อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:48:17

ตอนที่ 20 บทส่งท้าย

       “คุณชายภาณุทัตคะ เชิญทางนี้เถอะค่ะ” 
       รสสุคนธ์เดินพาเจ้าของเรือนที่แท้จริงเข้ามาในบ้าน หญิงสาวตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นสื่อกลางให้คุณชายภาณุทัตได้พบกับคุณย่าเล็กของเธอเสียที ตั้งแต่เกิดเรื่องในคืนวันแต่งงานนั้น คุณย่าเล็กก็ไม่เคยพบเห็นคุณชายภานุทัตอีกเลย ทั้งที่คุณชายเคยก็แวะเวียนมาที่เรือนไม้หอมแทบจะทุกวัน หรือบางวันก็นอนค้างเสียที่เรือนแห่งนี้เพราะหวังว่าจะได้พบกับวิญญาณของหญิงสาวคนรักอีกสักครั้งหนึ่ง หากแต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีวันจะเป็นจริงได้ เมื่อคุณชายภานุทัตนั้นเป็นคนจิตแข็ง ส่วนแม้นมาศก็ยึดมั่นถือมั่นในความแค้น จนไม่อาจมองเห็นชายคนรักที่หมั่นแวะเวียนมาพบเธอที่เรือนแห่งนี้ และดูเหมือนคล้ายกับสวรรค์จะกลั่นแกล้ง เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่อาจมองเห็นซึ่งกันและกันได้ รสสุคนธ์ตั้งข้อสันนิษฐานเอาว่า คงเป็นเพราะต่างคนต่างมีกรรมเป็นของตน และผลกรรมนั้นอาจจะทำให้ทั้งคู่ไม่อาจจะได้พบกันดังที่ปรารถนา 
       “ที่ผ่านมาเธอพักอยู่กับแม่เล็กที่นี่อย่างนั้นเหรอ ?”
       “ใช่แล้วค่ะ และคุณย่าเล็กก็ช่วยดูแลรสเป็นอย่างดีมาโดยตลอด”
       “ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเกือบสี่สิบปี แต่ที่นี่ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนไปเลยนะ ขอบใจมากนะ ที่มาอยู่เรือนไม้หอมแห่งนี้และไม่ปล่อยให้มันถูกปิดตายกลายเป็นเรือนอาถรรพ์อีกต่อไป”
       “ที่นี่สวยงามมากจริงๆ นะคะ รสเองก็ชอบที่นี่มากๆ เลย”
       “ก็ดีแล้ว หลังจากแต่งงาน ฉันจะยกโฉนดของบ้านและที่ดินผืนนี้ให้เป็นของเธอ อย่าปฏิเสธความต้องการสุดท้ายของคนแก่เลยนะ เพราะอย่างไรเสียเรือนหลังนี้ก็เป็นของคุณย่าเธออยู่แล้ว” คุณชายภาณุทัตกล่าวด้วยความยินดีเป็นที่สุด
       “แต่ว่า...สถานที่แห่งนี้เป็นความทรงจำของคุณชายกับคุณย่าเล็กนะคะ”
       “ถือว่าเป็นของขวัญแต่งงานจากฉันก็แล้วกัน เธอมาอยู่ที่นี่กับตาราม แม่เล็กเองก็จะได้ไม่เหงา” คุณชายภาณุทัตถอนหายใจออกมา ไม่ว่าจะพยายามเรียกหาหญิงสาวคนรักสักเท่าไหร่ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่เคยเห็นแม้นมาศเลยสักครั้ง ทั้งที่ผ่านมานั้นผู้คนอื่นๆ รวมไปถึงพวกบ่าวไพร่ต่างพากันถูกหลอก จนบางคนถึงกับจับไข้หัวโกร๋นไปบ้างก็มี 
       “คุณชายยังอยากจะเจอคุณย่าเล็กของรสอยู่หรือเปล่าคะ ?” รสสุคนธ์ลองแกล้งถามออกไป เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่าถ้าอีกฝ่ายได้พบกับหญิงคนรักของตนในสภาพที่ไม่ใช่คน ยังจะรู้สึกยินดีอยู่หรือไม่ 
       “ไม่เคยมีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงแม่เล็ก” ดวงตาเศร้าสร้อยเหม่อมองไปรอบๆ เรือนไม้หอมคล้ายกับจะนึกทบทวนเรื่องราวในอดีต ทั้งเรื่องความรักที่หวานชื่นเสียจนโลกทั้งใบดูสดใสมีชีวิตชีวา แต่พอยามที่ต้องพลัดพรากไกลจากสตรีผู้เป็นที่รัก พลันโลกเบื้องหน้าก็ดูคล้ายกับจะถล่มทลายลงมาจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
       คุณชายภานุทัตนึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่หายตัวไปเพราะเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตแบบนี้ และไม่อยากรับรู้เรื่องราวความเป็นไป ด้วยความที่หมดอาลัยตายอยากต่อเหตุการณ์ที่หญิงคนรักต้องมาจบชีวิตลงในคืนแต่งงาน อีกทั้งคุณหญิงภาวิดาผู้เป็นน้องสาวกับทางบ้านก็พยายามจะให้ตนไปแต่งงานกับท่านหญิงแขไข คนไม่เหลือหัวใจให้รักใครได้อีก จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านพรหมบดินทร์และไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านท้ายสวนเพียงลำพัง โดยมีคุณชายภาณุกรผู้เป็นน้องชายที่ล่วงรู้ความจริงและยอมช่วยเหลือให้ตนได้มีโอกาสได้ทำตามใจที่ต้องการ
       “รสเชื่อว่าคุณย่าเล็กก็คิดถึงคุณชายอย่างสุดหัวใจเช่นเดียวกันค่ะ”
       “ถ้าเป็นไปได้ ฉันเองก็อยากจะเห็นแม่เล็กเขาอีกสักครั้งจริงๆ”
       “เอาเป็นว่า...ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวรสลองเรียกคุณย่าเล็กให้ก็แล้วกันนะคะ”
       “นี่เธอว่าอะไรนะ ?”
       “ก่อนหน้านี้ตอนที่คุณชายกลับมาใหม่ๆ คุณย่าเล็กท่านก็พยายามจะพูดคุยกับคุณชายเช่นกัน แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ วันนี้รสจะลองวิธีบางอย่างดู หวังว่ามันจะได้ผล”
       “วิธีไหน ? รีบบอกมาเร็วเข้า ฉันยินดีทำทุกกอย่าง”
       หญิงสาวเอื้อมมือซ้ายมาสัมผัสกับมือของชายชรา ส่วนมือขวาของเธอก็คล้ายกับคว้ามือของใครบางคนอยู่ จู่ๆ คุณชายภาณุทัตก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา และเมื่อเขาหันไปทางอีกข้างของรสสุคนธ์ ก็มองเห็นร่างโปร่งแสงสีขาวของหญิงคนที่เขารักมากที่สุด
       “น้องเล็ก…น้องเล็ก”
       “พี่ชายใหญ่คะ พี่เห็นน้องแล้ว...พี่เห็นน้องแล้ว”
       ทั้งคู่สบตากันพร้อมกับร้องไห้ออกมา แม้จะอยู่ห่างกันแค่เอื้อมมือแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสถึงกันไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ความรู้สึกท่วมท้นที่ทั้งคู่มีต่อกันส่งผ่านร่างของรสสุคนธ์จนหญิงสาวเองต้องร้องไห้ออกมาด้วยคน
       “พี่คิดถึงเล็กเหลือเกิน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พี่อยากจะบอก ถ้าเป็นไปได้อยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไปอยู่กับน้องเล็กเสียที”
       “ไม่ได้นะคะ หากพี่ชายใหญ่ทำแบบนั้น บาปกรรมของการกระทำนั้นอาจส่งผลให้พี่ชายต้องไปอยู่ในภพภูมิอื่น แล้วเราก็จะไม่มีวันได้พบกันอีก”
       “แต่ว่าพี่อยากอยู่กับเล็ก ไม่อยากให้เล็กจากไปไหนอีกแล้ว”
       “น้องก็อยากให้เป็นแบบนั้นค่ะพี่ชายใหญ่ แต่น้องคิดว่าอีกไม่นาน...น้องคงจะต้องไปแล้ว”
       “ไม่ได้นะเล็ก! อย่าทิ้งพี่ไปอีกเลย”
       “เล็กไม่ได้ทิ้งค่ะ เล็กแค่จะไปรอคอยพี่ชายใหญ่ในอีกที่หนึ่ง แล้วเราจะได้พบกันอีก...เมื่อถึงเวลา” ร่างของแม้นมาศเริ่มจางหายไปเรื่อยๆ น้ำตาของคุณชายภาณุทัตก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด 
       “พี่จะรอจนถึงวันนั้น...วันที่เราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
       “แม่รส ฉันไปก่อนนะ ขอบใจเธอมากสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง” แม้นมาศหันไปมองยังหลานสาวที่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาสั้นๆ หากก็นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอมีความสุขที่สุดหลังจากที่ต้องมาจบชีวิตลง รสสุคนธ์ยกมือไหว้บรรพบุรุษของตนด้วยความเคารพ และรู้สึกใจหายยามที่รู้ว่าจะไม่ได้พบกับผู้เป็นย่าอีกต่อไป แต่อย่างไรเสียเธอก็ไม่ควรจะฉุดรั้งบรรพบุรุษของตนเอาไว้ด้วยความผูกพัน และอาจทำให้ผู้เป็นย่าไม่อาจไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็นอย่างที่ผ่านๆ มาได้
       “รสดีใจมากๆ เลยนะคะที่มีโอกาสได้พบกับคุณย่าอีกครั้ง ทั้งได้รับความรัก ความเอ็นดู รวมถึงความช่วยเหลือต่างๆ ที่คุณย่าได้ทำเพื่อรส ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ก็ตาม คุณย่าจะยังคงอยู่ในความทรงจำของหลานคนนี้ตลอดไปค่ะ”
       “รักษาตัวด้วยนะแม่รส” 
       “เดี๋ยวก่อนน้องเล็ก” คุณชายภาณุทัตเรียกแม้นมาศพร้อมกับพยายามยื่นมือเข้าไปคว้าร่างที่โปร่งแสงของเธอทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถทำได้ ชายชรามองมือที่คว้าได้แต่ความว่างเปล่า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่รักและเดินตรงเข้าไปหาเธอ
       “พี่ชายใหญ่...”
       “พี่อยากให้เล็กรู้ว่า พี่รักน้องเล็กมากนะ พี่ยอมสละทุกอย่างเพื่อให้ได้กอดหรือสัมผัสน้องเล็กอีกครั้งแม้แค่เสี้ยววินาทีก็ยังดี และไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ พี่ก็จะขอตามรักน้องเล็กไปตลอดกาล”  น้ำตาที่ไหลรินมาจากความโหยหาและความรักสุดหัวใจหยดลงไปโดนมือโปร่งแสงของแม้นมาศ 
ราวกับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตอบรับคำขอของคู่รักที่น่าสงสารคู่นี้ ทันใดนั้นเองร่างของแม้นมาศก็เริ่มมีสีสันกลับคืนมาอีกครั่ง และคุณชายภาณุทัตที่กำลังหลับตาร้องไห้เศร้าโศกอยู่ ก็รู้สึกว่ามีใครสักคนกำลังกุมมือของตนเอาไว้อย่างแผ่วเบา เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบว่าแม้นมาศนั้นเป็นผู้ที่กุมมือของเขานั่นเอง ชายชราอ้าปากค้าง รอยยิ้มแห่งความดีใจผุดขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของทั้งคู่ เขาดึงร่างของเธอเข้ามากออดอย่างแนบแน่นพร้อมกับพร่ำบอกเธอว่าเขารักเธอมากแค่ไหน
       “น้องเล็ก สวรรค์คงฟังคำขอของพี่ ถึงแม้จะต้องตายในวันนี้ พี่ก็ไม่มีอะไรค้างคาใจอีกแล้ว!”
       “พี่ชายใหญ่ ขอบคุณนะคะที่รักน้องมากขนาดนี้ น้องเองรักพี่ชายใหญ่มาก แต่อย่างไรเราก็คงต้องจากกันไปชั่วคราวอยู่ดี อย่าเสียใจไปอีกเลยนะคะ น้องขอไปรอพี่ชายใหญ่ในอีกภพก่อนและจะจำอ้อมกอดนี้ไว้ไม่มีวันลืม”
       ทันทีที่สิ้นถ้อยคำนั้น ร่างของแม้นมาศก็ค่อยๆ จางหายไปท่ามกลางประกายแสงระยิบระยับที่ดูงดงามจับตา
       แม้นมาศจากไปแล้ว เหลือเพียงความว่างเปล่า ความเศร้าทั้งหลายมลายไปจากหัวใจของทั้งสอง คุณชายภานุทัตเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าของตนออก ก่อนจะหันไปพูดกับรสสุคนธ์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มกับความอิ่มเอิบภายในหัวใจ 
       “ขอบใจมากนะหนูรส”
       “รสก็ต้องขอบคุณคุณชายมากค่ะ ที่ช่วยปลดปล่อยคุณย่าเล็กให้เป็นอิสระ”
       “ย่าของเธอต่างหากที่ช่วยทำให้ฉันเป็นอิสระ บัดนี้ฉันจะไม่เศร้าเสียใจอีกต่อไปแล้ว”
       ชายชรายิ้มออกมาจากหัวใจ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่เขาสามารถยิ้มออกมาได้ด้วยความสุขที่แท้จริง เพราะถึงแม้ว่าตนนั้นจะพยายามหลีกหนีความเป็นจริง และหันไปใช้ชีวิตเพียงลำพังโดยตัดขาดจากโลกภายนอกก็ตามที กระนั้นทุกๆ วันในใจก็ยังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ยังคงเฝ้าคิดถึงหญิงสาวคนรักตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา และนั่นอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่เป็นสิ่งฉุดรั้งโดยพันธนาการแม้นมาศเอาไว้ให้ไม่สามารถไปตามเส้นทางที่ควรจะเป็นได้ 
       แต่ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี กระนั้นผู้คนที่ได้ก่อเวรก่อกรรมเอาไว้ต่างก็ได้รับในสิ่งที่ตนเองได้สร้างขึ้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เมื่อสุดท้ายแล้วก็มีผู้พบศพของท่านหญิงอุณนิษาจมอยู่ใต้สระบัวที่เดียวกับที่นางปริกถูกโยนลงไป ซึ่งรสสุคนธ์จำได้ว่าเธอเห็นว่านางปริกเป็นคนลงมือสังหารท่านหญิงสูงศักดิ์ผู้นี้อย่างเลือดเย็น ส่วนท่านหญิงแขไขก็ไม่ได้มีจุดจบที่ดีไปกว่า เมื่อหญิงชรากับกลายเป็นคนคลุ้มคลั่งและสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว วันๆ เอาแต่พร่ำเพ้อว่าจะมีคนเข้ามาทำร้าย และพยายามทุบตีตนเองอยู่ตลอดเวลา สร้างความเวทนาให้กับผู้ที่ไปเยี่ยมและพบเห็นเป็นอย่างมาก
       ทุกๆ คนต่างตระหนักถึงผลกรรมและบาปบุญคุณโทษ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดนั้นจะเป็นผู้สูงศักดิ์หรือต้อยต่ำมาจากไหน แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลีกหนีบ่วงแห่งกรรมไปได้ เมื่อในที่สุดบาปตั้งแต่ครั้งบรรพกาลก็ย้อนกลับมาเอาผิดต่อผู้ที่คิดชั่ว ทำชั่ว ให้ได้รับผลกรรมทันตา...

       เมื่อเรื่องราววุ่นวายทุกอย่างได้คลี่คลายลง งานแต่งงานอันชื่นมื่นของรามนรินทร์และรสสุคนธ์ก็ถูกจัดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง หากในครั้งนี้คุณหญิงภาวิดาอาสาขอเป็นแม่งานด้วยตนเอง เพื่อชดเชยความผิดที่ได้ทำเอาไว้กับรสสุคนธ์ รวมไปถึงในอดีตที่เคยทำเรื่องไม่ดีเอาไว้กับแม้นมาศ ซึ่งตระกูลเกษมบริรักษ์ที่ได้รับเชิญมาร่วมงานในฐานะแขกผู้มีเกียรติก็ได้ปรับความเข้าใจกับทางตระกูลพรหมบดินทร์เป็นที่เรียบร้อย เพราะรู้แล้วว่าการอาฆาตแค้นซึ่งกันและกันล้วนแล้วแต่ทำให้ไม่ใครก็ใครต่างไม่มีความสุข 
       จวบจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ห้าเดือนแล้วนับตั้งแต่แม้นมาศจากไป เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นคล้ายกับเป็นแค่ความฝัน ซึ่งท้ายที่สุดทุกๆ คนก็ต้องตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงไม่ว่ามันจะร้ายหรือดีก็ตาม รสสุคนธ์ยืนอยู่ตรงระเบียงของเรือนไม้หอมที่ตกแต่งใหม่อย่างสวยงามพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ดูสดใส สลับกับก้มมองดูหน้าท้องของตนเองที่พองโตขึ้นก่อนจะใช้มือลูบไล้อย่างอ่อนโยน
       “คิดอะไรอยู่เหรอครับ ?” รามนรินทร์เดินเข้ามาโอบกอดเธอจากทางด้านหลัง มือของเขาลูบตรงหน้าท้องของหญิงสาว ก่อนจะเลื่อนไปสัมผัสกับมือของเธอและกุมเอาไว้ด้วยความรักอย่างสุดหัวใจ
       “รสกำลังคิดถึงคุณย่าเล็กค่ะ ไม่รู้ป่านนี้ท่านจะไปอยู่ที่ภพภูมิไหน” หญิงสาวตอบด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มปนเศร้าเล็กน้อย เพราะยามที่นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทีไร ก็อดที่จะคิดถึงแม้นมาศไม่ได้ทุกที
       “พี่ก็ไม่รู้หรอกนะว่าท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้  แต่พี่เชื่อว่าทุกคนย่อมมีหนทางของตน แล้วแต่กรรมที่เคยกระทำเอาไว้ ซึ่งไม่ว่ามันจะดีหรือเลว จะช้าหรือเร็วเราก็ต้องได้รับผลจากกรรมนั้นๆ อย่างไม่อาจเลี่ยงได้” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับจุมพิตที่แก้มของเธอเบาๆ พร้อมกับกระชับอ้อมกอดให้แนบแน่นมากยิ่งขึ้น
       “รสแค่สงสารคุณย่าเล็ก อยากให้ท่านมีความสุขกับคนที่ท่านรักบ้าง บางทีรสก็สงสัยนะคะ ว่าท่านจะยังเลือกมีความรักกับคุณชายใหญ่อีกไหม ถ้ารู้ว่าตนเองจะต้องมาพบกับความเจ็บปวดและมีจุดจบเช่นนี้”
       “ในความคิดของพี่ ไม่ว่าต่อให้ต้องเลือกใหม่อีกสักกี่ครั้ง และจะต้องเจ็บปวดอีกสักกี่หน พี่เชื่อว่าท่านทั้งสองก็ยังคงเลือกที่จะมีความรักให้กันและกันเหมือนเช่นเดิมอยู่ดี”
       “พี่รามฟังดูมั่นใจจังเลยนะคะ”
       “แน่นอนครับ เพราะถ้าเป็นพี่ ต่อให้ต้องเจ็บและทุกข์ทรมานเจียนตาย พี่ก็ยินดีรับมันไว้มากกว่าที่จะอยู่สุขสบายไปตลอดชาติ โดยที่ไม่เคยได้สัมผัสความรักจากน้องรสเลย และพี่เชื่อว่าความรู้สึกของคุณย่าเล็กกับคุณปู่ใหญ่นั้น ก็คงไม่ต่างอะไรจากความรู้สึกของพี่ที่มีให้น้องรสในวันนี้อย่างแน่นอน” รามนรินทร์กล่าวอธิบายด้วยรอยยิ้มอันแสนอบอุ่น โดยมีหญิงสาวผู้เป็นที่รักอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของเขา
       “รสรักพี่รามค่ะ ต้องขอบคุณพี่รามด้วยที่รักรสมากเช่นกัน” รสสุคนธ์ตอบกลับไปด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากสามีที่เธอตัดสินใจฝากชีวิตของตนเอาไว้ และเชื่อว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไหร่ เธอกับเขาก็จะช่วยกันประคับประครองความรักนี้ให้มั่นคง และจะใช้ชีวิตที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเห็นแล้วว่าความรักนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต่างหมายปอง หากแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสมหวังในเรื่องนี้
       “สัญญากับพี่นะ ว่าเราจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน และอยู่ด้วยกันตลอดไป” 
       “สัญญาค่ะ”
       ทั้งคู่เดินกลับเข้าไปในเรือนไม้หอมที่คุณชายภาณุทัตกับคุณหญิงภาวิดาได้ให้ช่างมาตกแต่งเรือนเสียใหม่ ซึ่งดูสวยงามและทันสมัยกว่าเดิม โดยที่ทั้งสองหวังว่ารามนรินทร์กับรสสุคนธ์จะช่วยกันสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุข รวมไปถึงเป็นตัวแทนความรักให้เรือนหอแห่งนี้ไม่ร้างรักอีกต่อไป...

 

จบบริบูรณ์


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น