำงานอยู่ที่ตึกใหญ่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
       “แล้วตอนที่ไม่ได้ทำล่ะคะ มันก็ต้องมีไปไหนมาไหนบ้างนั่นแหละ!” อุณนิษายังไม่เลิกความพยายามที่จะใส่ร้ายให้รสสุคนธ์กลายเป็นคนผิดให้จงได้
       “ช่วงที่น้องรสไม่ทำงาน น้องรสก็มาช่วยดูแลผมอยู่ตลอด ผมช่วยยืนยันเรื่องนี้ได้ และนมเฟื่องก็เป็นพยานในเรื่องนี้ได้เช่นกัน”
       คราวนี้พอท่านหญิงอุณนิษาได้ยินเช่นนั้น ก็ได้แต่เต้นเร่าๆ ด้วยความเดือดดาล เพราะรามนรินทร์นั้นไม่เคยออกปากให้เธอมาคอยดูแลใกล้ชิด หรือเรียกหาเธอเลยแม้แต่เพียงสักครั้งเดียว กระนั้นเขาก็ยังหยิบยกเอาชื่อแม่นมของตนมาอ้างว่าไม่ได้แอบไปอยู่กันเพียงลำพังสองต่อสอง
       “พี่ราม นี่พี่รามเข้าข้างมันเหรอคะ!”
       “พี่แค่พูดความจริงเท่านั้น ท่านหญิงอย่าได้คิดอคติไป”
       “ถ้าอย่างนี้ก็ถือว่าหนูรสมีพยายานยืนยันได้แล้วใช่ไหมครับ ?” คุณชายภาณุกรกล่าวตัดบทในทันที เมื่อเห็นว่าเรื่องราวชักจะบานปลายไปกันใหญ่ จากเรื่องที่นางปริกตายจะกลายเป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเพราะความหึงหวง ให้ต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านและพวกบ่าวไพร่ที่ตอนนี้ต่างพากันยืนฟังหน้าสลอน
       เจ้าหน้าที่ตำรวจยื่นห่อผ้าส่งให้คุณชายภาณุกรเปิดดู ในห่อผ้านั้นมีเศษโลหะสีเงินที่ถูกแกะสลักไว้ คล้ายกับเป็นชิ้นส่วนของพวกเข็มขัดเงินที่หญิงสาวจากตระกูลสูงนิยมใส่กัน
       “นางปริกมันมีของแบบนี้ได้อย่างไรกัน น่าจะเป็นของที่มีราคาไม่น้อย”
       “ใช่ขอรับ กระผมถึงได้ถามเมื่อครู่นี้ ถ้าของสิ่งนี้ไม่ใช่ของนางปริก ก็ต้องเป็นของคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดหรือไม่ก็ตัวฆาตกรเอง”
       “แล้วแบบนี้เราจะตามหาตัวคนๆ นั้นได้อย่างไรกัน ?”
       “เรื่องนี้ทางกระผมก็จนปัญญา อาจจะต้องฝากคุณชายภาณุกรช่วยเลียบๆ เคียงๆ ถามพวกคุณๆ ท่านด้วยล่ะขอรับ ว่าพอจะมีท่านใดคุ้นกับของชิ้นนี้บ้างหรือไม่”
       “ได้ แล้วฉันจะลองช่วยถามให้ก็แล้วกันนะ” ภาณุกรส่งโลหะสีเงินชิ้นนั้นกลับไปให้กับตำรวจพร้อมทั้งรับปากว่าจะช่วยหาข้อมูลเพิ่มเติม
       “เช่นนั้นพวกกระผมคงต้องขอตัวก่อน คงไม่รบกวนคุณชายต่อแล้วขอรับ” เจ้าหน้าที่ตำรวจพากันยกมือไหว้ลาคุณชายภาณุกร ก่อนจะขอตัวกลับออกไป 
       คุณชายภาณุกรนึกถึงเศษโลหะสีเงินชิ้นที่ทางตำรวจนำมามาดูอีกครั้ง ก่อนจะทำสีหน้าวิตกกังวล...เพราะถ้าหากพิจารณากันดีๆ แล้วล่ะก็ คนที่น่าจะเป็นเจ้าของเจ้าโลหะชิ้นนั้นคงจะไม่ใช่คนที่อยู่ไกลตัวเขาอย่างแน่นอน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น