อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:47:37

ตอนที่ 18 คนชั่วยังลอยนวล

       ด้วยบารมีและอำนาจของท่านหญิงแขไขที่มีเส้นสายเป็นพวกตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และมีผู้นับหน้าถือตาอยู่มากมาย อีกทั้งพยานหลักฐานก็ไม่ได้บ่งชี้ว่าท่านหญิงอุณนิษาเป็นฆาตกรเสียทีเดียว เพียงแต่เป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้น จึงทำให้หญิงสาวได้รับการประกันตัวเพื่อรอการพิจารณาคดี โดยท่านหญิงแขไขได้สั่งกำชับห้ามมิให้เธอออกไปไหน แต่การที่ต้องอยู่ในบริเวณเพียงอย่างเดียวเช่นนี้ ก็ทำให้สาวสังคมอย่างท่านหญิงอุณนิษารู้สึกอึดอัด รวมถึงเมื่อรู้ว่ารามนรินทร์และรสสุคนธ์กำลังจะจัดงานแต่งงานกันในไม่ช้า คนเอาแต่ใจก็ทนไม่ไหวจนอาละวาดขว้างปาทำลายข้าวของคล้ายกับคนบ้า
       “ว้าย! คุณหนูคะ เละเทะหมดเลย!” บ่าวที่ดูแลรับใช้ร้องเสียงหลง เมื่อเห็นว่าท่านหญิงอุณนิษาฉวยคว้าพวกแจกันและข้าวของภายในห้องนอนมาปาทิ้งลงบนพื้นจนแตกกระจาย
       “ช่างมันสิ! ให้มันพังๆ ไปให้หมดนี่แหละ ฉันไม่สนอะไรทั้งนั้นแล้ว!” คนขี้โมโหทำท่าจะทุ่มของใส่คนพูด อีกฝ่ายเลยต้องรีบร้องห้ามเสียงหลง
       “ว้าย! อย่าค่ะ นั่นแจกันของเก่าตั้งแต่บรรพบุรุษ...” หากพูดไม่ทันขาดคำ ท่านหญิงอุณนิษาก็เหวี่ยงมันเข้าใส่ จนบ่าวรับใช้เกือบหลบไม่ทัน 
       “ตายแล้ว..หมดกัน! นี่มันอะไรแม่นิษา!” ท่านหญิงแขไขร้องโวยวายเมื่อเข้ามาในห้องทันเห็นการอาละวาดทำลายล้างพอดี
       “คุณท่านเจ้าคะ อิฉันพยายามห้ามท่านหญิงแล้ว แต่เธอก็ไม่ยอมฟังเลยเจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้รายงาน แต่แล้วทันใดนั้นแก้วเจียระไนอีกชิ้นก็ลอยเคว้งมาหล่นแตกกระจายตรงหน้าอีกใบ
       เพล้ง!
       “แกออกไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันคุยกับหลานฉันเอง” ท่านหญิงแขไขโบกมือไล่บ่าวคนสนิทพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยหน่ายใจออกมา ไม่รู้ว่าตนนั้นเลี้ยงหลานผิดวิธีหรืออย่างไร ทำให้อุณนิษาเป็นคนเจ้าอารมณ์แบบนี้
       เมื่อคนรับใช้ออกจากห้องไปแล้ว ผู้เป็นย่าก็ถอนหายใจออกมา หลานสาวดูไม่ต่างอะไรกับคนเสียสติที่เอาแต่ร้องห่มร้องไห้อย่างคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต
       “แกเป็นอะไรไป ?”
       “จะให้หนูเป็นอะไรล่ะคะ ในเมื่อหนูจะไปไหนก็ไม่ได้ พี่รามก็จะแต่งงานกับนางนั่นอีก ชีวิตหนูไม่เหลืออะไรอีกแล้ว!” คนหมดสิ้นหนทางร้องไห้โฮออกมาดด้วยความสิ้นหวัง ในใจร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงแห่งความอิจฉาริษยาที่คอยกัดกินหัวใจให้ไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น
       “ฉันไม่เคยสอนให้แกทำตัวขี้แพ้แบบนี้” สายตาของท่านหญิงแขไขแข็งกร้าวขณะพูด
       “แล้วหนูจะทำอะไรได้คะ ในเมื่อทุกอย่างมันไม่เป็นไปตามที่หนูคาดการณ์เลยสักนิดเดียว” 
       “ฉันมีของจะมอบให้กับแก”
       “ของอะไรกันคะ ?”
       “ของที่จะทำให้แกรู้สึกตัวว่าควรจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น” รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของท่านหญิงแขไข หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตอีกครั้ง ก่อนจะเดินตรงไปยังตู้เซฟที่เก็บของมีค่าประจำตระกูลเอาไว้ 
       มันคงถึงเวลาแล้วเธอจะมอบของล้ำค่าที่ได้มาครอบครองแก่ทายาทคนต่อไป...

       ทางด้านแม้นมาศเอง แม้จะพยายามปรากฏตัวให้คุณชายภาณุทัตเห็นสักเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล ทำให้ผีแม้นมาศเศร้าเสียใจเป็นอันมาก จนถึงขั้นไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างๆ ผีนางปริกที่ริมสระบัว จนเสียงร้องของทั้งคู่ผสานกันสร้างความหวาดกลัวให้กับเหล่าคนรับใช้ในบ้านพรหมบดินทร์ยิ่งนัก ร้อนถึงรสสุคนธ์ต้องไปปลอบใจคุณย่าเล็กของเธอด้วยการยกเรื่องบุญกรรมของแต่ละคนมาพูด จนผีแม้นมาศเริ่มทำใจได้ ต่อไปนี้ก็เพียงแค่รอวันเวลาที่ทั้งคู่จะได้เจอกันอีกในภพหน้า
       เวลาล่วงเลยไป เรื่องราวความวุ่นวายทุกอย่างก็ค่อยๆ คลี่คลายลง ด้านความรักของรามนรินทร์และรสสุคนธ์ก็พัฒนามากขึ้น สุดท้ายแล้วผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็จัดงานแต่งงานให้กับทั้งคู่ ถึงแม้ว่าในตอนแรกแม้นศรีผู้เป็นย่าของรสสุคนธ์จะคัดค้านหัวชนฝา ด้วยกลัวว่าเรื่องราวดูเหมือนจะกลับไปย้อนรอยเดิมอีกครั้ง แน่นอนว่าเธอไม่ปรารถนาจะสูญเสียหลานสาวไป แต่เมื่อคุณชายภาณุทัตช่วยออกหน้าให้ คนคิดมากก็จำต้องทำใจ เพราะไม่อยากขัดขวางความความรักของหนุ่มสาว
       ระหว่างนั้นเองแม้นมาศที่พยายามติดต่อกับคุณชายภาณุกรก็ยังไม่สามารถทำได้ ไม่ว่าเธอจะพยายามใช้อำนาจหรืออิทธิฤทธิ์สักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะล้มเหลวไม่เป็นท่า คล้ายกับสวรรค์จะกลั่นแกล้งไม่ให้เธอกับเขามีโอกาสได้พูดคุยกันอีกครั้งดังที่ตั้งใจ
       แล้ววันแต่งงานของรามนรินทร์กับรสสุคนธ์ก็มาถึง ถึงแม้ว่าคู่บ่าวสาวจะขอร้องให้ทางผู้ใหญ่จัดงานเลี้ยงกันแบบเล็กๆ และเชิญเฉพาะญาติสนิทให้มาร่วมแสดงความยินดี หากแต่เอาเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นว่าทำเช่นนั้นไม่ได้ เมื่อทั้งคุณชายภาณุทัต คุณหญิงภาวิดา รวมถึงคุณชายภาณุกรที่แม้จะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ต่างก็มีผู้นับหน้าถือตาอยู่ไม่น้อยในพระนคร ยังไม่รวมผู้คนที่รู้จักรามนรินทร์ที่เป็นข้าราชการ และเพื่อนๆ ของรสสุคนธ์ที่ออกปากว่าจะขอมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวในวันงานพิธีอีก
       ดังนั้นในงานแต่งงานจึงมีทั้งบรรดาแขกผู้ใหญ่ และเพื่อนสนิทมิตรสหาย ตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า จนถึงวัยเพื่อนๆ ของคู่บ่าวสาวมาร่วมงานมากมาย รวมถึงท่านหญิงแขไขด้วย 
       “สบายดีไหมคะพี่หญิงภาวิดา” ท่านหญิงแขไขกล่าวทักทายด้วยใบหน้าที่เป็นปกติ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นรามนรินทร์จะเคยถูกหมั้นหมายไว้กับหลานสาวของตน จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ทำให้ทุกอย่างลงเอยในแบบที่เธอไม่ได้คาดหวังเอาไว้ แต่เนื่องจากความที่อีกฝ่ายเป็นคล้ายกับญาติ       ผู้ใหญ่ที่รู้จักคบหากันมานาน การเชิญท่านหญิงแขไขมางานก็ถือเป็นมารยาทที่ทางบ้านพรหมบดินทร์ต้องทำอยู่ดี ถึงแม้ว่าการมอบบัตรเชิญให้อีกฝ่ายนั้น จะไม่ต่างกับการตบหน้าเธอเข้าฉาดใหญ่ก็ตาม แต่กระนั้นท่านหญิงแขไขก็ยังคงความสงบนิ่งตามฉบับสตรีสูงศักดิ์ของเธอเอาไว้ และมาร่วมงานตามปกติ 
       “ท่านหญิงแขไข...” รอยยิ้มของคุณหญิงภาวิดาดูเจื่อนลงเล็กน้อย ทั้งที่ตั้งใจไว้ว่าจะพยายามทำตัวให้เหมือนเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อะไรหลายๆ อย่างที่ได้รับรู้และทำให้เธอตาสว่างขึ้นมา ก็ทำให้เธอไม่อาจทำใจยอมรับความร้ายกาจที่ท่านหญิงอุณนิษาเคยก่อเอาไว้ได้
       “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคะ เราเป็นคนคุ้นเคยกันไม่ใช่หรือ ?”
       “ต้องขอโทษด้วยนะคะ พี่ไม่ทราบว่าท่านหญิงแขจะมาด้วย มิเช่นนั้นจะออกไปต้อนรับให้ดีกว่านี้”
       “บ้านพรหมบดินทร์มีงานมงคลทั้งที แขก็สมควรจะมาอวยพร แล้วคุณพี่เองก็ส่งบัตรเชิญมาให้ แล้วน้องจะปฏิเสธได้อย่างไร”
       “ถ้าอย่างนั้นเชิญทางนี้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพี่จะพาไปตรงที่นั่งแขกคนสำคัญนะคะ”
       “ไม่จำเป็นหรอกค่ะ แขนั่งที่ไหนก็ได้ วันนี้ก็ว่าจะมาร่วมงานสักครู่เท่านั้น ไม่นานก็คงกลับ”
       “อย่างไรท่านหญิงก็ถือเป็นแขกคนสำคัญของบ้านพรหมบดินทร์ อย่างน้อยก็ให้ทางเราได้ต้อนรับอย่างสมเกียรติเถอะค่ะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       คุณหญิงภาวิดานำท่านหญิงแขไขไปยังที่นั่งรับรองแขกคนสำคัญ ขณะที่รามนรินทร์กำลังต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ในงาน ส่วนคุณชายภาณุทัตนั้นเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้องทำงานของคุณชายภาณุกร ชายชรากำลังนั่งมองดูรูปภาพเก่าเก็บของแม้นมาศ ซึ่งคุณชายภาณุกรเก็บมันเอาไว้ในลิ้นชักของโต๊ะทำงานมาโดยตลอด
       “ฉันคิดถึงเธอเหลือเกินน้องเล็ก วันนี้หลานของพวกเราโชคดีได้ครองคู่กัน ฉันหวังว่าจะไม่มีอะไรพรากพวกเขาไปจากกันเหมือนเรื่องของเราที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนะ” คุณชายภานุทัตรำพึงรำพันขณะที่มีหยดน้ำตาไหลรินออกมา ความรักและความคิดถึงที่มีต่อหญิงสาวคนรักก็ไม่เคยเลือนหายไปจากหัวใจ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปีแล้วก็ตาม
       ในวันนี้ที่ตึกใหญ่นั้นเต็มไปด้วยผู้คนและแขกเหรื่อมากมายจนเต็มไปด้วยความครึกครื้น ขณะที่เรือนไม้หอมยังคงดูเงียบงันเช่นเดิม แม่น้อยหลานของนมเฟื่องจำใจต้องมาช่วยเหลือรสสุคนธ์ในการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก เด็กสาวยังคงกลัวเรื่องเล่าลือถึงผีคุณย่าเล็ก แม้รสสุคนธ์พยายามจะยืนยันเสียงแข็งว่าเธออยู่เรือนนี้มานานแต่ไม่เคยโดนหลอกเลยสักครั้งก็ตาม
       “เป็นอะไรจ๊ะน้อย ?” รสสุคนธ์ถามเด็กสาวที่กำลังมองซ้ายมองขวาด้วยสีหน้าหวาดๆ ขณะช่วยหยิบจับพวกเครื่องประดับมาแต่งตัวให้กับเจ้าสาว
       “ก็มันน่ากลัวนี่คะคุณรส น้อยไม่เคยคิดว่าจะมีคนกล้ามาอยู่ที่เรือนนี้ด้วยซ้ำ” น้อยสารภาพออกมาตามความจริง ถึงแม้ว่าภายในตัวเรือนจะดูสวยงาม ไม่ได้ดูน่ากลัวเหมือนบ้านผีสิง แต่เธอก็ยังกลัวอยู่ดี
       “ฉันก็อยู่ได้นี่จ๊ะ ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย”
       “แหม... ถึงอย่างไรคุณรสก็เป็นหลานของท่านนะคะ ท่านคงไม่ทำอะไรลูกหลานตัวเองอยู่แล้ว” น้อยพูดไปโดยที่ไม่รู้ว่าแม้นมาศยืนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยอยู่ข้างๆ และกำลังมองรสสุคนธ์ที่จะได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาด้วยความปลื้มปีติ
       “เด็กคนนี้ก็พูดถูกนะแม่รส หากเธอไม่ใช่หลานของฉัน ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอะไรลงไปบ้าง”
       “โธ่...คุณย่าคะ”
       “คะ...คุณรสว่าอะไรนะคะ ?” น้อยขมวดคิ้วเข้าหากัน พลางหันหน้ามองซ้ายมองขวาเมื่อไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายนั้นกำลังพูดอยู่กับตนหรือไม่
       “เปล่านี่จ๊ะ ไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” รสสุคนธ์ยิ้มกลบกลื่นเมื่อเห็นหน้าหวาดๆ ของน้อยที่ทำท่าพร้อมเตรียมวิ่งหนีอยู่ตลอดเวลา
       “แต่น้อยได้ยินคุณรสพูดว่า...คุณย่า”
       “อ๋อ ฉันแค่กำลังนึกถึงคุณหญิงภาวิดาเท่านั้นเองจ้ะ ตอนนี้ท่านก็เป็นเหมือนคุณย่าของฉันแล้ว”
       “อย่างนั้นเองหรือคะ ดิฉันก็นึกว่าคุณกำลังพูดถึงคุณท่านที่อยู่เรือนหลังนี้ แค่คิดน้อยก็กลัวจนตัวสั่นแล้วล่ะค่ะ”
       ระหว่างที่น้อยพูดอยู่นั้น แม้นมาศก็ทำท่าทำทางประหลาด คล้ายกับว่าจะหาทางแกล้งน้อยเพื่อความสนุก จนรสสุคนธ์ต้องโบกไม้โบกมือเพื่อเป็นนัยบอกให้แม้นมาศอย่าแกล้งเด็กรับใช้ และขอให้ออกไปจากห้องนี้ก่อน ซึ่งดูเหมือนว่าแม้นมาศจะเข้าใจจึงทำหน้าบูดออกมา ก่อนจะเดินทะลุกำแพงหายตัวไปที่ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ
       “คุณรสโบกมือทำไมหรือคะ ?” คนขี้สงสัยยังคงสักต่อ ซึ่งถึงแม้ว่าน้อยจะรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาทั้งสิ้น
       “ฉันรู้สึกร้อนขึ้นมาพอดีจ้ะ ก็เลยโบกมือพัดสักหน่อย” รสสุคนธ์รีบยกมือขึ้นมาพัดกวักลมเข้าหาตัวเองเพื่อกลบเกลื่อน ทำให้น้อยลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
       “อ๋อ ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะไปเอาน้ำเย็นมาให้คุณทานดับร้อนนะเจ้าคะ”
       “ขอบใจจ้ะ”
       เมื่อน้อยออกจากห้องไปได้สักครู่ รสสุคนธ์ที่มองดูแล้วว่าไม่มีใครอยู่จริงๆ จึงได้เดินไปตามหาแม้นมาศเพื่อขอโทษที่ทำท่าทางเมื่อครู่นี้ออกไป แต่ก็ไม่มีวี่แววของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย 
       “หายไปไหนของเขานะ”
       รสสุคนธ์ได้แต่คิดว่าบางทีคุณย่าเล็กของเธออาจจะไปพักผ่อนอยู่ก็เป็นได้ เพราะโดยปกติแล้วนอกจากช่วงตอนกลางคืน ก็ไม่ค่อยเห็นผีบรรพบุรุษปรากฏตัวในช่วงเวลาอื่นสักเท่าไหร่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงตัดสินใจเดินกลับไปนั่งแต่งหน้าตามเดิม 
       หากเจ้าสาวผู้มีความสุขไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อยว่ามีใครบางคนลอบขึ้นมาบนเรือนไม้หอม และแอบเข้ามาหลบอยู่ภายในห้องเมื่อเธอไม่ทันได้สังเกตเห็น ชั่วเสี้ยววินาทีนั้นเองที่หญิงสาวไม่ได้ระมัดระวังตัวว่าจะมีใครเข้ามาทำอันตรายเธอได้บนเรือนหลังนี้ จู่ๆ เธอก็ถูกใครบางคนใช้ไม้ขนาดใหญ่ฟาดเข้าที่ท้ายทอยจนถึงกับหมดสติแน่นิ่งไปในทันใด
       “คิดว่าฉันจะยอมปล่อยให้แกไปเสวยสุขคนเดียวอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะนังรสสุคนธ์!”

       รสสุคนธ์รู้ตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองถูกมัดมือไพล่หลังอยู่บนเก้าอี้ ขณะที่น้อยเองก็ถูกมัดตัวนอนอยู่ใกล้ๆ มีสภาพไม่ต่างกัน
       “นี่มันเรื่องอะไรกัน...โอ๊ย” รสสุคนธ์กวาดสายตามองไปรอบๆ พร้อมทั้งนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความงุนงง รู้สึกเจ็บแปลบยังบริเวณท้ายทอย แถมยังรู้สึกได้ถึงเลือดอุ่นๆ ที่ไหลรินออกมา
       “รู้สึกตัวแล้วเหรอแม่ตัวดี!” เสียงเกรี้ยวกราดของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลัง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาจิกศีรษะของหญิงสาวที่เป็นศัตรูหัวใจ
       “ทะ...ท่านหญิงอุณนิษา! มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน ?” รสสุคนธ์เพิ่งสังเกตเห็นว่าเธออยู่ในห้องๆ หนึ่งของเรือนไม้หอม โดยที่หน้าต่างทุกบานนั้นถูกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด หญิงสาวไม่คิดว่าจะมีใครกล้าเข้ามาที่เรือนแห่งนี้ แต่เพราะอุณนิษาไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางเทวดา เลยกล้าที่จะเข้ามาเล่นงานรสสุคนธ์ถึงในเรือนที่ผู้คนเล่าลือถึงความอาถรรพ์
       “ฉันก็แค่แอบตามมาพร้อมกับคุณย่าที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานของแกในวันนี้ด้วยยังไงล่ะ!” อุณนิษาจ้องมองหญิงสาวด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย แสดงถึงความจงเกลียดจงชังออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
       “ปล่อยดิฉันก่อนเถอะค่ะ มีอะไรเราค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันดีกว่านะคะ” รสสุคนธ์พยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
       “ฉันยังมีอะไรจะต้องพูดกับแกอีกเหรอ ในเมื่อแกทำลายทุกอย่างพังพินาศไปหมดสิ้นแล้ว ทั้งฐานะและชื่อเสียงของฉัน รวมถึงเรื่องของพี่รามด้วย!” อุณนิษาจ้องมองหญิงสาวที่สวมชุดแต่งงานตรงหน้าด้วยอารมณ์พุ่งพล่าน สายตาจับจ้องไปยังเสื้อลูกไม้คอกลมที่นำเข้าจากฝรั่งเศส โดยตรงส่วนชายเสื้อตรงเอวด้านซ้ายผูกเป็นโบว์และทิ้งชายยาวตามสมัยนิยม นุ่งด้วยผ้ายกทองที่ปักลวดลายประณีตงดงาม ดวงตาขุ่นมัวเต็มไปด้วยความแค้นจับจ้องไปยังชุดแต่งงานที่เธอควรจะได้สวมมันมากกว่า รามนรินทร์เป็นผู้ชายที่เธอเฝ้ารอมาตลอดตั้งแต่รู้ว่าทั้งสองตระกูลปรารถนาจะให้ลูกหลานได้เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน
       “แต่ฉันไม่เคยทำอะไรหรือคิดร้ายกับท่านหญิงเลยนะคะ”
       “ไม่ทำก็เหมือนทำนั่นแหละ ไอ้ท่าทีใสซื่อจอมปลอมของแก หลอกเอาพี่รามไปจากฉัน ทั้งที่ฉันกับเขาต่างเกิดมาเพื่อเป็นคู่กันแท้ๆ”
       “เรื่องของหัวใจไม่มีใครบังคับใครได้หรอกนะคะ ท่านหญิงลองนึกทบทวนดูดีๆ ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้ มันจะทำให้พี่รามกลับไปหาท่านหญิงเหรอคะ”
       “เขาต้องกลับมาสิ ก็ในเมื่อฉันมีแหวนของสะใภ้แห่งพรหมบดินทร์ที่ตกทอดกันมาช้านาน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะยังไงพี่รามก็จะต้องเป็นของฉันเพียงคนเดียว!” อุณนิษายื่นนิ้วมือที่สวมแหวนไพลินมาตรงหน้าให้รสสุคนธ์ได้มองเห็นอย่างชัดๆ
       “แหวนนั่นมัน…คุณเอามันมาจากที่ไหน ?”
       “คุณย่าของฉันเป็นคนให้มา ท่านบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะเมื่อตอนที่ท่านเอามาจากศพของย่าของแก เพราะถ้าท่านครอบครองคุณชายภาณุทัตไม่ได้ คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เช่นกัน คุณย่าของฉันจึงแอบเข้ามาจัดการย่าของแก แล้วก็นำแหวนไปเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าตำแหน่งสะใภ้แห่งพรหมบดินทร์โดยชอบธรรมจะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นอีก!” อุณนิษาเปิดโปงเรื่องราวทุกอย่างที่ได้ยินมาจากท่านหญิงแขไขผู้เป็นย่าให้รสสุคนธ์ได้ฟัง ในเมื่อหญิงสาวผู้นี้คงจะไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวโพนทะนาให้ใครฟังอีกต่อไป
       “แต่คุณชายภาณุทัตกับคุณย่าของดิฉัน...ท่านรักกันด้วยหัวใจบริสุทธิ์ นี่ท่านหญิงแขไขไปทำร้ายพวกท่านเพื่อเรื่องแค่นี้เองเหรอคะ ?”
       “เรื่องแค่นี้ของแก...แต่มันหมายถึงหัวใจของพวกฉัน! ทั้งที่พวกฉันมาก่อนแท้ๆ ทั้งท่านย่า ทั้งฉัน แต่พวกแกสองคนย่าหลานกลับมาชิงเอาความรักเพียงหนึ่งเดียวของเราไป วันนี้ฉันจะจัดการกับแก ให้เหมือนกับที่ท่านย่าของฉันกำจัดย่าของแก จะได้ตายตกไปตามกันยังไงล่ะ!”
       “แต่ถึงคุณจะทำแบบนี้ คุณก็หนีไม่รอดหรอกค่ะ อีกอย่างถึงท่านหญิงจะฆ่าดิฉันได้ แต่ก็ใช่ว่าคุณรามจะเปลี่ยนใจไปรักคุณ เหมือนที่คุณชายภาณุทัตก็ไม่ได้ตกลงแต่งงานกับท่านย่าของคุณเหมือนกัน”
       “กะ...แก! ปากดีนักนะ”
       “เลิกล้มความคิดก่อนที่จะมีใครเจ็บตัวดีกว่านะคะ” รสสุคนธ์เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความหวังดี เมื่อบัดนี้เธอได้ยินเต็มสองหูแล้วว่าใครกันที่เป็นฆาตกรลงมือฆ่าแม้นมาศในคืนวันแต่งงาน...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น