อัปเดตล่าสุด 2019-05-28 13:38:22

ตอนที่ 9 ความช่วยเหลือจากบรรพบุรุษ

       รสสุคนธ์ทำงานจนถึงบ่ายคล้อยโดยไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเธอได้นอนหลับเต็มอิ่มโดยที่ไม่ต้องพะวงอะไรทั้งนั้น ทีแรกดูเหมือนว่าวันนี้คงไม่มีปัญหาอะไรมาให้เธอต้องปวดหัวอีก แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อรสสุคนธ์ถูกคุณหญิงภาวิดาเรียกตัวให้เข้าไปพบ เมื่อไปถึงก็เห็นว่าคุณหญิงภาวิดาและท่านหญิงอุณนิษานั่งอยู่ในห้อง
       “คุณหญิงท่านมีอะไรให้รสรับใช้เหรอคะ ?” รสสุคนธ์เอ่ยถามพร้อมกับยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ค่อยอยากรับไหว้สักเท่าไหร่นัก 
       “มีแน่ ไม่อย่างนั้นฉันไม่เรียกให้หล่อนมาเสนอหน้าตรงนี้หรอก สิ้นเดือนนี้ฉันจะจัดเลี้ยงงานวันเกิดของฉัน และฉันต้องการให้เธอทำบัตรเชิญแขกตามรายชื่อทั้งหมดให้เรียบร้อย” คุณหญิงภาวิดาสั่งโดยที่ไม่ได้ชายตามองรสสุคนธ์เลยแม้แต่น้อย หรือถ้าพูดให้ถูกก็คือไม่อยากจะมองให้เสียสายตาและขุ่นเคืองอารมณ์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่
       “มีแค่นี้ใช่ไหมคะ รสจะได้รีบไปจัดการตามที่สั่งโดยเร็ว” รสสุคนธ์พยายามกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้
       “เดี๋ยวก่อน! ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านย่าภาวิดา จะมีงานเต้นรำด้วย เธอต้องเขียนกำกับเอาไว้ในบัตรเชิญด้วยล่ะ” ท่านอุณนิษารีบพูดเสริมพร้อมกับปรายสายตาที่ฉายแววดูถูกรสสุคนธ์ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
       “ค่ะ ท่านหญิงอุณนิษา”
       “ดี ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องมาร่วมงานด้วยนะ” ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์เอ่ยชวนรสสุคนธ์ให้มาร่วมงานด้วยพร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัย ซึ่งคำชวนนั้นทำให้ทั้งรสสุคนธ์และคุณหญิงภาวิดาถึงกับชะงักงันในทันที
       “อะไรกันท่านหญิงนิษา ทำไมถึงได้...” คุณหญิงภาวิดารีบโวยวายออกมา แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกท่านหญิงอุณนิษาขัดคอไว้ก่อน
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ งานเลี้ยงใหญ่ขนาดนี้ สมควรที่จะให้ทุกคนในบ้านมีสิทธิ์ร่วม แล้วอีกอย่างก็...” อุณนิษาหันไปกระซิบกระซาบกับคุณหญิงภาวิดา ซึ่งเจ้าตัวฟังแล้วก็ยิ้มแก้มปริออกมา เพราะดูเหมือนว่าท่านหญิงอุณนิษาจะจงใจหาทางกลั่นแกล้งรสสุคนธ์เป็นแน่แท้
       “ดี งั้นเธอก็อย่าลืมมาร่วมงานด้วยนะ แม่รส แล้วงานระดับนี้ หวังว่าเธอจะมีเสื้อผ้าดีๆ ใส่กับเขาบ้าง เอาล่ะ ไปได้แล้ว” คุณหญิงภาวิดาพูดส่งท้ายพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเหยียดหยัน นึกรู้ทันแผนการของท่านหญิงอุณนิษาที่หมายจะหักหน้านางผู้หญิงบ้านนอกให้อับอายผู้คน
       ส่วนรสสุคนธ์เองก็เดินออกจากห้องไปด้วยความไม่สบายใจ ไม่ใช่เพราะความยุ่งยากของงานที่ได้รับ แต่เป็นเพราะเธอมาแต่ตัว ไม่ได้พกชุดสวยอะไรมาด้วยเลยต่างหาก แถมงานนี้ยังเป็นงานเต้นรำ ซึ่งแม้เธอจะเคยได้เรียนมาบ้างแต่ก็ใช่ว่าจะคล่องแคล่วเหมือนพวกสาวสังคมชั้นสูง แค่นึกก็ชวนให้ปวดหัวจนหญิงสาวต้องกลับไปบ่นให้ย่าของเธอฟังที่เรือนไม้หอมด้วยความกลุ้มใจ

       “โอ๊ย...คุณย่าเล็กคะ นี่รสจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย คุณหญิงภาวิดาเพิ่งเชิญรสให้ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดที่จะจัดขึ้นในอาทิตย์หน้าที่จะถึงนี้ด้วย” รสสุคนธ์พูดพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยความลำบากใจ
       “ก็ดีสิ...เธอจะได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง”
       “แต่รสกลัวจะไปทำขายหน้ามากกว่าน่ะสิคะ”
       “มันก็แหงอยู่แล้ว คุณหญิงภาวิดาจงเกลียดจงชังเธอจะตาย เขาคงต้องหาทางแกล้งในงานเลี้ยงนั้นแหละ เชื่อขนมกินได้เลย”
       “โธ่...คุณย่าเล็กขา นี่รสก็กลุ้มใจจะตายอยู่แล้วนะคะ” รสสุคนธ์ทำเสียงออดอ้อนเหมือนกับที่เคยออดอ้อนคุณย่าใหญ่ แน่นอนว่าพี่กับน้องย่อมไม่ต่างอะไรกัน เมื่อเห็นว่าหลานกำลังตกที่นั่งลำบาก ถ้าไม่ยอมยื่นมือช่วยเหลือก็จะกลายเป็นคนแล้งน้ำใจ
       “ถ้าคุณหญิงภาวิดาจัดงานเลี้ยง ก็คงเป็นงานเลี้ยงแบบฝรั่ง” แม้นมาศกล่าวออกมาตามประสาคนที่รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี
       “เห็นว่าจะมีงานเต้นรำด้วยน่ะค่ะ ถ้ารำไทยล่ะก็พอไหว แต่จะให้รสไปเต้นรำนี่ไม่ถนัดเลยจริงๆ” เรื่องนี้แหละที่รสสุคนธ์หนักใจ เพราะเธอยังเป็นผู้หญิงหัวโบราณที่คิดว่าการจับมือถือแขนระหว่างชายหญิงเป็นเรื่องไม่สมควร อีกอย่างเธอเองก็ไม่เคยออกงานอะไรแบบนี้มาก่อน ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่รู้จะทำเช่นไร 
       “ก็ไม่เห็นจะยาก เดี๋ยวฉันสอนให้” 
       “คุณย่าเล็กเต้นรำเป็นด้วยหรือคะ ?” คนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างผู้หญิงรุ่นเก่าแบบแม้นศรีผู้มีระเบียบแบบแผนและเคร่งครัดในขนมธรรมเนียมไทยรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ได้ยิน ต้องบอกว่าคุณย่าทั้งสองของเธอนั้นดูแตกต่างกันแบบเหนือสุดใต้สุดเลยก็ว่าได้ ในเมื่อคุณย่าใหญ่นั้นแสนจะเข้มงวดแทบจะในทุกๆ เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าคุณย่าเล็กนั้นจะนิสัยตรงกันข้ามและหัวสมัยใหม่อย่างที่เคยได้ยินมาก่อนหน้านี้จริงๆ
       “ใช่ เล่นเปียโนก็เป็น แม่รสอยากเรียนไหมล่ะ ? ถ้าจำไม่ผิด ที่ตึกใหญ่น่าจะมีเปียโนของคุณชายทัตอยู่ที่นั่น”
       “ไม่ล่ะค่ะ เอาแค่เรียนเต้นรำก็พอแล้ว” รสสุคนธ์ส่ายหน้าเพราะไม่อยากจะไปเสวนากับใครที่ตึกใหญ่ อีกอย่างต่อให้เธอตกลงที่จะเรียนเปียโนกับแม้นมาศจริงๆ เธอเองก็ไม่รู้จะไปอธิบายให้คุณหญิงภาวิดาฟังอีท่าไหนว่าจะขอมายืมใช้เปียโนเพื่อฝึกซ้อม
       “งั้นก็ตามใจ อยากเรียนเมื่อไหร่ค่อยมาบอกฉันก็แล้วกัน” แม้นมาศไม่แปลกใจถ้ารสสุคนธ์จะดูไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงอื่นๆ ในยุคสมัยของเธอ หรือความจริงต้องบอกว่าตนนั้นน่าจะเกิดมาผิดยุคผิดสมัยเสียมากกว่า เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานแค่ไหน ความคิดความอ่านของแม้นมาศก็ดูเหมือนจะล้ำหน้าคนในยุคเดียวกัน หรือแม้ในยุคปัจจุบันไปอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ
       “แต่ว่ารสไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ไปงาน” รสสุคนธ์ทำหน้าสลด จนผู้เป็นย่าได้แต่ส่ายหน้าไปมาให้กับหลานสาวที่โดนพวกคนใจร้ายจงใจแกล้ง
       “กุญแจห้องเก็บสมบัติอยู่ในกล่องกำมะหยี่สีแดงตรงโต๊ะหนังสือน่ะ ไปหยิบมาสิ”
       “ค่ะ คุณย่าเล็ก” แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่รสสุคนธ์ก็เดินเข้าไปในห้องหนังสือ เปิดลิ้นชักของโต๊ะทำงานออกมาตามคำสั่ง เธอพบกับกล่องกำมะหยี่สีแดงที่มีฝุ่นเล็กน้อย หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ และเปิดออกเพื่อหากุญแจตามคำบอกของแม้นมาศ
       “มาสิ ฉันจะพาไปเลือกชุดสวยๆ เรารูปร่างใกล้เคียงกัน เธอคงใส่เสื้อผ้าของฉันได้” 
       จากนั้นร่างที่ดูเหมือนคนปกติและไม่ได้ดูโปร่งแสงเหมือนวิญญาณก็ลุกขึ้นยืน มือขาวๆ กวักเรียกให้หลานสาวเดินตามตนเองไปยังอีกห้องหนึ่งที่ลงดาลกุญแจเหล็กเอาไว้อย่างแน่นหนา ห้องเก็บของชั้นบนตรงสุดทางเดินเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือครั้งที่เรือนไม้หอมถูกสร้างขึ้น เพราะเจ้าของบ้านใช้เป็นห้องเก็บสมบัติจำพวกข้าวของมีค่าเอาไว้ด้านใน และสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้ามาแตะต้องหรือเคลื่อนย้ายโดยเด็ดขาด
       “ห้องนี้คุณนมเฟื่องบอกว่าไม่อนุญาตให้มาเดินเพ่นพ่าน รสก็ไม่เคยเดินมาแถวนี้เลยค่ะ” แน่นอนว่าคนที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นย่อมทำตามคำเตือนของนมเฟื่องอย่างเคร่งครัด ในเมื่อเธอถือว่าอะไรที่คนเก่าคนแก่เตือนว่าไม่ควรทำ นั่นก็หมายความว่าเธอก็ควรจะเชื่อฟัง และไม่ควรคิดทำอะไรที่อาจทำให้เกิดปัญหามาสู่ตนได้
       “ไม่ใช่แค่เธอที่ไม่เคยเข้ามา พวกบ่าวไพร่คนอื่นๆ ก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้ามาเหยียบห้องนี้เช่นเดียวกัน”
       “แล้วแบบนี้จะดีเหรอคะ ?”
       “ดีสิ...เพราะฉันอนุญาต เปิดประตูเข้าไปเถอะ” แม้นมาศพยักหน้าและสั่งให้หลานสาวเปิดประตูห้องปิดตายเพื่อเข้าไปยังด้านใน
       “ค่ะ” 
       ในเมื่อผู้เป็นเจ้าของบ้านเต็มใจให้เข้าไปด้านใน รสสุคนธ์ก็ทำตามอย่างว่าง่าย เธอหยิบพวงกุญแจไขในมือขึ้นมาไขแม่กุญแจอันใหญ่ที่เต็มไปด้วยสนิมเขรอะ และเมื่อประตูถูกเปิดออก แม้นมาศก็เดินนำเข้าไปโดยมีรสสุคนธ์เดินตาม
       ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นจับตัวหนาเต็มพื้น มีหยากไย่ห้อยโยงเป็นสาย เป็นเพราะไม่เคยเปิดให้พวกคนรับใช้เข้ามาทำความสะอาด รสสุคนธ์เข้าใจว่าน่าจะเป็นห้องที่เอาไว้เก็บข้าวของมีค่าต่างๆ อีกทั้งก่อนหน้านี้นมเฟื่องเองก็กำชับนักหนาว่าอย่าได้เข้ามา อีกทั้งเรื่องที่พวกบ่าวไพร่นั้นเล่าลือกัน ก็ทำเอาคนที่ได้ฟังต่างอกสั่นขวัญผวาไปตามๆ กัน
       หีบเหล็กใส่ผ้าที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีแม้จะมีฝุ่นปกคลุมหนาเตอะ ด้านในนั้นมีหีบที่สานด้วยหวายซ้อนทับเอาไว้อีกชั้น ทำให้เสื้อผ้าด้านในนั้นยังคงดูใหม่เอี่ยมและคงสภาพสีสันเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน
       “เป็นงานเลี้ยงแบบฝรั่งสินะ ฉันมีชุดราตรีอยู่หลายชุด แต่ไม่เคยได้เอาออกมาใส่สักที” แม้นมาศทำหน้าเบื่อหน่าย เพราะจำได้ว่าตั้งแต่กลับมาจากอังกฤษ ชุดออกงานแบบสตรียุโรปพวกนี้มีอันต้องพับเก็บเข้าหีบ และหันมาแต่งแบบไทยประยุกต์แทน ทั้งที่ชุดราตรีพวกนี้ล้วนแล้วแต่สวยงามแทบทุกชุด บางชุดนั้นเธออาศัยว่าซื้อผ้าลูกไม้เนื้อดีจากห้างฯ ดัง มาตัดเย็บด้วยตัวเอง โชคดีว่าได้รับการฝึกฝนฝีมือจากผู้เป็นมารดาที่เป็นช่างเย็บผ้ามาก่อนหน้า เลยทำให้แม้นมาศแทบไม่ต้องเสียเงินแพงๆ เพื่อซื้อชุดที่อยากได้ในราคาหลายสตางค์
       “ว่าแต่ทำไมคุณย่าเล็กถึงไม่ได้ใส่ล่ะคะ ?” รสสุคนธ์ถามขณะค่อยๆ หยิบชุดราตรีสวยงามออกมาจากหีบใส่ผ้าด้วยความชื่นชม เสื้อลูกไม้ลายละเอียดตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตอย่างที่หญิงสาวเองยังอดชื่นชมไม่ได้ เพราะความจริงแล้วคุณย่าใหญ่ของเธอนั้นก็มีฝีมือการตัดเย็บได้งดงามไม่แพ้กัน เมื่อได้รับการสืบทอดกันมาสู่รุ่นต่อรุ่น จะมีก็แต่เธอกระมังที่ไม่ค่อยถนัดอะไรเรื่องพวกนี้เลยสักนิด
       “ส่วนมากสมัยนั้นมักจะนุ่งโจงแล้วสวมเสื้อแพรคลุมทับด้วยลูกไม้ปักกันมากกว่า เลยยังไม่ทันมีโอกาสได้ใส่น่ะ”
       “แต่ก็สวยดีนะคะ รสเห็นรูปคุณย่าเล็กที่คุณชายภาณุกรท่านเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก รสแต่งแบบนั้นไปงานดีไหมคะ ?”
       “เลือกชุดในหีบนี้ใส่ไปเถอะ แม่รสจะได้ไม่อายเขา หลานฉันออกงานทั้งที จะปล่อยให้คนอื่นเขาพูดจาดูถูกได้เยี่ยงไร”
       “ชุดของคุณย่าเล็กสวยมากๆ เลยค่ะ”
       “เครื่องประดับก็มีหลายชุด ถ้าไม่มีใครขนย้ายเอาไปเก็บไว้ที่อื่นนะ มาเถอะ เดี๋ยวฉันเลือกที่เข้ากับชุดให้ เพราะขืนปล่อยให้เธอเลือกเอง มีหวังคงโดนแม่หญิงอู๊ดอะไรนั่นหัวเราะเยาะเอา”
       “เธอชื่ออุณนิษาค่ะ” รสสุคนธ์รีบแก้ชื่อที่แม้นมาศจงใจเรียกผิดๆ ให้ถูกต้อง
       “เรียกยาก…เรียกหญิงอู๊ดน่ะเหมาะแล้ว” แม้นมาศส่ายหน้า ก่อนจะจัดแจงเลือกเครื่องประดับชุดที่ดูไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป หากแต่ดูหรูหราและภูมิฐาน มาวางทาบกับชุดราตรีเพื่อดูว่าเข้ากันหรือไม่
       สร้อยทับทิมล้อมเพชรน้ำงามที่คุณชายภาณุทัตซื้อให้ตอนไปฝรั่งเศสถูกหยิบออกมาจากกล่องกำมะหยี่สีแดง มันยังคงดูสวยงามเหมือนวันแรกที่แม้นมาศได้รับมันมาโดยไม่มีผิดเพี้ยน
       “สวยจังเลยค่ะ แต่รสคงไม่กล้าใส่มัน” เธอรีบปฏิเสธ เพราะไม่กล้าใส่ของมีค่าแบบนี้ไปร่วมงานเลี้ยง
       “เอาไปใช้เถอะ ยังไงของพวกนี้มันก็ต้องเป็นของเธออยู่แล้ว”
       “แต่จะดีเหรอคะ รสกลัวว่าเดี๋ยวคุณหญิงภาวิดาท่านจะถามว่าได้มาจากไหน รสไม่รู้ว่าจะตอบท่านอย่างไรดี”
       “ก็บอกว่าฉันยกให้ ไม่เห็นจะยากตรงไหน อย่างไรเสียของพวกนี้คุณชายท่านเป็นคนยกให้ ฉันตายไปแล้วก็ไม่รู้จะเอาไปใส่อวดใคร แล้วเอาเป็นว่าหลังจากเลิกงานตอนเย็นตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ฉันจะเป็นคนช่วยฝึกซ้อมเต้นรำให้เธอเอง”
       “ถ้าอย่างนั้น เอาเป็นว่ารสแค่ขอยืมใส่ให้ไม่อายใครแค่นั้นพอ  เสร็จงานแล้วจะเอามาคืนไว้ที่เดิมนะคะ” คนไม่อยากได้ของคนอื่นยกมือไหว้ขอบคุณแม้นมาศ หากแต่ผีสาวกำลังจ้องมองตู้ใส่เครื่องประดับอย่างครุ่นคิด และพึมพำออกมา
       “มีของบางอย่างขาดหายไป...”
       “เอ๋...หายไปได้ยังไงกันคะ ?”
       “ไม่รู้สิ ของส่วนใหญ่ที่ฉันจำได้ก็อยู่ครบ แต่รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่เห็น...แต่ฉันนึกไม่ออกว่าอะไรที่หายไป”
       “หรือว่าพอคุณย่าเล็กเสีย คุณชายภาณุทัตอาจจะนำไปเก็บเอาไว้ที่อื่นหรือเปล่าคะ ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณย่าเล็กไม่ถามคุณชายภาณุทัตท่านดูล่ะคะ ?”
       “พูดอะไรของเธอน่ะ แม่รส ?”
       “ก็รสได้ยินพวกบ่าวพูดกันว่า นอกจากจะได้ยินเสียงร้องไห้ตอนกลางคืนที่เรือนไม้หอมแล้ว พวกนั้นยังได้ยินเสียงผู้ชายร้องเรียกหาคุณย่าเล็กอีกด้วย รสว่าบางทีอาจจะเป็นวิญญาณของคุณชายภาณุทัตที่มาตามหาคุณย่าเล็กที่เรือนนี้หรือเปล่าคะ เพราะได้ข่าวว่าท่านเองก็หายสาบสูญไป จนหลายคนคิดว่าท่านอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว” 
       รสสุคนธ์คิดว่าเสียงร้องไห้ที่บ่าวมักจะได้ยินกัน น่าจะเป็นเสียงร้องไห้ของคุณย่าเล็กไม่ผิดแน่ และอีกเสียงที่ร่ำลือกันถึงความน่ากลัว ก็น่าจะเป็นเสียงของคุณชายภาณุทัตที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
       “ฉันไม่เห็นจะเคยได้ยินอะไรเลย ว่าแต่คุณชายภาณุทัตเสียชีวิตแล้วหรือ ?” แม้นมาศมีสีหน้าตกใจในทันทีที่ได้ยินชื่อของชายคนรัก ดวงตาคู่งามฉายแววสร้อยเศร้าอย่างที่รสสุคนธ์เองก็พลอยรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย
       “ก็คุณชายภาณุกรเล่าให้รสฟังว่าตอนที่คุณย่าเล็กเสีย คุณชายภาณุทัตก็มาร้องเรียกหาวิญญาณของคุณย่าเล็กที่นี่ทุกวันเลย ไม่กินไม่นอนจนร่างกายซูบผอม ทั้งที่พวกบ่าวไพร่ก็ลือกันว่าเจอผีคุณย่าเล็กกันแทบทุกคน มีแต่เพียงคุณชายและคนในบ้านเท่านั้นที่ไม่เคยเจอ”
       “คนอยากเจอมักจะไม่ได้เจอ แต่พวกที่ไม่อยากเจอ ก็มักจะได้เจอด้วยความบังเอิญ หรือไม่ก็อ้ายอีพวกที่ชอบมาสอดรู้สอดเห็น” แม้นมาศทำตาเขียวขึ้นมาโดยที่รสสุคนธ์ไม่ทันได้สังเกต...


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น