อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:47:02

ตอนที่ 16 วิญญาณอาฆาต

       เวลาผ่านไปได้สี่วัน โดยที่ยังไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ ทางตำรวจได้คาดเดาจากหลักฐานที่พอมีอยู่และคำบอกเล่าของบ่าวรับใช้คนอื่นๆ ที่ให้การว่านางปริกน่าจะไปก่อหนี้ไว้กับพวกให้กู้ยืมในตลาด พอไม่มีชำระคืนพวกมันก็เลยมาฆ่าเอาชีวิต ซึ่งทางตำรวจเองก็ยังไม่สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้อย่างมั่นใจนัก กระนั้นมันก็ฟังดูมีน้ำหนักมากและน่าจะมีความเป็นไปได้ที่สุดแล้ว แม้ว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นมันจะคนละเรื่องราวกันเลยก็ตาม แต่คนที่เอะใจสงสัยมีอยู่เพียงคนเดียวในบ้านหลังนี้...ก็คือคุณชายภาณุกร เพราะยิ่งนึกถึงเศษโลหะสีเงินชิ้นนั้นเขาก็ยิ่งคับข้องใจ และทางเดียวที่จะทำให้เรื่องนี้กระจ่าง ก็คงต้องไปถามจากปากของคนที่ใช้ของพวกนี้จะดีกว่า 
       ระหว่างที่คุณชายภาณุกรกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้น รสสุคนธ์ก็เข้ามาในห้องทำงานพอดี
       “อ้าว หนูรส มาเช้าจังเลยวันนี้” ภานุกรเอ่ยทักทายหญิงสาว
       “ขอโทษด้วยค่ะ พอดีรสไม่ทราบว่าคุณชายกำลังทำงานอยู่ ว่าแต่คุณชายเองก็มาทำงานแต่เช้าเลยนะคะ”
       “ฉันกำลังคิดถึงเรื่องบางอย่างอยู่ ไม่ได้ทำงานอะไรหรอก แต่หนูรสมาเร็วแบบนี้ก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันนี้ช่วยฉันดูรายการเก็บค่าเช่าที่ด้วยนะ เดี๋ยวฉันคงต้องไปทำธุระข้างนอกสักหน่อย สักบ่ายคล้อยก็คงจะกลับ”
       “ได้ค่ะคุณชาย”
       เมื่อคุณชายภาณุกรเดินออกจากห้องแล้ว รสสุคนธ์จึงไปหยิบเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการเช่าที่มาตรวจสอบตามคำสั่ง ทว่าจู่ๆ หญิงสาวก็นึกถึงตาดำขึ้นมา เลยลองตามหาเอกสารการเช่าที่ของชายสูงวัยผู้มีพระคุณกับเธอ แต่หลังจากที่ตรวจทานถึงสองรอบแล้ว กลับไม่พบชื่อของตาดำในสัญญาเช่าสักเล่ม อีกทั้งพื้นที่ที่ตาดำอ้างว่าเช่าที่ดินทำกินจากบ้านพรหมบดินทร์อยู่ นั้นก็ถูกเว้นว่างเอาไว้ ไม่ได้มีการทำสัญญาให้เช่าแต่อย่างใด หญิงสาวคิดว่าบางทีตาดำอาจจะลักลอบเข้ามาอยู่และทำมาหากินโดยไม่บอกใคร แต่พอรู้ว่าตนนั้นมาจากบ้านพรหมบดินทร์จึงอ้างว่าเช่าจากคุณชายภาณุกรอย่างถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา
       “ไม่น่าเลยนะคะคุณตา”
       รสสุคนธ์รู้สึกสงสารตาดำที่เคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้ จึงได้ทำหนังสือสัญญาเช่าเตรียมไปให้ตาดำลงลายมือชื่อ โดยคิดเอาไว้ว่าค่าเช่าที่นั้น เธอจะเป็นคนจ่ายให้เอง ซึ่งมันก็คงจะไม่เหนือบ่ากว่าแรงเธอเท่าไหร่นัก ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้ ไม่อย่างนั้นภายหลังตาดำอาจถูกรังแกไล่ที่โดยไม่อาจขัดขืนได้ เมื่อพิมพ์เสร็จจึงรีบนำหนังสือสัญญาเช่าออกจากเรือนใหญ่แล้วไปที่กระท่อมท้ายสวนทันที
       เมื่อไปถึงเธอก็พบว่าตาดำกำลังตกปลาอยู่ริมคลองด้วยการเสียบเบ็ดหลายอันไว้กับคันนา ขณะที่ตาดำนั่งสูบยาเส้นอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลกันนัก
       “คุณตาคะ” 
       “อ้าว นังหนู มีธุระอะไรกับฉันรึ ? ก็บอกแล้วไงว่าแถวนี้มันอันตราย จะมาทำไมกัน”
       “รสอยากทราบว่าคุณตาทำสัญญาเช่าที่ผืนนี้กับใครเหรอคะ ?”
       “ก็คุณชายภาณุกรไง ไม่เห็นจะต้องถามเลย”
       “อย่าปกปิดอีกเลยค่ะคุณตา”
       “อุวะ! นี่เอ็งไม่เชื่อข้าเรอะ”
       “รสทำงานให้กับคุณชายภาณุกร แล้วรสก็ได้ตรวจดูหนังสือสัญญาเช่าที่ดินทั้งหมดที่พรหมบดินทร์ให้เช่าแล้ว แต่ที่ดินตรงนี้ยังไม่ได้มีการทำสัญญากันอย่างถูกต้อง”
       “ถ้าอย่างนั้นเอ็งจะมาที่นี่เพื่อไล่ข้าออกไปสินะ ก็ได้ๆ ถ้าอย่างนั้นขอข้าเก็บของก่อนก็แล้วกัน มันมีไม่เยอะนักหรอก” ตาดำทำหน้าเศร้าสร้อยเดินคอตกหันหลังกลับไป คนหวังดีเห็นดังนั้นจึงรีบเรียกเอาไว้
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ  คุณตาอย่าเพิ่งเข้าใจรสผิดนะคะ” หญิงสาวเดินไปตรงหน้าของตาดำแล้วยื่นหนังสือเช่าส่งให้ดู 
       “ข้าอ่านไม่ออกหรอกนะนังหนู นี่มันคืออะไรกัน ?” ชายชราหรี่ตามองแผ่นกระดาษที่รสสุคนธ์ส่งให้ดู ก่อนจะเกาศีรษะแกรกๆ
       “มันคือหนังสือสัญญาเช่าที่ผืนนี้จากบ้านพรหมบดินทร์อย่างถูกต้องค่ะ รสเอามาให้คุณตาเขียนชื่อลงไปเพื่อให้ทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย”
       “แต่ข้าไม่มีสตางค์จ่ายเป็นค่าเช่าได้หรอกนะ แค่ลำพังหาผักหาปลากินประทังชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว นึกว่าตกลงกันด้วยปากเปล่ากับคุณชายแค่นั้นก็พอ ไม่คิดว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย”
       “สัญญาปากเปล่าอาจจะเพียงพอในตอนนี้ แต่ในอนาคตเราก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อย่างน้อยสัญญานี้ก็จะช่วยให้คุณตาไม่ถูกไล่ที่ออกไปอย่างไม่เป็นธรรมนะคะ ส่วนเรื่องค่าเช่าที่เดี๋ยวรสจะเป็นดูแลให้เอง”
       “จะได้อย่างไรกัน ข้าไม่อยากให้เอ็งต้องมาเดือดร้อนด้วย”
       “ไม่เดือดร้อนหรอกค่ะ คุณตาไม่ต้องกังวลหรอกนะคะ”
       “เอ็งนี่แปลกคนแท้ เด็กสาวๆ ส่วนมากมักจะนำเงินที่มีไปซื้อพวกเสื้อผ้าเครื่องประดับเพื่อความสุขของตัวเองเสียมากกว่า แต่นี่กลับนำมาช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักแม้แต่หัวนอนปลายเท้าอย่างข้า”
       “ก็คุณตาเป็นผู้มีพระคุณกับรสนี่คะ อย่างน้อยก็ขอให้รสได้ทำอะไรเพื่อคุณตาบ้างเถอะค่ะ” หญิงสาวส่งสายตาอ้อนวอน 
       “ดีจริงๆ ถ้าอย่างนั้นแม่หนูพอจะมีเวลาไหม เดี๋ยวข้าจะทำเมี่ยงปลาช่อนจากปลาที่เพิ่งจับได้ให้กิน”
       “ได้สิคะ ถ้าแบบนั้นเดี๋ยวรสช่วยคุณตาทำกับข้าวด้วยเลยดีกว่า” คนที่ยังไม่ได้กินมื้อเย็นเลยอาสาอยู่ช่วยตาดำทำอาหาร จากนั้นก็ทานไปพร้อมกับพูดคุยถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งบ้านของเธอที่เพชรบุรี ทั้งเรื่องในบ้านพรหมบดินทร์ที่ตนประสบพบเจอมา ยกเว้นก็แต่เรื่องผีคุณย่าแม้นมาศเพราะเธอไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนบ้า ทั้งสองพูดคุยกันอย่างถูกคอจนเวลาล่วงเลยผ่านไปพอสมควร

       ทางด้านคุณชายภาณุกรที่เพิ่งกลับมาจากการไปพบท่านหญิงแขไขเพื่อซักถามข้อสงสัยบางสิ่ง และพบว่าห้องทำงานนั้นว่างเปล่าไร้เงาของหญิงสาวทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เก็บของให้เรียบร้อย จนเหมือนว่าน่าจะรีบไปทำธุระอะไรบางอย่าง เพราะตามปกติแล้วรสสุคนธ์จะเป็นคนที่มีระเบียบเรียบร้อยมาก คุณชายภาณุกรจึงใช้เวลาที่เหลือของวันในการจัดเก็บเอกสารทั้งหลายให้เข้าที่ 
       ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานก็มีเสียงเคาะ
       ก๊อกๆๆ
       “เข้ามาสิ” สิ้นคำของคุณชายภาณุกร ท่านหญิงอุณนิษาก็เดินเข้ามาในห้องทำงานพร้อมกับยกมือไหว้ ซึ่งเขาก็รับไหว้ตามปกติ
       “พอดีเมื่อเช้าผมไปที่บ้านของท่านหญิงมา แต่เห็นท่านหญิงแขไขบอกว่าท่านหญิงออกไปข้างนอก”
       “ท่านย่าบอกนิษาแล้วค่ะ แต่พอดีนิษาออกไปพบกับเพื่อนๆ ก็เลยคลาดกันกับคุณปู่ มีธุระอะไรให้นิษาช่วยหรือคะ ?” คนมีชนักติดหลังรีบมาพบกับคุณชายภาณุกรในทันทีที่ได้ทราบเรื่องจากผู้เป็นย่า ซึ่งท่านหญิงอุณนิษาเองก็อยากจะรู้ว่าชายสูงวัยผู้ทำหน้าที่เป็นทนายประจำตระกูลของบ้านพรหมดินทร์ มีเรื่องอะไรกับเธอหรือไม่
       “อย่างนั้นรึ ผมก็แค่อยากจะถามว่าในวันเกิดเหตุ ท่านหญิงได้พูดคุยอะไรกับนางปริกบ้างหรือเปล่า ?”
       “คุณปู่ถามทำไมเหรอคะ นิษาไม่เข้าใจ” อุณนิษาพยายามเก็บอาการไม่ให้ส่อพิรุธออกมา
       “เพราะผมมีบางอย่างที่ยืนยันได้ว่าบางทีท่านหญิงอาจมีส่วนเกี่ยวพันในการตายของนางปริก”
       “หมายความว่าอย่างไรคะ ?” คนถูกจับได้ชักสีหน้าขึ้นในทันที ถึงแม้จะพยายามตีหน้าซื่อแต่ก็ดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
       แต่เมื่อเห็นว่าท่านหญิงอุณนิษายังคงทำไขสือแกล้งไม่รู้เรื่อง คุณชายจึงต้องพูดถึงของเจ้าชิ้นส่วนโลหะสีเงินแกะสลักนั่น 
       “ตำรวจพบเศษโลหะสิเงินในมือของนางปริกมัน  ซึ่งก็คงติดมาตอนที่นางปริกกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากการถูกฆ่าด้วยน้ำมือของใครบางคน”
       “มันคืออะไรเหรอคะ ? นิษาไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย!” หญิงสาวมีอาการตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ และถึงแม้จะพยายามเก็บอาการตัวสั่นเทาเอาไว้ ก็ไม่พ้นสายตาช่างจับผิดของคุณชายภาณุกรไปได้อยู่ดี
       “ก็แปลกอยู่นะ ถ้าท่านหญิงจะบอกว่าไม่รู้จัก เพราะเท่าที่ผมจำได้ มันคือชิ้นส่วนของเข็มขัดเงิน ซึ่งของแบบนี้คงมีไม่กี่คนที่จะมีฐานะพอใช้มันได้ และเศษชิ้นส่วนของเงินที่หลุดออกมาจากเข็มขัดนั้น ก็เป็นของที่ถูกสั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษและแกะสลักโดยช่างผู้ชำนาญการ”
       “แล้วทำไมต้องมาถามนิษาด้วยล่ะคะ อาจจะเป็นของแม่รสสุคนธ์อะไรนั่น หรือของคุณหญิงย่าก็ได้ นี่อย่าบอกนะคะว่าสงสัยนิษา” คราวนี้เธอโบ้ยไปให้คนอื่นในทันทีพร้อมกับทำท่าทางฟึดฟัดออกอาการไม่พอใจออกมา
       “หนูรสไม่เคยใช้ของแบบนี้ ส่วนของของพี่หญิง ผมจำได้หมดทุกชิ้น และไม่เคยเห็นชิ้นไหนที่มีลวดลายแบบนี้มาก่อน ดังนั้นผู้หญิงอีกคนที่มีฐานะพอจะใช้ของแบบนี้ได้ และเข้านอกออกในบ้านเราบ่อยๆ ท่านหญิงคงรู้ใช่ไหมว่าผมหมายถึงใคร”
       อุณนิษาตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น สิ่งที่คุณชายภาณุกรกำลังกระทำอยู่คือการบีบให้เธอสารภาพออกมา
       “ตะ...แต่นิษาไม่ได้ทำจริงๆ นะคะ นิษาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย”
       “ถ้าท่านหญิงไม่เกี่ยวข้อง แล้วของชิ้นนั้นมันจะไปอยู่กับศพนางปริกได้อย่างไรกัน”
       “คือว่า... ตอนนั้นนิษาเห็นผู้ชายคนหนึ่งค่ะ กำลังรัดคอนางปริกมัน นิษาไม่กล้าร้องให้คนช่วยเพราะกลัวมันจะเข้ามาทำร้ายนิษา ก็เลยจะวิ่งกลับมาบอกใครสักคน แต่ไม่เจอใครก็เลยกลับไปดูนางปริก ตอนนั้นศพนางปริกก็ไม่อยู่ตรงนั้นแล้วค่ะ”
       “ท่านหญิงเห็นแค่คนทำร้ายนางปริก แล้วรู้ได้อย่างไรว่าตอนที่ท่านหญิงย้อนกลับไปหานางปริกแต่กลับไม่เจอ จะหมายความว่านางปริกมันได้กลายเป็นศพไปแล้ว อีกทั้งเรื่องที่มาตามคนที่เรือนใหญ่แล้วบอกว่าไม่เจอใคร มันจะเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อวันนั้นหนูรสเองก็อยู่ในห้องทำงานกับผม ส่วนพ่อรามก็นอนพักอยู่ข้างบน ผมอุตส่าห์คิดว่าท่านหญิงจะกล้ารับสารภาพตรงๆ เพราะคิดว่ามันอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันและน่าจะช่วยหาทางแก้ไขเรื่องนี้ได้” ไม่มีอะไรที่รอดพ้นไปจากสายตาของทนายผู้ถนัดในการซักไซ้จำเลยเช่นเขาไปได้ 
       “คุณปู่คะ...” อุณนิษาหน้าซีดเผือด เสียงสั่นเทากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อกลายเป็นว่าคำพูดโกหกปั้นน้ำเป็นตัวของเธอกำลังจะย้อนกลับมามัดตัวเสียเอง
       “ตอนนี้ผมเห็นแล้วว่าท่านหญิงไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย เรื่องนางปริกนั้นจะเกิดขึ้นด้วยอุบัติเหตุหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมก็พยามจะให้โอกาส แต่ท่านหญิงกลับทำเหมือนผมเป็นเด็กน้อยไม่รู้ความแบบนี้ มันเป็นการดูหมิ่นผมอย่างมาก!”
       “นิษาขอโทษค่ะ ให้นิษาทำอะไรก็ได้ อย่าจับนิษาส่งตำรวจเลยนะคะ!” ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์แต่จิตใจไม่ได้สูงตามไปด้วยร้องไห้ฟูมฟายออกมาด้วยความเกรงกลัวอาญา มากกว่าจะสำนึกความผิดที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้
       “แล้วชีวิตนางปริกล่ะ ? ใครเล่าจะให้ความยุติธรรมกับมัน!”
       “นิษาจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้นางปริก แล้วจะส่งเงินเลี้ยงดูครอบครัวของมันทุกเดือนค่ะ ได้โปรดเถอะนะคะคุณปู่ อย่าจับนิษาส่งตำรวจเลยนะคะ อย่างน้อยๆ ก็ขอให้นึกถึงหน้าท่านย่าแขไขด้วย”
       “เอาเถอะ! เพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ของพวกเราทั้งสองตระกูล ในเมื่อนางปริกมันก็ตายไปแล้ว และตำรวจก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอะไรทั้งนั้น อีกทั้งท่านหญิงก็ได้สัญญาแล้วว่าจะชดเชยให้กับนางปริกและครอบครัวของมัน ผมจะไม่สาวความเพื่อทำให้ชีวิตเด็กที่ยังพอมีอนาคตแบบท่านหญิงต้องจบลงไปด้วยอีกคนหรอกนะ เพราะหากท่านหญิงแขไขรู้เข้า ก็คงจะเสียใจมิใช่น้อย”
       “ขอบพระคุณคุณปู่มากค่ะที่เมตตานิษา นิษาสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีกแล้ว”
       “ท่านหญิงไม่ได้ทำแน่ เพราะผมจะให้ท่านหญิงสัญญาว่าจะไม่เข้ามาเหยียบบ้านพรหมบดินทร์อีก!” คุณชายภาณุกรยื่นคำขาด เขาจะไม่ยอมให้ผู้หญิงใจบาปเช่นนี้มาเกี่ยวดองกับพรหมบดินทร์เป็นอันขาด 
       “แต่ว่ายังไงนิษาก็ต้องแต่งงานกับพี่รามนะคะ!”
       “เรื่องนั้นก็เช่นกัน แม้ว่าพี่หญิงจะเคยพยายามหมั้นหมายท่านหญิงกับตารามก่อนหน้านี้ แต่ก็เป็นเพียงการพูดคุยกันปากเปล่าเท่านั้น อีกทั้งตารามยังรักใคร่ชอบพอกับหนูรสสุคนธ์อยู่ด้วย คงไม่มีทางที่จะแต่งงานกับท่านหญิงได้”
       “ไม่จริง! คุณย่าต้องให้พี่รามแต่งงานกับนิษา ไม่อย่างนั้นนิษาไม่ยอม!”
       “ท่านหญิงจะต้องยอม ไม่อย่างนั้นเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับนางปริกจะต้องถูกเปิดเผย ส่วนพี่หญิงนั้น ถึงแม้เขาอาจจะดูเหมือนคนที่ควบคุมทุกอย่างในบ้านนี้ แต่แท้ที่จริงแล้วถ้าหากผมต้องการสิ่งใดขึ้นมาจริงๆ พี่หญิงก็ไม่กล้าขัดผมหรอก แม้แต่เรื่องของพ่อราม เพราะฉะนั้นตราบใดที่ผมยังอยู่ เรื่องแต่งงานระหว่างท่านหญิงกับรามนรินทร์จะไม่มีวันเกิดขึ้นเป็นอันขาด!”
       อุณนิษาทรุดตัวลงบนพื้นพร้อมน้ำตาที่นองอาบสองแก้มเมื่อถูกยื่นคำขาด ภาพที่เห็นทำให้คุณชายภาณุกรรู้สึกสังเวชเธอยิ่งนักจนต้องเบือนหน้าหนี
       “เอาเป็นว่าผมจะไม่แจ้งตำรวจเรื่องนี้ แต่ขอให้ท่านหญิงกลับไปเสีย แล้วอย่ากลับมาที่นี่อีก” พูดจบคุณชายภาณุกรก็เดินออกจากห้องไป 
       วินาทีนั้นเอง...เหมือนกับมีผีร้ายเข้าสิงอุณนิษา เธอตัดสินใจหยิบเชิงเทียนที่ทำจากเหล็กซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะใกล้กับประตูห้องทำงาน แล้วเดินตามชายสูงวัยไป 
       และทันทีที่คุณชายภาณุกรหันมา...
       “ตายเสียเถอะไอ้แก่!” หญิงสาวใช้เชิงเทียนตรงเข้าฟาดที่บริเวณศีรษะของชายชราอย่างแรง และผลักร่างที่ซวนเซจะล้มแหล่ไม่แหล่ให้ตกลงจากบันไดคอหักตายคาที่!
       อุณนิษายืนมองศพของคุณชายภาณุกรอย่างสะใจ ก่อนจะเอาเชิงเทียนอันนั้นไปวางซ่อนเอาไว้ที่ใต้โต๊ะของรสสุคนธ์เพื่อป้ายความผิด และหลบหนีออกจากบ้านพรหมบดินทร์ไปอย่างลอยนวล


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น