อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:36:30

ตอนที่ 5 เรื่องอาถรรพ์ของวิญญาณเจ้าสาว

       รสสุคนธ์ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่หลังจากค่ำคืนแรกของการอาศัยอยู่ในเรือนไม้หอม แม้ความจริงแล้วหญิงสาวก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจลึกๆ ยามต้องมาอยู่ในบ้านที่ไม่คุ้นเคยเพียงลำพัง แต่พอคิดว่าสถานที่แห่งนี้เป็นของบรรพบุรุษที่เธอเคารพรัก ความหวาดกลัวต่างๆ ก็พลันมลายหายไปสิ้น อีกทั้งเมื่อคืนนี้เธอยังหลับสนิท ไม่ฝันร้ายหรือสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเลยแม้แต่สักครั้งเดียว
       “ว่าแต่น้อยไปไหนล่ะเนี่ย ?”
       รสสุคนธ์มีอันต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าแม่น้อยไม่ได้นอนอยู่ข้างเตียงเสียแล้ว ในตอนแรกเธอเองก็รู้สึกตกใจ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายอาจจะกลัวจนหนีไปเหมือนกับพวกบ่าวคนอื่นๆ ที่ไม่กล้ามาเหยียบที่เรือนหลังนี้ แต่พอกวาดสายตาไปมองรอบๆ ห้อง ก็พบว่าที่มุมหนึ่งมีห่อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ของน้อยวางกองเอาไว้อยู่ รสสุคนธ์เลยได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่เห็นว่าน้อยไม่ได้หนีเธอไปอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก 
       “สงสัยจะไปที่โรงครัวกระมัง” 
       เมื่อคิดได้ว่าน้อยคงจะรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปช่วยงานบ่าวคนอื่นๆ ที่โรงครัว หญิงสาวก็เลยคลายความวิตกกังวลลง และพอคิดได้ว่าวันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของเธอ ซึ่งถ้าหากว่าเธอไปทำงานสายก็คงจะไม่ดีแน่ๆ พอคิดได้เช่นนั้น หญิงสาวจึงรีบจัดการภารกิจส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนจะแต่งตัวแล้วตรงไปหาคุณชายภาณุกรที่เรือนใหญ่ 

       “อ้าว...มาแล้วรึหนูรส นั่งลงก่อนสิ”  คุณชายภาณุกรที่กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่บนโต๊ะทำงานเอ่ยต้อนรับ และเชื้อเชิญให้ผู้ที่จะมาช่วยงานนั่งลงเพื่อสนทนากันเสียก่อนว่าเธอจะต้องทำอะไรบ้าง
       “ขอโทษด้วยนะคะที่มาช้า” รสสุคนธ์เอ่ยคำขอโทษพร้อมกับยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม 
       “ช้าอะไร อันที่จริงยังไม่ถึงเวลาเริ่มงานเลยด้วยซ้ำ ว่าแต่ทานอะไรรองท้องมาแล้วรึยังล่ะ ?” ชายสูงวัยเอ่ยถามด้วยความเมตตา ไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายเป็นลูกจ้างหรือคนอื่นคนไกลแต่อย่างใด  
       “เรียบร้อยมาแล้วล่ะค่ะ น้อยเขาเตรียมอาหารเอาไว้ให้รสทานก่อนจะออกมา”
       “อ้อ ได้เจอกับแม่น้อยเขาแล้วรึ ดีแล้ว มีอะไรก็บอกมาได้เลยนะ ถึงจะเป็นเด็กแปลกๆ อยู่สักหน่อย”
       “ค่ะ แต่เท่าที่รสเห็น น้อยเขาก็น่ารักดีนะคะ”
       “หลานสาวคนนี้ของนมเฟื่อง พ่อแม่มันทิ้งเอาไว้ที่บ้านนอกน่ะ กิริยาท่าทางเลยอาจจะแข็งกระด้างไปบ้างเพราะขาดการอบรม ถ้าอย่างไรหนูก็อย่าไปถือสาหาความอะไรกับมันเลยนะ”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ รสว่าเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว ดูเป็นกันเองดีด้วย” รสสุคนธ์กล่าวไปตามความจริง เพราะเธอเองก็รู้สึกไม่ชินกับการมีบ่าวไพร่มาคอยพินอบพิเทาเหมือนคนอื่นๆ ดีเสียอีกที่น้อยไม่ได้มีท่าทีเช่นนั้น
       “อย่างนั้นเรอะ ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว” 
       “แล้วนี่คุณชายต้องการให้ดิฉันทำอะไรบ้างคะ ?”
       “อ้อ...นี่เลย” คุณชายภาณุกรเดินไปที่ตู้ขนาดใหญ่ที่ใส่เอกสารมากมายเอาไว้ ก่อนจะหยิบกล่องเอกสารออกมาและวางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่งที่สั่งให้คนจัดเตรียมเอาไว้ ให้เป็นโต๊ะทำงานของนักบัญชีสาวคนใหม่
       “เอกสารพวกนี้คือ...?”
       “นี่เป็นเอกสารรายการบัญชีต่างๆ ของบ้านพรหมบดินทร์ที่ฉันเคยทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ดินที่ปล่อยให้เขาเช่า เงินที่ต้องใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงดูทุกคนในครัวเรือนในแต่ละเดือน รวมไปถึงเบี้ยหวัดที่ต้องจ่ายให้พวกบ่าวไพร่ ฉันอยากให้หนูรสลองเอาไปศึกษาดู แล้วจัดการให้มันเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยตรวจสอบว่ามีอะไรขาดตกหล่นไปหรือไม่”
       “ได้ค่ะ” หญิงสาวหยิบเอกสารบางส่วนออกมาพลิกเปิดอ่านด้วยความตั้งใจ”
       “เอาเป็นว่าฉันอยากให้เธอเริ่มจากลองดูบัญชีเก่าๆ พวกนี้ให้ดี เพราะหลังจากนี้เธอจะต้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้แทนฉันทั้งหมด”
       “แต่ว่า...งานที่สำคัญขนาดนี้ รสเกรงว่าตัวเองอาจจะไม่เหมาะสม” รสสุคนธ์ไม่ได้กลัวว่าตนเองจะเหนื่อยกับงานเอกสาร หากแต่นี่มันเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ภายในตระกูลที่สำคัญมาก และไม่ควรจะให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้
       “งานนี้ต้องใช้คนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เธอเองก็เหมือนกับเป็นญาติสนิท ยิ่งถ้าอีกหน่อยเกิดได้แต่งงานกับตาราม เธอก็ต้องมาช่วยดูแลตรงนี้อยู่ดี” คุณชายภาณุกรกล่าวพร้อมกับอมยิ้ม สายตาอันเฉียบแหลมของผู้เป็นทนายประจำตระกูล ย่อมดูอะไรไม่ผิดพลาดเป็นแน่ เขามั่นใจว่าหลานชายคนสำคัญน่าจะถูกอกถูกใจรสสุคนธ์ที่มีกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่ต่างอะไรกับสมัยก่อนตอนที่พี่ชายใหญ่ตกหลุมรักคุณเล็กอย่างสุดหัวใจ
       “ตะ...แต่งงาน! รสไม่เคยคิดอะไรกับคุณรามเลยนะคะ อีกอย่างเราก็เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน” รสสุคนธ์รีบปฏิเสธด้วยความขัดเขิน ไม่ได้คิดเลยเถิดกับรามนรินทร์ไปไกลถึงขั้นนั้น
       “อย่างนั้นรึ ? แต่ฉันกลับดูออกว่าพ่อรามหลานของฉัน มีใจให้เธอเอามากๆ เลยนะ เพราะหลานชายของฉันไม่เคยมองผู้หญิงคนไหนด้วยสายตาแบบที่เขามองหนูรสมาก่อนเลย แม้แต่ท่านหญิงอุณนิษาที่พี่หญิงตั้งใจจะให้หมั้นหมายกันก็เถอะ”
       “รสว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้ดีกว่านะคะ เพราะรสเองรู้ตัวดีว่าไม่คู่ควรกับคุณรามนรินทร์ ไม่ว่าจะทั้ง หน้าตา ฐานะหรือชาติตระกูล”
       “คู่ควรหรือไม่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอะไรพวกนั้นหรอกนะหนูรส ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน และเมื่อคนสองคนตัดสินใจรักกัน ต่อให้ฟ้าก็ไม่อาจมาหยุดให้รักกันได้หรอก”
       “ขอบคุณคุณชายที่เมตตานะคะ เอาเป็นว่าถ้ายังไงเดี๋ยวรสขอตัวไปศึกษาเอกสารพวกนี้ก่อนจะดีกว่า” รสสุคนธ์ยกมือไหว้ชายสูงวัยด้วยความขอบคุณ ก่อนจะขอตัวไปอ่านเอกสารด้วยความเขินอาย    
       “ตามสบายเลยนะหนูรส ถ้าไม่เข้าใจเรื่องไหนก็มาถามฉันได้เสมอ เดี๋ยววันนี้ฉันต้องขอตัวไปทำธุระกับท่านกรมวังเสียก่อน ถ้าเธอทำงานเสร็จแล้วก็ลงกลอนห้องนี้ก่อนกลับด้วยนะ”
       “ค่ะ”
       “เอ้า นี่กุญแจห้องนี้”
       คุณชายภาณุกรนำกุญแจห้องทำงานดอกใหญ่มามอบให้กับรสสุคนธ์ ก่อนจะออกจากห้องไป หญิงสาวใช้เวลาทั้งวันไปกับการนั่งไล่ดูบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหลายของบ้านพรหมบดินทร์ และพบว่ารายได้ส่วนใหญ่ของตระกูลนี้มาจากการปล่อยที่ดินที่มีอยู่มากมายให้กับชาวบ้านได้เช่าทำมาหากิน ไม่ว่าจะที่สวนไร่นา หรือพวกห้องแถวในตลาด แต่ก็มีบางส่วนที่ต้องขายออกไปเพื่อนำเงินก้อนใหญ่มาหมุนเวียนและใช้จ่ายในบ้านเช่นเดียวกัน
       กระทั่งเวลาผ่านไปจนบ่ายคล้อย หญิงสาวเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองได้นั่งดูเอกสารมานานพอดู เมื่อท้องของเธอนั้นร้องเพราะความหิว รสสุคนธ์จึงตัดสินใจปิดประตูห้องทำงาน ก่อนจะไปเดินยังโรงครัว แต่ปัญหาก็คือเธอไม่รู้ว่าโรงครัวของบ้านพรหมบดินทร์นั้นอยู่ตรงไหนกันแน่ ?
       ระหว่างที่เดินหาทางไปโรงครัวอยู่นั้น ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมา ทำให้หญิงสาวต้องหันหลังกลับไปมอง
       “หาอะไรอยู่เหรอคะคุณ ?” นมเฟื่องหญิงร่างท้วมหน้าตาใจดีและมีเมตตาเอ่ยทักขึ้น เมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่คล้ายกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ซึ่งเธอรู้มาก่อนหน้าว่าจะมีคนมาทำงานกับคุณชายภาณุกร และได้รับการกำชับว่าให้ช่วยจัดสำรับอาหารในมื้อกลางวันให้เธอด้วย แต่พอดีว่าในครัวกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารเพื่อรับรองท่านหญิงแขไขกับท่านหญิงอุณนิษา เธอเลยลืมไปว่าจะต้องเตรียมสำรับมาให้คุณที่มาช่วยงานในห้องนี้ด้วย
       “พอดีรสกำลังมองหาทางไปโรงครัวอยู่น่ะค่ะ”
       “โรงครัวไม่ได้อยู่ที่เรือนใหญ่หรอกเจ้าค่ะ แต่อยู่ทางด้านหลังเรือนใหญ่ไม่ไกลมานัก ว่าแต่คุณหิวแล้วใช่ไหมคะ อิฉันว่ากำลังจะยกสำรับไปให้คุณที่ห้องทำงานของคุณชายภาณุกรพอดีเชียว”
       “ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ เดี๋ยวรสเดินไปหาทานที่โรงครัวเองจะดีกว่า” รสสุคนธ์กล่าวออกมาด้วยความเกรงใจ เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาลำบาก ในเมื่อเธอเองก็จัดได้ว่าเป็นลูกจ้างของบ้านพรหมบดินทร์เช่นเดียวกัน
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณชายเองก็รับประทานที่ห้องนั้นเป็นประจำ เพราะบางทีท่านก็ทำงานติดพัน แต่ถ้าคุณอยากลงมาทานที่โรงครัวเอง อิฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะคะ ดีเสียอีก จะได้ทานอาหารร้อนๆ แบบอุ่นจากเตา”
       “เอาแบบนั้นดีกว่าค่ะ ว่าแต่คุณป้าชื่ออะไรเหรอคะ รสจะได้เรียกถูก”
       “อิฉันชื่อนมเฟื่องค่ะ เป็นแม่นมของคุณรามนรินทร์ ถ้าต่อไปนี้คุณอยากได้อะไร ก็บอกอิฉันได้เลยนะคะ”
       “ขอบคุณค่ะนมเฟื่อง” รสสุคนธ์ยกมือไหว้ขอบคุณหญิงสูงวัยในความมีน้ำใจ และรู้สึกดีกับท่าทางที่เป็นมิตรของอีกฝ่าย นึกไปถึงว่าน้อยเองก็คงจะได้รับอิทธิพลมาจากผู้เป็นป้าอยู่มากโข เลยทำให้เธอดูน่ารักและเป็นกันเองไม่ต่างอะไรกัน
       จากนั้นนมเฟื่องก็เดินนำหญิงสาวไปยังโรงครัว พร้อมทั้งจัดสำหรับมาให้หญิงสาวได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ ก่อนจะชวนคุยเรื่องรามนรินทร์ ไปจนถึงแนะนำให้เธอได้รู้จักกับพวกบ่าวไพร่คนอื่นๆ ซึ่งพอทุกคนรู้ว่ารสสุคนธ์นั้นพักอยู่ที่เรือนไม้หอม ต่างก็หันมองหน้ากันและทำตาปริบๆ อย่างไม่เชื่อหู
       “นี่คุณรสกล้านอนค้างที่เรือนไม้หอมจริงๆ หรือเจ้าคะ ?” บ่าวหญิงคนหนึ่งรีบคลานเข้ามาหารสสุคนธ์เมื่อเห็นว่านมเฟื่องยกสำรับของว่างออกไปเตรียมจัดโต๊ะให้คุณหญิงภาวิดา และเดินลับสายตาไปไกลแล้ว
       “ก็จริงสิจ๊ะ ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”
       “โอ๊ย...คุณกล้าไปอยู่ได้ยังไง ผีดุจะตายชัก” ตามมาด้วยบ่าวคนอื่นๆ ที่ทำตาโตเป็นไข่ห่าน หลังจากได้ยินว่ามีคนอาจหาญกล้าเข้าไปพักในเรือนอาถรรพ์แห่งนั้น
       “ตอนแรกฉันก็กลัวเหมือนทุกคนนั่นแหล่ะจ้ะ แต่พอลองไปนอนเข้าจริงๆ ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนะ” รสสุคนธ์ได้โอกาสใช้จังหวะนี้เปลี่ยนความเข้าใจผิดให้ทุกคนเลิกลือเกี่ยวกับเรือนไม้หอมอย่างเสียๆ หายๆ กันเสียที
       “ละ...แล้วไม่ได้ยินเสียงร้องไห้หรือเจ้าคะ ?” บ่าวอีกคนรีบเอ่ยถามบ้าง 
       “ฉันว่าทุกคนเข้าใจผิดกันไปเองมากกว่านะ”
       “โธ่...อีบ่าวพวกนี้ไม่ได้เข้าใจผิดไปหรอกค่ะคุณ ไม่เชื่อก็ถามอีบัวโน่นไง มันเคยเจอดีมาแล้ว จนกลายเป็นคนพิกลพิการขากะเผลกจนทุกวันนี้”
       “อะไรนะคะ ?” รสสุคนธ์พอได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน สายตาจับจ้องไปยังบ่าวที่ชื่อบัวซึ่งกำลังทำหน้าที่ปอกเปลือกขิงอยู่ และเหลือบตามามองเธอเล็กน้อย
       “ไม่รวมอีช้อยที่กลายเป็นบ้า จนต้องส่งกลับไปอยู่บ้านนอกนะคะคุณ แต่ไม่ใช่แค่อีสองคนนี่ที่เจอ คนอื่นๆ เขาก็เจอกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ลูกเด็กเล็กแดง”
       “เรื่องราวมันเป็นยังไงเหรอจ๊ะ ถ้ายังไงช่วยเล่าให้ฟังทีจะได้ไหม” ในเมื่อยังมีเวลาพักเหลืออยู่ รสสุคนธ์ก็เลยถือโอกาสนี้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรือนไม้หอมว่าคุณย่าเล็กเธอไปแผลงฤทธิ์อะไรเอาไว้บ้าง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงหรือหลอก อันนี้หญิงสาวตัดสินใจว่าจะฟังก่อนแล้วนำมาพิจารณาด้วยตนเองอีกที
       “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ค่ะคุณ...”
       จากนั้นนางบ่าวคนหนึ่งที่คันปากยิบๆ ก็เริ่มต้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับนางบัวและนางช้อยให้คนที่อยากรู้ฟัง...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น