อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:36:51

ตอนที่ 6 กับดักแห่งความตาย

       ค่ำคืนเดือนหงาย ณ บ้านพรหมบดินทร์ แสงจันทร์ที่ส่องสว่างทำให้นางช้อยไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียงในการย่องออกมาจากเรือนบ่าวรับใช้ หญิงสาวรูปร่างหน้าตาผอมแห้ง ผิวดำแดง รีบเดินจ้ำผ่านเรือนหลังใหญ่ มุ่งไปทางเรือนอีกหลังโดยไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็น แม้ในใจจะรู้สึกไม่ค่อยสู้ดีนักกับสิ่งที่นางบัวเพื่อนสาวบอกเมื่อบ่ายวันนี้ เรื่องเล่าอาถรรพ์ของเจ้าของเรือนที่ตายโหงในสมัยก่อน กระนั้นนางบ่าวก็รีบสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อสลัดภาพความกลัวที่ผุดขึ้นมาในสมองทิ้งไป
       “ข้าไม่กลัวหรอก ถ้ากลัวกับอีเรื่องแค่นี้ ก็อย่ามาเรียกข้าว่าอีช้อยเลย!” นางช้อยพูดปลุกกำลังใจตนเองไม่ให้นึกถึงเรื่องไร้สาระ เพราะทั้งตนและคนที่ชวนมาในวันนี้ต่างก็ไม่เคยมีใครเคยเจอผีมาก่อนเลยสักครั้ง 
       หากยังไม่ทันที่นางช้อยจะเดินไปถึงเรือนไม้หอมที่เป็นเป้าหมาย จู่ๆ ดวงจันทร์บนท้องฟ้าก็พลันถูกเมฆมาทับบดบังแสง อีกทั้งลมก็พัดกรรโชกจนต้นไม้ใหญ่รอบด้านเสียดสีกันดังหวีดหวิว คล้ายกับเสียงร้องโหยหวนของพวกนางพราย แทรกผสานขึ้นมาท่ามกลางความเงียบงัน ประจวบกับเสียงสุนัขหอนที่ดังแว่วมาแต่ไกล แต่กลับไม่เห็นว่าที่มาของเสียงนั้นมาจากไหน
       “โอ๊ย...ทำไมอยู่ดีๆ มันถึงได้มืดตื๋ออย่างนี้วะ!” เสียงนางช้อยบ่นพึมพำกับตนเอง ก่อนสองเท้าจะย่ำมาถึงบริเวณสระน้ำที่บัดนี้เต็มไปด้วยดอกบัวฉัตรบานสะพรั่ง ใบบัวขึ้นหนาแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นน้ำด้านล่าง สายตาหลุกหลิกกวาดมองไปยังรอบๆ เพื่อดูว่ามีผู้ใดแอบลอบตามมาหรือไม่ เมื่อเบื้องหน้านั้นก็คือเรือนไม้หอมที่ตั้งตระหง่านใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา 
       กลิ่นของดอกจันทร์กระพ้อลอยเข้ามาแตะจมูกคล้ายกับกลิ่นน้ำปรุง ทำให้คนที่ได้กลิ่นถึงกับขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในเวลาเช่นนี้นางช้อยได้แต่คิดว่าเรือนไม้หอมช่างดูวังเวงและน่ากลัว ไม่ต่างจากคำร่ำลือเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ความจริงแล้วนางช้อยก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีๆ สางๆ สักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่ตนเองนั้นก็ไม่ยังเคยเจอ และได้แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่พวกผู้ใหญ่มักจะเอาไว้หลอกให้เด็กกลัวเสียมากกว่า เพื่อที่จะได้ไม่กล้าแอบหนีมาเล่นซุกซนจนมืดค่ำและไม่ยอมกลับเรือน
       “คอยดูนะ แม่จะกวาดของให้เรียบให้คุ้มกับค่าเหนื่อยเลยเชียว!” ใครเล่าจะไปใส่ใจในเมื่อความโลภมันบดบังตาจนมิด เมื่อได้รู้ว่าข้าวของบนเรือนหลังนี้มีมูลค่ามากมายขนาดไหน ความกลัวก็ถูกแทนที่ด้วยความโลภจนหมดสิ้น
       จากนั้นนางช้อยก็กวาดสายตามองซ้ายขวาเพื่อหาใครสักคนที่ได้นัดแนะกันเอาไว้ ทว่าทันใดนั้นเอง ทางด้านหลังก็มีเสียงสวบสาบ ตามด้วยเสียงร้องครางฮือๆ อย่างแผ่วเบามาตามสายลมที่พัดเอื่อย หญิงสาวขนลุกซู่ขึ้นอีกครั้งเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบผ่านสันหลังจนต้องรีบหันไปดู แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า 
       แต่ทว่าพอเอี้ยวตัวหันกลับมาเท่านั้น นางช้อยก็ต้องเผชิญหน้ากับใครบางคนในระยะประชิดในทันที
       “กรี๊ดดดด...! อกอีแป้นจะแตก!”
       “เฮ้ย! เอ็งจะแหกปากร้องทำไมวะอีช้อย เดี๋ยวคนอื่นๆ เขาก็ได้แห่กันมาพอดีหรอก” นางบัวผู้สมรู้ร่วมคิดในการนี้ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ เมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายกลับเข้าใจผิดคิดว่าตนนั้นเป็นผี จนเผลอร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตกใจ
       “อ้าว อีบัว ก็เอ็งมาไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ ข้าก็ตกใจน่ะสิวะ” คนขวัญเสียยกมือขึ้นทาบอก พยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสลัดความฟุ้งซ่านออกไป เพราะเอาเข้าจริงนางช้อยเองก็หาได้นึกกลัวผีสางนางไม้ไม่ แต่สิ่งที่กลัวยิ่งกว่าผีนั้นก็คือการโดนเจ้านายบนเรือนใหญ่จับได้แล้วถูกส่งตัวเข้าตาราง
       “ทำเป็นขวัญอ่อนไปได้ แล้วนี่เอ็งจะช่วยงานข้าไหวหรือวะ” ถึงแม้จะมีวัยไล่เลี่ยกัน แต่กระนั้นนางบัวก็มักจะทำตัวเหนือกว่าและเรียกใช้งานนางช้อยแบบจิกหัวอยู่บ่อยๆ เพราะในความเป็นจริงแล้ว แม้แต่ในสังคมของบ่าวไพร่เอง ก็ยังมีการแบ่งระดับชนชั้นกัน ไม่ต่างอะไรกับพวกเจ้าขุนมูลนายหรือพวกคนใหญ่คนโตแม้แต่น้อย
       “ไหวสิวะ แต่เอ็งต้องแบ่งอัฐให้ข้าตามที่สัญญาเอาไว้จริงๆ นะโว้ย”
       “เออน่า ข้าเคยปดกับเอ็งรึไงวะอีนี่!”
       “ใครจะไปรู้ ก็ข้ากลัวเอ็งเบี้ยวนี่หว่า”
       “เอ๊ะ อีนี่! เอ็งมันวอนเสียแล้ว จะเอาด้วยหรือไม่เอาวะ!” นางบัวยกมือขึ้นท้าวสะเอว หน้าตาถมึงทึงดูเอาเรื่องเสียจนอีกฝ่ายได้แต่ทำตัวหงอเสียงอ่อยลง 
       “เออๆ เอ็งก็รีบบอกมาสักทีสิวะ ว่าข้าจะต้องทำอะไรบ้าง”
       “งั้นเอ็งก็รีบตามข้ามาทางนี้ให้ไวเลย” นางบัวพูดจบก็กวักมือเรียกเพื่อนให้เดินตามหลังตนเอง ตามทางที่เยื้องไปด้านหลังบ้าน จากนั้นบ่าวรับใช้ทั้งสอง ก็รีบสาวเท้าผ่านสระบัวที่อยู่ด้านข้างเรือนไม้หอม เพื่อหาทางเข้าไปในตัวเรือนโดยไม่ผ่านทางประตูหน้าที่คล้องกุญแจเหล็กเอาไว้ป้องกันผู้บุกรุกอย่างแน่นหนา
       ทว่าทันใดนั้นเอง อยู่ดีๆ นางช้อยก็ส่งเสียงหวีดร้องขึ้นมาอีกครั้งด้วยความตกใจ เมื่อสายตาหวาดระแวงจับจ้องไปยังผิวน้ำที่ก่อนหน้านั้นเรียบนิ่งไม่ไหวติง แต่บัดนี้กลับมีรอยกระเพื่อมระลอกใหญ่ แผ่กระจายออกเป็นวงกว้างจากตรงกลางสระ คล้ายกับกำลังมีคนแหวกว่ายอยู่นั้น
       “กรี๊ดดดด! นะ...นั่น ?”
       “อะไรของเอ็งอีกวะอีช้อย!” นางบัวชะงักและหยุดเดินในทันที ใบหน้าโมโหนั้นหันไปเอ็ดตะโรเพื่อนร่วมทางด้วยความรำคาญ เพราะดูเหมือนนางช้อยจะขวัญอ่อน ไม่เหมือนปากที่คุยโม้ไว้ว่าไม่เคยกลัวผีสางหรือเทวดาที่ไหน
       “ก็น้ำในสระมัน…” คนขี้ตกใจพยักพเยิดหน้าให้เพื่อนร่วมชะตากรรมหันไปมองดูสระด้านที่มีน้ำใสแจ๋ว ไม่มีพวกกอบัวขึ้นหนาแน่นเหมือนอีกด้าน
       “โถ...อีโง่! ก็แค่เขียดแค่กบกระโดดลงเล่นน้ำ นี่ถ้าขืนเอ็งยังแหกปากร้องโวยวายแบบนี้อีกครั้งเดียว ข้าจะไปบอกคนอื่นๆ ว่าเอ็งมาขโมยของแล้วถูกข้าจับได้!” คนอารมณ์เสียขู่จะเอาเรื่อง จนทำให้นางช้อยชักจะเริ่มฉุนขึ้นมาบ้าง
       “อ้าว อีบัว เอ็งต่างหากที่เป็นคนต้นคิดทั้งหมดไม่ใช่เหรอ!”
       “แล้วใครเขาจะเชื่อเอ็งล่ะวะอีช้อย เขาก็ต้องเชื่อข้าที่เป็นลูกสาวของแม่สร้อยที่เป็นหัวหน้าบ่าวไพร่อยู่แล้วล่ะโว้ย” ไม่พูดเปล่า นางบัวยังใช้นิ้วชี้จิ้มเข้าไปที่หน้าผากของอีกฝ่ายอย่างเต็มแรง แน่นอนว่าคำขู่นั้นได้ผล คนฟังถึงกับหน้าเสียและรีบยกมือขึ้นอุดปากด้วยความรวดเร็ว
       “ก็ได้ๆ ข้าจะไม่ร้องอีกแล้ว ข้าสัญญา” 
       “เออๆ ไปกันได้แล้ว”
       จากนั้นเมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าประตูทางเข้าเรือนไม้หอม ทั้งสองก็ค่อยๆ ย่องไปทีละก้าวราวกับเกรงว่าจะมีใครที่อยู่ข้างบนมาได้ยิน ทั้งที่เรือนไม้หอมแห่งนี้เป็นเรือนร้าง ไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่มานานนับหลายสิบปี นางบัวพานางช้อยเดินเลาะบ้านไปทางด้านหลังเพื่อหยิบตะเกียงพร้อมกับเทียนไข ซึ่งคนเจ้าแผนการได้นำข้าวของที่จำเป็นมาเตรียมเอาไว้ที่นี่ก่อนแล้ว  
       “อีบัวจะจุดไฟรึ ? เดี๋ยวคนเขาก็รู้กันพอดีว่ามีใครเข้ามาที่นี่”
       “อีโง่! ในบ้านมันมืด ถ้าเอ็งไม่เอาตะเกียงกับเทียนไปใช้ แล้วเอ็งจะมองเห็นข้าวของที่อยู่ในบ้านได้อย่างไรล่ะวะ!”
       “เออ ก็จริงของเอ็งนะ” นางช้อยทำหน้าครุ่นคิดขณะรับเทียนไขเล่มใหญ่มาจากนางบัว ก่อนที่นางบัวจะพาผู้สมรู้ร่วมคิดเดินอ้อมไปทางข้างตัวบ้าน เพื่อปีนเข้าทางหน้าต่างบานหนึ่งที่ไม่ได้ขัดกลอนเอาไว้จากภายด้านใน “แล้วนี่เอ็งรู้ได้ยังไงวะ ว่าหน้าต่างบานนี้ไม่ได้ลงกลอนเอาไว้ ?”
       “เอ็งอย่าถามให้มันมากความเลย เอาเป็นว่าข้ารู้มานานแล้วก็แล้วกัน เอ้า...เอ็งไปลองหาดูหีบพวกของมีค่าที่ห้องทางฟากโน้นดูสิ”
       “แล้วจะให้ข้าไปคนเดียวรึ ?” นางช้อยกลืนน้ำลายฝืดคอ สายตากวาดมองรอบตัวอย่างหวาดๆ รู้สึกได้ว่าอากาศภายในเรือนหลังนี้มันช่างเย็นยะเยือกผิดกับด้านนอกเสียจริงๆ
       “ก็เออสิวะ ไม่อย่างนั้นข้าจะชวนเอ็งมาช่วยหาทำอะไร เอ็งไปห้องนั้น เดี๋ยวข้าจะไปดูที่อีกห้องหนึ่งทางโน้น” นางบัวพูด ก่อนจะถือตะเกียงเดินหายไปในห้องหนึ่งทันที ทิ้งให้นางช้อยยืนอยู่คนเดียวด้วยความเสียวสันหลัง แสงจากเล่มเทียนแม้จะส่องได้สว่างในที่มืด แต่ก็ไม่ได้มีรัศมีที่ไกลนัก อีกทั้งเปลวไฟที่พลิ้วไหวยิ่งทำให้เงาของสิ่งต่างๆ นั้น ดูเหมือนกับจะขยับเคลื่อนไหวได้อีกด้วย 
       “เอาวะ ข้าจะรวยก็คราวนี้แหล่ะ”
       เมื่อไม่มีทางเลือก นางช้อยก็จำต้องเดินแยกไปอีกทางหนึ่งตามคำสั่งของเพื่อนบ่าว ในใจได้แต่คิดถึงข้าวของมีค่าที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านเก็บรักษาเอาไว้ด้านใน เลือกเปิดประตูห้องที่อยู่ชั้นล่างห้องหนึ่งเป็นที่แรก ซึ่งก็มีเสียงไม้เสียดสีดังเอี๊ยดอ๊าดของประตูเก่ายามที่ถูกผลักออกคล้ายเสียงคนหวีดร้องอย่างโหนหวน ทำเอานางช้อยขนลุกชันขึ้นในทันที 
       “โอ๊ย! ก็อีแค่เสียงประตู” คนละโมบรีบปลอบตัวเองและเรียกสติให้กลับคืนมา ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปในห้องเพื่อค้นหาหีบของมีค่า 
       เมื่อเข้าไปถึงก็ต้องพบว่า ภายในห้องนั้นมีข้าวของเครื่องใช้และพวกเครื่องเรือนต่างๆ ถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีขาว มีหยากไย่และฝุ่นเกาะอยู่บ้างเล็กน้อย นางช้อยเดินค้นหาสิ่งที่ดูเหมือนหีบใส่สมบัติซึ่งถูกทิ้งเอาไว้ในเรือนหลังนี้ โดยไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายนับตั้งแต่เรือนไม้หอมถูกปิดตายลง เมื่อลองเอื้อมมือไปแหวกผ้าคลุมสีขาวดูก็ไม่พบอะไร นอกจากชุดเครื่องเรือนไม้สักที่น่าจะเป็นขุดรับแขก กับตู้ใส่ชุดเครื่องชามที่ดูก็น่าจะมีราคาค่างวดอยู่มากโข
       “โอ้โห! น่าจะได้หลายอัฐอยู่นะของพวกนี้...ว้าย!”
       “ร้องอะไรของเอ็งวะอีช้อย นี่ข้าชักจะเหลืออดกับเอ็งแล้วนะ!” นางบัวชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ พร้อมทั้งทำเสียงดุๆ ที่นางช้อยส่งเสียงโวยวายออกมา
       “ก็เอ็งเล่นโผล่มาข้างหลังแบบไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้ แล้วจะไม่ให้ข้าตกใจได้ยังไงกันล่ะ”
       “เอ็งนี่ทำเป็นขวัญอ่อนอีกแล้วนะ ว่าแต่เจออะไรดีๆ บ้างรึยังวะ ?”
       “ข้าเจอชุดถ้วยชามฝรั่งอยู่ในตู้ ดูน่าจะมีราคาอยู่ แต่ถ้าเอาไปก็คงจะเกิดเสียงจนคนอื่นๆ จับได้แน่ๆ” 
       “เอ็งนี่ฉลาดกว่าที่ข้าคิดไว้นะ งั้นทำไมไม่ลองขึ้นไปดูข้างบนล่ะ ข้าได้ยินมาว่ามีหีบใส่ผ้างามๆ อยู่หลายมัดเลย ถ้าแอบเอาไปขายก็คงจะไม่มีใครรู้หรอก”
       นางช้อยได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างด้วยความโลภ รีบแจ้นจะออกไปนอกห้องจนไม่สนใจเพื่อนที่ทิ้งเอาไว้อยู่เบื้องหลัง แต่ก็ต้องมีอันหกล้มหกลุกจนหัวคะมำ เมื่อเดินชนเข้ากับร่างของใครอีกคนหนึ่งที่กำลังเดินสวนเข้ามาในห้องนี้พอดิบพอดี
       “โอ๊ยยยยย...!”
       “เอ็งเดินยังไงของเอ็งวะอีช้อย ?” เสียงของนางบัวตวาดดังลั่นขณะที่เดินเข้ามาในห้อง แต่กลับถูกนางช้อยชนเสียจนเซล้มลงไปกองกับพื้นเช่นเดียวกัน
       “อะ...อ้าว อีบัว แล้วนี่เอ็งมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกันวะ ?” นางช้อยทำหน้าเหลอหลา มือหนึ่งยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความสับสน เพราะจำได้ว่าเมื่อครู่นี้นางบัวยังอยู่ในห้องและเพิ่งคุยกับตนแท้ๆ และทางออกก็มีแค่ประตูตรงนี้ที่เดียวเท่านั้น แล้วจะมาโผล่ดักหน้าได้เช่นไร ?
       “ข้าเพิ่งดูของในห้องโน้นเสร็จ ก็ได้ยินเสียงเอ็งพึมพำเหมือนคุยกับใครอยู่ ก็เลยเดินมาหาเอ็งนี่แหละ ว่าแต่เอ็งคุยกับใครอยู่วะ ?” นางบัวขมวดคิ้วเข้าหากัน นึกสงสัยว่านางช้อยอาจจะคิดไม่ซื่อ ปากสว่างไปบอกบ่าวไพร่คนอื่นให้แอบตามมาขนสมบัติในเรือนนี้ด้วย ก็เลยตั้งใจจะรีบมาด่าด้วยความโมโห
       “ฮะ...ฮือๆๆ ข้าก็คุยกับเอ็งนี่แหละ แต่เป็นเอ็งอีกคน ที่ตอนนี้ก็ไม่รู้หายไปไหนแล้วด้วย...ฮือๆๆ” นางช้อยถึงกับปล่อยเสียงโฮออกมาอย่างไม่อาย เพราะเมื่อหันไปทางด้านหลังก็พบแต่เพียงความว่างเปล่า ไม่มีนางบัวคนที่คุยด้วยก่อนหน้านี้แต่อย่างใด 
       “เอ๊ะ! เอ็งนี่ท่าจะบ้า ข้าเพิ่งเข้ามา แล้วเอ็งจะมาคุยกับข้าได้อย่างไรล่ะวะ ?” พูดจบแล้วนางบัวก็หน้าถอดสี เพราะดูท่าทีแล้วเห็นว่านางช้อยพูดจริง ไม่ได้โป้ปดหรือแต่งเรื่องขึ้นมาหลอก
       “ฮือๆๆ ก็นั่นน่ะสิ กลับกันเถอะอีบัว ข้าว่าเรารีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่า” 
       “กลับให้โง่เหรอ ข้าว่าบางทีเอ็งอาจจะแค่เพ้อไปเองเพราะความมืดก็ได้” กระนั้นนางบัวก็ยังไม่ยอมง่ายๆ ในเมื่อนางสู้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงมาเสียขนาดนี้แล้ว จะให้ยอมกลับไปมือเปล่าได้เช่นไร ฝันไปเถอะ!
       “ข้าไม่ได้เพ้อนะ เอ็งยังถามข้าอยู่เลยว่าเจออะไรดีๆ ไหม ถ้าไม่เจอก็ให้ขึ้นไปเอาผ้าที่อยู่ในหีบชั้นบนโน่นยังไง”
       “ตัวข้าอีกคนพูดแบบนั้นเหรอวะ ?” คนฟังเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตบมือเข้าหากันด้วยความลิงโลด “สงสัยข้าว่างานนี้ผีจะเป็นใจให้ข้ากับเอ็งรวยเสียแล้วล่ะโว้ย...ไป! งั้นเรารีบไปข้างบนกันเถอะ เร็วเข้าสิ!”
       จากนั้นนางบัวก็รีบลากมือของนางช้อยตรงไปยังบันได ทว่าก้าวขึ้นไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีลมพัดวูบแรงจนเทียนในมือของนางช้อยดับ รวมถึงตะเกียงของนางบัวด้วยเช่นเดียวกัน
       “ว้ายยยย! มันดับได้ยังไงวะเนี่ย ?” คนใจสู้ร้องขึ้นมา ก่อนจะสะบัดร่างเพื่อนสาวที่กระโดดเข้ามาเกาะตัวเองด้วยความตกใจให้ถอยห่างออกไปไกลๆ
       “เอ็งลืมเติมน้ำมันมาเหรอ ?” นางช้อยถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ บัดนี้รอบด้านมีแต่ความมืด แทบจะมองไม่เห็นอะไร นอกเสียจากเงารางๆ ของพวกเครื่องเรือน และได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตนเอง จากคนที่ไม่กลัวผี บัดนี้อะไรบางอย่างทำให้รู้สึกว่าไม่ควรจะอยู่ในเรือนหลังนี้อีกต่อไป
       “ข้าไม่ได้โง่แบบเอ็งนะโว้ย ข้าเติมมาจนเต็มตั้งแต่ก่อนจะมานี่แล้ว”
       “แล้วจะเอายังไงล่ะทีนี้ นี่ก็มืดจนมองอะไรไม่เห็นเลย น่ากลัวจะตาย”
       พูดยังไม่ทันขาดคำ หน้าต่างของชั้นสองก็เปิดโล่งคล้ายกับถูกลมพัด ทำให้แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในบ้านจนพอมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนไม่ต่างกับแสงตะเกียง 
       “อุวะ! สงสัยวันนี้ทั้งผีทั้งเทวดาจะดลบันดาลให้ข้ารวยเสียแล้ว รีบขึ้นไปกันเถอะอีช้อย!” นางบัวเห็นดังนั้นก็ตบมือเข้าหากันฉาดใหญ่
       “อย่ารีบผลักสิ ข้ายังมองอะไรไม่ค่อยเห็นเลย...โอ๊ย!”
       ด้วยแรงผลักเพราะความใจร้อนของนางบัว ทำให้นางช้อยล้มคะมำลงไปกองอยู่ตรงขั้นบันไดทางขึ้นชั้นสอง จากนั้นก็ส่งเสียงร้องไห้ออกมาอีกครั้ง 
       “ฮือๆๆๆ”
       “อะไรของเอ็งอีกวะอีกช้อย จะร้องไห้เรียกหาอะไรล่ะเนี่ย!”
       “ขาน่ะ ขาของข้า...”
       “อะไร ? เอ็งเจ็บขาเหรอวะ ?” นางบัวรีบก้มลงไปดูเพื่อน พยายามจะฉุดให้อีกฝ่ายลุกขึ้นและเดินต่อ แต่ไม่ว่าจะยื้อยุดฉุดกระชากสักเท่าไหร่ นางช้อยก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อนตัวเลยแม้แต่น้อย
       “ข้าไม่ได้เจ็บขา แต่มือของข้ากำลังจับขาใครอยู่ก็ไม่รู้...ฮือๆๆ”
       เมื่อนางบัวได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ เหลือบตามองไล่ไปตามมือของนางช้อย และก็พบว่ามือผอมแห้งนั้นจับยึดอยู่กับท่อนขาขาวนวลของใครบางเอาไว้แน่น สายตาของนางบัวเบิกค้างก่อนจะเหลือกขึ้นในทันที ทันใดนั้นก็เห็นเต็มสองลูกตาว่าเจ้าของขาที่เพื่อนสาวจับยึดเอาไว้เป็นของผู้ใด
       “อะ...อีช้อย ข้าว่าท่าจะไม่ดีเสียแล้วล่ะว่ะ” 
       “เอ็งเพิ่งจะมาคิดได้เหรอวะอีบัว” นางช้อยน้ำตานองหน้าด้วยความหวาดผวา พยายามหลับตาปี๋ไม่กล้าลืมขึ้นมองภาพตรงหน้า ผิดกับนางบัวที่เห็นจะๆ ว่าท่อนขาที่เพื่อนของตนจับเอาไว้นั้นเป็นของผู้ใด
       เบื้องหน้าของคนทั้งคู่ปรากฏร่างของสตรีผู้มีใบหน้าซีดเผือด เธอสวมชุดไทยโบราณที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำทั่วทั้งตัว ดวงตาสีขาวขุ่นเบิกถลนคล้ายกับซากศพ ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้จ้องมายังหญิงสาวทั้งสอง แต่ความสยดสยองนั้นก็มากเพียงพอจะทำให้หัวใจของคนที่ติดแหง็กอยู่กับที่แทบจะหยุดเต้นเอาได้ง่ายๆ
       “ละ...แล้วนี่เอ็งไปจับขาคุณเขาไว้ทำไม รีบปล่อยเร็วเข้าสิวะ!” นางบัวพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก จนเกือบจะกลายเป็นติดอ่าง เมื่อเห็นแล้วว่าเบื้องหน้านั้นคือร่างของสตรีสูงศักดิ์ที่ไม่บอกก็รู้ว่าเธอคือเจ้าของเรือนหลังนี้ ตามคำร่ำลือของพวกคนเฒ่าคนแก่ที่พูดกันปากต่อปากถึงความเฮี้ยนและความอาถรรพ์ของเรือนไม้หอม หากแต่ตนกลับคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าหลอกเด็กและไม่ยอมเชื่อถือเรื่องเล่านั้น
       “ข้าปล่อยไม่ได้ ช่วยข้าด้วยอีบัว...ฮือๆๆ”
       ในเสี้ยววินาทีนั้น จู่ๆ ใบหน้าของผีสาวก็หันขวับก้มลงมามองทั้งคู่ ก่อนจะหันคอกวาดมองดูรอบๆ ห้องโดยใช้เฉพาะส่วนศีรษะหมุนไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ภาพอันสยดสยองนี้ยิ่งสร้างความหวาดกลัวจนทั้งคู่ต้องส่งเสียงกรีดร้องอย่างไม่เป็นภาษาออกมาพร้อมๆ กัน
       “กรี๊ดดดด...! ไม่เอาแล้ว หนีเร็ว อีช้อย!” นางบัวผงะถอยหลังจนสะดุดขาตัวเองล้มลง รีบตะเกียกตะกายหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อให้รอดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า
       “อีบัว...อย่าทิ้งข้าไป รอข้าด้วย!”
       หากคนรักตัวกลัวตายไม่ฟังเสียงร้องขอความช่วยเหลือ สองเท้ารีบจ้ำอ้าววิ่งไปที่ประตูทางเข้า ทว่าก็ไม่ต่างอะไรจากหนูที่ติดอยู่ในกับดักนรก ถึงแม้ว่าจะพยายามเขย่าหรือทุบประตูสักเท่าไหร่ ประตูบานใหญ่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะขยับเขยื้อนหรือเปิดออกได้เลยแม้แต่น้อย 
       “ปะ...เปิดไม่ออก ทำยังไงดีวะอีช้อย!”
       “ก็จะเปิดได้ยังไงล่ะวะ ตอนเข้ามาก็เห็นอยู่ว่าด้านหน้าคล้องแม่กุญแจเอาไว้พวงเบ้อเร่อ”
       “แล้วเราจะหนีกันอีท่าไหนล่ะทีนี้ ?”
       “ไม่รู้สิ เอาเป็นว่าตอนนี้รู้อย่างเดียว คือมือของข้ายังปล่อยจากขาของคุณเขายังไม่ได้เลย ถ้ายังไงเอ็งรีบมาช่วยข้าก่อนเถอะ ฮือๆๆ”
       เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น นางบัวจึงทำใจดีสู้ผี รีบหลับหูหลับตาช่วยดึงมือของผู้สมรู้ร่วมคิดออกจากขาของเจ้าของเรือนที่กำลังจ้องเขม็งมายังทั้งคู่ แต่ยิ่งออกแรงเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเสียแรงเปล่า อีกทั้งพื้นตรงบันไดก็ยังเปียกลื่นจนแทบจะทำให้ล้มหัวทิ่ม ซึ่งไม่รู้ว่านั่นเป็นหยดน้ำจากร่างที่ไร้วิญญาณ หรือเป็นของเสียที่นางช้อยขับออกมาโดยไม่รู้ตัวกันแน่ 
       แต่แล้วจู่ๆ ร่างนั้นก็ค่อยๆ ยกตัวลอยสูงขึ้นจากพื้น ก่อนจะลอยขึ้นบันไดไปตามทางสู่ชั้นสอง โดยลากเอานางช้อยที่ยังคงไม่สามารถปล่อยมือติดไปด้วย
       “ฉิบหายแล้ว! อีช้อย เอ็งรีบปล่อยคุณเขาเร็วๆ เข้าสิวะ”
       “ข้าพยายามอยู่ เอ็งก็มาช่วยแกะมือข้าที เร็วๆ”
       “ถ้างั้นออกแรงดึงพร้อมกันนะ เอ้า!” นางบัวรีบวิ่งตามขึ้นไปช่วยเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกครั้ง
       คราวนี้ก่อนที่นางช้อยจะถูกลากตัวไปจนถึงบันไดขั้นบนสุด มือที่จับเอาไว้จู่ๆ ก็หลุดออกจากขาของผีสาว และด้วยแรงฉุดกระชากอย่างเต็มเหนี่ยวของนางบัว จึงทำให้ทั้งคู่กลิ้งตกบันไดลงมาที่ขั้นพักระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นสอง ส่วนร่างของผีสาวนั้นก็ลอยหายเข้าไปในความมืดพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะ ‘ฮิฮิ’ ก่อนจะเหลือทิ้งไว้แต่ความเงียบสงัดและความน่าสะพรึงกลัว
       เมื่อพ้นจากสถานการณ์วิกฤตมาได้ นางบัวก็รีบลุกขึ้นและวิ่งลงไปที่หน้าต่างบานที่แอบลอบเข้ามาในตอนแรก โดยไม่สนใจที่จะขโมยทรัพย์สินอีกต่อไป แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าออก ร่างอ้วนท้วนของนางบัวก็เหมือนกับพุ่งชนกำแพงที่มองไม่เห็น จนต้องกระเด้งถอยหลังลงไปกองกับนางช้อยที่กำลังนั่งตัวสั่นเทาเป็นลูกนกอยู่บนพื้น 
       “อะไรวะเนี่ย ?”
       “ทำไงกันดีล่ะอีบัว ข้ากลัวจนขยับตัวไม่ไหวแล้ว” นางช้อยยกมือไหว้ท่วมหัวด้วยความหวาดหวั่นอย่างจับหัวใจ ตั้งแต่เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ก็ไม่เคยเห็นผีตัวเป็นๆ มาก่อนเลยในชีวิตนี้ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอจะๆ เต็มสองลูกตา แถมยังได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกต่างหาก 
       “ข้าว่าเราสวดมนต์ไล่ผีดีไหม ?”
       “จะดีเหรอวะอีบัว เดี๋ยวคุณเขาจะยิ่งโกรธเอานะโว้ย”
       “ดีสิวะ เป็นผีก็ต้องกลัวบทสวดสิ!” ว่าแล้วคนที่นึกจะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยกมือพนมขึ้น พร้อมทั้งเริ่มท่องบทสวดที่พอจะนึกได้ ณ เวลานั้นออกมา 
       ทว่าทันทีที่นางบัวเริ่มตั้งนะโมฯ ขึ้น หน้าต่างทุกบานก็บังเกิดเสียงดังปึงปังคล้ายกับเสียงกระแทกรัวๆ ทั้งที่ด้านนอกนั้นไม่มีลมพัดไหวเลยแม้แต่น้อย
       “ข้าว่า...ท่าจะไม่ดีแล้วล่ะว่ะ” นางช้อยรีบยกมือไหว้ปลกๆ เมื่อเห็นว่าแรงกระแทกตามบานหน้าต่างนั้นยิ่งดูรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม แถมยิ่งดังถี่ขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ 
       “นะโมตัสสะๆๆ” คนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พยายามรวบรวมสติที่มีเหลืออยู่น้อยนิดท่องบดสวดมนต์เท่าที่พอจะสวดไหว แต่จนแล้วจนรอดก็สวดไม่จบสักที
       คราวนี้หน้าต่างทุกบานเปิดออกพร้อมกัน ก่อนจะปิดเข้ามาเสียงดัง ‘ปึง’ ลั่นไปทั่วทั้งเรือน จากนั้นเสียงเคาะปึงปังก็ดังไล่มาจากหน้าต่างบานที่อยู่ไกลสุด มาจนถึงประตูทางเข้าหน้าบ้านที่ทั้งคู่จำได้ว่ามันถูกคล้องด้วยแม่กุญแจดอกใหญ่เอาไว้อย่างแน่นหนา...
       ปึงๆๆ
       เสียงกระแทกรัวๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูใหญ่สามครั้ง ก่อนที่มันจะถูกเปิดกว้างออกในทันทีทันใด ทั้งคู่ต่างผวากอดกันกลมไม่มีใครยอมปล่อยมือใคร เมื่อเบื้องหน้าปรากฏร่างของเจ้าของเรือนที่กำลังจ้องมองมายังหัวขโมยทั้งสองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ร่างนั้นยกมือขึ้นชี้หน้านางช้อยและนางบัวที่บังอาจบุกรุกเรือนไม้หอมโดยไม่ได้รับอนุญาต
       “ที่เอ็งสวดน่ะ ด้วยความศรัทธาแน่เรอะ!”
       “กรี๊ดดดดด...!!!” 
       ทั้งคู่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมกันด้วยความประหวั่นพรั่นพึง เมื่อใบหน้าของหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านนั้นเต็มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ดวงตาสีขาวขุ่นค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นลึกโบ๋ ก่อนจะแสยะยิ้มด้วยริมฝีปากที่ดำคล้ำและเลอะไปด้วยเลือดแห้งเกรอะกรัง ซ้ำร้ายจากชุดที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ หากบัดนี้ถูกชโลมไปด้วยเลือดสีแดงสด และหยดลงบนพื้นเสียงดังแหมะๆ ส่งกลิ่นคาวฟุ้งไปทั่วทั้งเรือนไม้หอม
       “อีบัว...ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าสวด เป็นไงล่ะทีนี้ นอกจากคุณเขาจะไม่กลัวแล้วยังไปทำให้คุณเขาโมโหอีกนะเอ็ง ฮือๆๆ” นางช้อยนั่งตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า เมื่อเห็นว่าผีตรงหน้าไม่ได้เกรงกลัวต่อบทสวดที่นางบัวสวดไล่เลยแม้แต่น้อย
       “ปะ...ประตูนั่น ถ้าออกไปได้เราก็รอดแล้ว” นางบัวที่ยังพอมีสติเหลืออยู่ทั้งที่อยากจะเป็นลมล้มพับไปเสียหลายตลบ รีบชี้ให้เพื่อนร่วมชะตากรรมมองดูประตูที่อยู่เบื้องหน้า 
       “ฮือๆๆ แล้วเอ็งกล้าวิ่งผ่านคุณเขาไปไหมล่ะอีบัว”
       เมื่อมีร่างของผีร้ายขวางทางออกอยู่ และค่อยๆ ลอยขยับเข้ามาใกล้คนทั้งคู่เรื่อยๆ หนทางเดียวที่จะหนีรอดไปได้ก็คือวิ่งหนีขึ้นไปข้างบนคิดได้ดังนั้นนางบัวก็รีบฉุดมือของนางช้อยที่ตอนนี้เหมือนสติจะหลุดลอยไปเสียแล้ว 
       “ไปอีช้อย จะอยู่รอให้โดนหักคอตายรึยังไงล่ะเอ็ง!” พูดจบนางบัวก็รีบฉุดกระชากลากถูเพื่อนให้วิ่งขึ้นไปยังชั้นสองอย่างทุลักทุเล โดยมีเสียงหัวเราะของผีสาวดังไล่ตามหลังมา และเมื่อทั้งสองขึ้นไปถึงชั้นบน นางบัวก็ลากนางช้อยวิ่งไปยังหน้าต่างบานที่ใกล้ที่สุด ซึ่งเบื้องล่างนั้นคือสระบัว “อีช้อย! เร็วเข้า โดดเลย ไม่งั้นเราไม่รอดแน่!”
       “ไม่เอา! กลัวแล้ว...กลัวแล้ว!” นางช้อยตาเลื่อนลอยคล้ายกับคนสติไม่สมประดี ทำให้นางบัวต้องตบหน้านางช้อยแรงๆ ฉาดใหญ่สองทีเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา
       “ถ้ากลัวเอ็งก็ต้องโดด เร็วเข้าสิ นะ...นั่น! ลอยมาโน่นแล้วโว้ย!” พูดจบนางบัวก็กลืนน้ำลายฝืดคอเมื่อเห็นร่างในชุดไทยโผล่พ้นบันไดขึ้นมา เมื่อเห็นดังนั้นจึงไม่รอช้า รีบผลักกึ่งถีบนางช้อยที่ยังละล้าละลังให้โดดลงไปเบื้องล่าง ที่เข้าใจว่าคงจะไม่เป็นอะไรมากเพราะเป็นสระบัว ก่อนที่ตนเองจะกระโดดตามลงไปติดๆ 
       โครมมมม...!!!
       เสียงน้ำสาดกระเซ็นหลังจากที่ร่างของคนทั้งสองลอยละลิ่วออกมาจากหน้าต่างกระแทกกับผิวน้ำ สีแดงสดของเลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจากขาของนางบัวที่กระดูกหักจนทิ่มทะลุออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่ทั้งคู่พากันลากสังขารของตัวเองขึ้นมาบนริมตลิ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
       “โอ๊ย! ขาข้า!!” คนต้นคิดให้กระโดดลงมาจากชั้นสองร้องเสียงโหยหวน เมื่อรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วบริเวณขาที่หักเป็นสองท่อน
       “ละ...เลือด! เลือดเต็มไปหมดเลย กรี๊ดดด...! กะ...แก! แกเป็นผีปลอมตัวมาใช่ไหม ไปนะ...ไป!” ส่วนนางช้อยที่มีเพียงรอยถลอกและฟกช้ำก็เอาแต่กรีดร้องโวยวาย เมื่อเห็นร่างของเพื่อนนั้นเต็มไปด้วยเลือดไหลโทรมกาย
       “อีช้อย! เอ็งเลิกโอดครวญเสียที แล้วรีบพาข้าไปโรงหมอเร็วเข้า ข้าเจ็บจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว” 
       ทว่าทันทีทีคนได้รับบาดเจ็บพูดจบ ทางด้านหลังก็มีเสียงคล้ายกับอะไรบางอย่างขนาดใหญ่หล่นลงไปในน้ำ
       ตูมมม...!
       เสียงนั้นทำให้ใจของนางบัวแทบหลุดกระเด็นออกมาด้วยความหวาดระแวง ต้องค่อยๆ หันหน้าไปมองอย่างช้าๆ สังเกตเห็นน้ำกระเพื่อมเป็นวงใหญ่จากตรงกลางสระบัว และตรงจุดนั้นเองก็มีบางสิ่งที่ลักษณะคล้ายกับศีรษะของคนค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากน้ำ บริเวณรอบๆ นั้นเต็มไปด้วยเส้นผมที่ยาวสยาย และใบหน้าซีดเผือดก็ค่อยๆ โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา จนสามารถเห็นดวงตาสีขาวขุ่นกำลังจับจ้องมายังด้วยความอาฆาต
       “หนีเร็วอีช้อย! คุณท่านของแกตามมาโน้นแล้วไงล่ะเอ็ง” 
       ครั้นพอนางช้อยหันไปมอง ก็มีอันต้องหมดสติไปในทันทีด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด เหลือไว้เพียงแค่นางบัวที่พยายามใช้สองแขนกับขาข้างที่เหลือตะเกียกตะกายพาตัวเองออกไปให้พ้นจากที่ตรงนี้
       ร่างเขียวคล้ำเคลื่อนตัวใต้ผิวน้ำมุ่งหน้าหาเป้าหมาย โดยโผล่มาแค่ส่วนลูกตาคล้ายกับจระเข้ที่กำลังแหวกว่ายเข้าหาเหยื่อที่อยู่บนฝั่ง ก่อนจะค่อยๆ คลานขึ้นมาบนบกพร้อมกับมีเลือดไหลออกมาจากศีรษะอาบไล้ใบหน้าที่บวมอืด และเคลื่อนที่เข้ามาหานางบัวด้วยความรวดเร็ว
       “กลัวแล้วค่ะคุณ อีบัวจะไม่มาเหยียบที่เรือนหลังนี้อีกแล้ว คุณยกโทษให้พวกเราด้วยเถิดนะเจ้าคะ” นางบัวรีบพนมมือไหว้ท่วมศีรษะ ก่อนจะคลานเข้ามากอดนางช้อยด้วยความกลัวสุดหัวใจ ไม่มีอะไรจะน่ากลัวไปกว่าสิ่งที่ทั้งคู่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้อีกแล้ว เรียกได้ว่าให้ตายไปเสียยังดีกว่าที่ต้องมาเห็นสภาพอันน่าสยดสยองอะไรเช่นนี้
       คนโลภทั้งสองไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นต่อจากนั้น รู้เพียงจากปากของนางสร้อยผู้เป็นแม่ของนางบัวว่า ในตอนสายมีบ่าวไปพบทั้งคู่นอนกอดกันกลมอยู่ที่ริมสระบัว ถึงแม้ว่าทั้งคู่จะรอดจากเหตุการณ์สยองขวัญที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดมาได้ แต่นางบัวซึ่งเป็นผู้วางแผนการเข้าไปขโมยของภายในเรือนไม้งามก็มีอันต้องขาหักจนกลายเป็นคนพิการและเดินไม่เหมือนคนปกติอีกต่อไป ส่วนนางช้อยที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก็กลายเป็นคนไร้สติ พูดจาอะไรกับใครไม่ค่อยจะรู้เรื่อง 
       หลังจากเหตุการณ์ในคืนนั้น นางสร้อยผู้เป็นหัวหน้าบ่าวไพร่ก็กำชับทุกคนให้ปิดปากเงียบ เพราะไม่ต้องการให้เรื่องที่ลูกสาวตนคิดจะไปขโมยของในเรือนที่ปิดตายถึงหูเจ้านายบนเรือนใหญ่ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีผู้ใดจะกล้าคิดเหยียบย่างเข้าไปที่เรือนไม้หอมแห่งนั้นอีกเลย จวบจนกระทั่งทุกวันนี้


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น