อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:36:10

ตอนที่ 4 เสียงร้องไห้ยามค่ำคืน

       มื้อเย็นผ่านไปอย่างเงียบเหงาและเรียบง่าย เมื่อบ่าวรับใช้ที่ยกสำรับอาหารมาให้รสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอมเสร็จเรียบร้อย ก็รีบเผ่นอ้าวไปทันทีโดยไม่คิดจะหันหลังกลับมามอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รสสุคนธ์ประหลาดใจนัก เพราะเรือนไม้หอมในยามแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเช่นนี้ ช่างดูวังเวงน่ากลัวต่างจากตอนเวลากลางวันโดยสิ้นเชิง แถมยังไม่มีแม้แต่เสียงของแมลงสักตัว หญิงสาวเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี เมื่อเห็นท่าว่าคงจะไม่มีใครมาอยู่เป็นเพื่อนตนในคืนนี้แน่ๆ เพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววหลานของนมเฟื่องที่ชื่อน้อยแต่อย่างใด
       พอตกค่ำ รสสุคนธ์จึงจัดการปิดประตูลงกลอน ก่อนจะขึ้นไปนอนบนห้องพักที่อยู่ชั้นสอง หญิงสาวยกมือขึ้นพนมและสวดมนต์ตามความเคยชินที่ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ
       “สงสัยแม่น้อยอะไรนั่นคงจะเบี้ยวซะแล้วล่ะมั้ง” รสสุคนธ์บ่นพึมพำกับตนเอง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนที่นอน ถึงแม้ว่าสองตาจะปิดสนิทเพื่อข่มให้ตนเองหลับ แต่สมองของเธอกลับยังคงทำงาน ราวกับต้องการฝืนเจตนารมณ์ของเจ้าของร่างกาย ยิ่งอยู่เฉยๆ ในความเงียบ หูของเธอกลับยิ่งทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงของลมที่พัดผ่านเข้ามาตามร่องไม้และประตูหน้าต่าง มันเสียงดังหวีดหวิวชวนน่าขนลุก คล้ายกับเสียงร้องโหยหวนของอะไรสักอย่างที่ฟังดูไม่เป็นภาษา หญิงสาวพยายามปรับความคิดของตนไม่ให้ฟุ้งซ่านจนหลอนไปเอง แต่สุดท้ายดวงตาของเธอก็เบิกโพลงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ที่แว่วมากับลม
       “ฮือๆๆๆ”
       รสสุคนธ์ลุกพรวดขึ้นมามองซ้ายมองขวาหาที่มาเสียงแต่ก็ไม่พบ ได้แต่คิดว่าตนนั้นอาจจะคิดมากเสียจนหูเพี้ยนไปแล้วก็เป็นได้ ทว่าขณะที่หญิงสาวตัดสินใจจะทิ้งตัวลงกับหมอนอีกครั้ง เสียงร้องไห้นั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นกว่าเดิม
       “ฮือๆๆๆ”
       หญิงสาวคิดว่าเธอได้ยินไม่ผิดแน่ เพียงแต่สงสัยว่ามันคือเสียงร้องไห้ของใครกัน และมาจากที่ไหน ด้วยความสงสัยรสสุคนธ์จึงรวบรวมความกล้า ฉวยคว้าตะเกียงที่วางอยู่บนข้างหัวเตียงแล้วค่อยๆ เดินตามหาที่มาของเสียงจนลงไปถึงประตูบ้านชั้นล่าง และพบว่าต้นเสียงนั้นอยู่ทางด้านหลังของประตูนั่นเอง 
       “ใครน่ะ ? มาร้องไห้ดึกๆ ดื่นๆ”
       ถึงแม้รสสุคนธ์จะรู้สึกกลัวอยู่ไม่ใช่น้อย แต่อีกใจก็คิดว่านี่คือเรือนของบรรพบุรุษตน คุณย่าเล็กของเธอคงไม่ใจร้ายคิดจะมาหลอกหลอนหลานสาวที่มาขอพักอาศัยพึ่งใบบุบ
       พอคิดได้เช่นนั้น เธอจึงย่องผ่านประตูนั้นไปตรงหน้าต่างที่อยู่ใกล้ๆ กัน และค่อยๆ แง้มเปิดออกเล็กน้อย จากนั้นจึงลอบมองหาเจ้าของเสียงร้องไห้ที่ฟังดูโหยหวน แต่จนแล้วจนรอดก็มองไม่เห็นใคร คนทำใจดีสู้เสือได้แต่คิดว่าบางทีอาจเป็นเพราะด้วยเจ้าของเสียงนั้นยืนอยู่ในมุมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือเลวร้ายที่สุดก็คือไม่มีใครยืนอยู่ที่หน้าบ้านเลย มีเพียงแต่เสียงที่ไม่สามารถบอกที่มาได้ว่าเป็นของผู้ใดอย่างที่ผู้คนและพวกบ่าวไพร่ร่ำลือกัน
       ในยามนี้...แค่คิดหัวใจของรสสุคนธ์ก็แทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ใจหนึ่งก็บอกกับตัวเองว่าควรจะรีบกลับขึ้นไปแล้วนอนคลุมโปงเสีย รุ่งเช้าค่อยถามไถ่จากคนแถวนี้ว่ามีใครมาหาเธอที่เรือนหรือไม่ แต่ครั้นพอเธอนึกถึงเด็กรับใช้ที่คุณชายภาณุกรบอกว่าจะให้มาอยู่เป็นเพื่อน จึงคิดว่าเสียงนี้อาจจะเป็นแม่น้อยก็เป็นได้ ดังนั้นทางเดียวที่จะรู้ก็คือเปิดประตูไปดูให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย เพราะถ้าใช่...อย่างน้อยคืนนี้เธอก็มีคนมานอนเป็นเพื่อน แต่ถ้าไม่ใช่...ก็จะได้รู้ไปเลยว่าที่เขาร่ำลือกันนั้นเป็นเรื่องจริง
       “เป็นยังไงก็เป็นกันสิ!”
       เมื่อคิดได้เช่นนั้น รสสุคนธ์จึงค่อยๆ เดินไปที่ประตู ทุกย่างก้าวนั้นหัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะทะลุออกมาจากอก หญิงสาวค่อยดึงสลักกลอนประตูออก นับถอยหลังในใจ ก่อนจะผลักประตูออกไปเต็มแรง
       ทว่าทันใดนั้น...เด็กสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้าบ้านก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีคนเปิดประตูพรวดพราดออกมาโดยไม่ทันให้ได้ตั้งตัว
       “ว้าย!” 
       “โธ่เอ๊ย...ฉันตกใจหมดเลย” รสสุคนธ์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ผีอย่างที่นึกกลัวไปเอง เมื่อเบื้องหน้าของเธอนั้นคือหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน อายุน่าจะอ่อนวัยกว่าเธอสักสองสามปี
       “ฉันเองก็ตกใจเหมือนกันค่ะ ที่จู่ๆ คุณก็เปิดประตูพรวดพราดออกมา” หญิงสาวหน้าหวานยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลเปรอะแก้ม เงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยท่าทางหวาดๆ จนรสสุคนธ์ต้องก้มมองตัวเองที่สวมชุดนอนสีขาวซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับผี จนอาจจะสร้างความหวาดกลัวให้คนที่พบเห็น
       “ว่าแต่เธอคือแม่น้อยใช่ไหมจ๊ะ ?” 
       คนถูกถามนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักและตอบกลับไป 
       “ใช่ค่ะ”
       “แล้วนี่มาถึงนานแล้วหรือจ๊ะ ?”
       “ก็ได้สักพักหนึ่งแล้วล่ะค่ะ ตอนฉันมาถึงที่เรือนก็เห็นว่าประตูปิดหมด จะเข้าเรือนก็เข้าไม่ได้ เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร” คนพูดทำหน้าตาตื่นกลัว สองมือลูบแขนตัวเองไปมาเนื่องจากอากาศด้านนอกเย็นยะเยือก ทำให้รสสุคนธ์ต้องลอบถอนหายใจออกมาอีกครั้ง รู้ดีว่าน้อยเองก็คงจะเหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่อยากมาเหยียบเรือนไม้หอมหลังนี้ เพราะนอกจากจะไม่มีอะไรน่าพิสมัยแล้ว ยังดูเหมือนจะมีเรื่องผีสางของเจ้าของเรือนที่ร่ำลือกันว่าเฮี้ยนนักเฮี้ยนหนาอีกด้วย
       “เอาเถอะ ยังไงก็เข้ามาด้านในก่อนเถิดนะ เดี๋ยวยุงจะหามเอาไปเสียก่อน” รสสุคนธ์พูดตัดบทเพราะรู้สึกว่าบรรยากาศด้านนอกเรือนดูวังเวงพิกล เสียงสุนัขหอนที่ดังแว่วมาเป็นระยะชวนให้น่าขนลุกขนพองอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีสุนัขเลยแม้แต่ตัวเดียว
       “ค่ะ”
       จากนั้นน้อยก็เดินตามหญิงสาวเข้าไปยังตัวเรือนด้านใน ซึ่งเมื่อช่วงบ่ายคุณชายภาณุกรกำชับสั่งให้คนงานมาช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านเรียบร้อย ถึงแม้ว่าเรือนหลังนี้จะถูกปิดตายมาโดยตลอดหลายสิบปี กระนั้นพวกคนรับใช้คนเก่าคนแก่ก็ยังได้รับคำสั่งให้คอยมาปัดกวาดเช็ดถูอยู่สม่ำเสมอ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีผู้ใดอยากย่างกรายเข้ามาก็ตามที
       “เอาเป็นว่าคืนนี้น้อยนอนกับฉันที่ห้องนี้ก่อนนะ ฉันเองก็จะได้มีเพื่อนด้วย เอ่อ...ลืมแนะนำตัวไป ฉันชื่อรสสุคนธ์ หรือจะเรียกสั้นๆ ว่ารสก็ได้จ้ะ” เธอพูดพร้อมกับจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มของอีกฝ่ายอย่างพิจารณาให้แน่ใจอีกครั้ง และพบว่าดวงตากลมโตนั้นดูเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ 
       “แล้วทำไมคุณถึงมาอยู่ที่เรือนหลังนี้ล่ะคะ ไม่กลัวหรือไงกัน ?” น้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คนฟังเลยได้แต่ยิ้ม ก่อนจะตอบกลับไปตามความเป็นจริง และถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมผู้คนถึงได้หวาดกลัวเรือนหลังนี้กันนักหนา แต่ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าคงเป็นเพราะเมื่อในอดีตคุณย่าเล็กของเธอเคยฆ่าตัวตายที่นี่ในคืนวันแต่งงาน
       “ไม่กลัวหรอกจ้ะ ฉันจะมาทำงานให้กับคุณชายภาณุกรน่ะ อีกอย่างเรือนหลังนี้ในอดีตก็เป็นเรือนหอของคุณย่าฉันเอง คงไม่มีใครกล้ามาทำอะไรไม่ดีในอาณาเขตบ้านพรหมบดินทร์หรอก จริงไหม ?”
       “อิฉันก็ไม่ได้หมายถึงคนหรอกค่ะ แต่หมายถึงผีที่อยู่ในเรือนนี้ต่างหาก” คนพูดทำเสียงกระซิบกระซาบเบาๆ คล้ายกับเกรงว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า
       “ผีเผออะไรกัน นี่น้อยเองก็คงจะได้ยินคนอื่นๆ เขาพูดถึงประวัติของเรือนหลังนี้ให้ฟังสินะ” รสสุคนธ์ขมวดคิ้วเข้าหากัน เมื่อน้อยเองก็มีท่าทีไม่ต่างอะไรกับพวกข้ารับใช้ส่วนใหญ่ที่เอาแต่อ้ำอึ้ง และทำหน้าตาประหลักประเหลือกยามที่เข้าใกล้เรือนไม้หอมหลังนี้
       “ว่าแต่เมื่อกี้คุณพูดว่าเรือนนี้เป็นเรือนหอเก่าคุณย่าของคุณอย่างนั้นหรือคะ ?” น้อยทำหน้าแปลกใจ ในขณะที่ดวงตากลมโตยังจับจ้องมองด้วยความใคร่รู้
       “ใช่จ้ะ คุณย่าเล็กเธอเป็นน้องสาวของคุณย่าใหญ่ ท่านชื่อแม้นมาศ เกษมบริรักษ์ เพียงแต่ว่า...” รสสุคนธ์ไม่พูดต่อให้จบ เพราะนึกย้อนไปถึงเรื่องราวโศกนาฏกรรมในอดีต ที่เคยได้ยินจากคุณย่าใหญ่ซึ่งตอนนี้หวนกลับเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรออกมา อีกฝ่ายก็ชิงตัดบทขึ้นเสียก่อน
       “เอาเป็นว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลยนะคะ น่ากลัวออก” น้อยทำหน้าหวาดกลัวแล้วรีบล้มตัวลงนอนบนเสื่อที่เอามาปูเป็นที่นอนชั่วคราวข้างๆ เตียงของรสสุคนธ์ สองมือตวัดผ้าห่มผืนใหญ่ขึ้นมาคลุมโปงปิดหน้าปิดตามิดชิด จนทำให้คนเล่าจำต้องปิดการสนทนาลงเสีย อีกอย่างรสสุคนธ์เองก็รู้สึกง่วงนอนเต็มที อาจเป็นเพราะเหนื่อยล้ามาจากการเดินทางและจัดวางข้าวของเครื่องใช้ในบ้านพัก 
       หญิงสาวหันไปมองน้อยชั่วครู่ ก่อนจะเอี้ยวตัวไปดับตะเกียงและหลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น