อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:47:20

ตอนที่ 17 เรื่องไม่คาดฝัน

       รสสุคนธ์เพิ่งกลับมาจากการเยี่ยมเยียนตาดำพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสบายใจที่ได้ช่วยเหลือชายชราผู้มีพระคุณ แต่ความสุขบนใบหน้าเธอนั้นก็มีอยู่ได้อีกไม่นาน เมื่อเธอเดินกลับมาแล้วพบว่าคนแปลกหน้าคนหลายคนเดินขวักไขว่กันเต็มเรือนใหญ่ และในกลุ่มคนเหล่านั้นก็มีตำรวจอยู่ด้วยซึ่งทำให้เธอเดาได้ไม่ยากเลยว่าจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ หญิงสาวรีบเดินก้าวเท้ายาวๆ ไปยังเรือนหลังใหญ่ด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อไปถึงก็พบว่าพวกบ่าวไพร่หลายคนกำลังยืนร้องไห้เสียใจ รวมถึงนมเฟื่องด้วยเช่นเดียวกัน
       “นมเฟื่องคะ เกิดอะไรขึ้น ?”
       “คุณรสคะ คุณชายกรท่านเสียแล้วค่ะ” นมเฟื่องตอบทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
       “อะไรนะคะ! เป็นไปได้ยังไงคะ มันเกิดอะไรขึ้น ?”
       “มีบ่าวไปพบร่างของคุณชายนอนกองอยู่ตรงบันได ตำรวจบอกว่าอาจจะเป็นอุบัติเหตุจากการตกบันได จนทำให้ศีรษะของคุณชายแตกและมีเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด”
       “แล้วคุณรามล่ะคะ คุณรามอยู่ที่ไหนคะนมเฟื่อง ?” หญิงสาวมีเริ่มมีนำตาไหลออกมาด้วยความตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงแบบนี้ขึ้นในบ้าน
       “คุณรามเธอกำลังดูแลคุณหญิงท่านอยู่ค่ะ พอคุณหญิงท่านทราบเรื่องของคุณชายกร ก็หมดสติไปเลย”
       ขณะที่หญิงสาวกับนมเฟื่องคุยกันอยู่นั้น ก็มีตำรวจนายหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาหาเธอเพื่อสอบปากคำ รวมไปถึงพวกบ่าวไพร่คนอื่นๆ ที่อยู่ในบ้าน
       “คุณรสสุคนธ์ใช่ไหมครับ ?”
       “ใช่ค่ะ” หญิงสาวตอบขณะที่ใช้มือเช็ดน้ำตา
       “ทางเรามีข้อสงสัยบางอย่างเล็กน้อย รบกวนคุณรสสุคนธ์ช่วยให้ข้อมูลหน่อยได้ไหมครับ ?”
       “ได้สิคะ ถ้ามีเรื่องไหนที่ฉันพอจะช่วยได้ก็ขอให้บอกมาเลยค่ะ”
       “ปกติแล้วที่ห้องทำงานของคุณชายกรมีใครเข้าออกบ่อยๆ บ้างไหมครับ ?” ตำรวจถามคำถามตามข้อสงสัยเพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด 
       “ก็มีฉัน...แล้วก็คนรับใช้ที่นำอาหารไปให้คุณชายค่ะ”
       “แล้ววันนี้คุณรสสุคนธ์ได้เข้าไปในห้องทำงานนี้หรือเปล่าครับ ?” ตำรวจถามพร้อมกับจ้องเขม็งมาที่เธอราวกับพยายามจับพิรุธ
       “เข้าไปค่ะ ฉันต้องตรวจดูเอกสารให้กับคุณชาย และออกจากห้องไปหลังจากทำงานเสร็จค่ะ” เธอตอบไปตามความเป็นจริง โดยไม่ได้นึกเอะใจอะไรทั้งสิ้นว่าตำรวจกำลังสงสัยว่าเธออาจเป็นผู้เกี่ยวข้องในการตายของคุณชายภาณุกร
       “ออกไปตอนเวลาเท่าไหร่ พอจะจำได้ไหมครับ ?”
       “ฉันไม่แน่ใจนัก แต่น่าจะเป็นก่อนบ่ายค่ะ”
       “ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ”
       รสสุคนธ์ตอบคำถามทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา โดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตนเองนั้นกลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปเสียแล้ว  ระหว่างนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่สองคนช่วยกันแบกร่างที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาวออกมาจากเรือนหลังใหญ่ หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่านั่นคือคุณชายภาณุกร ทำให้เธอกลั้นน้ำตากับความเสียใจไม่ได้อีกต่อไป เธอเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ทั้งสองและพูดกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
       “ขอฉันกราบลาท่านก่อนจะได้ไหมคะ ?”
       เจ้าหน้าที่สองคนได้ยินดังนั้นจึงค่อยๆ วางร่างของท่านลงบนม้านั่งยาวตรงระเบียงบ้าน รสสุคนธ์ก้มกราบลงแทบเท้าศพของคุณชายภาณุกร หยาดน้ำตาของเธอไหลรินเป็นสาย ในค่ำคืนนั้นจึงมีแต่บรรยากาศแห่งความเศร้าโศกปกคลุมไปทั้งบ้านพรหมบดินทร์ เมื่อได้สูญเสียบุคคลสำคัญของตระกูลไปอย่างไม่มีวันกลับ

       พิธีรดน้ำศพของคุณชายภาณุกรกรถูกจัดขึ้นที่เรือนหลังใหญ่ ทุกคนในบ้านต่างเศร้าโศกกับการสูญเสียคนที่คอยดูแลความสงบสุขของบ้านพรหมบดินทร์ คุณหญิงภาวิดานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่เป็นประธานในพิธีด้วยท่าทางเสียอกเสียใจเป็นที่สุด ขณะที่ด้านข้างมีท่านหญิงอุณนิษาคอยนั่งปลอบใจอยู่ไม่ห่าง แถวของแขกที่รอรดน้ำยาวออกไปนอกตัวเรือน มีทั้งคนใหญ่คนโตรวมถึงชาวบ้านที่ซาบซึ้งในความเมตตาของคุณชายภาณุกรเข้ามาร่วมไว้อาลัยกับการจากไปในครั้งนี้ด้วย
       รสสุคนธ์รู้สึกเสียใจจนกลั้นน้ำตาไม่ไหว เมื่อคุณชายภาณุกรนั้นเปรียบเสมือนกับญาติผู้ใหญ่ที่คอยดูแลเธอเสมอมา หญิงสาวต่อแถวเพื่อรอรดน้ำศพ จนเมื่อถึงคิวของเธอ รสสุคนธ์ก็ก้มลงกราบแทบเท้าของผู้ที่เปรียบเสมือนกับแสงประทีปนำทางพร้อมกับน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม
       “คุณชายอโหสิกรรมให้รสด้วยนะคะ ที่รสไม่ได้อยู่ดูแลคุณชายจนเกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้นมาได้” เธอร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร อุณนิษาที่เห็นดังนั้นก็มองดูรสสุคนธ์ด้วยสายตาหยามเหยียด ก่อนจะหันไปกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับคุณหญิงภาวิดา เพียงครู่เดียวคุณหญิงก็ลุกขึ้นมาและส่งเสียงโวยวายในทันที
       “นางตัวกาลกิณี! นี่แกเอาชีวิตน้องชายฉันไปแล้วยังกล้ามาเคารพศพอีกเหรอ นางฆาตกร!”
       “รสน่ะเหรอคะที่เป็นฆาตกร ?” รสสุคนธ์ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ในใจได้แต่คิดว่าเรื่องคราวก่อนที่ถูกใส่ความ ทั้งเรื่องรามนรินทร์ ทั้งเรื่องนางปริก ยังไม่ทันจะจบดี แล้วนี่จู่ๆ กลับมีเรื่องใหม่มายัดเยียดข้อหาให้เธออีกแล้ว
       “ใช่ ก็แกน่ะสิ จะมีใครที่ไหนอีกล่ะ” อุณนิษาที่มีแผนการอยู่ในใจรีบโพล่งออกมา จนกลายเป็นจุดสนใจของผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น
       “คุณย่า ท่านหญิงนิษา อย่ากล่าวหาน้องรสแบบนี้สิครับ!”
       “คุณย่ากับน้องไม่ได้กล่าวหามันนะคะ แต่มันเป็นคนที่ฆ่าคุณปู่จริงๆ “ อุณนิษายืนยันการกล่าวหา
       “แต่การตายของคุณชายเป็นอุบัติเหตุไม่ใช่หรือคะ ?” รสสุคนธ์ถามขึ้นมาอย่างประหลาดใจ
       “อุบัติเหตุอย่างนั้นเหรอ! ตำรวจที่มาตรวจดูศพของตากร เขาบอกว่าน้องชายฉันถูกฟาดที่ศีรษะ ก่อนจะล้มตกบันไดลงมาคอหักตาย แบบนี้แกยังจะบอกว่าเป็นอุบัติเหตุอีกไหม ?” ภาวิดากล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
       “ถูกฟาดที่ศีรษะ ? ใครกันช่างกล้าทำร้ายคุณชายภาณุกรได้ลงคอ ?” หญิงสาวได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกสงสารผู้เป็นทั้งเจ้านายและบุคคลที่เคารพอย่างสุดหัวใจ น้ำตาหยดลงมาอีกครั้งอย่างไม่อาจที่จะหักห้ามเอาไว้ได้ 
       “อย่ามาทำเป็นตีสีหน้าไม่รู้ความหน่อยเลย เอ้า! ตำรวจที่รออยู่เข้ามาได้แล้ว ลากคอนางนี่ไปให้พ้นจากบ้านของฉันเดี๋ยวนี้” สิ้นคำขาดของคุณหญิงภาวิดา เจ้าหน้าตำรวจหลายนายที่รออยู่ก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อจะจับตัวรสสุคนธ์
       “เชิญตามพวกเราไปเสียโดยดี!”
       “แต่รสไม่ได้ทำนะคะ จะให้รสไปสาบานที่ไหนก็ได้!”
       “เราพบอาวุธที่เธอใช้ทำร้ายคุณชายภานุกรอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณ” เจ้าหน้าที่ตำรวจตรงเข้ามาล้อมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ เมื่อหลักฐานทุกอย่างชัดเจนรวมทั้งจากคำให้การของคุณหญิงภาวิดากับท่านหญิงอุณนิษาเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ตำรวจไม่มีทางเลือกอื่น
       “อาวุธ ? อาวุธอะไรกันคะ ? แล้วมันจะมันจะไปอยู่ที่โต๊ะทำงานของฉันได้อย่างไรกัน!”
       “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อคนที่เข้าออกห้องนั้นได้ ก็มีแต่แกกับคุณปู่ไม่ใช่เหรอ คงไม่มีทางเป็นคนอื่นไปได้อีกแล้วล่ะ”  ท่านหญิงอุณนิษาพูดเสริมเพื่อให้รสสุคนธ์ดิ้นไม่หลุด ผู้คนในห้องต่างมองเธอด้วยสายตาหยามเหยียด โดยเฉพาะคุณหญิงภาวิดา จากนั้นตำรวจก็เดินเข้าประชิดตัวของเธอ ก่อนจะบอกให้หญิงสาวออกไปพร้อมกับพวกเขา
       โชคร้ายที่บัดนี้สิ้นบุญของคุณชายภาณุกรผู้ที่คอยปกป้องเธอไปแล้ว ส่วนรามนรินทร์ก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปไหน เมื่อเธอยังไม่เห็นเขามาร่วมงานสำคัญ หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดจากทั้งความเศร้า ความเสียขวัญและความไม่เข้าใจ ทว่าก่อนที่รสสุคนธ์จะถูกนำตัวไปดำเนินคดี ทันใดนั้นเสียงที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยอำนาจก็ตะโกนดังมาจากหน้าห้องพิธีรดน้ำศพ 
       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
       ชายชราในชุดซอมซ่อเดินเข้ามาในงานเพื่อร่วมพิธีรดน้ำศพของคุณชายภาณุกร เขาเดินตรงเข้ามาขวางหน้าระหว่างรสสุคนธ์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาไว้ ราวกับจะไม่ให้มีใครมาแตะต้องตัวของหญิงสาวได้
       “คุณตาดำคะ!” รสสุคนธ์เอ่ยทักขึ้นด้วยความแปลกใจที่จู่ๆ ตาดำที่อาศัยอยู่ท้ายสวนก็ปรากฏตัวขึ้น
       “เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ฉันเป็นพยานให้เธอได้” ชายสูงวัยหันหน้ามามองหญิงสาวที่ตนนั้นเคยช่วยเหลือเอาไว้ ก่อนจะประกาศด้วยน้ำเสียงกร้าวออกมา
       “ไอ้แก่โสโครก! นี่แกเป็นใครถึงได้กล้าเหิมเกริมเดินเข้ามาในบ้านพรหมบดินทร์ด้วยสารรูปทุเรศแบบนั้น อ๋อ...หรือนี่จะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางรสสุคนธ์ล่ะสิท่า อย่างนี้ต้องให้ทางตำรวจลากตัวไปด้วยกันเลย!” อุณนิษาโวยวายด่าทอเหยียดหยามตาดำ ขณะที่คุณหญิงภาวิดายืนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก นิ่งงันไปชั่วขณะคล้ายกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
       “ทำไมฉันจะเข้ามางานศพของน้องชายตัวเองไม่ได้ แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมีชี้หน้าด่าฉันในบ้านของฉันแบบนี้!” ตาดำตอบกลับด้วยใบหน้าเคร่งขรึม สร้างความมึนงงให้แก่ทุกคนในที่นั้น ไม่เว้นแม้แต่รสสุคนธ์ที่จับต้นชนปลายไม่ถูก 
       “อะ...อะไรนะ บ้านของแกรึ ? งานศพน้องชายของแก ? นี่เมายาเส้นมากไปรึไงตาแก่! นี่มันบ้านของตระกูลพรหมบดินทร์ ไม่ใช่บ้านสำหรับคนจรจัดนะจะบอกให้”
       ทว่ายังไม่ทันที่ท่านหญิงอุณนิษาจะได้ด่าทออะไรต่อไป คุณหญิงภาวิดาก็ร้องไห้ออกมา ก่อนจะรีบเดินตรงเข้าไปหาชายชราในชุดมอซอนั้นด้วยอาการปริ่มว่าจะขาดใจ
       “ฮือๆๆ พี่ชายใหญ่...พี่ชายใหญ่จริงๆ ด้วย” เสียงร้องเรียกกับคำพูดของคุณหญิงภาวิดาเรียกสติของท่านหญิงอุณนิษาให้กลับคืน พอรู้ตัวก็ต้องรีบยกมือไหว้และถอยร่นไปตั้งหลักอยู่ทางด้านหลัง ส่วนพวกบ่าวไพร่สูงอายุหลายคนก็มีอาการดีใจจนน้ำตาไหลออกมานองหน้า เมื่อจำได้ว่าผู้ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้านั้นไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น ‘คุณชายภาณุทัต พรหมบดินทร์’ ทายาทคนโตของตระกูลที่หายสาบสูญไป จนผู้คนต่างเข้าใจว่าได้ตายจากไปแล้ว
       “เป็นอย่างไรบ้างน้องหญิง สบายดีรึ ?”
       “พี่ชายใหญ่หายไปไหนมา แล้วทำไมถึงเพิ่งมาหาน้องเอาป่านนี้ รู้บ้างไหมว่าน้องกับตากรคิดถึงและเป็นห่วงพี่มากแค่ไหน” คุณหญิงภาวิดาตรงเข้าไปตัดพ้อพร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
       “ทำไมฉันจะไม่รู้ ก็ในเมื่อฉันกับตากรก็เจอกันออกจะบ่อย” คุณชายภาณุทัตเอ่ยขึ้น ภาณุกรรู้ดีมาตลอดว่าเขาไม่ได้จากไปไหนไกล เพียงแต่ต้องการที่จะอยู่เพียงลำพังและไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด
       “นี่พี่ชายใหญ่หมายความว่าตากรก็รู้เรื่องที่พี่ชายใหญ่ยังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือคะ ?”
       “ถูกต้อง ทุกอย่างๆ ที่ตากรจัดการ ก็มาจากคำสั่งของฉันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องที่ให้เธอเป็นผู้จัดการมรดก แทนที่จะยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับเธอหรือตากรไปเลย เพราะถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้น ตากรก็คงจะควบคุมการใช้เงินของเธอในฐานะทนายประจำตระกูลไม่ได้ แล้วเธอเองก็คงจะผลาญสมบัติไปเสียหมดจนบ่าวไพร่คนรับใช้จะต้องลำบาก”
       “โธ่...พี่ชายใหญ่ แล้วทำไมถึงได้หนีไปโดยทิ้งน้องกับตากรเอาไว้แบบนี้ล่ะคะ” คุณหญิงภาวิดาตัดพ้อในสิ่งที่พี่ชายคนโตได้ทำลงไป โดยปิดบังเรื่องที่ไปหลบซ่อนตัวอยู่ท้ายสวนไม่ให้เธอได้รับรู้
       “ฉันก็กลับมาแล้วนี่ยังไงล่ะ ฉันจะต้องควานหาคนร้ายตัวจริงที่ฆ่าตากรมารับผิดให้จงได้!” ตาดำที่บัดนี้ได้เปิดเผยตัวตนว่าแท้จริงแล้วคือคุณชายภาณุทัตที่หายสาบสูญไปกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกร้าว
       “ก็นังรสสุคนธ์ไงคะพี่ชายใหญ่ ต้องเป็นมันแน่ๆ”
       “จะเป็นหนูรสได้อย่างไรกัน ก็ในเมื่อวันที่เกิดเรื่อง หนูรสพูดคุยอยู่กับฉันที่ท้ายสวนจนเกือบค่ำ หรือว่าเธอไม่เชื่อคำพูดของฉัน!”  
       “น้องไม่กล้าว่าพี่ชายใหญ่พูดปดหรอกค่ะ แต่ตำรวจบอกว่าอาวุธที่ทำร้ายตากรอยู่ในห้องทำงาน ห้องที่มีแค่แม่คนนั้นกับตากรที่เข้าออกได้ อีกทั้งเชิงเทียนอันนั้นยังไปอยู่ที่ใต้โต๊ะของแม่รสสุคนธ์อีก แล้วจะไม่ให้ใครเขาสงสัยได้อย่างไร”
       “จริงขอรับคุณชายใหญ่ แม้ว่าพวกเราจะอยากเชื่อในสิ่งที่คุณชายใหญ่ยืนยันมา แต่เราก็ไม่อาจนำไปหักล้างเรื่องหลักฐานได้ขอรับ เพราะในห้องทำงานนั้นคุณชายภาณุกรท่านเคยบอกว่า จะมีแค่ช่วงเช้าที่จะอนุญาตให้พวกบ่าวเข้ามาทำความสะอาด ส่วนเวลาอื่นจะไม่ให้ใครเข้ามายุ่งย่ามโดยเด็ดขาด อีกทั้งพยานบุคคลก็บ่งชี้ชัดว่ามีแต่คุณรสสุคนธ์ที่เข้าออกห้องนั้น” พวกตำรวจแม้จะมีท่าทีแปลกใจในตอนแรก แต่เมื่อเริ่มจับต้นชนปลายได้ถูกก็รู้ว่าแท้จริงแล้ว ชายผู้ดูเหมือนคนจรจัดผู้นี้คือคุณชายภาณุทัตที่หายสาบสูญไป
       “แต่ผมมีหลักฐานยืนยันว่ารสสุคนธ์ไม่ได้เป็นผู้ลงมือครับ”
       แต่แล้วเสียงของรามนรินทร์ที่เพิ่งมาถึง ก็ดังแทรกขึ้นมาเรียกความสนใจจากทุกคน ชายหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกับเด็กรับใช้อีกสามคน ซึ่งหลังจากที่ได้ทราบเรื่องเขาก็คิดเอาไว้แล้วว่ารสสุคนธ์น่าจะตกเป็นผู้ต้องสงสัย โดยที่คนร้ายตัวจริงตั้งใจจะโยนความผิดไปให้เธอ ชายหนุ่มจึงพยายามรวบรวมหลักฐานด้วยตัวเอง ส่งผลให้มาร่วมงานศพของผู้เป็นปู่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น
       “นี่มันอะไรกันรึ ตาราม ?” คุณหญิงภาวิดาเอ่ยถาม ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันเมื่อเห็นว่าหลานชายที่หายหน้าหายตาไป กลับพาพวกบ่าวไพร่เข้ามาภายในงาน
       “คนที่จะมาช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของรสสุคนธ์ครับ ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็เลยไปไล่ถามเอาความจากพวกบ่าวไพร่ทั้งหลายจนได้ความจริงครับคุณหญิงย่า” รามนรินทร์เองที่รู้สึกสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้กล่าวขึ้น พร้อมทั้งเหลือบตาไปมองท่านหญิงอุณนิษาที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่กล้าสบสายตากับผู้ใด
       “ความจริงอะไรรึ ย่างงไปหมดแล้ว”
       “ความจริงที่ว่าคุณหญิงย่ากำลังโดนหลอกเอาน่ะสิครับ” รามนรินทร์พูดพร้อมกับมองไปยังท่านหญิงอุณนิษาที่ตอนนี้ยืนตัวสั่นหน้าซีด
       คุณชายภาณุทัตเดินเข้ามาหารามนรินทร์ผู้เป็นหลานชาย ชายหนุ่มจึงนั่งลงบนพื้นแล้วก้มกราบแทบเท้าผู้เป็นปู่ของตน ซึ่งคุณชายใหญ่ก็ประคองเขาขึ้นมาพร้อมกับตบเข้าที่บ่าของชายหนุ่มเบาๆ
       “เจ้าสามคนนี้มีอะไรจะพูดใช่ไหม ?”
       “ใช่ครับคุณปู่” 
       “ดี มีอะไรก็พูดออกมาให้หมด”
       “อะ...เอ่อ...คือบ่าวไม่กล้าหรอกเจ้าค่ะ” หนึ่งในนั้นตัวสั่นงันงก ก่อนจะรีบคุกเข่านั่งลงด้วยความกลัวเกรง เพราะตามปกติแล้วพวกบ่าวก็กลัวภาวิดาที่เจ้ากี้เจ้าการและเข้มงวดอยู่เป็นทุนเดิม แต่ครั้งนี้นอกจากจะมีหญิงสูงวัยแล้ว ยังมีผู้ที่เพิ่งประกาศตัวว่าเป็นคุณชายใหญ่ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เลยทำให้นางบ่าวยิ่งไม่กล้าพูดออกมายิ่งกว่าเดิม
       “จะพูดหรือจะถูกเฉดหัวออกจากบ้านไปก็ว่ามา!” ภาวิดาตวาดเสียงเขียว บ่าวอีกคนได้ยินดังนั้นก็รีบออกปากพูดเพราะเกรงว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอนอีกต่อไป
       “พะ...พูดก็ได้เจ้าค่ะ บ่าวเห็นท่านหญิงอุณนิษาออกมาจากเรือนหลังใหญ่ในบ่ายวันนั้นเจ้าค่ะ! หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือบ่าวเห็นท่านหญิงเข้าไปในห้องทำงานของคุณชายและได้ยินเสียงคล้ายกับคนทะเลาะกันเจ้าค่ะ”
       “โกหก! อีบ้า! นี่แกกล้าดียังไงถึงได้มาใส่ร้ายฉันแบบนี้!” อุณนิษาส่งเสียงโวยวาย ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่องบ่าวคนที่พูดแต่โดนคุณชายภาณุทัตชี้หน้าพร้อมด้วยแววตาเหี้ยมแกรียม จนต้องล่าถอยกลับไปยืนอยู่ที่เดิม
       “ที่พูดมานี่ไม่ได้พูดปดเพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนจากผู้ใดใช่หรือไม่ ?” เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
       “ไม่ได้พูดปดเลยเจ้าค่ะ พวกอิฉันสามคนเห็นพร้อมกันว่าคนที่ออกมาเป็นคนสุดท้ายคือท่านหญิงอุณนิษาแน่นอนเจ้าค่ะ” 
       เมื่อบ่าวคนแรกให้การจบ อีกสองคนที่เหลือก็พยักหน้ารับเพื่อยืนยันว่าจริงตามนั้น 
       “วันนั้นนอกจากเห็นท่านหญิงอุณนิษาแล้ว ยังเห็นอะไรอีก เล่ามาให้หมด!” รามนรินทร์ที่เป็นคนพาตัวพวกบ่าวไพร่มาบอกให้ทุกคนรีบอธิบายทุกอย่างไปตามความจริงที่เกิดขึ้น
       “วันนั้นพวกอิฉันไปนั่งพนันกัดปลากันที่ด้านข้างโรงจอดรถกันทั้งวัน ตั้งแต่เช้าก็เห็นคุณชายภาณุกรท่านออกจากบ้านไปก่อน จากนั้นคุณรสสุคนธ์ก็ออกจากเรือนไปที่ท้ายสวนเจ้าค่ะ” แน่นอนว่าตำแหน่งที่พวกบ่าวไพร่ใช้เป็นที่แข่งพนันกัดปลานั้นย่อมอยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นบริเวณรอบๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าเจ้านายคนไหนจะทำอะไร ย่อมอยู่ในสายตาของคนที่ต้องคอยหลบซ่อนจากการกระทำผิดเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าเล่นการพนันภายในบ้าน
       “แล้วยังไงต่อ ?”
       “พอช่วงบ่ายคล้อยคุณชายภาณุกรก็กลับเข้ามาที่เรือนอีกครั้ง ไม่นานนักท่านหญิงอุณนิษาก็เดินตามเข้าไป แล้วคุณเขาก็ออกมา ก่อนที่จะเริ่มมีเสียงคนโวยวายเจ้าค่ะ”
       “เสียงโวยวายที่ว่าคือตอนที่มีคนพบศพตากรใช่ไหม ?” ภาวิดายกมือขึ้นทาบอกด้วยความตกใจ ไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องราวทั้งหมดมันจะกลับตาลปัตร สายตาที่คลางแคลงใจและเต็มไปด้วยความผิดหวังจ้องมองไปยังท่านหญิงอุณนิษาที่พยายามจะปฏิเสธออกมาและโวยวายว่าตนนั้นถูกใส่ร้าย
       “ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
       “ถ้ารู้อยู่แล้วทำไมถึงไม่มาบอกความจริงเสียแต่แรก นี่คิดจะปล่อยให้คนที่เขาไม่ได้ทำผิดต้องติดคุกติดตารางหรือไรกัน!” คุณชายภาณุทัตกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ไม่ต่างอะไรกับคุณชายใหญ่คนเดิมที่ดูน่าเกรงขาม
       “บ่าวกลัวเจ้าค่ะ ใครจะไปเชื่อคำของพวกบ่าวล่ะเจ้าคะ อีกอย่างถ้าหากโดนถามขึ้นมาว่าทำไมถึงได้เห็นเรื่องราวทุกอย่าง จะกล้าตอบได้อย่างไรล่ะเจ้าคะว่าหลบงานไปกัดปลากันทั้งวัน”
       “มันน่านักเชียว!” คุณชายภาณุทัตส่ายหน้าให้กับความเกียจคร้านของพวกบ่าวไพร่ 
       “ท่านปู่ขอรับ กระผมรับปากแล้วว่าจะไม่เอาความหากพวกมันยอมพูดความจริง ขอท่านปู่โปรดเมตตาด้วยนะขอรับ” รามนรินทร์รีบกล่าวขอร้องขอความเมตตาให้กับพวกบ่าวไพร่ เพราะสัญญาเอาไว้แล้วว่าจะไม่เอาผิดในเรื่องนี้
       “ได้ ครั้งนี้ถือว่าทำดีไถ่โทษไป แต่ถ้าหากต่อไปพวกเอ็งทั้งสามยังคิดจะเล่นพนันขันต่อกันในบ้านหลังนี้อีก อย่าหาว่าฉันไม่มีเมตตาก็แล้วกัน ไปได้แล้ว!”
       ทั้งสามกราบขอบคุณคุณชายภาณุทัตพร้อมกัน ก่อนจะรีบลนลานออกไปจากห้อง ขณะนี้เมื่อความจริงทุกอย่างถูกเปิดเผยหมดแล้ว ท่านหญิงอุณนิษาก็ได้แต่ยืนนิ่งนัยน์ตาเหม่อลอยเหมือนคนไร้สติ ตำรวจจึงเข้าไปช่วยกันพยุงตัวพาออกไปดำเนินการตามกฎหมาย ขณะที่รามนรินทร์รีบวิ่งเข้าไปกอดรสสุคนธ์เพื่อปลอบใจ 
       เมื่อทุกอย่างเหมือนจะจบลงด้วยดี ทว่าเมื่อคุณหญิงภาวิดาเห็นเช่นนั้นก็เริ่มโวยวายออกมาด้วยความที่ยังมีทิฐิอยู่
       “ตาราม! ปล่อยแม่นั้นเดี๋ยวนี้นะ ถึงหลานจะไม่ได้แต่งงานกับท่านหญิงอุณนิษาเพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้น แต่ย่าก็ไม่ยอมรับผู้หญิงคนนี้ให้มาร่วมสกุลกับเราอยู่ดี!”
       “พอได้แล้วน้องหญิง! ความหวังดีของเธอมันทำร้ายคนมามากพอแล้ว พี่ขอให้มันจบลงเสียทีเถอะ!” คุณชายภาณุทัตเอ่ยปรามขึ้นในทันใด เป็นผลให้คนถูกเอ็ดจำต้องเงียบเสียงลง
       “แต่ว่าน้อง...” คุณหญิงภาวิดาพยายามจะเถียง แต่แล้วก็พูดได้เพียงเท่านั้น เพราะเมื่อนึกถึงเรื่องราวแล้วมันก็เป็นอย่างที่คุณชายภาณุทัตพูดจริงๆ  
       “พี่รู้ว่าเธอหวังดี แต่เธอเคยคิดถึงความสุขของคนอื่นบ้างหรือไม่ หัวใจไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาบงการได้ หากเอาแต่คิดว่าใจของผู้อื่นนั้นมีไว้เพื่อทำตามความต้องการของเรา แล้วใครเล่าเขาจะรักเราด้วยความสมัครใจเอง”
       “คุณหญิงย่าครับ ผมรักรสสุคนธ์จริงๆ ถึงแม้จะต้องฝืนใจคุณย่าสักกี่ร้อยพันครั้ง ผมก็จะทำ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมไม่รักหรือเคารพคุณหญิงย่านะครับ ผมแค่ไม่สามารถโกหกหัวใจของผมได้เท่านั้น” รามนรินทร์กล่าวออกไปด้วยความสัตย์จริง และเชื่อว่าความรักแท้ที่เขามีต่อรสสุคนธ์นั้นจะทำให้ผู้เป็นย่าเห็นใจในเรื่องนี้
       “โธ่...พ่อรามหลานย่า”
       “ฉันขอก็แล้วกันนะ พี่อยากให้เธอเห็นแก่ความสุขของหลานมากกว่า”
       “เมื่อท่านพี่ชายใหญ่พูดถึงขนาดนี้ แล้วน้องจะกล้าขัดได้อย่างไร แต่น้องจะมั่นใจได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ว่ารสสุคนธ์เขารักตารามจริงๆ และจะทำให้ตารามมีความสุขได้”
       รสสุคนธ์ได้ยินคุณหญิงภาวิดาพูดเช่นนั้นจึงคลานเข้ามาหาพร้อมกับก้มลงกราบ
       “หากมีวันใดที่รสทำให้คุณรามต้องเสียใจ ขอให้คุณหญิงมาเอาชีวิตของรสไปได้เลย เพราะทั้งชีวิตและหัวใจ รสได้มอบให้กับคุณรามไปแล้วจนหมดสิ้น และจากนี้ก็จะขออยู่ปรนนิบัติคุณชายใหญ่ คุณหญิงท่าน และคุณราม ตราบเท่าที่บ้านพรหมบดินทร์จะยังเมตตาผู้หญิงที่ชื่อรสสุคนธ์อยู่ค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้น...ที่ผ่านมา...ฉันขอให้เธออโหสิกรรมให้ฉันด้วยก็แล้วกันนะ อะไรที่เคยล่วงเกินเธอไว้ก็ขออย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลย” เมื่อไม่มีทางเลือก และเห็นแล้วว่ารสสุคนธ์เป็นผู้หญิงที่หลานชายของตนรัก รวมไปถึงภาณุกรและภาณุทัตเองก็เห็นดีเห็นงามไปกับผู้หญิงคนนี้ ภาวิดาก็ยอมแพ้ต่อความรักของทั้งคู่ แน่นอนว่าการมีหลานสะใภ้ต่ำศักดิ์ย่อมต้องดีกว่าการมีหลานสะใภ้เป็นฆาตกรอย่างแน่นอน
       “รสไม่เคยโกรธคุณหญิงท่านเลยค่ะ รสเข้าใจดีว่าคุณหญิงท่านทำทุกอย่างก็เพื่อคุณรามกับบ้านพรหมบดินทร์”
       “ขอบใจมากนะรสสุคนธ์” คุณหญิงภาวิดาสวมกอดรสสุคนธ์เอาไว้แนบแน่น ปมต่างๆ ถูกคลายจนหมดสิ้น 
       ในที่สุดงานศพของคุณชายภาณุกรก็ดำเนินไปด้วยดีจนเสร็จพิธีทุกอย่าง โดยมีคุณชายภาณุทัตและคุณหญิงภาวิดาช่วยกันต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อและพวกผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน

       รสสุคนธ์กลับไปที่เรือนไม้หอมโดยมีรามนรินทร์เดินมาส่งในวันนี้ หญิงสาวตั้งใจว่าจะรีบแจ้งข่าวดีให้แม้นมาศได้ทราบ ซึ่งชายหนุ่มก็อยู่คุยด้วยไม่นานนัก ก่อนจะขอตัวกลับเรือนใหญ่เพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบ้านให้เรียบร้อย
       “วันนี้หน้าตาดูยิ้มแย้มมีความสุขเหลือเกินนะแม่รส แล้วนี่ทำไมพ่อรามถึงมาส่งได้ล่ะ ไม่กลัวคุณหญิงภาวิดาจะว่าเอารึ ?” แม้นมาศกล่าวสัพยอกผู้เป็นหลานสาว หลังจากเห็นว่ารามนรินทร์ที่มาส่งเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กลับไปแล้ว
       “คุณหญิงท่านยินยอมให้เราคบหากันแล้วล่ะค่ะคุณย่าเล็ก” รสสุคนธ์กล่าวออกมาด้วยความปลาบปลื้มเป็นที่สุด เมื่อสุดท้ายแล้วอุปสรรคชิ้นใหญ่ก็คลี่คลายออกไปในทางที่ดี
       “หา! นี่ใครเอายาอะไรไปให้แม่คนนั้นกินรึอย่างไรกัน” แม้นมาศอุทานออกมาด้วยความแปลกใจ ทำให้รสสุคนธ์เองยังอดขำกับท่าทีของผู้เป็นย่าไม่ได้
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณหญิงท่านแค่เมตตารสก็เท่านั้น”
       “ฉันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ บอกฉันมานะแม่รส อย่ามาปด”
       “คุณย่าเล็กทำใจดีๆ นะคะ”
       “ฉันคงไม่หัวใจวายตายอีกรอบหรอกน่า มีอะไรก็รีบบอกมา เร็วเข้าสิ”
       “คุณชายภาณุทัตท่านกลับมาแล้วค่ะ” รสสุคนธ์กล่าวออกมาด้วยความดีใจ ในเมื่อเธอรู้ดีว่าคุณย่าเล็กอยากเจอกับชายคนรักมากมายขนาดไหน
       “ฉันไม่ชอบเรื่องล้อเล่นแบบนี้นะแม่รส เธอเอาอะไรมาพูด!”
       “จริงๆ นะคะคุณย่าเล็ก คุณชายท่านยังไม่ตาย ท่านแค่หลบหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตอยู่ท้ายสวนเพียงลำพัง แล้วนี่ท่านก็กลับมาแล้วค่ะ”
       “ฮือๆๆๆๆ” 
       ทันใดนั้น...เสียงผีนางปริกก็ร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้นมา ตามเวลาที่มันจะต้องมาร้องข้างสระบัวในทุกๆ วัน จนแม้นมาศต้องตะโกนไล่ไปด้วยความหงุดหงิด
       “มึงจะร้องทำไมวะอีปริก! กูสิที่ต้องร้อง! มึงไปร้องไห้ที่อื่นเลยไป!” แม้นมาศตะโกนด่าผีนางปริกไปน้ำตาไหลพรากไปด้วยความดีใจ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ทราบข่าวคราวว่าคุณชายภาณุกรยังมีชีวิตอยู่ “ในเมื่อคุณชายใหญ่ยังไม่ตาย ฉันก็จะไปหาเขา”
       “เดี๋ยวค่ะคุณย่าเล็ก แล้วคุณย่าเล็กจะไปให้คุณชายใหญ่ท่านเห็นได้อย่างไรกันคะ ในเมื่อคุณย่าเล็ก...”
        “แม่รสต้องเป็นคนช่วยพาฉันไปแล้วล่ะ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น