อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:47:59

ตอนที่ 19 บ่วงฆาตกรรม

       อุณนิษาที่ตาขวางคล้ายกับคนบ้าหัวเราะเสียงออกมาดังลั่น ดวงตาจับจ้องไปยังร่างที่ถูกมัดเอาไว้แน่นหนากับเก้าอี้ด้วยความสมเพช ตัวเองจะตายแหล่ไม่แหล่อยู่แล้ว ยังจะมีหน้ากล้ามาพูดเรื่องไร้สาระให้ได้ยิน
       “เจ็บตัว ? แกหมายถึงใคร ? ตัวแกเองรึนางโง่!”
       “รสหมายถึง...” หญิงสาวพูดไม่ทันจบคำ เรือนไม้หอมก็สั่นสะเทือนไปทั้งหลังจนอุณนิษาแทบจะยืนไม่อยู่ ทันใดนั้นหน้าต่างประตูทุกบานก็เปิดออกกว้างพร้อมกัน ก่อนจะไล่ปิดลงทีละบานจนเกิดเสียงดังปึงปัง คล้ายกับต้องการจะขังทุกคนที่อยู่ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน แสงไฟในบ้านพลันดับวูบจนหมด ขณะที่ข้างนอกมีลมพายุพัดโหมกระหน่ำ
       “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ?” คนจับต้นชนปลายไม่ถูกเริ่มโวยวาย ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรือนหลังนี้กันแน่
       “ฉันก็พยายามจะเตือนท่านหญิงอยู่นี่ยังไงล่ะคะ แต่มันคงจะสายไปแล้ว” รสสุคนธ์พูดจบก็มีเงาสีดำปรากฏขึ้นข้างๆ เธอ แม้นมาศจ้องมองอุณนิษาด้วยสายตามาดร้าย ดวงตาดุดันกลายเป็นสีแดงฉานดูน่าสะพรึงกลัวชนิดที่รสสุคนธ์ไม่เคยเห็นมาก่อน หากแต่ผีที่เต็มไปด้วยความแค้นนั้นไม่ได้โผล่มาเพียงแค่ตนเดียว...
       “รายนี้กูยกให้มึง อีปริก!”
       สิ้นคำของเจ้าของเรือน ผีนางปริกก็ค่อยๆ ลอยโผล่ขึ้นมาจากพื้นบ้าน ใบหน้าซีดเซียวร้องไห้น้ำตาไหลเป็นสายเลือด ทว่ากลับแสยะยิ้มที่ดูสยดสยองพร้อมกับจ้องไปยังอุณนิษาไม่วางตา
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม ? คุณฆ่าอิฉันทำไม!”
       “ไม่จริง! เป็นไปไม่ได้!” อุณนิษามองผีนางปริกอย่างแทบไม่เชื่อสายตา ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ด้วยความตื่นตระหนก 
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม! คุณฆ่าอิฉันทำไม!!!” มันพูดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมาไม่ต่างกับตอนที่รสสุคนธ์ได้ยินเสียงผีนางปริกร้องไห้คร่ำครวญอยู่ข้างสระบัวเป็นประจำ
       “กะ...แก...นี่แกตายไปแล้วนี่!”
       ฆาตกรตัวจริงถอยหลังไปจนติดกำแพง ขณะที่ผีนางปริกยังคงตะโกนถามอย่างเจ็บแค้นพร้อมกับพุ่งเข้าไปบีบคอของอุณนิษาอย่างแรงจนหายใจแทบไม่ออก มันทั้งบีบคอ จับศีรษะของเธอกระแทกเข้ากับกำแพง และกัดเข้าที่ใบหน้าสวยของหญิงสาวหลายครั้งเพื่อระบายโทสะ ซึ่งถึงแม้จะเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสแต่อุณนิษากลับไม่สามารถร้องออกมาให้ใครช่วยได้  ลมหายใจของหญิงสาวเริ่มขาดช่วงขณะที่มือของเธอพยายามไขว่คว้าขอความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เมื่อผีนางปริกยังคงเพิ่มแรงบีบคอพร้อมกับตะโกนถามย้ำประโยคเดิมอยู่ซ้ำๆ 
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม! คุณฆ่าอิฉันทำไม!!!”
       แม้นมาศยืนมองดูพร้อมรอยยิ้มสะใจ ขณะที่รสสุคนธ์หลับตาไม่ยอมมองอะไรทั้งนั้น...
       “จะปิดตาทำไมแม่รส ดูไว้ซะ นี่แหละคือจุดจบของไอ้พวกสารเลวที่มันทำกับฉัน!”
       “ท่านหญิงอุณนิษาไม่ได้ทำร้ายคุณย่าเล็กนะคะ แต่เป็น...”
       “ฉันรู้แล้ว นี่ฉันก็ไม่ได้ทำร้ายมันสักหน่อย แต่เจ้ากรรมนายเวรของมันต่างหากที่กำลังทำอยู่ ส่วนเรื่องย่าของมัน เดี๋ยวหลังจากที่ท่านหญิงอู๊ดอะไรนี่มันตายแล้ว ฉันจะไปคิดบัญชีกับย่าของมันอีกที!”
       “ไม่ได้นะคะคุณย่าเล็ก แบบนั้นมันเป็นบาป ถ้าหากทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับวิญญาณของคุณย่าเล็กก็ไม่รู้” รสสุคนธ์ร้องเตือนเพื่อเรียกสติของแม้นมาศให้กลับคืนมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผล เมื่อตอนนี้ความแค้นที่สะสมมานานแสนนานนั้นประทุขึ้นมาอีกครั้ง และนี่ก็คงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้วิญญาณที่รอวันแก้แค้นและยังยึดติดอยู่กับบ่วงเวรบ่วงกรรมไม่อาจะไปสู่สุคติได้
       “ฉันไม่สน เธออยู่เฉยๆ ไปเถอะ แล้วก็ไม่ต้องคิดจะตามไปห้ามฉันด้วยนะ” จบคำแม้นมาศก็หายทะลุผ่านกำแพงออกไป เหลือไว้เพียงผีนางปริกที่ขณะนี้กำลังบีบคอของท่านหญิงอุณนิษาจนกระดูกคอแหลกละเอียด สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ เมื่อหนำใจมันก็เหวี่ยงร่างของหญิงสาวที่มีลิ้นยาวจุกปากตาเหลือกให้ไปนอนกองอยู่กับพื้นด้วยความสะใจ
       รสสุคนธ์พยายามดิ้นรนให้หลุดจากเชือก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อผีนางปริกจะหันมาทำร้ายเธอหรือไม่ ทว่ายังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะได้เป็นอิสระ ผีนางปริกก็หันมาที่เธอ มันยังคงส่งเสียงร้องไห้ไม่หยุดขณะที่เดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ
       “ฮือๆๆๆ”
       “ไม่นะ นางปริก พอเถอะ!” หญิงสาวพยายามตะโกนร้องเตือนสติ บัดนี้วิญญาณคุณย่าแม้นมาศคงถูกความแค้นบังตาจนลืมและทิ้งเธอไว้กับผีที่น่ากลัวอย่างอีปริกได้ลงคอ
       “คุณฆ่าอิฉันทำไม!” นางปริกพุ่งเข้าหารสสุคนธ์อย่างชิงชังทั้งที่หญิงสาวไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด อาจเป็นเพราะวิญญาณที่ถูกฆ่าตายมักจะถูกความแค้นบดบังสติจนทำร้ายคนไม่เลือก คิดแล้วหญิงสาวก็ได้แต่หลับตาปี๋พร้อมทั้งสวดภาวนาในใจขอให้มีใครสักคนมาช่วย
       ยังไม่ทันที่ผีร้ายจะได้แตะต้องตัวเธอ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างวาบขึ้นมาจนผีนางปริกกระเด็นถอยหลังไปกระแทกกำแพงอย่างแรง ก่อนจะปรากฏร่างของชายชราคนหนึ่งในชุดสีขาวเปล่งรัศมีสว่างจ้าจนผีนางปริกต้องเอามือขึ้นมาบังด้วยความแสบตา
       “ถึงเวลาที่เอ็งต้องไปรับกรรมของเอ็งเสียทีนะนางปริก ไปได้แล้ว!” เสียงนั้นดุจดังคำประกาศิต ทำให้ผีนางปริกที่กำลังคุ้มคลั่งอยู่หยุดชะงักในทันที ร่างของมันค่อยๆ คืนกลับสู่สภาพเดิมและคลายความดุร้ายลง คล้ายกลับมามีสติอีกครั้ง
       “เจ้าค่ะท่าน”
       จากนั้นผีนางปริกก็พนมมือก้มกราบร่างสีขาวที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทั้งน้ำตา ก่อนจะค่อยๆ มลายจางหายไปกับอากาศ
       “ไม่ต้องกลัวนะหนูรส ไม่มีใครทำอะไรหนูได้อีกแล้ว จงรีบตามไปห้ามคุณเล็กทีเถิด อย่าให้เธอต้องถลำลึกลงไปในบ่วงกรรมมากกว่านี้อีกเลย”
       “คุณชายภาณุกร…” รสสุคนธ์มองร่างนั้นด้วยความประหลาดใจ แล้วทันใดนั้นเชือกที่มัดตัวเธออยู่ก็หย่อนลงจนร่วงไปอยู่กับพื้น 
       “เธอต้องไปเตือนคุณเล็กให้ได้สติ ก่อนที่มือของเธอจะเปื้อนเลือดและมีบาปกรรมติดตัวจนกลายเป็นผีร้ายจริงๆ”
       “ค่ะ”
       จากนั้นหญิงสาวก็ไม่รอช้า รีบไปแก้เชือกให้แม่น้อยที่มีอาการสะลึมสะลือยังไม่ได้สติ ก่อนจะวิ่งออกจากเรือนไม้หอมไปยังเรือนใหญ่เพื่อหยุดยั้งแม้นมาศจากการทำบาปครั้งสุดท้าย เธอจำได้ คุณย่าเล็กเคยพูดว่าถ้าเจอฆาตกรเมื่อไหร่ จะตามไปหักคอให้ตายตกไปตามกัน

       ท่านหญิงแขไขกำลังนั่งไม่สบอารมณ์อยู่ภายในงานระหว่างรอสัญญาณจากคนขับรถของเธอ โดยสัญญาณนั้นจะถูกส่งมาก็ต่อเมื่ออุณนิษาทำสิ่งที่ต้องทำจนเสร็จและแอบกลับเข้าไปรอในรถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนั่นก็ทำให้หญิงสูงวัยเริ่มนั่งไม่ติด เพราะว่าหลานของเธอใช้เวลานานเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าหากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา คราวนี้ไม่เพียงแค่อุณนิษาเท่านั้นที่จะจบเห่ แต่เรื่องทุกอย่างอาจจะถูกซัดทอดมาถึงเธอที่เป็นตัวการด้วยอีกคน
       แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยทักท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ท่ามกลางแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน
       “มองหาใครอยู่เหรอคะท่านหญิงแขไข” 
       “เปล่าหรอกค่ะ” ท่านหญิงแขไขตอบกลับไปเพราะเข้าใจว่าเป็นคนที่รู้จักเข้ามาทักทายตามประสา แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่เข้ามาปกคลุมในบริเวณนั้น และทันทีที่หันไปมองหน้าผู้ที่เข้ามาทัก ก็พบสตรีอ่อนวัยหน้าตาสะสวย ซึ่งไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปเท่าไหร่ เธอก็ยังจดจำใบหน้างดงามนั้นได้ติดตา “ปะ...เป็นไปไม่ได้!”
       อยู่ดีๆ ท่านหญิงแขไขก็ลุกขึ้นมาร้องโวยวายจนคนในงานพากันหันมามอง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ที่จู่ๆ ก็หน้าซีดเผือดและมองไปในทิศทางที่ไม่มีใครยืนอยู่
       “วันนี้ฉันจะทวงหนี้ชีวิตที่แกเอาจากฉันไป!” 
       ไม่มีผู้ใดมองเห็นแม้นมาศที่กำลังยืนชี้หน้าผู้หญิงที่ฆ่าเธอด้วยความริษยาอย่างเลือดเย็น อารมณ์โกรธแค้นปะทุออกมาจนร่างของผีสาวเปลี่ยนไปกลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว จากใบหน้าที่เคยดูสวยงามกลับกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ดวงตาที่จ้องมองมาก็ดูถมึงทึงจนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า 
       “อย่า! ไม่นะ!!!”
       ท่านหญิงแขไขร้องตะโกนขณะพยายามกระเสือกกระสนหนีออกจากตรงนั้น แต่แล้วจู่ๆ โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าก็ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วกระแทกเข้ากับหญิงชราอย่างจังจนล้มคะมำ 
       บรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายที่ได้เห็นภาพนั้นต่างพากันร้องอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจในสิ่งที่ได้พบเห็นตรงหน้า  จนเมื่อมีแจกันดอกไม้และถ้วยชามพุ่งเข้าใส่ร่างของท่านหญิงแขไขคล้ายกับจะทุบตี ผู้คนในที่นั้นต่างก็ร้องโวยวายขึ้นมาด้วยความตกใจและวิ่งหนีออกไปจากบริเวณงานเลี้ยงกันหมด จากนั้นสิ่งของทั้งหลายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ต่างลอยขึ้นและหมุนวนเวียนอยู่รอบห้องราวกับต้องการสร้างอาณาเขตที่ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปได้อีก
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?” คุณชายภาณุทัตเอ่ยขึ้นเมื่อวิ่งมาถึงพร้อมกับรามนรินทร์ พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตากับสิ่งที่ได้เห็น เมื่อพบว่าท่านหญิงแขไขกำลังพยายามปัดป้องร่างกายจากบรรดาข้าวของที่ลอยอยู่พุ่งเข้าไปทำร้าย
       “ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณปู่”
       “จะอย่างไรก็ช่าง เราต้องช่วยท่านหญิงแขออกมาก่อน!”
       ทว่าแม้ทั้งคู่จะพยายามเข้าไปช่วย แต่ก็ดูเหมือนจะถูกกันตัวเอาไว้โดยพลังอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ไม่นานนักรสสุคนธ์ก็วิ่งมาถึงด้วยอาการกระหืดกระหอบ 
       “น้องรส เกิดอะไรขึ้น ?” รามนรินทร์ที่เห็นเจ้าสาวของตนในสภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก รสสุคนธ์บอกเขาว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร ก่อนจะเล่าเรื่องคร่าวๆ ให้ชายหนุ่มได้ฟัง
       “เรื่องมันยาวค่ะ คือว่าท่านหญิงอุณนิษาพยายามจะทำร้ายรส แต่คุณย่าเล็กมาขวางไว้ แล้วตอนนี้คุณย่าเล็กก็จะมาฆ่าท่านหญิงแขไขหลังจากที่รู้ความจริงทุกอย่างแล้ว!”
       “อะไรนะ ?” รามนรินทร์ไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ยิน ขณะที่คุณชายภาณุทัตได้ยินดังนั้นก็รีบซักถามเมื่อได้ยินชื่อแม้นมาศจากปากของรสสุคนธ์
       “ความจริงอะไรรึหนูรส บอกฉันมา!” 
       “คุณย่าเล็กท่านไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่ถูกท่านหญิงแขไขฆ่าพร้อมกับขโมยเอาแหวนไพลินที่จะมอบให้สะใภ้คนโตแห่งบ้านพรหมบดินทร์ไปค่ะ”
       “อะไรกัน ? นี่เธอหมายความว่าไอ้ของที่ลอยๆ อยู่ในอากาศตอนนี้เป็นฝีมือแม่เล็กเขาอย่างนั้นรึ และนี่ก็กำลังจะมาเอาชีวิตของฆาตกรใช่หรือไม่ ?” คุณชายภาณุทัตถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจสับสนจนแทบตีกันยุ่งเหยิง ไม่ว่าจะทั้งดีใจ ทั้งตกใจ และเสียใจถ้าหากหญิงคนรักจะจมอยู่ในห้วงแห่งความแค้นจนต้องออกมาทำร้ายผู้คนที่ลอบฆ่าเธอในคืนวันแต่งงาน
       “ใช่ค่ะ มันอาจฟังดูเหมือนเรื่องโกหก แต่รสได้พบเจอและพูดคุยกับคุณย่าเล็กมาได้สักพักแล้วค่ะ”
       “เธอบอกว่าท่านหญิงอุณนิษาจะทำร้ายเธอ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับท่านหญิงอุณนิษา หรือว่าแม่เล็กทำร้ายเธอไปแล้ว ?”
       “ไม่ใช่ค่ะ ท่านหญิงถูกผีนางปริกตามมาล้างแค้น เพราะว่าท่านหญิงเป็นคนฆ่านางปริก ไม่ใช่เจ้าหนี้อย่างที่คนอื่นเข้าใจกัน”
       “แล้วทำไมท่านหญิงถึงต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า ?” คุณชายภาณุทัตโพล่งถามออกมาอีกครั้ง
       “ก็เพราะท่านหญิงอุณนิษาเป็นผู้ว่าจ่างให้นางปริกหาพวกนักเลงหัวไม้มาดักฉุดรสในวันนั้นยังไงล่ะคะ ถ้าไม่ได้คุณรามกับคุณชายใหญ่มาช่วยไว้ บางทีรสอาจจะตายไปแล้วก็ได้”
       “ถ้าอย่างนั้น...ตอนนี้ท่านหญิงอุณนิษาก็ถูกนางปริกฆ่าไปแล้วอย่างนั้นรึ”
       “ค่ะ แต่ก่อนที่นางปริกจะหันมาทำร้ายดิฉัน คุณชายกรก็มาช่วยเอาไว้ และท่านก็ให้ดิฉันรีบมาห้ามคุณย่าเล็กไม่ให้ก่อกรรมไปมากกว่านี้ค่ะ” รสสุคนธ์มีสีหน้าเศร้าสร้อยยามนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ โดยที่เธอเองก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ 
       “โธ่...นี่มันเกิดเรื่องเลวร้ายอะไรกับบ้านพรหมบดินทร์ของเราเนี่ย แล้วทีนี้จะหยุดแม่เล็กไม่ให้ฆ่าคนได้อย่างไรกัน” คุณหญิงภาวิดาที่ตามเข้ามาสมทบกล่าวด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อทันได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดที่รสสุคนธ์เล่าให้ทุกคนได้ฟัง
       “ฉันจะลองพูดกับคุณย่าเล็กดูค่ะ เผื่อท่านจะยอมรับฟัง” 
       จากนั้นรสสุคนธ์ก็เดินไปยังห้องโถงที่บัดนี้มีแต่สิ่งของลอยวนอยู่ในอากาศคล้ายกับมีพายุหมุนขนาดย่อมอยู่ภายใน ท่านหญิงแขไขที่โดนสิ่งของทั้งหลายพุ่งเข้าชนจนตามร่างกายมีเลือดไหลกำลังนั่งคุดคู้อยู่ตรงกลางห้อง 
       “คุณย่าเล็กคะ หยุดทำเรื่องแบบนี้เถอะคะ การล้างแค้นไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น มีแต่จะสร้างบาปกรรมต่อกันไปเรื่อยๆ”  รสสุคนธ์คิดว่าผู้เป็นย่าจะยอมฟังคำทัดทานของเธอ และเลิกล้มความคิดที่จะฆ่าท่านหญิงแขไขเพื่อแก้แค้น
       “แล้วความแค้นของฉันล่ะ ? ชีวิตของฉันที่มันเอาไปล่ะ มันต้องชดใช้ให้ฉันสิ!”
       “หากเรารู้จักปล่อยวาง คุณย่าเล็กก็จะพบกับความสุขที่แท้จริงนะคะ บางทีการที่คุณย่าเล็กยังวนเวียนอยู่ที่เรือนไม้หอมไม่ยอมไปผุดไปเกิด อาจเป็นเพราะยังยึดติดกับความแค้นจนมันพันธนาการร่างเอาไว้ให้ไปไหนไม่ได้”
       “ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน! ฉันจะเอาชีวิตมัน ฉันจะเอาเลือดออกจากตัวมันให้หมด จะทรมานมันไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะทนไม่ไหว จากนั้นฉันจะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ ให้สมกับที่มันทำไว้กับฉัน!”
       “โธ่...คุณย่าเล็กคะ” รสสุคนธ์ทรุดเข่าลงบนพื้นอย่างสิ้นหวัง คุณย่าแม้นมาศไม่ยอมฟังที่เธอพูดเลยแม้แต่น้อย ขณะนั้นภานุทัตที่ดูเหตุการณ์อยู่ตลอดก็เดินมาข้างๆ หญิงสาว ก่อนจะพูดขึ้น
       “ฉันไม่รู้ว่าเธอจะได้ยินฉันหรือไม่ แต่ฉันอยากจะบอกเธอว่า...ฉันรักเธอนะแม่เล็ก” ชายสูงวัยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคงไม่ต่างอะไรกับเมื่อสี่สิบปีก่อน เขายังคงยึดมั่นในความรักที่มีต่อแม้นมาศเสมอมา ดวงตาเคร่งขรึมมองตามไปยังทิศทางเดียวกับที่รสสุคนธ์มองผู้เป็นย่า พยายามจะรับรู้ถึงตัวตนที่มีอยู่ของหญิงคนรัก
       “พี่ชายใหญ่!”
       ทว่าเสียงของแม้นมาศไม่อาจส่งผ่านไปถึงคุณชายภาณุทัตได้ ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด กระนั้นชายผู้ซึ่งยึดมั่นในความรักก็กล่าวต่อไปด้วยหัวใจที่แน่วแน่
       “ถึงแม้ว่าเขาคนนั้นจะทำให้กายของเราพรากจากกัน แต่สิ่งที่เขาไม่มีวันพรากไปได้ก็คือความรักที่ฉันมีให้ต่อแม่เล็กเสมอ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน เชื่อฉันเถอะนะแม่เล็ก ปล่อยเขาไปเถอะ วันหนึ่งบาปกรรมของเขาจะติดตามไปทวงเขาเอง อย่าไปอยู่ร่วมบ่วงกรรมบ่วงเดียวกับเขาต่อไปอีกเลยนะ ฉันขอร้องล่ะ”
       คุณชายภาณุทัตไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นจะสื่อไปถึงหญิงคนรักหรือไม่อย่างไร ทว่าทันทีที่เขากล่าวจบ สิ่งของต่างๆ ที่เคยลอยหมุนวนอยู่ในอากาศก็กลับร่วงหล่นลงมาเต็มพื้นห้อง ม่านพลังที่เคยกั้นขวางทุกคนไม่ให้เข้ามาใกล้ท่านหญิงแขไขบัดนี้หายไปแล้ว ฆาตกรตัวจริงที่ทำร้ายแม้นมาศกำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่ใจกลางห้องเพียงลำพัง
       “คุณย่าเล็กได้ยินที่คุณชายใหญ่พูดแล้วค่ะ”
       “แต่ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินที่แม่เล็กเขาพูดบ้างล่ะ” คุณชายภาณุทัตพูดจบก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความโศกเศร้า ขณะที่แม้นมาศก็ยืนร้องไห้อยู่ข้างๆ เช่นกัน แม้จะอยู่ใกล้กัน...แต่ทั้งคู่กลับไม่สามารถสัมผัสถึงกันได้ ทั้งๆ ที่รักกันมากมายยิ่งนัก 
       รามนรินทร์ที่ตั้งสติได้ก่อนใครรีบวิ่งเขาไปดูท่านหญิงแขไข ที่บัดนี้ร่างกายเต็มไปด้วยรอยช้ำบวมคล้ายถูกของแข็งรุมทุบตีอย่างหนัก สีหน้าและแววตาเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ
       “ท่านหญิงแขเป็นอย่างไรบ้างครับ ?”
       “กลัวแล้ว...พอแล้ว...กลัวแล้ว...”
       รามนรินทร์หันมามองหน้าคนอื่นๆ พร้อมกับส่ายหน้า สติของหญิงชราไม่อยู่กับตัวเองอีกต่อไปแล้ว 
       และหลังจากนั้นแม้จะถูกพาไปส่งโรงหมอแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าท่านหญิงแขไขจะกลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก เธอต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไปเพราะความริษยาและบาปที่ทำมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น