อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:37:55

ตอนที่ 8 ความลับที่ถูกเปิดเผย

       รสสุคนธ์ถอยหลังไปจนติดผนังบ้านเพราะความตกใจ แต่ผีสาวที่ยืนประจันหน้าอยู่กับเธอก็ยังคงเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
       “เป็นอะไรไป ? รู้แล้วรึว่าฉันเป็นใคร ?” ผู้ที่รสสุคนธ์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหลานของนมเฟื่องอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่ถึงสามคืบ สายตาที่จ้องมองมาดูเรียบเฉย  
       “จะ...จะว่าแบบนั้นก็ได้ค่ะ คุณ...ย่า” รสสุคนธ์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหงื่อไหลออกมาเต็มหน้าโดยไม่รู้ตัว ซึ่งทุกย่างก้าวที่ผีสาวขยับเข้ามาใกล้ ยิ่งสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับเธอมากยิ่งขึ้น แต่กระนั้นหญิงสาวก็ยังพยายามทำใจดีสู้เสือและข่มสติเอาไว้ไม่ให้เตลิดไปเสียก่อนที่จะได้พูดคุยกันให้รู้เรื่อง
       “แล้วเธอกลัวฉันไหมล่ะ ?”
       “ถ้าจะบอกว่าไม่กลัว ก็จะเป็นการโกหก แต่รสคิดว่าคุณย่าเล็กคงไม่ทำร้ายรส...ใช่ไหมคะ ?”
       “ก่อนหน้านั้นฉันก็คิดไว้อยู่บ้าง กะว่าจะหลอกให้ตายใจ แล้วทำให้จับไข้หัวโกร๋นในตอนหลัง แต่ฉันก็เปลี่ยนใจ หลังจากที่รู้ว่าเธอคือหลานของฉัน”    
       “เดี๋ยวนะ แล้วทำไมตอนแรกที่รสถามว่าชื่อน้อยรึเปล่า คุณย่าเล็กถึงตอบว่าใช่ล่ะคะ ?” เธอถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ พยายามจับจ้องร่างตรงหน้าเขม็ง ภาวนาว่าร่างตรงหน้าคงไม่หายไปไหนจนกว่าจะได้พูดคุยกันให้รู้เรื่อง
       “ก็ใครๆ เรียกฉันว่าแม่เล็ก หรือไม่ก็แม่น้อยนั่นแหล่ะ ตอนเป็นเด็กฉันตัวกระจ้อยร่อยผอมแห้ง ไม่ต่างอะไรกับไม้เสียบผี” คุณย่าเล็กไม่ได้โกหก ในเมื่อรสสุคนธ์ดันเข้าใจผิดคิดไปเองว่าเธอคือหลานของนมเฟื่อง แล้วจะให้อธิบายไปตรงๆ เสียตอนนั้นก็คงพอดีได้จับไข้หัวโกร๋นกันตั้งแต่วันแรก
       “แต่คุณย่าเล็กก็น่าจะหาทางบอกรสไม่ใช่เหรอคะ ?” สรรพนามการเรียกเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ใช่หลานของนมเฟื่องอย่างที่เข้าใจผิดไป ซึ่งพอมาคิดทบทวนดีๆ รสสุคนธ์ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองนั่นแหละที่ไม่ได้เอะใจตั้งแต่แรก ทั้งที่วันแรกน้อยมาปรากฏตัวอยู่หน้าประตูบ้าน ก็ไม่ได้มีสัมภาระติดตัวมาด้วยแต่อย่างใด
       “เอาน่า จะบอกช้าหรือเร็วก็ไม่เห็นจะต่างกันซักหน่อย หรือว่ากลัวฉัน ?” ใบหน้าขาวจงใจยื่นเข้ามาใกล้ในระยะประชิด แต่ก็ยังคงเป็นใบหน้าสวยๆ เช่นเดิม ไม่ได้ดูน่าเกลียดน่ากลัวเลยสักนิดเดียว
       “กลัวสิคะ” หญิงสาวพยักหน้ายอมรับออกมาตรงๆ ถึงแม้เธอจะเป็นคนจิตแข็ง ไม่หวั่นไหวกับเรื่องผีๆ สางๆ ก็ตาม แต่พอมนุษย์เรารู้ว่ากำลังเผชิญกับสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่ ก็อดที่จะเกิดความกลัวขึ้นมาไม่ได้ 
       “ทำไม ? กลัวฉันจะหักคอเอารึ ?”
       “เปล่าค่ะ แค่รู้สึกแปลก แล้วก็ตกใจที่รู้ว่าตลอดเวลารสอยู่กับ...”
       “อยู่กับผีใช่ไหม นี่ฉันดูน่ากลัวมากขนาดนั้นเชียวหรือ” แม้นมาศพูดต่อให้พลางค้อนใส่ด้วยท่าทางงอนๆ เพราะไม่ว่าจะเมื่อไหร่เธอก็ไม่เคยชินกับคำๆ นี้เลยสักครั้ง ไอ้ครั้นจะไปส่องกระจกดูว่าตัวเองหน้าตาหน้ากลัวขนาดไหนก็ทำไม่ได้ ในเมื่อเธอเองไม่มีเงาสะท้อนในกระจก
       “เอ่อ...ความจริงก็ไม่น่ากลัวหรอกค่ะ คุณย่าเล็กไม่ได้ดูเหมือนผีที่รสคิดเอาไว้เลยสักนิดเดียว รสถึงได้เข้าใจผิดมาตั้งนานยังไงล่ะคะ”
       “แต่หน้าเธอมันฟ้องว่ากลัว”
       “แหม...มันก็ต้องมีบ้าง ก็รสไม่คิดว่าจะได้มาคุยกับคุณย่าเล็กแบบนี้นี่นา มีแต่ฟังจากที่คุณย่าใหญ่เล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรือนหลังนี้”
       “ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหลานสาวของตัวเองที่นี่เหมือนกัน ในวันแรกที่เธอมาอยู่ที่นี่ อยู่ดีๆ ฉันก็เข้าเรือนตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น แต่พอเธอออกมาเชิญฉันเข้าไป ฉันถึงเข้าเรือนไม้หอมได้”
       “รสต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ วันนั้นก่อนนอนสงสัยรสคงสวดมนต์ขอให้พระท่านคุ้มครอง ไม่คิดว่าจะเป็นการทำให้คุณย่าเล็กเข้าบ้านไม่ได้”
       “ช่างเถอะ ว่าแต่คุณพี่เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม ?” แม้นมาศเปลี่ยนเรื่อง นึกคิดถึงญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันเลยด้วยความคิดถึง
       “คุณย่าใหญ่ยังสบายดีอยู่บ้านที่เพชรบุรีค่ะ ว่าแต่คุณย่าไม่เคยหาคุณย่าใหญ่เลยหรือคะ ?” 
       คำพูดของรสสุคนธ์ทำให้คนฟังหน้าสลดลงในทันที หลายปีมาแล้วที่วิญญาณของเธอยังคงวนเวียนอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ไปไหน แม้นมาศเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดเหมือนผีตนอื่นๆ ยิ่งนึกเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ พยายามคิดเท่าไหร่ ภาพในอดีตมันก็ไม่ต่างอะไรกับภาพซ้อนที่ดูพร่าเลือน
       “ไม่ได้เจอกันหรอกนะ คนเราก่อนตายสะสมบุญกรรมมาต่างกัน พอตายไปแล้วก็ใช่ว่าจะมาเจอกันได้ง่ายๆ ฉันเองก็ติดอยู่ที่เรือนหลังนี้ไม่ได้ไปผุดไปเกิดเสียที จะไปที่อื่นก็ไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน”
       “หรือเป็นอย่างที่เขาบอกกันว่า ถ้าคนเราฆ่าตัวตายก็จะต้องฆ่าตัวตายซ้ำไปซ้ำมาอยู่แบบนั้นจนกว่าจะครบอายุขัย ความจริงแล้วรสเองก็สงสัยมาตลอดว่าทำไมคุณย่าเล็กถึงต้องฆ่าตัวตายในวันแต่งงานด้วยคะ ?” รสสุคนธ์โพล่งถามออกไปด้วยความอยากรู้ เธอเองสงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่พอถามพวกผู้ใหญ่ก็มีแต่คนไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลยสักคน
       หากทันทีที่รสสุคนธ์พูดจบ ใบหน้าของแม้นมาศก็พลันแปรเปลี่ยนไปดูน่ากลัว จากดวงหน้าหวานค่อยๆ กลายเป็นซีดเผือดไม่ต่างอะไรกับซากศพ ดวงตาที่เคยเป็นมิตรดูแข็งกร้าวขึ้นมาและแดงก่ำ ทำให้รสสุคนธ์ถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว 
       “อะไรนะ! ใครฆ่าตัวตาย ? ฉันไม่ได้ฆ่าตัวตายสักหน่อย!” จากเสียงที่เคยฟังดูนุ่มนวลกลายเป็นเสียงเกรี้ยวกราด ทำให้รสสุคนธ์ชักจะเดาอารมณ์ของผีบรรพบุรุษไม่ออกว่าทำไมจู่ๆ ก็มีท่าทีเปลี่ยนไป
       “คุณย่าเล็กใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คือที่รสได้ยินมา...เขาพูดกันว่าคุณย่าเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ ก่อนจะกระโดดลงมาจากชั้นสองลงสระบัวในคืนวันแต่งงาน” 
       “จะ...จดหมายอะไร ? ฉันไม่รู้เรื่อง”
       “เท่าที่รสรู้ มันเป็นจดหมายที่มีลายมือของคุณย่าเล็ก เขียนคำว่า ‘ลาก่อน’ ทิ้งเอาไว้ในห้องนอนน่ะค่ะ”
       “ไม่จริง...เป็นไปไม่ได้! ฉันรักคุณชายใหญ่มากๆ และเรากำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน แล้วเธอว่ามีเหตุผลอะไรที่จะทำให้ฉันต้องคิดสั้นอย่างนั้น” แม้นมาศพร่ำออกมาด้วยน้ำเสียงสูง  
       “งั้นก็แปลว่า คุณย่าเล็กถูกฆาตกรรมจริงๆ อย่างที่พวกผู้ใหญ่สงสัย แล้วใครเป็นคนทำร้ายคุณย่าเล็กคะ ?” รสสุคนธ์มั่นใจว่าคราวนี้จะได้รู้ความจริงกันเสียที ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับคุณย่าเล็กของเธอ เรื่องราวความสูญเสียที่พวกผู้ใหญ่ไม่อยากจะเอ่ยถึง มีแค่เพียงบางครั้งที่ได้ยินคุณย่าใหญ่เพ้อรำพึงถึงน้องสาวว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำ
       ทว่าคำตอบของผู้ที่จะไขปริศนาทั้งหมดนั้นกลับทำให้รสสุคนธ์ถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อกลายเป็นว่าเจ้าตัวก็ไม่รู้เลยสักนิดว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในคืนนั้น
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       “อ้าว คุณย่าเล็กไม่รู้ได้ยังไงคะ ?”
       “ฉันไม่รู้จริงๆ พอรู้ตัวอีกที ฉันก็กลายเป็นผีเฝ้าเรือนไม้หอมอย่างที่เธอเห็นนี่แหละ” แม้นมาศถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าสร้อย พลันบรรยากาศโดยรอบก็ดูหดหู่ลงทันตาเห็น
       “คุณย่าเล็กลองนึกดีๆ สิคะ ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่” รสสุคนธ์ขมวดคิ้วเข้าหากันมุ่น พยายามตื๊อให้บรรพบุรุษคิดถึงเรื่องราวในคืนวันแต่งงานอีกครั้ง
       “ในวันนั้น ก่อนจะมีพิธีส่งตัวเข้าห้องหอ...” แม้นมาศนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานแต่งงานของของตนกับคุณชายภาณุทัตที่ผ่านมานานหลายสิบปี โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นคล้ายเพิ่งจะผ่านมาเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ความเศร้าเข้ามาเกาะกินหัวใจของผีสาวที่ต้องพลัดพรากจากชายคนรักด้วยความตาย        “ฉันจำไม่ได้หรอกแม่รส ก็อย่างที่บอกไปว่าฉันรู้สึกตัวอีกทีก็เป็นแบบนี้แล้ว”
       “รสว่าจะต้องเป็นฝีมือของคนที่ไม่ชอบคุณย่าเล็กและไม่อยากให้คุณย่าเล็กแต่งงานกับคุณชายภาณุทัต”
       “หลายคนเชียวล่ะที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้” 
       “คุณหญิงภาวิดาหรือคะ ?”
       “นั่นก็เป็นหนึ่งในนั้น ยังมีท่านหญิงแขไขอดีตคู่หมั้นคู่หมายของคุณชายทัตอีก เอาจริงๆ การแต่งงานของฉันกับคุณชายทัตก็ไม่ค่อยมีคนเห็นด้วยสักเท่าไหร่หรอก”
       “แบบนี้เราก็ไม่มีวันรู้ตัวจริงของคนที่ทำร้ายคุณย่าเล็กน่ะสิคะ”
       “มันคงเป็นกรรม ที่ฉันยังไปไหนไม่ได้ อาจเป็นเพราะฉันยังคงถูกยึดคิดกับอะไรบางอย่างโดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ตัว จิตนิวรณ์ผูกพันที่ตัดไม่ขาดทำให้ฉันไปไหนไมได้ แต่หากตัดได้ วิญญาณฉันก็จะสงบสุข”
       “มันคืออะไรคะ ?”
       “ไม่รู้สิ ฉันฟังพระท่านมาอีกทีตอนแม่ภาวิดาเขานิมนตร์พระคุณเจ้าท่านให้มาไล่ฉัน ซึ่งถ้าฉันรู้และเข้าใจก็คงไม่มายืนคุณกับเธออยู่ตรงนี้หรอกนะ แม่รส”
       “อย่างนั้นเหรอคะ เฮ้อ...”
       “เป็นอะไรไปแม่รส เหนื่อยเหรอ ?”
       “นิดหน่อยค่ะ ก่อนจะกลับมานี่ รสทำอะไรไม่ถูกเลยกลัวไปหมด ก็เลยรู้สึกอ่อนเพลียนิดหน่อยค่ะ”
       “ถ้าอย่างนั้นเธอไปอาบน้ำอาบท่าเสีย แล้วก็ไปพักผ่อนซะ ต่อไปนี้ไม่ต้องกลัวฉันอีกแล้ว อันที่จริงต่อไปนี้เธอไม่ต้องกลัวสิ่งใดทั้งนั้น ตราบใดที่เธอยังอยู่ในเรือนหลังนี้ ฉันจะคุ้มครองดูแลเธอ ไม่ให้ไอ้อีหน้าไหนกล้าเข้ามาทำร้ายเธอได้แม้แต่ปลายเล็บ”
       “ขอบพระคุณคุณย่าเล็กมากนะคะ แต่รสว่าคงไม่มีใครกล้าเข้ามาในเรือนหลังนี้หรอกค่ะ” หญิงสาวยกมือพนมไหว้ด้วยความนอบน้อมและสำนึกในความมีเมตตาของผู้เป็นย่า
       “ก็ลองให้พวกมันเข้ามาสิ จะได้เห็นดีกัน เธอไปได้แล้วไปแม่รส”
       คืนนั้นรสสุคนธ์จึงเข้านอนด้วยความอุ่นใจ บัดนี้เธอรู้แล้วว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบ้านหลังนี้กำลังคุ้มครองเธออยู่ คงไม่มีอะไรให้เธอต้องกังวลอีกแล้ว 

       จวบจนรุ่งเช้า อีกเช่นเคยที่แม้นมาศหายไปก่อนที่เธอจะตื่นขึ้นมา จนหญิงสาวอดสงสัยไม่ได้ว่าหายไปไหน หรือบางทีคุณย่าเล็กของเธออาจจะออกมาในเวลากลางวันไม่ได้ แต่แล้วความสงสัยของเธอก็หมดลงในทันที เมื่อผีคุณย่าเล็กของเธอนั้นเดินผ่านทะลุกำแพงเข้ามาจากด้านนอกบ้าน
       “จะไปแล้วรึ แม่รส ?”
       “คุณย่าเล็ก! โอ๊ย...ตกใจแทบแย่ ว่าแต่คุณย่าเล็กออกมาตอนเช้าๆ แบบนี้ได้ด้วยเหรอคะ ?”
       “ได้สิ จะเวลาไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
       “แล้วทำไมก่อนหน้านี้ต้องหายไปทุกเช้าล่ะคะ ?”
       “ก็ถ้าฉันเป็นพวกเด็กรับใช้ ฉันก็ต้องตื่นเช้าออกไปช่วยงานที่ตึกใหญ่ คิดจะหลอกคนมันก็ต้องทำให้สมบทบาทกันหน่อย เธอนี่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยนะ”
       “มันก็จริงนะคะ นี่ถ้านมเฟื่องไม่พาน้อยตัวจริงมาพบ รสเองก็ยังคงไม่รู้ความจริง”
       “ฉันว่านั่นเป็นเพราะเธอไม่ใส่ใจฉันเสียมากกว่า ฉันอุตส่าห์บอกใบ้ตั้งหลายครั้ง เธอก็ทำมึนไม่รู้เรื่อง”
       “ตอนไหนคะ รสไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
       “ก็ทั้งตอนที่ปลุกเธอมากินข้าว ทั้งตอนที่ถามถึงเรื่องที่บ้านของเธอ เคยเอะใจบ้างไหมว่าเด็กรับใช้ธรรมดาที่ไหนเขาจะทำแบบนี้”
       “ไม่เลยค่ะ รสก็แค่คิดว่าน้อยอาจจะเป็นคนแปลกๆ ก็ได้”
       “นี่หล่อนหาว่าฉันแปลกรึ แม่รส!”
       “รสไม่กล้าหรอกค่ะ เอาเป็นว่ารสขอตัวไปทำงานก่อน แล้ววันนี้น้อยตัวจริงจะมาทำความสะอาดในตอนกลางวัน คุณย่าเล็กอย่าไปทำอะไรเขาเลยนะคะ”
       “ถ้าแม่น้อยอะไรนั่นไม่มายั่วโทสะฉัน ฉันก็จะไม่ทำอะไรหรอกนะ เธอวางใจเถอะ”
       รสสุคนธ์ออกจากบ้านอย่างไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่นัก แม้คุณย่าเล็กของเธอรับปากว่าจะไม่ทำอะไรหลานของนมเฟื่อง แต่ท่าทางของแม้นมาศก็ดูจะเป็นผีที่ชอบแกล้งคนอื่นๆ ไม่น้อย ก็ได้แต่หวังว่าหลังจากนี้เธอคงไม่ต้องทำงานทุกอย่างในบ้านด้วยตัวเอง เพียงเพราะว่าคุณย่าเล็กของเธอเล่นหลอกทุกคนจนไม่มีใครกล้าเหยียบเข้ามาที่นี่เหมือนสมัยก่อนหรอกนะ


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น