อัปเดตล่าสุด 2019-05-24 14:53:46

ตอนที่ 3 ค่ำคืนที่แสนวังเวง

       รสสุคนธ์กลับมาบ้านที่จังหวัดเพชรบุรีด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งรู้สึกยินดีที่ได้ไปพบกับคุณชายภาณุกร ทั้งดีใจที่มีโอกาสได้ไปเห็นบ้านพรหมบดินทร์ สถานที่ที่เคยใฝ่ฝันว่าอยากจะไปเหยียบสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ รวมไปถึงได้พบกับรามนรินทร์ผู้ซึ่งทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะยามนึกถึงใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม กระนั้นทุกอย่างจะดีไปหมดถ้าไม่ติดเรื่องคุณหญิงภาวิดาที่ตั้งแง่รังเกียจเธอตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไรออกไป
       วันรุ่งขึ้นรสสุคนธ์จึงตัดสินใจบอกกับแม้นศรีว่าได้รับการทาบทามให้ไปทำงานกับคุณชายภาณุกร ซึ่งดูเหมือนว่าผู้เป็นย่าจะทราบเรื่องอยู่ก่อนหน้าแล้ว เมื่อทางคุณชายภาณุกรได้ส่งคนนำจดหมายที่เขียนด้วยลายมือตนมามอบให้แก่หญิงสูงวัยที่เคารพนับถือไม่ต่างอะไรกับพี่สาวแท้ๆ ของตน
       รสสุคนธ์แจ้งแก่แม้นศรีว่าต้องการไปทำงานในบ้านพรหมบดินทร์ตามคำเชิญของคุณชายภาณุกร ถึงแม้ว่าจะถูกแม้นศรีผู้เป็นย่าคัดค้าน เพราะไม่ต้องการให้หลานสาวเกี่ยวพันกันกับคนของตระกูลนี้ หากแต่คุณชายภานุกรก็เอ่ยปากว่าจะดูแลรสสุคนธ์ให้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังแจ้งความประสงค์ว่าต้องการคนที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพราะไม่สามารถจ้างคนที่ไม่รู้จักให้มาดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้ได้ ทำให้แม้นศรีเลยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก 
       “สรุปว่าหลานอยากจะไปทำงานกับคุณชายภาณุกรท่านจริงๆ น่ะหรือ แม่รส ?” แม้นศรีที่กำลังนั่งกรองมาลัยอยู่เงยหน้าขึ้นมามองหลานสาวที่ค่อยๆ คลานเข้ามานั่งใกล้ๆ อย่างประจบประแจง
       “ค่ะคุณย่าใหญ่ แต่รสเรียนคุณชายไปว่าจะมาขออนุญาตคุณย่าใหญ่เสียก่อน” เธอรู้ดีว่าเป็นเด็ก ไม่อาจตัดสินใจอะไรโดยพลการเองได้ ต้องมาปรึกษาความเห็นจากผู้ใหญ่เสียก่อนจึงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรกระทำ
       “แต่ย่าไม่เห็นด้วยเลยจริงๆ นะ” ถึงปากจะพูดเช่นนั้นแต่ก็ไม่อยากขัดความตั้งใจของหลานสาว อีกทั้งคุณชายภาณุกรที่เป็นผู้ใหญ่ยังรับปากเป็นหมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลหลานสาวคนสำคัญไม่ให้ได้รับความอนาทรร้อนใจหรือตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นถ้าหากตอบปฏิเสธออกไป ก็อาจจะเป็นการทำให้อีกฝ่ายนั้นเสียน้ำใจเอาได้
       “โธ่...คุณย่าใหญ่ขา ให้รสไปทำงานเถอะนะคะ งานดีๆ แบบนี้ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”
       “แม่รส...หลานไปอยู่ที่นั่นจะต้องระมัดระวังตัวให้มาก” แม้นศรีกำชับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ไม่เต็มใจเลยสักนิดที่หลานสาวคนสำคัญจะต้องระเห็จระเหินไปอยู่ห่างไกลสายตาเช่นนี้
       “รสโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ คุณย่าใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะคะ อีกอย่างรสไปทำงานให้คุณชายภานุกร คุณย่าใหญ่เองก็บอกว่าท่านเป็นคนดีไม่ใช่หรือคะ”
       “ใช่ คุณชายภาณุกรเป็นคนอัธยาศัยดี นิสัยใจคอสุภาพอ่อนโยนไม่ต่างอะไรกับผู้เป็นพี่ชาย เพียงแต่คุณหญิงภาวิดาต่างหากที่ย่าไม่อยากให้หลานเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย” แม้นศรีชักสีหน้ายามนึกถึงเรื่องราวสมัยเก่าๆ ที่คุณหญิงภาวิดาตั้งแง่ดูถูกคนจากตระกูลเกษมบริรักษ์ว่าต้อยต่ำติดดินและไม่คู่ควรกับตระกูลพรหมบดินทร์ “แล้วนี่คุณชายท่านจะให้หลานไปพักที่ไหนกันล่ะ ?”
       “ความจริงถ้าคุณชายภาณุกรท่านอนุญาต หลานก็ว่าจะขอไปพักที่เรือนเก่าของคุณย่าเล็กน่ะค่ะ”
       “อะไรนะ! ตายจริง เรือนที่ใช้เป็นเรือนหอของแม่เล็กน่ะเหรอ ?”
       “ใช่ค่ะ”
       “ไม่กลัวรึ ?” ถึงแม้ว่าแม้นศรีจะไม่ได้เห็นกับตาที่เขาร่ำลือกันว่าเรือนไม้หอมที่ร้างเจ้าสาวหลังนั้น วิญญาณผู้เป็นเจ้าของสุดแสนจะเฮี้ยนยิ่งกว่าอะไรดี แต่ถ้าเรื่องไม่มีมูลมีหรือที่คนเขาจะเอามาพูดกันปากต่อปากถึงความน่ากลัวของสถานที่แห่งนั้น แล้วดูสิ มีอย่างที่ไหน แทนที่รสสุคนธ์จะกลัว ดันอยากจะไปนอนอยู่ที่เรือนหลังนั้นซะได้
       “ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่คะ รสไม่กลัวสักหน่อย รสว่าดีกว่าให้ไปพักในเรือนหลังใหญ่เสียอีกนะคะคุณย่าใหญ่” รสสุคนธ์นึกถึงใบหน้าของคุณหญิงภาวิดาขึ้นมาก็มีท่าทีหวาดๆ เห็นทีว่าขอหนีไปพึ่งใบบุญคุณย่าเล็กที่เรือนหลังเก่าน่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ ผีก็ผีเถอะ งานนี้เห็นทีว่า ‘คน’ จะดูร้ายกาจเสียยิ่งกว่าผีกระมัง
       “ถึงอย่างนั้นย่าก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี เอาเป็นว่าถ้าไม่ไหวยังไงก็กลับมาบ้านเรานะลูก”
       “ค่ะ ขอบคุณคุณย่าใหญ่มากนะคะที่อนุญาต” รสสุคนธ์ก้มกราบที่ตักของหญิงสูงวัย ก่อนจะใช้ตักที่แสนจะอบอุ่นนั้นหนุนนอนไม่ต่างอะไรกับครั้งยังเป็นเด็กสาวตัวน้อยๆ หวนนึกไปถึงในตอนที่บุพการีของเธอเสียชีวิตไปอย่างไม่มีวันกลับ ก็ได้แม้นศรีคอยเลี้ยงดูฟูมฟักให้ความอบอุ่นมาไม่ต่างอะไรจากพ่อและแม่แท้ๆ เลยทีเดียว

       รสสุคนธ์ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจัดการเก็บใส่ลงกระเป๋าที่ใบไม่ใหญ่มากนัก เพราะเอาติดตัวไปแค่เพียงใช้ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เนื่องจากวันหยุดสุดสัปดาห์ก็จะนั่งรถไฟกลับมาอยู่ที่เพชรบุรี ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้านพรหมบดินทร์ตลอด 
       ไม่นานนัก วันที่รสสุคนธ์ต้องเดินทางไปบ้านพรหมบดินทร์อันเป็นสถานที่ทำงานแห่งใหม่ก็มาถึง โดยก่อนหน้านี้สองสามวันได้มีโทรเลขมาถึงเธอ บอกว่าเมื่อมาถึงตามเวลาที่นัดหมายแล้วคุณชายภาณุกรจะให้คนขับรถไปรับที่สถานีรถไฟ หญิงสาวขึ้นรถลากที่แม้นศรีเรียกให้มารับส่งเธอจากที่บ้าน และขนสัมภาระทั้งหมดไปยังสถานีรถไฟเพื่อไปบางกอกตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งบริเวณชานชาลามีผู้คนแค่บางตา ไม่ได้พลุกพล่านเหมือนพวกสถานีในพระนคร และเมื่อเธอนั่งรถไฟมาถึงสถานีรถไฟบางกอกน้อย รสสุคนธ์ก็เห็นรถคันงามของบ้านพรหมบดินทร์ที่จำได้แม่นยำว่าเป็นรถยนต์ของรามนรินทร์ไม่ผิดแน่ เพราะในเวลานั้นจะมีสักกี่คนที่ได้ครอบครองรถยนต์ฝรั่งที่ดูโก้หรูเช่นนี้
       หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ๆ รถแล้วหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาคนที่ขับรถมาจอดรออยู่ตรงนี้ จนกระทั่งได้ยินเสียงที่เธอคุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง
       “เดินทางเหนื่อยไหมครับ ?”
       “ไม่หรอกค่ะ คุณรามเองก็ไม่เห็นจะต้องลำบากมารับดิฉันเลย ดิฉันหารถรับจ้างให้ไปส่งที่บ้านพรหมบดินทร์เองก็ได้ค่ะ” เธอพูดหลังจากยกมือไหว้ชายหนุ่มที่มีอายุมากกว่าตน ซึ่งรามนรินทร์เองก็ยกมือรับไหว้ด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หญิงสาวยอมตกลงมาทำงานกับคุณปู่ของตน
       “ไม่ได้หรอกครับ คุณปู่ท่านยืนยันให้ผมมารับคุณด้วยตัวเอง แล้วอีกอย่างผมก็เต็มใจด้วย”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ขอขอบคุณคุณรามมากๆ เลยนะคะ”
       “อย่าเกรงใจไปเลย แล้วก็...ต่อไปเรียกผมว่าพี่รามจะดีกว่า”
       “รสไม่กล้าหรอกค่ะ”
       “เรียกพี่รามเถอะครับ เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลกันสักหน่อย”
       ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปช่วยหญิงสาวถือกระเป๋าเดินทาง มือของทั้งคู่เลยบังเอิญได้สัมผัสกันด้วยความไม่ได้ตั้งใจ หากแทนที่รามนรินทร์จะรีบปล่อยมือ เขากลับกุมมือเธอเอาไว้แน่น นั่นยิ่งทำให้อีกฝ่ายหน้าแดงด้วยความเขินอาย และแม้จะพยายามจะดึงมือกลับเท่าไหร่ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือเธอเสียอย่างนั้น
       “คุณรามปล่อยมือรสเถอะค่ะ เดี๋ยวคนอื่นเห็นเข้ามันจะไม่งาม”
       “ก็ถ้าต่อไปนี้คุณรสยอมเรียกผมว่าพี่ราม ผมถึงจะยอมปล่อย”
       “แต่ว่า...”
       “เรียกสิครับ น้องรส”
       “ได้โปรดปล่อยมือรสก่อนนะคะ...พี่ราม”
       ชายหนุ่มยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยอมปล่อยมือของหญิงสาวที่บัดนี้ไม่กล้าสบตากับเขาเลยแม้แต่น้อย
       “ดีครับ ว่าง่ายดี ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเถอะ เดี๋ยวแดดออกแล้วจะร้อนเสียเปล่าๆ” รามนรินทร์เอากระเป๋าของรสสุคนธ์ไปใส่ในรถ ก่อนจะมาเปิดประตูให้เธอขึ้นไป ตลอดเส้นทางทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย แต่นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รสสุคนธ์รู้สึกใจเต้นจนแทบจะกระเด้งหลุดออกมาจากอกเช่นนี้ 

       ใช้เวลาเพียงไม่นาน รถยนต์คันงามก็แล่นเข้าไปในเขตรั้วบ้านพรหมบดินทร์ ก่อนจะไปจอดอยู่ตรงหน้าเรือนใหญ่ รามนรินทร์ลงจากรถเพื่อไปเปิดประตูให้กับหญิงสาว ก่อนจะช่วยถือกระเป๋าพาเธอเดินลัดเลาะไปยังเรือนไม้หอมซึ่งจะเป็นที่พำนักของเธอตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
       “ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกได้เลยนะครับ เดี๋ยวพี่จะให้พวกบ่าวจัดหามาให้ แต่ความจริงแล้วพี่กับคุณปู่อยากให้น้องรสไปพักด้วยกันที่เรือนใหญ่มากกว่า เพราะเรือนไม้หอมนั้นก็ทรุดโทรมลงมากแล้ว กลัวว่าอยู่แล้วจะไม่สะดวกสบาย”
       “รสอยู่ได้ค่ะ แค่นี้รสก็เกรงใจคุณรามกับคุณชายภาณุกรจะแย่อยู่แล้ว”
       “เรียกพี่รามสิครับ สัญญากันแล้วนี่”
       “รสว่าอย่าดีกว่าค่ะ รสไม่อยากให้ใครมาครหาว่ามาเพื่อทอดสะพานให้คุณราม ทั้งที่รสเองไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย” รสสุคนธ์กล่าวออกมาด้วยความลำบากใจ แต่เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด เธอจึงเลือกที่จะบอกเขาไปตรงๆ และเชื่อว่าชายหนุ่มน่าจะเข้าใจเหตุผลของเธอ
       “ก็ได้ครับ เอาเป็นว่าอยากเรียกแบบไหนก็ตามใจน้องรสแล้วกัน แต่สักวันหนึ่งพี่จะทำให้น้องรสยอมเรียกพี่ว่าพี่รามอย่างเต็มใจให้ได้” คนที่เข้าใจถึงหัวอกของหญิงสาวอมยิ้มเล็กน้อย และยิ่งนึกถูกใจที่รสสุคนธ์ยอมพูดออกมาตรงๆ ถึงเหตุผลที่ไม่อยากจะเรียกเขาว่าพี่ และเขาเองก็ไม่ใช่คนเอาแต่ใจจนไร้เหตุผลเสียเมื่อไหร่
       หากยังไม่ทันที่จะได้พูดคุยกันอะไรกันต่อ บ่าวหญิงคนหนึ่งก็รีบเดินเข้ามาหารามนรินทร์ และแจ้งว่าว่าคุณหญิงภาวิดากำลังตามหาตัวอยู่
       “คุณหญิงย่าท่านมีอะไรหรือ ?”
       “เห็นว่าจะให้คุณชายไปรับท่านหญิงอุณนิษาที่วังน่ะเจ้าค่ะ”
       “อืม” รามนรินทร์ทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาที่หญิงสาวอีกครั้ง “ไปครับ เราไปดูข้างในบ้านกัน” 
       “ตะ...แต่คุณรามคะ คือคุณหญิงท่านสั่งให้ไปเดี๋ยวนี้นะเจ้าคะ” บ่าวรับใช้พูดพร้อมกับก้มหน้านิ่ง กลัวจะถูกเจ้านายตำหนิ หากแต่อีกใจก็กลัวว่าจะถูกคนที่ออกคำสั่งอาละวาดเสียมากกว่า เลยจำต้องกลั้นใจพูดออกไป 
       “เดี๋ยวรสเอาของไปเก็บเองได้ค่ะ คุณรามรีบไปหาคุณหญิงภาวิดาดีกว่า จะได้ไม่โดนตำหนิ”
       “งั้นเดี๋ยวช่วงสายๆ พี่จะมาช่วยน้องรสดูแลความเรียบร้อยก็แล้วกัน” รามนรินทร์พยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่อยากขัดคำสั่งของผู้มีอำนาจเด็ดขาดภายในบ้าน เพราะรู้ดีว่าอาจจะส่งผลร้ายตามมา ไม่ใช่แค่โกรธตน แต่อาจจะพาลมาโมโหใส่รสสุคนธ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย ก่อนไปชายหนุ่มจึงสั่งให้บ่าวรับใช้ที่มาแจ้งข่าวเป็นคนช่วยรสสุคนธ์จัดข้าวของ
       “เจ้าค่ะ” บ่าวรับใช้รับคำอย่างเสียไม่ได้พลางกลืนน้ำลายฝืดคอในทันใด สายตาจับจ้องไปที่ตัวเรือนไม้หอมแล้วรีบก้มหน้าก้มตาคล้ายกับไม่อยากที่จะเฉียดเข้าใกล้ตัวเรือนอย่างไรอย่างนั้น
       “จริงๆ เดี๋ยวฉันเอาของไปเก็บเองก็ได้จ้ะ” รสสุคนธ์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ารามนรินทร์เดินห่างไปแล้ว
       “คะ...คุณจะมาอยู่ที่เรือนหลังนี้จริงๆ น่ะหรือเจ้าคะ ?” คนขี้กลัวตัดสินใจถามออกมาด้วยความใคร่รู้ ในเมื่อรู้กันดีว่าเรือนไม้หอมแห่งนี้ถูกปิดตายมานานนับหลายสิบปี แถมยังมีข่าวลือเกี่ยวกับอาถรรพ์ของบ้านที่พวกบ่าวไพร่มักจะได้ยินเสียงร้องไห้อย่างโหยหวนของหญิงสาวในยามค่ำคืน หรือไม่ก็มักจะเห็นร่างในชุดแต่งงานของเจ้าของเรือนเดินไปเดินมาอยู่บ่อยๆ
       “ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ มีอะไรรึ ?”
       “เปล่าเจ้าค่ะ ก็แค่ไม่คิดว่าคุณท่านบนเรือนใหญ่จะอนุญาตให้ใครมาอาศัยอยู่ที่นี่” บ่าวรับใช้พูดออกไปตามที่คิด มีหรือคนดีๆ ที่ไหนจะกล้ามาอยู่เรือนผีสิงเช่นนี้ เพราะแค่ขนาดพวกบ่าวรับใช้คนเก่าคนแก่เวลาถูกสั่งให้มาปัดกวาดเช็ดถูกเรือน ยังแทบจะเกี่ยงกันและไม่มีใครอยากจะเฉียดเข้ามาใกล้ตัวเรือนถ้าไม่มีความจำเป็น
       สุดท้ายแล้วบ่าวรับใช้ก็รีบเดินหันหลังจ้ำอ้าวกลับไปที่ตึกใหญ่ ปล่อยให้หญิงสาวยืนอยู่ตรงหน้าเรือนไม้หอมที่แม้จะดูสวยงามแต่ก็วังเวงน่ากลัว ไม่ต่างอะไรกับคำร่ำลือเลยแม้แต่น้อย รสสุคนธ์ถือกระเป๋าเดินไปยังประตูที่ไม่ได้ใส่กลอนเอาไว้ เธอเปิดมันและเดินเข้าไปภายในตัวเรือนอันกว้างขวางที่ไม่มีใครใช้งานมานานนับปี แต่กระนั้นมันกลับดูเหมือนไม่มีฝุ่นหรือหยากไย่จับอยู่เลย หญิงสาวได้แต่คิดว่าอาจจะเป็นเพราะคุณชายภาณุกรท่านสั่งให้คนมาทำความสะอาดก่อนที่เธอจะมาถึง ทำให้ข้าวของทุกอย่างนั้นถูกจัดวางอย่างสวยงามและดูสะอาดสะอ้านราวกับมีคนอาศัยอยู่
       หญิงสาววางของลงบนโต๊ะที่ใกล้กับประตู ก่อนจะเดินสำรวจส่วนต่างๆ ของเรือนหลังนี้ พบว่ามันเป็นเรือนที่ได้รับการออกแบบได้อย่างสวยงาม และถูกสร้างมาให้เหมาะกับการใช้สอยได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะห้องนั่งเล่นทรงแปดเหลี่ยมที่มองเห็นบรรยากาศอันร่มรื่นของสวนภายนอก หรือแม้แต่พวกชุดเครื่องเรือนที่ดูทันสมัยไม่ตกยุค รสสุคนธ์ได้แต่คิดว่าหากไม่มีเหตุร้ายในครั้งนั้น คุณย่าเล็กกับคุณชายภาณุทัตก็คงจะได้ใช้ชีวิตร่วมกันเรือนหลังนี้ เป็นครอบครัวที่อบอุ่นอย่างแน่นอน 
       จากนั้นผู้มาใหม่ก็ถือกระเป๋าเดินขึ้นไปยังชั้นสอง และตรงไปยังห้องที่น่าจะเป็นห้องนอนของเรือนหลังนี้ เธอเก็บข้าวของเครื่องใช้ให้เข้าที่ คิดว่าเมื่อเสร็จแล้วก็จะรีบไปกราบคุณหญิงภาวิดากับคุณชายภาณุกรเพื่อเป็นการฝากเนื้อฝากตัวตามมารยาทของผู้น้อย และเพื่อบอกให้ท่านทั้งสองรู้ว่าเธอได้มาถึงแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ขยับตัวทำอะไรมากมาย ก็มีเสียงเคาะประตูมาจากชั้นล่าง
       ปึงๆๆ
       รสสุคนธ์รีบเดินลงบันไดไปดูว่าใครมา และก็พบกับบ่าวรับใช้คนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้านด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก
       “มีอะไรหรือจ๊ะ ?”
       “คุณท่านให้มาเชิญไปที่ตึกใหญ่ค่ะ” บ่าวที่มาแจ้งก้มหน้านิ่ง ไม่กล้ามองเข้าไปในตัวเรือนด้านใน 
       “ขอบใจมากนะ เดี๋ยวฉันจะรีบไปจ้ะ”
       ยังไม่ทันที่รสสุคนธ์จะได้พูดจบดี บ่าวรับใช้ก็รีบเดินจ้ำอ้าวหนีไปทันทีที่มาส่งข่าวเรียบร้อย รสสุคนธ์เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เธอปิดประตูเรือนไม้หอมและเดินไปยังตึกใหญ่ตามคำเชิญของผู้ใหญ่ทันทีโดยไม่มีอิดออด และเมื่อไปถึงก็พบกับรามนรินทร์ที่ยืนรออยู่ด้านล่างตรงทางเข้าตัวตึกใหญ่อยู่ก่อนหน้าแล้ว ชายหนุ่มเพิ่งปฏิเสธการไปรับท่านหญิงอุณนิษาไปทานมื้อกลางวัน ซึ่งโชคดีที่ทางฝ่ายนั้นเองก็ติดธุระเช่นเดียวกัน รามนรินทร์เลยมีโอกาสได้กลับมาคอยต้อนรับหญิงสาวผู้มาใหม่
       “คุณปู่ท่านให้เชิญน้องรสมาทานข้าวเย็นด้วยกัน มาสิ เดี๋ยวพี่พาไปหาท่านเอง”
       “รสต้องขอบคุณคุณรามมากเลยนะคะ ที่คอยเป็นธุระจัดการเรื่องหลายอย่างให้” หญิงสาวยกมือไหว้ ชายหนุ่มก็ยกมือรับไหว้พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะพาหญิงสาวเดินไปตามทางเดินเพื่อไปยังห้องรับแขกที่คุณหญิงภาวิดาและคุณชายภาณุกรนั้นนั่งรออยู่ 
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ เอาเป็นว่าต่อไปนี้ถ้าน้องรสอยากออกไปที่ไหนก็บอกพี่ก็แล้วกัน” 
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รสเองก็คงไม่ค่อยได้ไปไหนอยู่แล้ว คงจะอยู่ทำงานบัญชีที่เรือนอย่างเดียวเสียมากกว่า”
       “หักโหมไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ เอาเป็นว่าวันหลังพี่จะพาไปเที่ยวตลาดบางกอกก็แล้วกันนะครับ” 
       ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็พูดคุยกันไปตลอดทางด้วยความชื่นมื่น รสสุคนธ์เองก็รู้สึกว่ายามที่ได้สนทนากับผู้ชายคนนี้ บรรยากาศรอบตัวนั้นช่างดูสดใสและอบอุ่นเสียจริงๆ
       ก๊อกๆๆ
       รามนรินทร์เคาะประตูและขออนุญาตเข้าไป โดยมีหญิงสาวคอยยืนอยู่ไม่ห่างนัก
       “ขออนุญาตครับคุณย่า”
       “เข้ามาสิ” เสียงของคุณหญิงภาวิดาดังมาจากข้างในห้อง รามนรินทร์หันมาส่งยิ้มให้กับหญิงสาวอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะเปิดประตูและพาเธอเดินเข้าไป ทั้งคู่พบว่าเจ้าของเสียงนั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ที่ทำจากไม้แกะสลักอย่างงดงามตามฐานะของคนในบ้าน ข้างๆ กันนั้นมีคุณชายภาณุกรนั่งอยู่ที่เก้าอี้อีกตัว หญิงสาวค่อยๆ เดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ ก่อนจะคุกเข่าลงกราบทั้งสองด้วยความนอบน้อม
       “ไร้มารยาทสิ้นดี มาถึงแล้วแทนที่จะเข้ามาทำความเคารพผู้ใหญ่ แต่กลับไปนอนเอนหลังอยู่ในเรือน ที่บ้านไม่ได้สอนมารยาทมารึอย่างไร ?” คุณหญิงภาวิดาไม่รับไหว้ ใบหน้าไร้อารมณ์เชิดขึ้นด้วยความพอใจ
       “พี่หญิง! ทำไมถึงพูดแบบนี้เล่า หนูรสเขาเดินทางมาไกล มาถึงก็ควรจะให้เอาข้าวของไปเก็บให้เรียบร้อยก็ถูกต้องแล้ว”
       “ยังไม่ทันไรก็คิดจะให้ท้ายกันเสียแล้ว แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน ธรรมเนียมเขามีก็ควรจะปฏิบัติไว้ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยกันไปเสียหมด ไม่อย่างนั้นพวกเราเองก็คงไม่ต่างจากสามัญชนที่ไร้ศักดิ์ต่ำต้อย”
       “ดิฉันต้องขออภัยคุณหญิงที่ทำให้ขุ่นเคือง แต่ถ้าดิฉันนำของพะรุงพะรังมาเข้าพบกับคุณหญิงก็เกรงว่าอาจจะไม่งามนัก ก็เลยตั้งใจว่านำของไปเก็บให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงจะรีบมากราบฝากเนื้อฝากตัวตามธรรมเนียมค่ะ”
       “ช่างพูดจาเอาตัวรอดเสียจริงนะ แต่ก็เอาเถอะ อย่างไรเสียฉันก็เป็นเจ้าบ้านของเธอ เธอมาอยู่บ้านนี้แล้ว ขออย่าได้ทำอะไรเสื่อมเสียแบบย่าเล็กของเธอก็แล้วกัน”
       “ดิฉันตั้งใจมาทำงานตามที่คุณชายภาณุกรท่านเมตตา ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้เกิดเรื่องเสียชื่อเสียงแต่อย่างใด แล้วถ้าดิฉันจำไม่ผิด คุณย่าเล็กของดิฉันเองก็แต่งงานกันกับคุณชายภาณุทัตแบบถูกต้องตามธรรมเนียม ไม่น่าจะเสื่อมเสียตรงไหนเลยนี่คะ”
       “นี่แกย้อนฉันเหรอ! หนอย! ไม่ทันไรก็พูดกัดฉันเสียแล้ว แบบนี้จะเลี้ยงไว้ได้ไหม!”
       “พี่หญิง พอได้แล้วครับ เด็กเขาไม่รู้เรื่องในอดีต พี่หญิงก็อย่าเอามาเป็นเรื่องจะดีกว่า เอาเป็นว่าเดี๋ยวกระผมจะดูแลเด็กคนนี้เอง จะไม่ให้เขาสร้างความวุ่นวายให้กับพี่หญิงก็แล้วกัน” คุณชายภาณุกรพยายามช่วยพูด แต่ดูเหมือนจะยิ่งกลายเป็นเอาน้ำมันไปราดกองไฟ
       “เชอะ! ก็ดี แล้วก็จำไว้ด้วยล่ะว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวหรือให้ท่าหลานชายของฉันด้วย เพราะเธอน่ะมันไม่คู่ควร ถ้าหลานชายฉันจะแต่งงาน ก็ต้องแต่งกับคนที่ฉันหมายหมั้นให้เท่านั้น” คุณหญิงภาวิดาเชิดหน้าใส่ด้วยท่าทางที่แสดงออกถึงความจงเกลียดจงชังอย่างไม่มีปิดบัง
       คุณหญิงภาวิดาลุกเดินออกจากห้องนั้นโดยที่ไม่มองหน้าเธออีกเลย ครั้นเมื่อคุณหญิงอารมณ์ร้อนจากไปแล้ว คุณชายภาณุกรจึงเชิญรสสุคนธ์ให้มานั่งพูดคุยกัน รวมถึงรามนรินทร์ที่ก่อนหน้านี้ได้แต่นิ่งเงียบ กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์รสสุคนธ์ของผู้เป็นย่า
       “ฉันต้องขอโทษเธอแทนพี่สาวของฉันด้วยนะ เธออาจจะปากร้าย แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับใครหรอก”
       “คุณหญิงย่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด แล้วก็อาจจะยึดติดกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาเลยมาพาลเอากับน้องรสน่ะครับ” รามนรินทร์ถอนหายใจออกมาด้วยความไม่สบายใจ ถึงแม้ว่าเขาเองจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับท่านปู่ภาณุทัตกับคุณแม้นมาศมาก่อนหน้า แต่ก็ไม่เคยได้ใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร อีกอย่างเขาเองก็ถูกส่งไปเรียนที่เมืองนอกตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวเกี่ยวกับเรือนไม้หอมหลังนั้นเสียเท่าไหร่
       “รสเป็นเด็ก จะไปถือสาผู้หลักผู้ใหญ่ได้อย่างไรกันคะ คุณชายไม่ต้องขอโทษรสหรอกค่ะ”
       “ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังต้องขอโทษอยู่ดี ที่ฉันเรียกเธอมาที่ตึกใหญ่นี่ก็ตั้งใจว่าจะชวนให้มาทานข้าวเย็นด้วยกัน”
       “ขอบคุณนะคะ แต่รสว่าวันนี้จะขอทานที่เรือนพักคนเดียวดีกว่า ไม่อยากจะรบกวนคนที่เรือนใหญ่ อีกอย่างข้าวของก็ยังจัดไม่เสร็จเรียบร้อยดีเลยค่ะ” รสสุคนธ์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ เพราะคงจะไม่ดีแน่หากต้องมาร่วมรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกันกับคุณหญิงภาวิดา ที่ดูแล้วว่าน่าจะพยายามจ้องจับผิดเธอทุกฝีเก้า
       “งั้นตามใจหนูรสก็แล้วกันนะ เดี๋ยวฉันจะให้เด็กจัดสำรับอาหารไปให้ ขาดเหลืออะไรก็บอกน้อยเขาก็แล้วกัน ฉันบอกนมเฟื่องแล้วว่าจะส่งแม่น้อยไปอยู่เป็นเพื่อนหนูรสที่เรือนนั้น เขาเป็นหลานของนมเฟื่องน่ะ อายุก็น่าจะวัยไล่เลี่ยกันกับหนูรสนี่แหละ” 
       ความจริงแล้วในตอนแรกคุณชายภาณุกรก็ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่นัก ที่รสสุคนธ์เอ่ยปากว่าอยากไปขอพักอาศัยอยู่ที่เรือนไม้หอมที่ปิดตาย เพราะเรือนหลังเก่าแห่งนั้นเป็นที่เลื่องลือกันในหมู่ของพวกบ่าวไพร่เกี่ยวกับเรื่องอาถรรพ์ หากคุณชายภาณุกรเองก็ไม่เชื่อเรื่องที่เขาพูดกันปากต่อปากสักเท่าไหร่ เพราะตนเองนั้นก็แวะเวียนไปที่เรือนไม้หอมอยู่เป็นประจำ แต่กลับไม่เคยพบเห็นอะไรนอกจากเรือนร้างที่ปราศจากผู้คน
       “รสขอบคุณในความเมตตาของคุณชายอีกครั้งนะคะ”
       หญิงสาวกราบขอบคุณคุณชายภาณุกรที่เป็นธุระช่วยจัดการสิ่งต่างๆ ให้ ก่อนจะเดินกลับเรือนไม้หอมไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง โดยมีรามนรินทร์อาสาเดินไปส่งที่เรือนไม้หอม


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น