อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:37:15

ตอนที่ 7 เจ้าของเรือนผู้มาปรากฏกาย

       หลังจากฟังเรื่องเล่าของนางบัวและนางช้อยจบลง รสสุคนธ์ก็ถึงกับปาดเหงื่อ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะเฮี้ยนหนักถึงขนาดนี้ อาจจะเคราะห์ดีของเธอที่เป็นหลานสาว ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเธอจะต้องเจออะไรบ้าง
       “เรื่องทั้งหมดมีแค่นี้เหรอจ๊ะ ?”
       “โอ๊ย! มีอีกเยอะเลยเจ้าค่ะ ให้เล่าทั้งวันก็ไม่หมด ไหนจะมีผีคุณชายใหญ่ที่มาร้องไห้คร่ำครวญแถวๆ เรือนไม้หอมอีก แค่คิดก็ขนลุกแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวหญิงคนที่เล่าเรื่องนางบัวกับนางช้อยพยายามยกเรื่องอื่นขึ้นมาด้วย ขณะที่สองมือลูบไปตามแขนของตนเองเพราะจู่ๆ ก็ขนลุกซู่ขึ้นมา
       “มีเรื่องผีของคุณชายใหญ่ด้วยรึ ?” รสสุคนธ์ถามด้วยความสนใจ
       “ใช่แล้วเจ้าค่ะ หลังจากที่คุณแม้นมาศฆ่าตัวตายไป ว่ากันว่าคุณชายใหญ่ท่านก็ตรอมใจ วันๆ ไม่ทำอะไร หลังจากคุณชายหายสาบสูญไปก็เริ่มมีคนได้ยินเสียงผีคุณชายใหญ่บ่อยๆ”
       แต่ยังไม่ทันที่บ่าวหญิงจะได้พูดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงกระแอมของนมเฟื่องก็ดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะไล่ให้นางพวกชอบเล่าชอบโพนทะนาให้กลับไปทำงานของตน
       “เอ้า! พวกแกเอาเรื่องไร้สาระอะไรมาเล่าให้คุณรสเขาฟัง อย่าถือสาบ่าวไพร่พวกนี้เลยนะคะคุณรส” 
       “ไร้สาระที่ไหนล่ะนม เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ”
       “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะนมเฟื่อง ว่าแต่นมเฟื่องจะไปไหนจ๊ะ ?” รสสุคนธ์ถามนมเฟื่องเมื่อเห็นหญิงสูงวัยจัดสำรับใส่ถาดและเตรียมจะยกออกไปทางด้านนอก
       “ดิฉันกำลังจะยกสำรับไปรับแขกน่ะค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันช่วยยกไหมคะ ?” รสสุคนธ์อาสาที่จะช่วยด้วยความเต็มใจ
       “อย่าดีกว่าค่ะคุณ เดี๋ยวให้เด็กพวกนี้มันช่วยอิฉันยกไปก็ได้”
       “ไม่เป็นไรจ้ะนมเฟื่อง ฉันช่วยยกไปด้วยก็ได้ ให้เด็กพวกนี้ทำงานของเขาต่อไปเถอะ”
       “ก็ได้ค่ะ” นมเฟื่องยิ้มรับน้ำใจหญิงสาว 
       ทั้งสองแบกสำรับอาหารเข้าไปยังห้องทานข้าวของเรือนใหญ่ ซึ่งรสสุคนธ์ก็ได้พบกับรามนรินทร์กับท่านหญิงอุณนิษาหลานสาวของท่านหญิงแขไขด้วย
       “อ้าว น้องรสมาทานข้าวด้วยกันไหมครับ ?” รามนรินทร์กล่าวทักทายอย่างเป็นกันเอง ตรงกันข้ามกับสตรีที่นั่งคอเชิดอยู่เคียงข้างที่มองรสสุคนธ์ตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
       “พี่รามคะ จะไปชวนลูกบ่าวไพร่มันมากินข้าวร่วมโต๊ะด้วยกันทำไมคะ ?”
       “ไม่ใช่นะครับท่านหญิงอุณนิษา น้องรสเป็นผู้ช่วยของคุณปู่ ไม่ได้เป็นลูกบ่าวไพร่อย่างที่เข้าใจ”
       “แต่เห็นแบกสำรับอาหารมาแบบนี้ คงจะให้หญิงเข้าใจเป็นแบบอื่นไม่ได้หรอกกระมังคะ”
       “คุณรสแกมีน้ำใจช่วยอิฉันยกสำรับนี้มาให้คุณทั้งสอง ถ้าหากอิฉันทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดก็ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ” นมเฟื่องรีบออกตัว เพราะกลัวว่ารสสุคนธ์จะถูกตำหนิในเรื่องนี้
       “ไม่เกี่ยวกับนมเฟื่องเลยนะคะ รสดึงดันจะช่วยยกมาเอง” รสสุคนธ์รีบเอ่ยปาก ไม่อยากให้นมเฟื่องต้องเดือดร้อน
       “พี่ไม่ได้ตำหนินมเฟื่องเลยครับ น้องรสอย่าตกใจไป แล้วก็ขอบคุณนะครับที่อุตส่าห์มีน้ำใจกับแกด้วย” ชายหนุ่มยิ้มพร้อมกับบอกให้หญิงสาวเข้าใจว่าเขาไม่ได้โกรธอะไรเธอเลย แต่กลับยิ่งรู้สึกดีกับเธอมากขึ้นที่หญิงสาวเป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นและไม่ถือตน
       “ถ้าเช่นนั้นอิฉันจะไปยกสำรับมาเพิ่มให้คุณรสอีกที่ก็แล้วกันนะคะ” นมเฟื่องส่งยิ้มให้กับรามนรินทร์ที่เชื้อเชิญให้รสสุคนธ์มารับประทานอาหารด้วยกัน
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ รสเพิ่งทานมา แล้วตอนนี้ก็น่าจะได้เวลากลับไปทำงานเสียที รสขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวปฏิเสธออกมาด้วยความเกรงใจแขกคนสำคัญของรามนรินทร์ ซึ่งดูท่าทางจะไม่ชอบหน้าเธอสักเท่าไหร่
       “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่เดินไปส่งน้องรสก็แล้วกันนะครับ” ชายหนุ่มพยายามจะไปส่งรสสุคนธ์เพราะเขาเองก็อยากหาโอกาสเพื่อพูดคุยกับเธอให้มากกว่านี้ แต่กลับถูกขัดจังหวะเสียก่อน
       “พี่รามจะไปส่งมันทำไมคะ ให้มันเดินกลับไปเองก็ได้นี่ มาเองก็กลับเองได้สิ” ท่านหญิงอุณนิษาจิกตาใส่รสสุคนธ์ ซึ่งหญิงสาวเองก็รู้สึกได้ว่าตัวเองไม่สมควรที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป 
       “ไม่ต้องส่งหรอกค่ะ ดิฉันเดินไปเองได้” หญิงสาวยกมือไหว้ลาทุกคนก่อนจะเดินจากมา เพราะหากขืนอยู่ต่อ ก็อาจจะโดนท่านหญิงอุณนิษาที่ดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลยหาเรื่องเป็นแน่

       รสสุคนธ์ทำงานอยู่จนเย็นย่ำ เมื่อเห็นว่าน่าจะพอกับงานในวันนี้ได้แล้ว หญิงสาวจึงรีบกลับไปยังเรือนไม้หอมเพื่อพักผ่อน คงไม่มีอะไรช่วยเธอให้ผ่อนคลายไปมากกว่าการนอนพักผ่อน เอนหลังบนม้าโยกตรงชั้นล่างของตัวเรือน
       หญิงสาวอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายหลังจากกลับมาถึงเรือนไม้หอม จากนั้นหยิบหนังสืออ่านเล่นไปนอนเอนหลังที่เก้าอี้โยกด้วยความสบายใจ เวลาผ่านไปนานจนค่ำแต่เธอก็ไม่รู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเสียงใครสักคนปลุกให้ตื่นขึ้นมา
       “กำลังฝันดีอยู่เหรอคะคุณ” น้อยมาเขย่าตัวของรสสุคนธ์เบาๆ เพราะเห็นว่านี่ก็ตะวันลับขอบฟ้าแล้ว
       “โธ่...น้อย ตกใจหมดเลย ทำไมจะไปจะมาถึงไม่ให้สุ้มให้เสียงกันบ้าง”
       “ก็ฉันเห็นคุณกำลังหลับสนิทอยู่ ก็เลยไม่อยากจะกวน แต่เห็นว่านอนไปนานมากแล้ว ข้าวปลายังไม่ทาน ก็เลยต้องถามดูสักหน่อยว่าฝันอะไรถึงได้หลับเพลินจนลืมทานข้าวแบบนี้”
       “ไม่ได้ฝันอะไรเลยสักนิด ว่าแต่น้อยหายไปไนมาทั้งวันจ๊ะ ?”
       “อิฉันก็ไปทำงานมาสิเจ้าคะ”
       “คงจะเหนื่อยสินะ ถ้าอย่างนั้นรีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ”
       “แล้วคุณจะไม่ทานอะไรรองท้องก่อนหรือคะ ?”
       “ไม่ดีกว่าจ้ะ ฉันไม่ค่อยหิว”
       รสสุคนธ์ลุกจากเก้าอี้เอนหลังแล้วเดินนำขึ้นไปข้างบน โดยมีน้อยเดินตามหลังมา จากนั้นหญิงสาวก็ทิ้งตัวลงนอนบนที่นอน ส่วนน้อยก็นอนอยู่ที่พื้นเช่นเดียวกับเมื่อคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนแล้วจนรอด รสสุคนธ์ก็ไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ อาจเป็นเพราะว่าเธอได้นอนเอนหลังมาก่อนหน้านี้มากพอแล้ว
       “นอนไม่หลับเหรอคะคุณ ?”
       “ก็ทำนองนั้น ฉันรบกวนน้อยรึเปล่าจ๊ะ ?”
       “ไม่หรอกเจ้าค่ะ แต่ต่อไปนี้คุณควรจะหัดนอนให้เป็นเวลา” เธอส่งเสียงบ่นคล้ายกับคนแก่กำลังอบรมเด็กอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทำให้รสสุคนธ์นึกถึงตอนอยู่กับคุณย่าแม้นศรีที่บ้านต่างจังหวัดไม่ผิดเพี้ยน
       “เจ้าค่ะคุณน้อย” รสสุคนธ์พูดล้อเลียนเด็กสาวโดยคิดว่านั่นอาจจะทำให้เธอหยุด แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งโดนน้อยบ่นหนักกว่าเดิม
       “คุณไม่ควรจะใช้คำพูดแบบนี้กับบ่าวนะคะ หากคนอื่นได้ยินเข้ามันจะไม่ดี” น้อยทำเสียงดุๆ ซึ่งดูขัดกับใบหน้าหวาน จนรสสุคนธ์อดที่จะคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้
       “ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่จ๊ะ มันก็แค่การพูดเล่น อีกอย่างเรือนนี้ก็มีแค่เราสองคน คงไม่มีใครเขามาได้ยินหรอกจ้ะ”
       “ที่พูดเนี่ยก็เพราะความหวังดีนะคะ หากนอนเป็นเวลา ก็จะไม่มีอาการนอนไม่หลับแบบนี้”
       “ฉันรู้ แต่ในเมื่อตอนนี้มันนอนไม่หลับไปแล้ว จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะจ๊ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็เล่าเรื่องให้อิฉันฟังฆ่าเวลาก็แล้วกันค่ะ”
       “น้อยอยากฟังเรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ ?” รสสุคนธ์ทำหน้าสงสัย
       “เรื่องของคุณก็ได้ คุณเป็นใครมาจากที่ไหน” คราวนี้น้อยเลิกบ่นและลุกขึ้นมานั่งทำตาแป๋ว รอฟังในสิ่งที่ตนได้ถามออกไป
       เมื่อเห็นว่าไหนๆ ก็นอนไม่หลับแล้ว รสสุคนธ์จึงได้เล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับบ้านของเธอที่แม้นมาศเคยเล่ามาให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่ต้องย้ายไปอยู่เพชรบุรี เพราะว่าบ้านที่บางกอกถูกไฟไหม้จนเสียหายหมดอีกด้วย
       “บ้านของคุณเองก็ลำบากมากพอดูเลยนะคะ”
       “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ แต่ไฟไหม้ครั้งนั้นก็ทำลายทุกอย่างที่เป็นความทรงจำของคุณย่าฉัน ทุกวันนี้ท่านก็ยังเสียดายภาพเก่าๆ ในอดีต ทั้งของทุกคนภายในบ้าน รวมไปถึงของคุณย่าเล็ก”
       “อย่างนั้นเหรอคะ แต่ถ้าเป็นรูปเจ้าของเรือนหลังนี้ ถ้าจำไม่ผิด ฉันรู้สึกว่าคุณชายภาณุกรท่านน่าจะมีอยู่ที่ห้องทำงานภาพหนึ่ง...”
       “น้อยเคยเห็นเหรอจ๊ะ ? หน้าตาท่านเป็นอย่างไร คล้ายกับฉันไหม ?”
       “ไม่เหมือนหรอกค่ะ หน้าตาน่ากลัวจะตาย อิฉันว่าคุณนอนดีกว่านะคะ พูดถึงท่านบ่อยๆ แบบนี้ อิฉันกลัวท่านจะออกมาเยี่ยมคุณเข้าให้” 
       “คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ แต่ฉันว่าเรานอนตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะฉันชักจะง่วงแล้วล่ะ”
       รสสุคนธ์หลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เวลาผ่านไปจนกระทั่งเช้า หญิงสาวจึงลืมตาขึ้นมา และพบว่าน้อยผู้แสนขยันนั้นได้ออกไปทำงานแล้วก่อนที่เธอจะตื่นเช่นเดิม 
       หญิงสาวจึงรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปทำงานที่เรือนหลังใหญ่ เมื่อเดินไปถึง เธอก็พบกับนมเฟื่องกำลังยืนรออยู่พร้อมกับเด็กสาวคนหนึ่งที่หน้าห้องทำงานของคุณชายภาณุกร
       “อ้าว นมเฟื่อง มาพบคุณชายเหรอคะ ?” หญิงสาวยกมือไหว้ทักทาย ซึ่งทางอีกฝ่ายก็ไหว้กลับมาเช่นกัน
       “เปล่าค่ะ คืออิฉันอยากจะพาหลานมาขอโทษคุณรสสุคนธ์”
       “หลาน ? หมายถึงแม่น้อยน่ะเหรอจ๊ะ เขาไปทำอะไรผิดมาล่ะ ?” รสสุคนธ์ทวนคำ พร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความแปลกใจ 
       “ก็มันไม่ยอมไปอยู่ที่เรือนนั้นกับคุณ แล้วปล่อยให้คุณนอนคนเดียวตั้งแต่วันที่คุณมาถึงบ้านนี้น่ะสิคะ นี่อิฉันเพิ่งจะรู้ตอนที่ไปเจอตัวมันในตลาดวังหลัง จึงได้พามันมาขอโทษคุณรสนี่ล่ะค่ะ เอ้า...น้อย ขอโทษคุณเขาซะ แล้วคืนนี้ก็ไปอยู่เป็นเพื่อนคุณเขาด้วย”
       “อะไรกันคะเนี่ย ? รสงงไปหมดแล้ว นี่เด็กคนนี้คือแม่น้อยหลานของนมเฟื่องเหรอคะ ?” หญิงสาวรู้สึกมึนงงเป็นที่สุด เพราะว่านี่ไม่ใช่น้อยที่เธอเจออยู่ทุกคืน ว่าแต่ถ้าเด็กคนนี้คือน้อยตัวจริง แล้วคนที่โผล่มาอยู่เป็นเพื่อนของเธอเป็นใครกันล่ะ ? พอคิดได้ดังนั้น รสสุคนธ์ก็ถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอในทันที
       “ใช่แล้วค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ นะคะคุณรส”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันนอนอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้รู้สึกเหงาอะไร ว่าแต่ที่บ้านนี้มีเด็กชื่อน้อยกี่คนเหรอคะ ?”
       “ก็มีแค่หลานของอิฉันคนนี้แหละเจ้าค่ะ ถ้าอย่างไรเดี๋ยวคืนนี้อิฉันจะเดินไปส่งมันให้อยู่กับคุณด้วยตัวเองเลยนะเจ้าคะ” นมเฟื่องพูดจบน้อยก็ตัวสั่น ตาแดงก่ำเหมือนกับจะร้องไห้คล้ายกับคนที่กลัวจนเก็บอาการไม่อยู่
       “ไม่เป็นไรจ้ะ ไม่ต้องให้มานอนเป็นเพื่อนฉันก็ได้ แค่มาช่วยปัดกวาดเช็ดถูในช่วงกลางวันก็พอ” รสสุคนธ์พยักหน้าเข้าใจถึงความกลัวของเด็กสาว 
       “จริงเหรอคะ!” เด็กสาวดีใจจนเผลอร้องขึ้นมาด้วยความลืมตัว
       “เอ๊ะ นางน้อย! แกรู้จักสำรวมกิริยาบ้างสิ ต้องขอโทษคุณรสอีกทีด้วยนะคะ ว่าแต่คุณรสนอนคนเดียวได้จริงเหรอคะ ?”
       “จะว่าไปแล้ว ถ้าที่ผ่านมาฉันนอนอยู่ได้ คืนต่อๆ ไปก็คงไม่ต่างกันมั้งจ๊ะ” รสสุคนธ์กลั้นใจพูดออกไปเช่นนั้น แม้ไม่รู้ว่าชีวิตของตนจะเป็นยังไงต่อจากนี้
       “ถ้าอย่างนั้นอิฉันกับหลานไม่รบกวนคุณรสแล้วค่ะ” นมเฟื่องกับน้อยไหว้ลารสสุคนธ์ซึ่งตอนนี้กำลังยืนสับสน ว่าที่ผ่านมานั้นตนนอนร่วมห้องอยู่กับใครกันแน่ ขณะที่เดินเข้าห้องทำงานไปพร้อมกับครุ่นคิดไป หญิงสาวก็นึกขึ้นได้เรื่องรูปถ่ายของคุณย่าเล็กของเธอ ที่น้อยคนเมื่อวานบอกว่าคุณชายภาณุกรนั้นมีเก็บเอาไว้อยู่
       “คุณชายคะ รสมีเรื่องอยากจะรบกวนถามสักหน่อยน่ะค่ะ”
       “มีอะไรหรือหนูรส ว่ามาสิ”
       “รสทราบมาว่าคุณชายมีรูปภาพของคุณย่าเล็กเก็บเอาไว้อยู่ด้วยใช่ไหมคะ รสอยากจะขอดูสักหน่อย เพราะตั้งแต่ไฟไหม้ที่บ้านบางกอก ภาพของท่านก็เสียหายไปจนหมดเลย รสอยากจะรู้ว่าคุณย่าเล็กหน้าตาเป็นเช่นไร” 
       คุณชายกรได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
       “ใช่ ฉันมี มันเป็นหนึ่งในสมบัติไม่กี่ชิ้นที่พี่ชายใหญ่รักมาก เดี๋ยวฉันจะเอามาให้เธอดูก็แล้วกัน ว่าแต่เธอรู้ได้อย่างไรล่ะ ?”
       “รสก็...เดาเอาน่ะค่ะ” รสสุคนธ์ไม่กล้าบอกว่าเด็กสาวลึกลับที่ใช้ชื่อว่าน้อยเป็นคนบอก เพราะเธอเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้อยคือใครกันแน่
       “งั้นรอสักครู่นะ” คุณชายภาณุกรเดินไปเปิดตู้เก็บของบานใหญ่แล้วเปิดหีบใบหนึ่งในนั้น ก่อนจะหยิบภาพถ่ายเก่าแก่ขึ้นมา จากนั้นจึงเดินกลับมาหารสสุคนธ์ที่รออยู่ “นี่คือภาพคุณแม้นมาศ คุณย่าเล็กของเธอยังไงล่ะ”
       ทันทีที่รสสุคนธ์รับภาพถ่ายจากภาณุกรมาพิจารณา หญิงสาวก็แทบจะเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกองอยู่กับพื้น เพราะภาพที่เห็น แม้ก่อนหน้านี้จะแค่สงสัย แต่ตอนนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเด็กสาวที่เธอเข้าใจว่าชื่อน้อย คนที่นอนอยู่เป็นเพื่อนของเธอทุกคืนนั้น...แท้จริงแล้วก็คือคุณย่าเล็กของเธอนั่นเอง
       “เป็นอะไรหรือหนูรส ? ไม่สบายหรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นวันนี้พักหนึ่งวันก็ได้นะ กลับไปพักผ่อนที่เรือนก็ได้”
       “ไม่ค่ะ รสไม่เป็นอะไร ทำงานไหว”
       “ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืนนะหนูรส เดี๋ยวป่วยไข้ขึ้นมาแล้วมันจะแย่”
       “ไม่หรอกค่ะ รสขอตัวไปนั่งดูเอกสารก่อนนะคะ” หญิงสาวรีบปรี่เข้าไปนั่งที่โต๊ะแล้วหยิบเอกสารมาเปิดดู แต่ในใจของเธอกลับไม่ได้อยู่ที่เอกสารเหล่านั้นเลย กลับคิดว่าจะทำอย่างไรดีหากว่ากลับไปแล้วต้องเจอกับผี แม้ว่าที่ผ่านมาเธอจะไม่เคยถูกหลอกในแบบที่เคยได้ยินพวกบ่าวรับใช้เล่ามา แต่หากลองคิดดูให้ดีแล้ว หากท่านคิดจะหลอกเธอก็น่าจะหลอกไปตั้งแต่คืนแรกแล้ว กระนั้นก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าเธอจะไม่โดนบ้างในอนาคต
       หญิงสาวนั่งคิดทบทวนไปมาว่าควรจะทำอย่างไรดี พอรู้ตัวอีกทีก็ได้เวลาเลิกงานกลับเรือนเสียแล้ว รสสุคนธ์จัดแจงเก็บของ ก่อนจะเดินออกจากเรือนหลังใหญ่มุ่งหน้าสู่เรือนไม้หอม ทุกย่างก้าวมันช่างหนักอึ้งจนเธอไม่อยากจะก้าวไปข้างหน้า จะด้วยความกลัว สับสน หรือด้วยความไม่แน่ใจก็ตาม มีเสียงหนึ่งในใจบอกกับเธอว่าให้ถอยหลังกลับไปเสียดีกว่า แต่สำนึกอีกด้านในใจลึกๆ กลับบอกให้เธอเดินต่อไป เพื่อเผชิญหน้ากับความจริงและยอมรับมัน 
       จนท้ายที่สุดเมื่อมาถึงเรือนไม้หอม รสสุคนธ์ก็เปิดประตูเรือนเข้าไป แต่ก็ไม่พบใครทั้งนั้น หญิงสาวมองซ้ายขวาและเดินไปรอบๆ บ้านคล้ายกับกำลังตามหาคนอยู่ จนกระทั่งได้ยินเสียงทักมาจากข้างหลัง ทำให้เธอสะดุ้ง
       “กลับมาแล้วรึคะคุณรส”


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น