อัปเดตล่าสุด 2019-05-24 13:26:59

ตอนที่ 2 เรือนอาถรรพ์

       ปีพุทธศักราช ๒๔๗๙


       หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวดูเรียบร้อยและเป็นพิธีการ เงยหน้ามองสถานที่เบื้องหน้าด้วยความชื่นบาน บ้านพรหมบดินทร์ที่เคยได้ยินเรื่องเล่าจากปากของคุณย่าใหญ่ไม่ต่างไปจากที่จินตนาการเอาไว้เลยแม้แต่น้อย ตัวบ้านนั้นคล้ายกับยกคฤหาสน์ในยุโรปมาตั้งเอาไว้ รอบด้านรายล้อมไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ แผ่กิ่งก้านทอดเงาให้ความร่มรื่นทอดยาวไปจนถึงทางเดินด้านหลังที่มีอาณาบริเวณไกลจนสุดลูกหูลูกตา บริเวณสนามที่จัดงานเลี้ยงแบบกลางแจ้งสว่างไสวไปด้วยแสงจากตะเกียงและดวงโคม โต๊ะขนาดใหญ่ปูด้วยผ้าขาว เรียงรายไปด้วยอาหารมากหน้าหลายตา ทั้งอาหารไทยและฝรั่ง จัดวางอย่างสวยงามและน่ารับประทาน
       ‘รสสุคนธ์ เกษมบริรักษ์’ หลานสาวเพียงคนเดียวของ ‘แม้นศรี’ หรือ ‘คุณย่าใหญ่’ พี่สาวของแม้นมาศผู้ล่วงลับไป ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในวันนี้ หลังจากที่บ้านพรหมบดินทร์ไม่เคยมีงานรื่นเริงอีกเลยนับจากโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีต ซึ่งในฐานะที่ทั้งสองตระกูลเคยเกือบจะได้เกี่ยวดองกัน คุณชายภาณุกรน้องชายคนเล็กของคุณชายภาณุทัตจึงเห็นว่าสมควรจะส่งบัตรเชิญไปให้ทางคุณแม้นศรี เกษมบริรักษ์ พี่สาวคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่ของคุณแม้นมาศด้วย
       งานเลี้ยงในครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงต้อนรับหลายชายคนสำคัญ ‘รามนรินทร์ พรหมบดินทร์’ ที่เพิ่งเรียนจบจากประเทศอังกฤษ หรือจะพูดตามตรงก็คือ เป็นงานเลี้ยงรวมญาติที่คุณหญิงภาวิดาจัดขึ้น เพื่อตั้งใจจะแนะนำหลานชายสุดที่รัก เลยถือโอกาสให้รามนรินทร์ได้รู้จักกับ ‘ท่านหญิงอุณนิษา’ หลานสาวของท่านหญิงแขไขมา ณ โอกาสนี้ แต่สำหรับภาณุกรกลับคิดอีกต่างออกไป เมื่อรู้ว่าทางตระกูลเกษมบริรักษ์เอง ก็มีหลานสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานสาวของท่านหญิงแขไขอยู่ เธอผู้นั้นก็น่าจะเหมาะสมกับรามนรินทร์ด้วยเช่นเดียวกัน
       “ฉันมาตามคำเชิญของคุณชายภาณุกร พรหมบดินทร์ ไม่ทราบว่าจะสามารถพบท่านได้ที่ไหนหรือจ๊ะ ?” รสสุคนธ์พูดพร้อมกับหยิบบัตรเชิญส่งให้กับเด็กรับใช้ที่เดินตรงเข้ามาหา เมื่อเห็นว่าหญิงสาวดูละล้าละลังไม่เดินเข้าไปในงานสักที
       “อ๋อ...ท่านยืนอยู่ตรงซุ้มดอกไม้น่ะเจ้าค่ะ” เด็กรับใช้ผายมือไปทางด้านหลัง ที่ซึ่งเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มแบบฝรั่งกำลังยืนสนทนากับบรรดาแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน รสสุคนธ์มองตามและพยักหน้า เมื่อเห็นแล้วว่าคนที่เธอจะต้องมาพบอยู่ที่ใด
       “ขอบใจมากนะ” ผู้มาเยือนกล่าวขอบคุณเด็กรับใช้ ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปทักทายผู้ที่ส่งบัตรเชิญงานเลี้ยงไปให้คุณย่าใหญ่ ซึ่งในความจริงแล้ว แม้นศรีไม่ได้อยากให้หลานสาวมาร่วมงานในวันนี้เลยสักนิด ถ้าไม่ติดว่ารสสุคนธ์ยืนกรานว่าอยากมาเห็นบ้านหลังนี้กับตาตนเอง อีกทั้งเธอเองยังรู้สึกติดใจกับเรื่องราวของคุณย่าเล็กในอดีต ที่เคยได้ยินเรื่องราวโศกนาฏกรรมความรักอันแสนเศร้ามาจากพวกผู้ใหญ่ ยามที่มีการทำบุญครบรอบวันตายให้กับแม้นมาศในทุกๆ ปี รวมไปถึงข้อสงสัยต่างๆ ที่ทุกคนต่างพยายามปิดปากเงียบกัน เพราะไม่อยากจะรื้อฟื้นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กลับมาตอกย้ำความเศร้าสลดของทุกคนอีกครั้ง
       ทว่ายังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะได้เดินเข้าไปเอ่ยคำทักทายผู้ที่เชื้อเชิญเธอมาร่วมงานในครั้งนี้ หญิงสาวก็บังเอิญเดินชนเข้ากับเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่ต่างคนต่างไม่ทันได้ระวัง จนเสียหลักเกือบจะล้มลง โชคดีที่ชายหนุ่มช้อนรับตัวเธอเอาไว้ได้เสียก่อนที่ร่างบางจะล้มลงไปกระแทรกกับพื้นด้านล่าง
       “ระวัง!”
       “ว้ายยย...ขอโทษค่ะ” 
       มือแกร่งรั้งร่างบางในชุดเดรสสีขาวมาไว้ในอ้อมกอดด้วยความว่องไว ชั่ววินาทีนั้นเองที่รสสุคนธ์รู้สึกเหมือนโลกรอบๆ ตัวเธอหยุดหมุนไปชั่วขณะ เมื่อเบื้องหน้านั้นคือชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหมดจดและดูมีสง่าราศีในชุดสูทสีเทาเข้ม น้ำเสียงของเขาทุ้มกังวานมีจังหวะจะโคนน่าฟัง ดวงตาเป็นประกายสุกใสจ้องมองมายังหญิงสาวแปลกหน้าที่อยู่ในอ้อมกอดของตน ก่อนจะเอ่ยถามออกไป
       “เป็นอะไรรึเปล่าครับ ?”
       “มะ...ไม่เป็นไรค่ะ” แก้มนวลแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักไม่เป็นจังหวะ รสสุคนธ์รู้สึกตัวและรีบขืนตัวให้ออกห่าง อยากจะแทรกแผ่นดินหนีจากตรงนั้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด
       “คุณเป็นแขกของคุณหญิงย่าเหรอครับ ?”
       “คือว่า...” 
       หากยังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะได้ตอบอะไร ทันใดนั้นเองเสียงของคนที่เชิญเธอมาร่วมงานก็กล่าวทักทายขึ้นอย่างเป็นกันเอง เรียกสติให้คนถูกเรียกชื่อรีบหันไปในทันที
       “นั่นหนูรสสุคนธ์ใช่ไหม ?” 
       “ใช่ค่ะคุณชาย” เธอตอบพร้อมกับรีบยกมือไหว้ชายสูงวัยอย่างนอบน้อม เมื่อเห็นว่าคนที่ทักนั้นคือเจ้าของบัตรเชิญที่เธอกำลังจะเดินเข้าไปหา แต่มีอันต้องมาสะดุดขาจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้นให้ขายขี้หน้าเสียก่อน หากไม่มีผู้ชายคนนี้มารับตัวเอาไว้
       “ไหว้พระเถอะจ้ะ แล้วก็ไม่ต้องเรียกอะไรแบบนั้นหรอกนะ เรียกฉันว่าคุณปู่เหมือนพ่อรามเขาเถิด อย่างไรเสียเราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ว่าแต่รู้จักพ่อรามหลานของฉันแล้วรึยังล่ะ” 
       คุณชายภาณุกรอยู่ในชุดสูทแบบฝรั่ง ใบหน้าใจดีคลี่ยิ้มออกมาด้วยความเป็นมิตร ทักทายหญิงสาวที่ตนได้รับแจ้งจากคุณแม้นศรี เกษมบริรักษ์ ว่าจะส่งหลานสาวมาเป็นตัวแทนในงานเลี้ยงนี้ คนไม่ถือยศถือศักดิ์บอกกล่าวอย่างเป็นกันเอง เพราะอย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยถือว่าตระกูลเกษมบริรักษ์เป็นคนอื่นคนไกล
       “ยินดีที่ได้รู้จักครับ” รามนรินทร์ทักทายแขกของผู้เป็นปู่ตามมารยาท หากแต่สายตาของชายหนุ่มนั้นจับจ้องไปยังใบหน้าหวานที่ไม่ได้แต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางหนาเตอะเหมือนบรรดาพวกหญิงสาวคนอื่นๆ อย่างไม่วางตา มีอะไรบางอย่างสะกดใจให้เขาไม่อาจละไปจากวงหน้างามนั้นได้ จนรสสุคนธ์จำต้องหลบสายตาและรีบยกมือไหว้รามนรินทร์ที่แก่กว่า ก่อนจะหันไปกล่าวคำขอบคุณกับชายสูงวัยเพื่อแก้ความเขินอาย
       “ขอบพระคุณมากนะคะที่ส่งบัตรเชิญไปให้คุณย่าใหญ่ อีกอย่างหนึ่ง รสขอเรียกคุณชายว่าคุณชายแบบนี้จะดีกว่าค่ะ เพราะเกรงว่าเรียกแบบอื่นมันจะฟังดูไม่เหมาะสม”
       “ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้ามันทำให้หนูรสลำบากใจ ฉันก็ไม่บังคับหรอกนะ “
       เมื่อได้ยินดังนั้นรามนรินทร์ก็รู้ได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้ว หญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผู้นี้เป็นแขกของผู้ใด และนั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสนใจในตัวเธอมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่คิดไม่ถึงว่าคุณปู่ของเขาจะเป็นผู้เชิญเธอมา ในเมื่องานเลี้ยงครั้งนี้คุณหญิงย่าต่างหากที่เป็นผู้เจ้ากี้เจ้าการจะจัดงานขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการจัดเลี้ยงต้อนรับที่เขากลับมาเมืองไทย ซึ่งมีหรือที่คนอย่างเขาจะไม่รู้ว่าเป้าหมายแท้จริงของคุณหญิงย่า ก็คือตั้งใจจะแนะนำเขาให้รู้จักกับท่านหญิงอุณนิษา หลานสาวของท่านหญิงแขไขนั่นเอง
       “ฉันดีใจมากนะที่หนูรสมาร่วมงานเลี้ยง ถ้าอย่างไรฉันฝากขอบคุณคุณย่าใหญ่ของหนูรสด้วยที่ยอมส่งหนูมาเป็นตัวแทนเพื่อมาร่วมงานนี้” 
       หากยังไม่ทันที่คุณชายภาณุกรจะได้กล่าวอะไรต่อไป คุณหญิงภาวิดาก็เดินตรงเข้ามาหาทุกคนในทันที
       “ใครน่ะตากร เพื่อนของพ่อรามหรือ ?” คุณหญิงภาวิดาเป็นสตรีรูปร่างผอมสูง แต่งกายหรูหราด้วยชุดผ้าไหมสีเขียวเข้ม คอที่เหยียดเชิดสวมสร้อยมรกตล้อมเพชรรูปหยอดน้ำ ดูวูบวาบบาดตายามกระทบกับแสงไฟ เธอเอ่ยถามขณะปรายสายตามองหญิงสาวเบื้องหน้าอย่างพิจารณา
       “ดิฉันชื่อ รสสุคนธ์ เกษมบริรักษ์ ค่ะ” ผู้น้อยกล่าวแนะนำตัวเองและยกมือไหว้ผู้ที่มาใหม่ด้วยท่าทีนอบน้อม ทว่าเมื่อเธอกล่าวจบ คุณหญิงภาวิดาก็แสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวขึ้น คล้ายกับเจอศัตรูมาตั้งแต่ชาติปางไหน
       “หล่อนมาทำอะไรที่นี่ บ้านพรหมบดินทร์ไม่ต้อนรับพวกตระกูลเกษมบริรักษ์!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดตวาดดังขึ้น โชคดีที่ขณะนั้นเป็นจังหวะดนตรีบรรเลงในงานพอดี เลยกลบเสียงจนไม่ทำให้กลายเป็นจุดสนใจของบรรดาแขกเหรื่อคนอื่นๆ 
       “กระผมเชิญหนูรสมาเองขอรับพี่หญิง” คุณชายภาณุกรส่งเสียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะรีบออกหน้าให้ เมื่อเห็นท่าทีว่าพี่สาวของตนยังฝังใจในเรื่องครั้งสมัยอดีตและยากจะลบเลือนไปจากความทรงจำ 
       “นี่ตากรไปเชิญเสนียดเข้าบ้านเราทำไมกัน!”
       “ทำไมพี่หญิงพูดแบบนั้น อย่างไรเสียทางบ้านหนูรสก็นับได้ว่าเป็นญาติของเราเหมือนกันนะขอรับ”
       “แต่ฉันไม่เคยนับญาติกับคนตระกูลนี้ คนที่ทำให้ตระกูลพรหมบดินทร์ของเรามีแต่เรื่องมัวหมอง” คุณหญิงส่งเสียงเอ็ดตะโรดังลั่น คราวนี้บรรดาแขกเหรื่อที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ ต่างหันมองมาเป็นสายตาเดียวกัน เพราะด้วยความที่ไม่มีใครเคยเห็นสตรีสูงวัยที่ดูสุขุมเกรี้ยวกราดถึงขนาดนี้มาก่อน 
       “กระผมว่าพี่หญิงควรจะปล่อยวางเรื่องในอดีตลงได้แล้ว ในเมื่อไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น”
       “ฝันไปเถอะ ต่อให้ฉันตาย ฉันก็ไม่มีวันอภัยให้กับผู้หญิงคนนั้นเป็นอันขาด นี่ไม่นับรวมกับที่มันเอาแหวนไพลินของคุณย่าไปซุกซ่อนจนของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษต้องหายสาบสูญไป...”
       “พ่อรามพาน้องไปทางโน้นก่อน เดี๋ยวปู่ตามไป” คุณชายภาณุกรตัดบทและหันไปทางหลานชาย ด้วยไม่อยากให้รสสุคนธ์ต้องมาเสียความรู้สึก ทั้งที่ตนเป็นคนเชิญหญิงสาวมาร่วมงานในฐานะแขกคนสำคัญแท้ๆ 
       “ครับคุณปู่” ชายหนุ่มพยักหน้าทำตามและผายมือเชิญให้รสสุคนธ์เดินไปยังซุ้มดอกไม้ที่จัดเอาไว้เพื่อรับรองแขกอีกทางด้านหนึ่ง ถึงแม้เขาเองจะไม่ค่อยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นสักเท่าไหร่ กระนั้นก็รู้ดีว่าไม่ใช่เวลาสมควรที่จะซักถามอะไรในตอนนี้ 
       รามนรินทร์พารสสุคนธ์เดินออกจากความวุ่นวายของงานเลี้ยงตรงไปยังสวนข้างบ้านที่สงบเงียบกว่า
       “คุณรามไปรับแขกท่านอื่นๆ ก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวดิฉันยืนรอคุณชายอยู่แถวๆ นี้ก็ได้” รสสุคนธ์รีบกล่าวออกไปด้วยความเกรงใจ เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของงานต้องมาคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอจนไม่ได้ไปทักทายบรรดาแขกคนสำคัญคนอื่นๆ ที่มาร่วมงาน
       “แต่ในฐานะของเจ้าบ้าน ผมก็ควรจะพาคุณไปชมรอบๆ เสียก่อน” รามนรินทร์ตอบพร้อมกับยื่นมือให้หญิงสาว “มาสิครับ ผมจะพาไป” 
       “เอ่อ...คุณรามคะ ฉันเดินไปเองก็ได้ค่ะ”
       “ก็จริงครับ แต่ในสวนนี่อาจจะมีหลุมมีบ่อ หากคุณสะดุดล้มแบบเมื่อครู่อีก คราวนี้ผมอาจจะรับไม่ทัน” 
       “แต่ถ้าจำไม่ผิด คุณรามเป็นฝ่ายเดินมาชนดิฉันไม่ใช่เหรอคะ”
       “ฮะฮ่า นั่นสินะครับ”
       ทั้งคู่ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า ตาของทั้งคู่ประสานกัน โดยที่ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ต่อไปอีก ราวกับว่าสวรรค์ได้กำหนดชะตามาให้กับคนทั้งสองได้มาพบกัน อะไรบางอย่างที่ทำให้ทั้งคู่ไม่อาจละสายตาจากกันและกันได้ อะไรบางอย่างที่คล้ายกับมีเส้นใยบางๆ ที่เชื่อมโยงระหว่างชายหญิงทั้งคู่เอาไว้ด้วยกัน และอะไรบางอย่างที่ทำให้รามนรินทร์รู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวใบหน้าหวานตรงหน้า อย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนเลยในชีวิตนี้ ทั้งๆ ที่รอบตัวเขานั้นมักจะมีแต่สตรีหน้าตาสะสวยและเพียบพร้อมอยู่ตลอดเวลา 
       ณ วินาทีนั้นเอง รามนรินทร์ตัดสินใจแล้วว่าต่อให้โลกแตกสลาย เขาก็ไม่ปรารถนาที่จะแลมองสตรีในสยามคนใดอีกเลย นอกจากหญิงสาวที่ชื่อว่า ‘รสสุคนธ์ เกษมบริรักษ์’ ผู้นี้
       หากยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้สนทนากันต่อ เสียงของคุณชายภาณุกรก็เรียกสติของคนทั้งสองให้กลับมาอีกครั้ง
       “อะแฮ่ม...” 
       “คุณปู่มาไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยนะครับ” รามนรินทร์หันมาหาทางต้นเสียงพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี ส่วนรสสุคนธ์ได้แต่รีบผงะถอยออกห่างจากชายหนุ่ม เพราะเกรงว่าคุณชายภาณุกรจะตำหนิเอาไว้ว่าทำตัวไม่สมกับเป็นกุลสตรี แต่ดูเหมือนว่าชายสูงวัยจะไม่ได้ติดใจอะไร นอกเสียจากจะอมยิ้มน้อยๆ ยามที่เห็นว่าหลานชายคนสำคัญดูท่าจะถูกอกถูกใจหญิงสาวที่ตนเองส่งบัตรเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงอย่างออกหน้าออกตา
       “ก็ปู่ไม่อยากขัดจังหวะคนหนุ่มสาวนี่นา”
       “เอ่อ...แต่พวกเราไม่ได้ทำอะไรกันเลยนะคะคุณชาย” รสสุคนธ์รีบกล่าวปฏิเสธพลางก้มหน้านิ่งด้วยความขวยเขิน ทั้งที่เธอกับรามนรินทร์ก็แค่สนทนากันได้ไม่กี่ประโยคเท่านั้นเอง
       “ผมขอยืนยันด้วยอีกคนครับคุณปู่ เราสองคนแค่ยืนอยู่ด้วยกันเฉยๆ เท่านั้นเอง” รามนรินทร์ช่วยยืนยันอีกเสียง หากแต่สีหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
       “ปู่ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แต่ก็เห็นทั้งคู่ยืนมองตากันอยู่นานสองนาน ปู่ก็เลยไม่อยากทำลายบรรยากาศ”
       “ไม่ได้มีบรรยากาศอะไรทั้งนั้นหรอกค่ะคุณชาย ว่าแต่ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว รสขอตัวกลับก่อนดีกว่าค่ะ เพราะท่าทางเมื่อครู่รสคงได้ก่อเรื่องน่าปวดหัวให้กับคุณชายไปเสียแล้ว” หญิงสาวมีสีหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย ด้วยเกรงว่าจะสร้างปัญหาให้กับคุณชายภาณุกรเสียแล้ว
       “ไม่เป็นไรหรอก เรื่องของพี่หญิงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหนูรสเลยแม้แต่น้อย มันเป็นทิฐิส่วนตัวของเขาเองทั้งนั้น” ภาณุกรอธิบายเมื่อรู้ดีว่านิสัยของผู้เป็นพี่สาวนั้นเป็นเช่นไร หากแต่ไม่คิดว่าผู้เป็นพี่ยังคงฝังใจกับเรื่องในอดีตจนกลายเป็นคนที่ไร้เหตุผลเช่นนี้
       “ถ้าเช่นนั้นรสเองก็ควรจะไปกราบขออภัยท่านอยู่ดีที่ทำให้ขุ่นเคืองใจ น่าจะทำให้ท่านสบายใจขึ้นนะคะ”
       “ฉันว่าตอนนี้หนูรสอย่าเพิ่งไปเจอกับพี่หญิงจะดีกว่านะ ว่าแต่ฉันได้ข่าวมาว่าหนูรสเรียนการบัญชีมาใช่ไหม ?” ชายสูงวัยเอ่ยถามถึงเรื่องที่ต้องการจะรู้
       “ใช่ค่ะ คุณชาย”
       “งั้นก็ดีเลย ฉันอยากให้หนูมาช่วยงานฉันที่บ้านพรหมบดินทร์นี้สักหน่อย เห็นคุณแม้นศรีเธอบอกว่าหนูเองก็กำลังหางานทำอยู่ไม่ใช่รึ” ภาณุกรกรกล่าวออกมาด้วยความเอ็นดู เมื่อรู้สึกถูกชะตากับรสสุคนธ์อย่างบอกไม่ถูก
       “จะดีเหรอคะ แต่รสเกรงว่าจะเป็นการสร้างปัญหาให้กับคุณชายนะคะ” รสสุคนธ์ตั้งท่าจะปฏิเสธ แม้จะนึกดีใจอยู่ไม่ใช่น้อยที่คุณชายภาณุกรเอ่ยปากชวนให้มาทำงานด้วยกัน เพราะตั้งแต่จบมาเธอก็พยายามที่จะดิ้นรนหางานทำมาโดยตลอด กระนั้นก็ไม่ค่อยมีที่ไหนยินดีที่จะรับผู้หญิงเข้าไปทำงานด้วยสักเท่าไหร่ หรือถ้ามีก็มักจะกดเงินค่าตอบแทนเสียจนแทบไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย
       “ถ้าเป็นเรื่องของพี่หญิง หนูรสไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง เอาเป็นว่าฉันอยากได้นักบัญชีที่ไว้ใจได้ แล้วใครเล่าจะเหมาะกว่าคนที่เปรียบเสมือนกับเป็นเครือญาติกัน” เนื่องจากคุณชายภาณุกรต้องการได้ผู้ช่วยที่ไว้ใจได้มาช่วยทำบัญชีรายรับรายจ่ายของบ้านพรหมบดินทร์อยู่พอดี เพราะนอกจากตนจะทำหน้าที่ทนายประจำตระกูลแล้ว ยังมีหน้าที่ตรวจสอบรายรับร่ายจ่ายของทุกคนในบ้านไม่ให้ขาดตกบกพร่องอีกด้วย
       “แต่รสเกรงว่าจะไม่มีความสามารถพอกับที่คุณชายต้องการน่ะสิคะ”
       “อย่าถ่อมตัวไปเลยหนูรส ฉันว่าฉันดูคนไม่ผิดหรอกนะ อีกอย่างเราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ให้ฉันได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์เพื่อหนูและตระกูลเกษมบริรักษ์บ้างเถิด” คนพูดจาดีพยายามหว่านล้อมให้หญิงสาวมาทำงานด้วยกัน เมื่อในใจนั้นรู้สึกถูกใจกับกิริยาท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตนของรสสุคนธ์ อีกทั้งยังเห็นแล้วว่ารามนรินทร์เองก็ดูจะถูกใจเธอมากกว่าหญิงสาวคนไหนๆ ภายในงานเลี้ยง ทั้งที่ความจริงแล้วคุณหญิงภาวิดาตั้งใจจะจัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อให้หลานชายได้พบปะกับบรรดาลูกสาวผู้ลากมากดีที่มีฐานะและชาติตระกูลสมน้ำสมเนื้อกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ‘ท่านหญิงอุณนิษา’ ที่เป็นหลานสาวสุดรักสุดหวงของท่านหญิงแขไขนั่นเอง
       “มาทำงานกับคุณปู่เถอะครับ ท่านใจดีและไม่ดุ แถมยังจะได้รับความรู้ที่หาที่ไหนไม่ได้จากท่านอีก” รามนรินทร์เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังมีท่าทีลังเลและไม่ยอมตอบตกลงเสียที ก็เลยช่วยลงทุนขอร้องด้วยอีกแรง เพราะถ้าหากรสสุคนธ์ยอมมาทำงานกับคุณปู่ของเขาจริงแล้วล่ะก็ เขากับเธอก็คงจะได้พบปะพูดคุยและทำความรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้
       “ถ้าอย่างนั้นรสขอกลับไปปรึกษากับคุณย่าใหญ่ก่อนก็แล้วกันนะคะ” รสสุคนธ์เลือกที่จะแบ่งรับแบ่งสู้ตอบกลับไป เมื่อใจหนึ่งเธอเองก็ต้องการจะได้งานที่ตรงกับสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา อีกทั้งการได้มาทำงานกับคุณชายภาณุกรด้วยแล้ว ย่อมต้องดีกว่าไปตระเวนหางานให้คนที่ไม่รู้จักเขากดขี่ราคาว่าจ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็คิดว่าควรกลับไปปรึกษาผู้ใหญ่เสียก่อน
       “เอาเถิด ถ้าอย่างไรหนูรสลองกลับไปปรึกษาคุณแม้นศรีดูเสียก่อนก็แล้วกัน ถ้าคุณย่าใหญ่ของเธออนุญาต อาทิตย์หน้าก็มาเริ่มงานได้เลยนะ ฉันจะจัดที่อยู่ให้อย่างสุขสบาย ไม่ต้องกลัวลำบากไปหรอก” ภาณุกรให้โอกาสหญิงสาวได้ไปครุ่นคิดและตัดสินใจอีกครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้วอยากจะให้เธอตอบตกลงเสียเลยวันนี้ด้วยซ้ำไป
       “รสไม่ได้กลัวลำบากหรืองานหนักเลยสักนิดค่ะคุณชาย ห้องเล็กๆ รสก็อยู่ได้”
       “ไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าถ้าเธอตัดสินใจจะมาทำงานกับฉันจริง ฉันจะจัดการทุกอย่างให้เอง” เจ้าของบ้านกล่าวยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น   
       “ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตานะคะ ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว รสของตัวกลับบ้านก่อนก็แล้วกันค่ะ” หญิงสาวรีบยกมือไหว้ขอบคุณ
       “เดินทางดีๆ นะ หนูรส แล้วเจอกันอาทิตย์หน้า เอ้า! พ่อราม ถ้ายังไงก็ขับรถไปส่งน้องเขาทีสิ”
       “ครับคุณปู่” รามนรินทร์ที่รอโอกาสอยู่แล้วรีบตอบรับคำในทันที
       “มะ...ไม่ต้องหรอกค่ะ เดี๋ยวรสเรียกรถรับจ้างนั่งออกไปจะดีกว่า”
       “ไม่ได้หรอก ความจริงฉันเองก็อยากจะชวนหนูรสค้างเสียที่นี่ด้วยซ้ำไป” ชายสูงวัยยังคงยืนกรานด้วยความเมตตา และนึกเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่ต่างอะไรกับลูกหลานของตน
       “อย่าดีกว่าค่ะคุณชาย รสเกรงว่าคุณหญิงภาวิดาท่านคงจะไม่ชอบใจนัก”
       “เอาเป็นว่า ถ้ายังไงให้ผมขับรถไปส่งคุณดีกว่านะครับ รอที่นี่สักครู่นะเดี๋ยวผมไปเอารถมารับ” รามนรินทร์ที่เห็นหญิงสาวพยายามจะปฏิเสธก็เลยรีบชิงพูดตัดบทขึ้นมา ก่อนจะยิ้มแล้วเดินออกไปเอารถมารับแขกคนสำคัญของคุณปู่
       รามนรินทร์ไปไม่นาน ก็ขับรถยนต์คันหรูมาจอดรับหญิงสาว เขาลงมาเปิดประตูให้รสสุคนธ์ขึ้นรถ ก่อนจะขับรถออกไปจากบ้านพรหมบดินทร์เพื่อที่จะไปส่งเธอที่สถานีรถไฟตามคำบอก ซึ่งหลังจากที่คุณหญิงภาวิดาทราบเรื่องก็อาละวาดเสียยกใหญ่ เมื่อรู้ว่าน้องชายคนเล็กดันเห็นดีเห็นงามและปล่อยให้รามนรินทร์ขับรถไปส่งหญิงสาวจากตระกูลที่เธอจงเกลียดจงชังเป็นที่สุด
       “ตากร! ทำแบบนี้ไม่เห็นแก่หน้าพี่บ้างรึอย่างไร”
       “ความจริงกระผมตั้งใจจะชวนหนูรสให้ค้างที่เรือนใหญ่เสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นแค่เด็กสาว การเดินทางไกลคงจะเหนื่อยไม่ใช่น้อย” คุณชายภาณุกรตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาให้กับทิฐิที่พี่สาวมีต่อตระกูลเกษมบริรักษ์
       “พี่ไม่อนุญาต!” คุณหญิงภาวิดาส่งเสียงสูงขึ้นมา ก่อนจะหันไปพูดกับท่านหญิงแขไขพร้อมทั้งขอโทษขอโพย “ต้องขอโทษท่านหญิงแขจริงๆ เลยนะคะ ที่พ่อหลานชายตัวดีหายตัวไปแบบนี้ นี่พ่อรามคงจะขัดใจปู่ของเขาไม่ได้น่ะค่ะ”
       “อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่หญิงดา อย่างไรเสียพ่อรามกับหญิงนิษาหลานสาวน้อง ก็ได้รู้จักมักจี่กันเรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราค่อยนัดกันวันหลังก็ไม่เห็นจะเป็นไร” สตรีรูปร่างท้วมหากแต่ดูมีสง่าราศีสมกับที่เป็นราชนิกุลกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หากแต่หลานสาวคนงามได้แต่ทำหน้าบึ้งตึง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรูปงามที่ท่านย่าของเธอตั้งใจจะให้เกี่ยวดองกัน กลับให้ความสนใจกับหญิงสาวคนอื่นมากกว่าตน
       “เอาเป็นว่าเดี๋ยวย่าจะให้พ่อรามเขาไปรับท่านหญิงนิษาไปรับประทานอาหารกลางวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะจ๊ะ” คุณหญิงภาวิดาเปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทีในการพูดทันที เมื่อหันมาพูดกับคนที่หมายหมั้นเอาไว้ว่าจะให้มาเป็นหลานสะใภ้
       “แต่หลานเกรงว่าจะเป็นการรบกวนพี่รามเขาน่ะสิคะ” ท่านหญิงอุณนิษาคลี่ยิ้มออกมาอย่างเอียงอาย แต่ก็อดที่จะดีใจไม่ได้เมื่อได้ยินเช่นนั้น
       “เกรงใจอะไรกันจ๊ะ เราเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหนสักหน่อย” 
       “หลานกราบขอบพระคุณคุณหญิงย่ามากนะคะ” คำพูดของคุณหญิงภาวิดาทำให้ท่านหญิงอุณนิษาคลี่ยิ้มออกมาได้ ในเมื่อเธอเองก็ถูกใจรามนรินทร์ที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดูหล่อเหลาคมคาย ทั้งรูปร่างและหน้าตาล้วนแล้วแต่ดึงดูดใจ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนได้ใกล้ชิดกับเขาก็คงต้องตกหลุมรักผู้ชายคนนี้อย่างง่ายดาย อีกทั้งการศึกษาและหน้าที่การงานของชายหนุ่มยังเป็นที่นับหน้าถือตา และสามารถเชิดหน้าชูตากับเธอได้อย่างสมน้ำสมเนื้อโดยที่ไม่ต้องอายใคร
       “ว่าแต่ผู้หญิงที่พ่อรามไปส่งนี่เป็นใครกันรึคะพี่หญิงดา ?” ท่านหญิงแขไขถามด้วยความสงสัย
       “เป็นหลานสาวของนางแม้นศรี เกษมบริรักษ์น่ะสิคะ พี่ไม่เข้าใจเลยว่าตากรจะเชิญมาทำไมให้เป็นเสนียดบ้าน” คุณหญิงภาวิดาตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก
       “ถ้าอย่างนั้นน้องหวังว่าเรื่องที่เราคุยกันไว้จะไม่มีปัญหานะคะ”
       “ท่านหญิงไม่ต้องห่วงไปหรอกค่ะ ในเมื่อมันอยากมาอยู่ที่นี่ พี่ก็จะให้มันไปอยู่ในที่ที่เหมาะกับมัน”
       “หรือว่าพี่หญิงจะหมายถึง...” ท่านหญิงแขไขทำหน้าตาตื่นตกใจ ขณะที่คุณหญิงภาวิดาพูดตอบพร้อมกับยิ้มอย่างมีเลศนัย
       “ใช่ค่ะ ที่เรือนอาถรรพ์หลังนั้นแหละ”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น