อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 00:37:31

ตอนที่ 1 ตอนที่ 1


       ภายในห้องอาหารของพนักงานซึ่งถูกแบ่งโซนไว้ทางด้านหลังของห้างสรรพสินค้า เสียงแอร์เก่าดังหึ่งๆ ประสานกับเสียงคุยกันจ้อกแจ้กของพนักงาน ช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน ห่านนั่งมองข้าวกระเพราไก่ไข่ดาวในจานของตัวเองแล้วทำหน้าเบ้ รู้สึกเอียนเต็มทน อยากลองไปกินสเต็กสุดหรูที่ชั้นห้าบ้าง แต่ก็นั่นแหละ...จานนึงก็ตั้งเหยียบพัน แพงซะขนาดนั้นใครจะไปกระเดือกลง!
       “ว้าว...เจ๊มะพร้าว” 
       รุ่นพี่พนักงานแผนกขายเครื่องสำอางเดินหน้าเด้งมาแต่ไกล หญิงสาวบิดตูดไปมาทอดสะพานให้พวกผู้ชายแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าได้วี้ดวิ้วพอเป็นกระษัย ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ ห่านพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างภูมิอกภูมิใจที่เรตติ้งยังใช้ได้อยู่
       “มีความสุขจริงนะคะเจ๊มะพร้าว” ห่านหันมาแซว เธอหัวเราะคิกคักก่อนจะตอบ
       “แน่ล่ะสิจ๊ะน้องห่าน...การได้ยินเสียงผู้ชายเอ่ยแซวเหมือนเป็นเสียงน้ำทิพย์ชโลมใจผู้หญิงวัยสามสิบอย่างเจ๊ พูดแล้วก็อารมณ์เสีย...ออกจะสวยเด้ง เด้งหน้าเด้งหลังขนาดนี้ยังไม่ได้แต่งงานกับเค้าเลย” พูดจบก็ทำหน้าหงิก ตักข้าวผัดหมูขึ้นกินอย่างเบื่อหน่าย
       “เอ๋า...แล้วทำไมเจ๊ไม่สอยพวกผู้ชายพวกนั้นไปสักคนล่ะ อย่างคนนั้นน่ะ” ห่านชี้ไปทางผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวสะอาดสะอ้าน หน้าตาออกตี๋เล็กน้อย รอยยิ้มของเขาดูน่ารักไม่ใช่เล่น
       “ชิ...พวกพนักงานต๊อกต๋อย หล่อก็เท่านั้น เดี๋ยวก็พากันไปอดตาย อย่างดีพวกมันก็ได้แต่วี้ดวิ้วเจ๊ไปอย่างนั้นแหละ ให้มาเป็นแฟนจริงๆ ก็คงไม่เอากันเองหรอก เจ๊เงินเดือนเก้าพัน มันเงินเดือนแปดพันห้า...อยู่ด้วยกันคงเจริญ”
       “จริงของเจ๊” ห่านคิดตาม ถ้าเป็นเธอ เธอก็คงไม่ปรายตามองพวกผู้ชายในห้างด้วยกันหรอก นอกเสียจากจะเป็นพวกผู้จัดการ หรือพวกผู้บริหารขึ้นไปเธอถึงจะเหลือบตามอง ใครจะว่ามักใหญ่ใฝ่สูงก็ช่าง คนเรามันมีสิทธิ์เลือกนี่นา หน้าตาของฉันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่สักหน่อย เคยประกวดธิดาข้าวหลามได้รางวัลมาสามปีซ้อน ธิดาเชงเม้งอีกสองปี รางวัลการันตีคุณภาพขนาดนี้ใครหวังจะมาแอ้มขาอ่อนก็ต้องมีดีกรีสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย จริงไหม ?
       “อุ๊ย...ลืมเม้าท์ วันนี้เจ๊เหวี่ยงมากเลยล่ะน้องห่าน จำยายอ้อยแผนกน้ำหอมได้ไหม ?” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถาม 
       “จำได้สิเจ๊...ยายอ้อยที่หน้าตาจืดๆ นั่งทำหน้าเซ็งโลกขายน้ำหอมอยู่ในโซนบิวตี้ของเจ๊ใช่ไหม ? มันทำอะไรเจ๊เหรอ ?” ต่อมสอดรู้สอดเห็นของห่านทำงานทันที
       “โอ๊ย...พูดแล้วหงุดหงิดเหมือนเป็นหิดแล้วไม่ได้เกา ยายอ้อยนั่นไม่ได้มาทำอะไรเจ๊หรอก แต่ที่เจ๊เหวี่ยงมันเพราะมันดันมาแจกการ์ดแต่งงานให้เจ๊ ที่สำคัญน้องห่านรู้ไหมว่าคนที่มันจะแต่งงานด้วยคือใคร ?” เจ๊มะพร้าวพูดเป็นปริศนา ขณะที่ห่านส่ายหน้าว่าไม่รู้แทนคำตอบ “รู้แล้วน้องห่านจะช็อค!” ว่าแล้วสาวใหญ่ก็ล้วงซองกระดาษสีชมพูจากกระเป๋าถือส่งให้ห่าน หญิงสาวรับมาเปิดออกดูแล้วแทบช็อคตามที่เจ๊มะพร้าวบอกจริงๆ
       “คุณก้องภพ...คุณก้องภพหัวหน้าแผนกบิวตี้น่ะเหรอเจ๊!”
       “ใช่...สุดหล่อที่เจ๊หมายตามานานน่ะ ถูกยายอ้อยคาบไปกินเสียแล้ว อยากจะร้องกรี๊ดให้โลกแตก ไปแอบคบแอบได้เสียกันตอนไหนเนี่ย ทำไมเจ๊ตกข่าว ตอนแรกก็มีคนมาเม้าท์นะว่าเห็นคุณก้องภพพายายอ้อยไปดินเนอร์ข้างนอก แต่เจ๊ไม่เชื่อ คิดว่าพวกมันเต้าข่าวเอาเอง มาวันนี้ถึงได้ซึ้งว่ามันเป็นเรื่องจริง” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็ทำหน้าเบื่อ คนฟังเองก็แอบเซ็งเหมือนกัน ยายอ้อยนั่นไม่ได้มีความสวยสักนิด หน้าตาจืดชืดเหมือนต้มจืดที่ค้างคืน แต่ทำไม๊...ทำไมคนอย่างคุณก้องภพถึงไปหลงรักยายนั่นได้นะ ใช้ตาหรือตาตุ่มมองกันเนี่ย!
       “เฮ้อ...จะว่าไปเรื่องแบบนี้มันก็แข่งกันยากนะเจ๊นะ แข่งอย่างอื่นน่ะพอได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนากันน่ะมันยาก คิดซะว่ายายอ้อยมันทำบุญมาเยอะแล้วกัน ส่วนเจ๊กับหนูก็คงต้องหมั่นไปทำบุญแล้วล่ะ เผื่อจะได้เจอผู้ชายดีๆ มั่ง” ห่านพูดพลางตักข้าวเข้าปากอย่างอ่อนใจ เล่นทางโลกไม่ได้ก็ขอพึ่งทางธรรมแล้วกัน
       พูดยังไม่ทันขาดคำ เสียงฮือฮาของพนักงานในห้องอาหารก็ดังขึ้นเมื่อเห็นอ้อยเดินเกาะแขนคุณก้องภพเดินผ่านมา หญิงสาวโบกมือบ๊ายบายกลุ่มเพื่อนเหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่า “คานจ๋า...ฉันลาก่อน”
       ห่านกับเจ๊มะพร้าวมองหน้ากันแล้วถอนหายใจยาวๆ ...คอยดูทีพวกฉันบ้างก็แล้วกัน!
 
       วันนี้ที่แผนกชั้นในชายยังคงเงียบเหงาอยู่อย่างเคย ‘บื้อ’ ชายหนุ่มหน้าตากวนประสาทซึ่งจบปริญญาตรีด้วยคะแนนอันน้อยนิดจนเกือบจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ นั่นทำให้ไปสมัครงานที่ไหนก็ถูกบอกปัดไปเสียทุกที่ ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ชายหนุ่มดันจับพลัดจับผลูได้มาทำงานเป็นพนักงานขายในแผนกชุดชั้นในชาย...
       ช่างน่าเบื่อเสียนี่กระไร วันๆ ต้องมานั่งดูทรวงทรงองค์เอวของผู้ชายด้วยกันเอง บ่อยครั้งที่ชายหนุ่มแอบชำเลืองมองไปที่แผนกขายชุดชั้นในผู้หญิงที่อยู่ใกล้ๆ กันแล้วก็อดอิจฉาไม่ได้ ใครกันนะที่เป็นคนออกกฎว่าห้ามผู้ชายขายชุดชั้นในผู้หญิง...เซ็ง! ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังยืนเหม่อมองสาววัยรุ่นสองคนคุยกันจุ๊กจิ๊กเลือกชุดชั้นในสีหวานแหววอยู่นั้น เสียงกระแอมของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น บื้อสะดุ้งเฮือกทันทีแล้วโค้งคำนับ
       “สวัสดีครับ...แผนกชุดชั้นในชายยินดีต้อนรับครับ”
       “จ้า...” เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะชอบใจตามมา บื้อเงยหน้าขึ้นมองเห็นว่าคนที่มาเยือนนั้นไม่ใช่ใคร ชายหนุ่มรูปร่างอ้อนแอ้นท่าทางสำอางเกินชายคนนี้มีชื่อว่า ‘พี่สุรเดช’ ลูกค้าวีไอพีของแผนกชุดชั้นในชายนั่นเอง
       “เอ่อ...สวัสดีครับพี่สุรเดช” บื้อกล่าวทักทาย พี่สุรเดชทำตาโต รีบเอามือทาบอกให้ดูโอเวอร์เข้าไว้ ก่อนจะใช้นิ้วชี้แตะที่ปากของบื้อ ทำหน้าแอ๊บแบ๊วสุดชีวิต
       “โนวๆ นะคะน้องบื้อ อย่าเรียกชื่อพี่ว่าสุรเดชอย่างนั้น ให้เรียกว่าพี่สุก็พอ...เรียกยาวๆ มันแสลงใจ”
       “ครับพี่สุ” บื้อยิ้มแหยๆ นึกเบื่อผู้ชายที่ไม่ใช่ชายคนนี้เต็มทน พี่สุรเดชเทียวมาอุดหนุนสินค้าเป็นประจำ ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องแวะเอาขนมมาฝาก เมื่อหลายวันก่อนยังอุตส่าห์โทรมากู๊ดไนท์ให้ชายหนุ่มได้ขวัญผวา จะบ้าตาย...ไปเอาเบอร์มาจากไหนเนี่ย อย่าให้รู้นะว่าใครบังอาจให้ไป จะกระโดดเตะเท้าคู่ให้หน้าหงายเลย
       “พี่เอาขนมมาฝากจ้ะ...บังเอิญไปถ่ายแบบที่ใต้มา คิดถึงน้องบื้อมากเลย เห็นขนมน่าทานเลยเอามาเผื่อ ทานเยอะๆ จะได้แข็งแรง” ว่าแล้วพี่สุรเดชก็ยื่นถุงขนมให้บื้อ ชายหนุ่มยกมือไหว้ก่อนจะรับมาอย่างไม่เต็มใจนัก การขัดใจลูกค้าเป็นสิ่งไม่ดี...นี่คือกฎของพนักงานขาย “นี่น้องบื้อ...พี่อยากได้อันเดอร์แวร์สีขาวไซด์เอ็มสักโหลนึง จัดให้พี่ด้วยนะจ๊ะ”
       “พี่สุรเดช...เอ้ย พี่สุเพิ่งซื้อยกโหลไปเมื่ออาทิตย์ก่อนไม่ใช่เหรอครับ”
       “มันก็ใช่ และพี่ก็ยังไม่ได้ใช้เลยด้วยซ้ำ แต่พอมาเห็นหน้าน้องบื้อทีไร พี่ก็อดอยากช่วยอุดหนุนสินค้าไม่ได้ ถ้าน้องบื้อทำยอดสูงๆ ก็จะได้เปอร์เซ็นต์ด้วยไง...ใช่ไหมจ๊ะ ?”  พี่สุรเดชเอ่ยถามพลางส่งสายตาหวาน
       “นิดหน่อยครับพี่...ไม่มาก”
       “ก็นั่นน่ะสิ...บอกให้ลาออกมาทำงานกับพี่ก็ไม่ยอมมา ทำงานออร์แกไนซ์นี่เงินดีนะ แล้วยิ่งหน้าตาหล่อๆ แบบน้องบื้อด้วยเนี่ย....” พี่สุรเดชพูดแค่นั้นก็ปรายตามองบื้อตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วอมยิ้ม “พี่ว่ารุ่งแน่...เผลอๆ อาจได้เป็นดาราชื่อดังด้วยนะจ๊ะ สนใจให้พี่ปลุกปล้ำ เอ้ย...ปลุกปั้นไหมจ๊ะ ?” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พี่สุรเดชพูดกับชายหนุ่มแบบนี้ แต่บื้อรู้ตัวดีว่าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้เป็นดารานายแบบอย่างที่เห็นในโทรทัศน์หรอก ต่อให้มีโอกาสมาหยิบยื่นให้เขาก็ไม่เอา ชายหนุ่มชอบชีวิตที่เรียบง่ายไม่วุ่นวายกับคนหมู่มาก...แค่นี้ชีวิตก็วุ่นวายจะตายอยู่แล้ว
       “ไม่ดีกว่าครับพี่สุ...ขอบคุณมากนะครับ”
       “ตามใจ...แต่ถ้ามีอะไรขาดเหลือบอกพี่ได้นะ ถ้าพี่ช่วยได้ก็จะช่วย” พูดจบพี่สุรเดชก็จับมือของบื้อขึ้นมาพร้อมทั้งส่งสายตาหวาน ชายหนุ่มพยายามชักมือกลับแต่มือของพี่สุรเดชเหนียวหนึบยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกเสียอีก
       อีกด้านหนึ่ง ห่านกับเจ๊มะพร้าวกำลังเดินบิดก้นมาที่แผนกเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อมาหา ‘ดาว’ พนักงานแผนกนี้ที่สนิทสนมกันดี หวังว่าเวลาที่เหลืออีกสิบห้านาทีก่อนเข้ากะบ่ายคงพอที่จะเม้าท์เรื่องยายอ้อยจะแต่งงานกับคุณก้องภพได้
       “ว้าย...น้องบื้อของเจ๊!” เจ๊มะพร้าวทำเสียงตื่นตกใจแล้วเอียงหน้าหลบ ทำราวกับว่าเห็นภาพอุจาดตาตรงหน้า ห่านหันไปมองเห็นว่าบื้อกับพี่สุรเดชกำลังจับมือหวานแหววกันอยู่ก็ทำหน้าเบ้
       “อี๋...นายนั่นเป็นพนักงานใหม่นี่เจ๊ ทำไมทำตัวแบบนั้น...แหวะ” ห่านรู้สึกขยะแขยงพิกล
       “น้องบื้อไม่น่าเอาตัวเข้าแลกเลย...โถๆ ขาดเหลืออะไรก็บอกเจ๊มะพร้าวสิจ๊ะ ทำไมต้องเอาตัวเข้าแลกด้วยก็ไม่รู้ ไม่เห็นคุ้มกันเลย”เจ๊มะพร้าวทำเสียงโอเวอร์จนน่าหมั่นไส้
       “น่าเกลียดจริงๆ ถ้าคนอื่นเค้ามาเห็นเข้าจะหาว่าพนักงานขายประจำห้างของเราทำตัวต่ำๆ แบบนี้ ดีล่ะ...หนูจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญให้ไล่นายนี่ออก”
       “ว้าย...อย่านะน้องห่าน...คนนี้เจ๊ขอ”
       “เจ๊ก็ขอทุกคนนั่นแหละ...” พูดจบห่านก็หันไปจิกตาใส่บื้อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร หลังจากชายหนุ่มสะบัดมือพี่สุรเดชออกได้ก็รีบไปจัดของทันทีก่อนที่จะเสียเนื้อเสียตัวไปมากกว่านี้  ยังไม่ทันที่เจ๊มะพร้าวกับห่านจะได้เม้าท์กันต่อ เสียงแปร๋นๆ ของดาวก็ดังเข้ามาทักทายทันทีราวกับรอเวลานี้มานานแสนนาน
       “ว้าย...มาพอดีเลย กำลังจะไปเม้าท์เรื่องยายอ้อยกับคุณก้องภพกำลังจะแต่งงานกัน นี่ๆ ฉันได้การ์ดแต่งงานมาด้วยล่ะ” พูดจบดาวก็ชูการ์ดแต่งงานขึ้นโชว์ ทำราวกับว่ามันเป็นสิ่งวิเศษที่ใครมีไว้ครอบครองจะเหนือกว่าผู้อื่น
       “รู้แล้วย่ะ...รู้ก่อนแกเสียอีกนังน้องดาว” เจ๊มะพร้าวบอกพลางทำหน้าเบ้
       “ว้า...ลืมนึกไปว่าเจ๊มะพร้าวอยู่แผนกเดียวกับยายอ้อย” ดาวทำหน้าเบื่อชีวิต แต่พอนึกเรื่องคันปากขึ้นมาได้ก็ทำตาโต รีบเม้าท์ต่อทันทีเพื่อไม่ให้ขาดตอน “พูดแล้วเปรี้ยวปาก...นี่หนูไม่ได้เต้าข่าวเองนะเจ๊ เค้าว่ากันว่ายายอ้อยท้องแน่ๆ เลย แบบหวังที่จะจับคุณก้องภพน่ะ เจ๊ว่าข่าวมีมูลไหม?” ดาวตาโตรอฟังคำตอบจากกูรูผู้ชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้าน
       “มีประเด็น...เป็นไปได้ อุ๊ย...แซ่บๆ เรื่องนี้คงเป็นทอล์คออฟเดอะดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ไปอีกพักใหญ่ๆ นี่ยายดาว ถ้าแกมีอะไรอัพเดทรีบลงไปเล่าให้เจ๊ฟังข้างล่างเลยนะ สแตนด์บายตลอดเวลา”
       “แน่นอนค่ะเจ๊...เรื่องแซ่บๆ คุณน้องไม่อยากเก็บไว้คนดียวหรอก มันอึดอัดอกจะระเบิด”
       ห่านได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้า ว่าตัวเองขี้เม้าท์แล้ว เจอยายดาวกับเจ๊มะพร้าวเข้าไปถึงกับกลายเป็นเต่าล้านปีเลยทีเดียว ยอมซูฮกให้สองสาวนี่จริงๆ
       “อะแฮ่ม...” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะเม้าท์ของทั้งสามคน เสียงอันคุ้นเคยและน่ากลัวที่สุดเสียงนี้ กรี๊ดดดดดด...นี่มันเสียงของ ‘คุณพรเพ็ญ’ ผู้จัดการห้างจอมเฮี้ยบนี่นา “มายืนคุยอะไรกันตรงนี้ จำกฎข้อที่ 235 ของพนักงานขายไม่ได้เหรอที่ว่า ‘ห้ามพนักงานยืนคุยกัน ถ้าจะคุยให้ไปคุยที่หลังบูธ’ หรือต้องให้ทำทัณฑ์บนไว้ถึงจะจำกฎข้อนี้ได้” คุณพรเพ็ญถลึงตาใส่ ทั้งสามหน้าจ๋อยก่อนจะยกมือไหว้คุณพรเพ็ญแล้วพากันวิ่งหัวหกก้นขวิดกลับไปที่บูธของตัวเองอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าผ่า
       ปากพาซวยแล้วไหมล่ะนั่น!
 
       กว่าจะเก็บของที่บูธเสร็จ (รวมถึงเม้าท์กับเพื่อนๆ เรื่องยายอ้อย) ก็ปาไปจะห้าทุ่มแล้ว ห่านเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนส์เพื่อให้เหมาะกับการเดินทางกลับบ้าน พรุ่งนี้เธอก็ต้องมาทำงานใหม่อีก ช่างเป็นวัฏจักรที่น่าเบื่อเสียจริง
       ที่สถานีรถไฟฟ้าเวลานี้คนไม่น่าจะเยอะมากนัก แต่ผิดคาด เพราะมีคนมายืนรอรถไฟฟ้ากันแน่นขนัดราวกับเป็นเวลาเลิกงาน ถ้าสังเกตดูดีๆ จะเห็นแต่พวกวัยรุ่นวัยใสด้วยกันทั้งนั้น นึกไปนึกมา...อ๋อ วันนี้มีคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีนี่นา คอนเสิร์ตคงเพิ่งเลิก คนถึงได้เยอะขนาดนี้ ห่านได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกว่าจะได้นั่งยาวๆ จนไปถึงสถานีปลายทางเสียอีก สงสัยคงได้ยืนแหงๆ
       เพียงอึดใจเดียวรถไฟฟ้าก็มาถึง ห่านพยายามจับตามองไปที่ประตูรถอย่างแน่วแน่ เธอจะต้องรีบพุ่งตัวเข้าไปแล้วหาที่นั่งให้ได้ หันมองคู่แข่งเป็นเด็กสาวหลายต่อหลายคนแล้วก็นึกสู้ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ถึงจะแก่แล้วแต่ข้อเข่ายังไม่เสื่อมนะยะ ฟิตจ้ะฟิต! ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้าเปิดออก ห่านก็ถลาเข้าไปอย่างรวดเร็ว แต่โชคไม่เข้าข้างนัก เมื่อขาของเธอดันขัดกันทำให้ล้มหน้าคว่ำอยู่ตรงนั้นท่ามกลางสายตาของผู้ร่วมทางอีกหลายสิบชีวิต หญิงสาวรีบลุกขึ้นทำหน้าเชิดราวกับไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเมื่อสักครู่ ก่อนจะที่ก้าวเท้าเข้าไปในรถไฟฟ้า...ทุกที่นั่งเต็มเอี้ยด สุดท้ายก็ต้องยืนอีกตามเคย เซ็งมาก!
       ไม่รู้โชคชะตาเข้าข้างหรือเล่นตลกกันแน่ เมื่อบื้อพนักงานร่วมห้างของห่านยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งในรถไฟฟ้า ข้างหน้าของชายหนุ่มเป็นกลุ่มวัยรุ่นผู้หญิงวัยหวานกำลังหัวเราะเอิ้กอ้ากกันอย่างสนุกสนานที่ได้เห็นรูปนักร้องหนุ่มเกาหลีในนิตยสารวัยรุ่นหัวนอก
       “พี่เรนซัง...อ๊าย! หล่อมากมาย เต้นเก่งมากๆ เลยเนอะแก แต่ดูยังไม่จุใจเลยก็จบซะแล้ว ฉันหวังว่าพี่เรนซังจะมาจัดคอนเสิร์ตที่เมืองไทยอีกนะ” เด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
       “นั่นน่ะสิ...บัตรเท่าไหร่ก็ยอม”
       ยังไม่ทันที่จะได้มีใครพูดกันต่อ สายตาของบื้อก็เหลือบไปเห็นนักศึกษาชายแต่งตัวดีแอบยื่นมือไปจับก้นเด็กสาวคนหนึ่งในกลุ่ม  เด็กสาวร้องว้ายขึ้นเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองกำลังถูกลวมลาม
       “ไอ้โรคจิต” เด็กสาวคนนั้นหันมามองบื้อ ชายหนุ่มอึ้งรับประทาน ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก งานเข้าแล้วไหมล่ะกู!
       “เอ่อ...พี่ไม่ได้ทำนะครับ” บื้อหน้าเสีย หันมองคนในรถไฟฟ้าที่ต่างก็หันมาจับจ้องที่เขาราวกับเขาเป็นฆาตกรโรคจิตที่ฆ่าข่มขืนสาววัยสิบหก งานเก่าเข้ายังไม่ทันเคลียร์ งานใหม่ก็เข้ามาให้อ่อนเพลียอีกแล้ว!
       หญิงสูงอายุคนหนึ่งเดินแหวกผู้คนเข้ามาตรงจุดเกิดเหตุ เธอจิกตามองบื้อหนึ่งทีแล้วหันไปถามเด็กสาวที่ทำหน้าตื่นกลัวอยู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่เค้าทำอะไรหนูเหรอ ?”  
       “เค้าจับก้นหนูค่ะคุณป้า!” เด็กสาวรีบยื่นปากฟ้อง คงรอเวลาที่จะประกาศให้โลกรู้มานานแล้ว บื้อตาเหลือก หันไปหาต้นตอของเรื่องแต่ปรากฏว่าเด็กหนุ่มได้หายเข้ากลีบเมฆไปเสียแล้ว  อ้าว...แล้วจะทำยังไงวะเนี่ย 
       “พี่ไม่ได้ทำจริงๆ นะครับ...มีผู้ชายอีกคนที่ยืนข้างๆ พี่เป็นคนทำ” บื้อพยายามอธิบาย ในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่ชายหนุ่ม บางคนแอบเบ้ปากกระซิบกระซาบกันพลางลุกเดินหนีไปให้ห่างจากบื้อ
       “หน้าตาก็ดี...ไม่น่าทำตัวแบบนี้เลย” หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งพูดขึ้น บื้อกลืนน้ำลายดังเอื้อก เวรกรรมจริงๆ เมื่อไหร่จะถึงอ่อนนุชซะที...ผมจะลง!
       ห่านที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่นานรู้สึกคันปากอย่างบอกไม่ถูก เลือดความเป็นหญิงสูบฉีดไปทั่วร่างราวกับเพิ่งไปกินยาสตรีเบนโลมาสักครึ่งโหล หญิงสาวกำมือแน่นอย่างโกรธเกรี้ยวเดินแทรกผู้คนเข้ามาประจันหน้ากับบื้อ ก่อนจะเริ่มต่อว่าชายหนุ่มอย่างหัวเสียเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกจับก้นเสียเอง
       “นี่นาย...ทำไมถึงทำตัวต่ำทรามแบบนี้ ที่บ้านไม่สั่งสอนหรือยังไงว่าห้ามละเมิดสิทธิของผู้อื่น แล้วนี่นายเป็นเพศไหนกันแน่ เมื่อบ่ายเห็นจับมือหวานแหววกับผู้ชายต่อหน้าสาธารณชน ตกดึกมาแอบจับก้นเด็กผู้หญิง สับสนทางเพศหรือยังไงไม่ทราบ แต่ฉันว่าท่าทางนายจะเป็นพวกวิปริตมากกว่า ไปหาหมอซะบ้างนะ เผื่อจะหาย คนรอบข้างจะได้ไม่ต้องเดือดร้อน” ห่านว่าใส่บื้อเป็นชุดโดยไม่เปิดช่องไฟให้เขาได้พูดอะไรบ้างเลย บื้อจึงทำได้แต่ยืนเอ๋อหนักไปกว่าเก่า
       “เอ่อ...ฉันไม่ได้ทำนะ” บื้อยังยืนยันคำเดิม พยายามหันไปรอบตัวแล้วส่ายมือปฏิเสธ แต่ทว่าดูจะสายไปเสียแล้วเมื่อสายตาทุกคู่ที่ตอบกลับมาเป็นคำว่า “ไม่เชื่อ”กันอย่างถ้วนหน้า
       “มีผู้ร้ายที่ไหนจะยอมรับว่าตัวเองทำผิดล่ะ” ห่านเถียงกลับ ก่อนจะหันไปพูดกับวัยรุ่นหญิงกลุ่มนั้น “น้องๆ คะ คราวหลังก็ระวังตัวด้วยนะคะ เรื่องวันนี้ก็ถือว่าทำบุญให้หมามันไป!” ห่านบอกก่อนจะปรายตามองบื้อตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างหยามเหยียด บื้อกลืนน้ำลายดังเอื้อก ชายหนุ่มกำมือแน่นพยายามระงับสติอารมณ์ไว้
       “นี่เธอ...มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ”
       “ไม่มาก...ฉันไม่จับนายส่งตำรวจก็บุญแล้ว” ห่านบอก
       “ไปแจ้งให้จับสิ...เธอมีหลักฐานอะไรว่าฉันเป็นคนทำ ตรวจลายนิ้วมือบนกระโปรงของน้องเค้าหรือไงแม่คุณ” บื้อชักเดือดขึ้นมาบ้างแล้ว หนอย...ยายผู้หญิงปากร้าย ไม่รู้จักผู้ชายปากแมวเสียแล้ว!
       “จะไปยากอะไร ในเมื่อทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็เห็นใช่ไหมคะว่านายนี่เป็นคนจับก้นน้องผู้หญิงคนนั้น ?” ห่านหันไปถามผู้ร่วมขบวนรถไฟฟ้า ทุกคนพยักหน้าหงึกหงัก...ใช่ๆ ไอ้นี่แหละโรคจิต “เห็นไหม...แค่พยานบุคคลนายก็ได้ไปนอนเล่นในคุกแล้ว” ห่านลอยหน้าลอยตายั่วยวนกวนประสาท บื้อกัดฟันแน่น...หนอยยายบ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ
       ทันใดนั้น รถไฟฟ้าเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าอโศก  ผู้คนต่างพากันทยอยเดินออกมารอที่หน้าประตู  มีหญิงสาวคนหนึ่งนึกหมั่นไส้บื้อจึงแกล้งชนชายหนุ่มแรงๆ ซึ่งมันก็ได้ผล เพราะบื้อเซไปโดนตรงหน้าอกของห่านพอดีเป๊ะ หญิงสาวตาเหลือกก่อนจะตบหน้าของชายหนุ่มโดยอัตโนมัติ!
       “ไอ้บ้า...ลามก!” ห่านโวยวาย
       “เฮ้ย...ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ มีคนเดินมาชนฉัน” บื้อรีบบอกก่อนคนอื่นจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
       “ยังจะมาแก้ตัวอีก ไอ้คนบ้า ไอ้โรคจิต!” ห่านแว้ดใส่ รีบเอากระเป๋ามาปิดหน้าอกตัวเอง...ถึงคัพเอก็เร้าใจนะยะ!
       “คำก็บ้า สองคำก็บ้า นี่ฉันจะบอกอะไรเธอให้เอาบุญ หน้าอกที่เล็ก แห้ง แบน เป็นไข่ดาวถูกสิบล้อทับแบบเธอเนี่ย ให้ฉันจับฟรีๆ ยังคิดแล้วคิดอีกเลย ไอ้เรื่องที่ฉันจะแอบแต๊ะอั๋งเธอน่ะ ลืมไปได้เลย” บื้อตอกกลับได้อย่างถึงพริกถึงขิง ห่านได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตาเหลือก แผดเสียงร้องออกมาลั่นรถไฟฟ้าจนผู้คนแตกตื่นนึกว่ามีการก่อการร้ายเกิดขึ้น “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด....!!!” 
หญิงสาวตบหน้าบื้อไปอีกที  ชายหนุ่มโมโหจึงจับหญิงสาวขึ้นมาจูบท่ามกลางสายตาของคนบนรถไฟฟ้า  ห่านรู้สึกตัวรีบดันตัวออก ก่อนจะตบหน้าชายหนุ่มเป็นรอบที่สามแล้วรีบเดินออกจากรถไฟฟ้าไปในตอนที่ประตูกำลังเปิดออกพอดี บื้อยืนอึ้งไปนิดหน่อย ก่อนจะรีบเดินไปเปลี่ยนโบกี้รถไฟฟ้าเพราะไม่อาจอยู่ทนต่อสายตาของผู้คนรอบข้างได้อีกแล้ว
       ชาตินี้จะไม่ขึ้นรถไฟฟ้าอีกแน่ๆ ...ชายหนุ่มบอกตัวเองในใจ
 
       ห่านกระแทกชามใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวละเก้าสิบเก้าบาทที่เพิ่งถอยมาใหม่จากห้างสรรพสินค้าเมื่อสองวันก่อน หญิงสาวยังหน้าหงิกไม่หายเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อตอนกลับบ้าน ไอ้บ้า...คอยดูนะ พรุ่งนี้ฉันจะเอาเรื่องของนายไปเม้าท์ที่ห้างให้นายทนอยู่ไม่ได้แล้วลาออกไปเลย...สมน้ำหน้า!
       เพื่อไม่ให้ตัวเองเซ็งมากไปกว่านี้ หญิงสาวจึงกดเปิดโทรทัศน์ดูไปพลางๆ ในขณะทานบะหมี่กี่งสำเร็จรูป โอ้ว...วันนี้ช่องสี่มีรายการถ่ายทอดสดการประกวดนางสาวไทยสยาม ดูดีกว่า...เผื่อวันนึงจะไปประกวดกับเค้ามั่ง
       รางวัลที่เล็กๆ ถูกประกาศชื่อไปก่อนแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ผู้หญิงสาวสวยสองคนยืนจับมือกันแน่นด้วยความตื่นเต้น ผู้หญิงคนที่ยืนทางซ้ายหันมากระซิบกระซาบอะไรสักอย่างกับผู้หญิงทางขวา คาดว่าคงจะบอกว่า “เธอสมควรได้ตำแหน่งจ้ะ” ห่านเบ้ปาก...ตอนเธอประกวดธิดาเชงเม้ง เธอก็กระซิบบอกคนข้างๆ เหมือนกัน แต่บอกว่า “น้ำหน้าอย่างเธอน่ะ ได้เข้ารอบนี้ก็บุญแล้ว...ที่หนึ่งน่ะอย่าหวัง ของฉันย่ะ” เป็นยังไง...แร๊งงงงงงงงง!
       เสียงดนตรีระทึกใจดังขึ้นเพียงชั่วอึดใจ ก่อนที่ผู้ประกาศจะประกาศตำแน่งนางสาวไทยสยามประจำปีพุทธศักราช 2551 “และผู้ที่ได้รับตำแหน่งนางสาวไทยสยามประจำปีพุทธศักราช 2551 ได้แก่....นางสาว ดาหลา เกริกก้องเกรียงไกรแก้วเกล้า” สิ้นเสียงผู้ประกาศ ผู้คนทางด้านล่างของเวทีก็ปรบมือกันเสียงดังลั่น แสงแฟลชจากช่างภาพวิบวับจนแสบตา นางสาวดาหลาน้ำตาปริ่ม เอามือทาบอกราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะได้รับตำแหน่ง...เป็นอย่างนี้ทุกปี!
       ห่านทำตาค้าง นึกภาพตัวเองตอนสวมมงกุฎนางสายไทยสยาม เธอโบกมือให้กับช่างภาพแล้วเดินอย่างสง่างามบนเวทีอันทรงเกียรติ ในขณะที่หญิงสาวกำลังฝันค้างอยู่นั้น เสียงเพลงลูกทุ่งของห้องข้างๆ ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ โอ๊ย...ไอ้บ้า! ดึกดื่นป่านนี้ยังจะมาเปิดเพลงรบกวนชาวบ้านชาวช่องอีก เดี๋ยวแม่จะด่าให้หูเปิงเลย! ว่าแล้วห่านก็เดินไปที่ฝาผนังห้องเช่าที่เป็นเพียงไม้กระดานแผ่นบางๆ ก่อนจะใช้ฝ่ามือตบที่ฝาผนังอย่างแรงและรัวไม่ยั้งมือพร้อมทั้งตะโกนด่าไปยังห้องข้างๆ 
       “นี่...หัดเกรงใจคนอื่นมั่งสิคุณ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วมาเปิดเพลงอะไรตอนนี้ คนจะนอน” เสียงเพลงค่อยๆ เงียบลงไป...ห่านแอบยิ้ม ให้มันรู้ซะบ้างใครเป็นใคร อย่ามาแหยมยายห่านเจ้าแม่ห้องเช่าแถวนี้!
       แต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่ใจหญิงสาวหวังนัก เมื่อข้างห้องกลับเร่งเสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้งซึ่งครั้งนี้ดังกว่าเดิมเสียอีก เส้นความอดทนของห่านขาดผึง หญิงสาวเดินออกไปที่หน้าห้องเช่า สวมรองเท้าแตะสภาพเก่าจนเปื่อยไปยืนข้างรั้วบ้านแล้วก้มลงหยิบก้อนหินใต้ต้นเข็มที่ปลูกไว้ปาไปที่หน้าประตูห้องเช่าห้องข้างๆ พร้อมทั้งตะโกนด่า
       “ออกมาคุยกันให้รู้เรื่องนะ อยากมีปัญหากับฉันใช่ไหม” หญิงสาวพูดพลางเท้าสะเอวรอคู่กรณีอย่างเอาเรื่อง
       เพียงอึดใจเดียว ชายหนุ่มในสภาพนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวก็เดินออกมาจากห้องของตัวเอง เขาเดินดุ่มๆ ตรงมาข้างรั้วที่กั้นระหว่างห้องเช่าของห่านกับเขาก่อนจะชี้หน้าว่า
       “เอะอะโวยวายอะไรเนี่ย...ไม่อยากฟังก็อุดหูไปสิ ฉันจะฟังของฉันมีอะไรหรือเปล่า”
       “หน้าด้าน...มารยาทไม่มี”
       “มี...แต่ไม่ใช่กับผู้หญิงปากกรรไกร มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
       “นี่...มันจะมากไปแล้วนะ” ห่านเดินไปติดรั้ว จ้องหน้าชายหนุ่มผู้ย้ายมาใหม่เมื่อสองสามวันก่อนอย่างเอาเรื่อง ยังไม่ทันจะได้อ้าปากด่าเธอก็ถึงกับตาค้าง ไม่ต่างจากชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามที่อึ้งไม่แพ้กัน “ไอ้โรคจิต...นายเองเหรอ!”
       “ยายปากโถส้วม...โอ๊ย อยากตาย มาอยู่ใกล้เธอได้ยังไงเนี่ย” ยังไม่ทันจะได้เถียงกันต่อ ไอ้ด่าง หมาที่อยู่บริเวณนั้นก็วิ่งมาหาบื้อแล้วงับเอาชายผ้าขาวม้าของชายหนุ่มหลุด ห่านตาเหลือกร้องกรี๊ดราวกับเห็นผี ส่วนบื้อเองก็ตกใจไม่น้อย รีบคว้าผ้าขาวม้าขึ้นมาพันใหม่แล้วรีบวิ่งเข้าห้องของตัวเองทันที
       โธ่...เสียพรหมจรรย์ให้ยายปากโถส้วมไปแล้วหรือนี่...บื้อน้อยของพ่อ
  
       รถแวนสีขาวสุดหรูแล่นผ่านประตูรั้วสีทองอร่ามของบ้าน ‘นฤนาถวรเดช’ เข้ามาตั้งแต่เช้าตรู่ ทันทีที่รถจอดสนิท คนขับรถก็กุลีกุจอรีบลงมาเปิดประตูรถต้อนรับคุณ ‘คุณชาย‘ ลูกชายคนเดียวของตระกูลนฤนาถวรเดชที่เพิ่งเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกามาหมาดๆ ชายหนุ่มก้าวเท้าลงมายืนที่หน้าบ้าน หันมองรอบข้างเพื่อซึมซับบรรยากาศที่คุ้นเคย นานร่วมสองปีทีเดียวที่เขาไม่ได้กลับมาที่นี่...บ้านเกิด
       คุณชายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คล้ายกับฝรั่งแต่หน้าคมเข้มตามแบบฉบับชายไทย อาจเพราะไปร่ำเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยประถมจนจบมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็กลับมาเรียนรู้งานในห้างสรรพสินค้าของครอบครัวอยู่ร่วมปี ก่อนจะตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกาอีกสองปีเพื่อให้มีความรู้แน่นพอที่จะมาบริหารห้างสรรพสินค้าอันเลื่องชื่อของตระกูล
       “โอ้...ตาคุณชาย กลับมาแล้วเหรอลูก มามะ...มาให้แม่ชื่นใจหน่อย” คุณหญิงรื่นฤดีที่ตีกระบังโป่งเป็นกระด้งวิ่งเข้ามาหาลูกชายอย่างดีใจอกดีใจ ก่อนจะหอมแก้มชายหนุ่มซ้ายทีขวาทีอยู่เป็นนานสองนาน
       “สวัสดีครับคุณแม่...ดีใจจังครับที่ได้กลับบ้าน”
       “แม่ก็เวรี่ดีใจมากจ้ะ...รีบเข้าไปข้างในเถอะ คุณพ่อรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว แม่ให้แม่บ้านทำอาหารไทยที่ลูกชอบไว้เยอะเลยจ้ะ” ว่าแล้วผู้เป็นแม่ก็ลากลูกชายเข้าไปในบ้านหลังงามอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าลูกชายจะหนีหายไปไหน
       ที่ห้องอาหารสุดหรูเป็นโถงเปิดโล่งสูง ทางด้านหนึ่งเป็นประจกใสบานใหญ่เผยให้เห็นทะเลสาปส่วนตัวที่อยู่ทางด้านหลังของบ้าน โคมไฟแชนเดอเลียร์สีทองอร่ามห้อยระย้าอยู่กลางห้องรับประทานอาหารที่มีโต๊ะตัวยาวสีทองตั้งตระหง่านอยู่ ชายสูงอายุท่าทางภูมิฐานกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจฉบับภาษาอังกฤษอยู่ค่อยๆ ลดหนังสือพิมพ์ลงแล้วมองตรงไปยังแขกยามเช้าที่มาเยือนบ้านนฤนาถวารเดช...ไม่ใช่ใครที่ไหน ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขานั่นเอง
       “สวัสดีครับคุณพ่อ” คุณคุณชายปรี่เข้ามากราบพ่อของตัวเอง ชนะศึกประคองบ่าลูกชายให้ลุกขึ้นแล้วโอบกอดด้วยความดีใจ
       “ตาคุณชายของพ่อ โอ้โห...สองปีทำไมตัวโตขึ้นขนาดนี้” ผู้เป็นพ่อมองลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างปลาบปลื้ม...มันหล่อเหมือนพ่อมันสมัยหนุ่มเสียจริงๆ
       “ตัวเท่าเดิมแหละครับคุณพ่อ...คุณพ่อล่ะเป็นยังไงบ้างครับ แข็งแรงดีนะครับ”
       “ก็เจ็บออดแอดตามประสาคนแก่นั่นแหละตาคุณชาย พ่อก็รอแกกลับมา จะได้มาช่วยงานที่ห้างของเราเสียที พ่อจะได้วางมือมาพักผ่อน” ชนะศึกตบบ่าลูกชาย คุณชายพยักหน้ารับ
       “ผมพร้อมแล้วครับคุณพ่อ...พร้อมที่จะมาบริหารงานของคุณพ่อต่อแล้ว”
       “ดีมาก...ไอ้ลูกชาย”
       คุณหญิงรื่นฤดีนึกหมั่นไส้จึงแกล้งกระแอมขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของพ่อลูกก่อนจะพูดขึ้น
       “จะคุยกันอีกนานไหมคะคุณ...ลูกลงเครื่องมาเหนื่อยๆ คงจะหิวแย่แล้ว ตาคุณชายนั่งลงก่อน เดี๋ยวแม่จะเรียกคนครัวยกอาหารมาเสิร์ฟ” ไม่ต้องรอให้ลูกชายรับคำ คุณหญิงรื่นฤดีหันไปตะโกนลั่นบ้านเสียงดังกึกก้อง “นังเดือน...เอาอาหารมาเสิร์ฟได้แล้ว เอ๊ะ...นังเดือน หูหนวกหรือยังไงเรียกแล้วไม่ขาน เดี๋ยวฉันจะตัดเงินเดือนเสียให้เข็ด” คุณหญิงรื่นฤดีเริ่มหงุดหงิด เธอหันมาพูดกับลูกชายก่อนจะเดินโมโหเข้าไปตามแม่ครัว “เดี๋ยวตาคุณชายรอแม่ก่อนนะ แม่จะไปตามมาให้ นังเดือนนนนนนน...”
       สองพ่อลูกมองหน้ากันแล้วหัวเราะร่วน...
       “คุณแม่นี่ไม่เปลี่ยนเลยนะครับคุณพ่อ” คุณคุณชายอมยิ้ม แม่ของเขามักแผดเสียงอย่างนี้ทุกเช้าตั้งแต่เขายังเด็กจนกลายเป็นเรื่องชาชินของคนในบ้านเสียแล้ว
       “นั่นแหละแม่เราล่ะ เอ้า...นั่งลงก่อนตาคุณชาย แล้วเล่าให้พ่อฟังหน่อยสิว่าสองปีที่อเมริกาไปทำอะไรมาบ้าง ?”
 
       เรื่องเมื่อคืนยังทำให้ห่านหงุดหงิดใจไม่หาย หญิงสาวนอนผวาทั้งคืนเมื่อนึกถึงภาพอุบาทว์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตอนที่มีปากเสียงกับนายบื้อนั่น ไอ้บ้าโรคจิต...คอยดูเถอะ วันนี้ฉันจะเอาเรื่องที่นายจับก้นเด็กผู้หญิงบนรถไฟฟ้าไปประจานให้ทั่วห้าง ถ้ายังหน้าด้านหน้าทนอยู่ได้ก็เกินคนแล้ว 
       ทันทีที่หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปตอกบัตรในห้างสรรพสินค้ายามเช้านั้น เธอก็สัมผัสได้ถึงความ ‘ผิดปกติ’ ของสายตาบุคคลรอบข้างที่ต่างก็จับจ้องมองตรงมาที่เธอแล้วซุบซิบกันพลางหัวเราะคิกคัก เจ๊มะพร้าวที่กำลังยืนเม้าท์อยู่กับดาว พอเห็นห่านเดินเข้ามาก็ตรงเข้าประชิดตัวแล้วคว้าแขนหญิงสาวไปที่มุมหนึ่งของห้างโดยที่ห่านเองยังตั้งตัวไม่ติด 
       “น้องห่าน...ไปทำอะไรไว้ สารภาพมาซะดีๆ” เจ๊มะพร้าวจิกตามองรุ่นน้องอย่างจับผิด
       “ทำอะไรเจ๊มะพร้าว...ใครไปเต้าข่าวอะไรอีกแหงๆ”
       “ฉันก็ว่าอย่างงั้นแหละ...แกไม่ใช่เจ๊มะพร้าวสักหน่อยที่จะโรคจิตชอบแอบจับก้นคนอื่น!” ดาวเสริม เจ๊มะพร้าวจิกตาใส่ ตอนแรกห่านคิดว่าจะไม่สนใจข่าวพวกนั้นเสียแล้วเพราะเธอเจอมาจนชาชิน แต่พอได้ยินสิ่งที่ดาวพูด เธอถึงกับถลึงตาโตจนลูกตาแทบจะกระเด้งออกจากเบ้า กรี๊ดดดดดดดดดดด...ใครเต้าข่าวนี้ขึ้นมายะ ไม่มีมูลสักนิด
       “จะบ้าเหรอ...ใครจะไปทำแบบนั้น ระดับฉันจะจับต้องจับต่อหน้า ไม่มีการแอบจับย่ะ”
       “ถูก!”ดาวกับเจ๊มะพร้าวพูดขึ้นมาพร้อมกัน ห่านจิกตาใส่...มุกย่ะ! รับกันดีจริงๆเล้ย
       “ใครนะมันช่างเต้าข่าวให้คนสวยๆ อย่างฉันเสียหาย เจ๊มะพร้าวรู้มาจากใคร เดี๋ยวนังห่านจะไปตบให้หน้าหันเลย นังพวกนี้ไม่ยอมใช้ปากให้เป็นประโยชน์ ระวังจะกินน้ำพริกไม่ได้”
       “มาจากใครก็ไม่รู้น้องห่าน...เค้าก็เม้าท์ๆ กัน เจ๊ก็ฟังมาอีกที”
       “ว่าแต่แกไปมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่าล่ะ เอ๊ะ...ถามแบบนี้ไม่ถูกสิ แกน่ะมีศัตรูทั้งห้าง หุหุ”ดาวพูดไปหัวเราะไป ห่านหันไปตีไหล่เพื่อนอย่างแรงหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้ ก่อนจะทำท่านึกว่าเธอไปมีเรื่องกับใคร ทำไมต้องมาเต้าข่าวเรื่องนี้ทำให้เธอเสียหายด้วย
       นึกไปนึกมาหญิงสาวก็ตาโตทันที...ไอ้นายบื้อ!
 
       ที่แผนกชุดชั้นในชาย บื้อกำลังถอดกางเกงในของหุ่นโชว์ร่างกำยำออกเพื่อที่จะเปลี่ยนกางเกงในสีใหม่ใส่ให้ ชายหนุ่มผิวปากเป็นเพลงลุกทุ่งชื่อดังอย่างอารมณ์ดีราวกับเพิ่งถูกเลขท้ายสองตัวที่ออกไปเมื่อวาน
       “สวัสดีจ้ะบื้อ” เสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยทักเขา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองแขกผู้มาเยือนแล้วทำหน้าเหวอ หญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่งหน้าจัด(มาก) นามว่า ‘ปีโป้’ พนักงานแผนกเครื่องประดับยืนเท้าแขนกับเคาน์เตอร์ขายชุดชั้นในชายแล้วส่งสายตาหวานปิ๊งตรงมาที่ชายหนุ่ม บื้อขนลุกเกรียว ไม่แน่ใจว่าสยิวหรือสยองกันแน่
       “เอ่อ...ว่าไงครับปีโป้”
       “แหม...บื้อนี่พูดเพราะจัง ไม่ต้องพูดครับกับปีโป้ก็ได้ เราก็รุ่นเดียวกัน...” พูดจบหญิงสาวก็จับไหล่บื้อ ทำเอาชายหนุ่มตกใจ ปล่อยกางเกงในสีแดงแปร๊ดที่จะใส่หุ่นอีกตัวหล่นลงพื้น 
       บื้อรีบก้มลงเก็บแต่ช้ากว่ามือของปีโป้ หญิงสาวหยิบกางเกงในสีแดงขึ้นมาชูแล้วหัวเราะคิกคัก
       “กางเกงในของบื้อ อุ๊ย...ไม่ใช่สิ กางเกงในในบูธของบื้อสวยจังเลยนะ” หญิงสาวพูดพลางยื่นกางเกงในสีแดงตัวนั้นให้ชายหนุ่ม บื้อยิ้มแหยๆ รีบหยิบกางเกงในตัวนั้นมา เขารู้แล้วว่าความรู้สึกตอนนี้คือสยอง ไม่ใช่สยิวอย่างแน่นอน
       “นี่ปีโป้มีอะไรหรือเปล่า...จัดของเสร็จแล้วเหรอ ห้างจะเปิดแล้วนะ”
       “โอ๊ย...ที่เคาน์เตอร์เครื่องประดับของปีโป้ยังไม่มีของใหม่มาลงเลย ปีโป้ไม่ต้องทำอะไรเลยแวะมาคุยเล่นกับบื้อ กลัวบื้อจะเหงาเห็นเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่อาทิตย์ แล้วนี่...” ว่าแล้วปีโป้ก็ยื่นถุงน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋ส่งให้ชายหนุ่ม “พอดีปีโป้ผ่านร้านน้ำเต้าหู้ข้างหลังห้างมาเลยนึกถึงบื้อ...ทานเยอะๆ นะ ปีโป้ขอ” พูดจบหญิงสาวก็ทำตาหวาน บื้อไม่รู้จะปฏิเสธยังไงจึงยื่นมือไปรับมาอย่างเสียมิได้
       “ขอบใจนะ...ทีหลังไม่ต้องหรอก ตอนเช้าๆ ฉันแวะกินข้าวแกงแถวห้องพักมาแล้ว”
       “โอ้...ไม่ได้นะบื้อ กินข้าวอย่างเดียวสารอาหารอาจไม่เพียงพอ บื้อกำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ อุ๊ย...พูดผิด วัยเจริญเติบโต ต้องทานพวกนมถั่วเหลืองเยอะๆ จะได้ฟิตๆ”  ปีโป้บอกพลางใช้สายตาโลมเลียชายหนุ่ม บื้อได้แต่ยิ้มแหยๆ ขนลุกเกรียวราวกับเดินผ่านป่าช้า
       “งั้นก็ขอบใจนะ...”
       ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรกันต่อ เสียงแว้ดๆ ของห่านก็ดังขึ้นมาแต่ไกล หญิงสาวก้าวเท้าฉับๆ ตรงมาที่บูธของบื้อแล้วตรงเข้าไปต่อยหน้าเขาอย่างแรงหนึ่งทีจนชายหนุ่มหน้าหันท่ามกลางความตกตะลึงของเจ๊มะพร้าว ดาวและปีโป้
       “นี่คือรางวัลสำหรับความปากมอมของนาย!” ห่านบอกพลางกัดฟันกรอดๆ อย่างเจ็บใจ บื้อลุกขึ้นมาในสภาพเห็นดาวตอนกลางวัน ชายหนุ่มสะบัดหัวเล็กน้อยเพื่อให้สมองเข้าที่ ก่อนจะจ้องหน้าคู่อริตรงหน้าก่อนจะโวยใส่อย่างหัวเสีย
       “ยายบ้า! เธอมาต่อยฉันทำไมเนี่ย ?”
       “นายไปมั่วข่าวอะไรฉันไว้ล่ะ หนอย...ปากดีนัก เอาอีกสักหมัดไหม ?” หญิงสาวยกกำปั้นขึ้น ทำท่าจะตรงเข้าต่อยปากบื้ออีกสักยก แต่ปีโป้วิ่งเข้ามาขวางทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชายหนุ่มอย่างออกหน้าออกตา
       “นี่หล่อนจะทำอะไร ?” ปีโป้จิกตาใส่อย่างไม่พอใจ
       “เรื่องของฉันกับนายนี่...เธอไม่เกี่ยว ถอยไปยายปลากะโห้!”
       “กรี๊ดดด...อีบ้า! ฉันชื่อปีโป้ย่ะ ไม่ใช่ปลากะโห้” ปีโป้ทำหน้าหงิก ปากที่ทาสีแดงสดเบ้จนเบิน
       “ใครจะไปรู้ล่ะ เห็นชอบทำปากยื่นปากยาวเล่าเรื่องชาวบ้านชาวช่อง ฉันก็นึกว่าชื่อปลากะโห้เพราะปากเหมือนกัน” ห่านบอกพลางหันไปจิกตาใส่บื้อแล้วพูดต่อ  “เอ๊ะ...แต่จะว่าไปพวกเธอสองคนก็เหมาะสมกันดีนี่นา ผู้หญิงปีโป้ ผู้ชายปีจอ!”
       “มันจะมากไปหน่อยแล้วนะยายปากเน่า!” บื้อขึ้นเสียงบ้าง ห่านเชิดหน้าใส่อย่างไม่กลัวเกรง
       “ทำไม...นายจะมีเรื่องกับฉันใช่ไหมไอ้นายบื้อ เข้ามาสิ...มาต่อยกันให้รู้แล้วรู้แรดกันไปเลย” หญิงสาวท้าทาย ปีโป้รีบเอาตัวเข้าแทรกแล้วหันไปทำเสียงอ่อนเสียงหวานกับบื้อ
       “บื้อไม่ต้องหรอก เดี๋ยวปีโป้จัดการเอง...อย่างยายห่านนี่ต้องเจออย่างปีโป้แล้วจะรู้สึก!”
       “รู้สึกหมั่นไส้น่ะเหรอ...ถูกต้องเลย” ว่าแล้วทั้งคู่ก็จ้องหน้ากันราวกับโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหน เจ๊มะพร้าวกับดาวยืนจับมือกันอย่างลุ้นระทึกไม่ต่างจากตอนที่เชียร์มวยไทยไปโอลิมปิก ส่วนบื้อเองได้แต่กุมขมับ มีเรื่องปวดหัวแต่เช้าเลยวันนี้ ระฆังศึกเจ้ามวยไทยยังไม่ทันได้เริ่ม เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นขัดจังหวะ เสียงที่ทำให้ทุกคนแยกจากกันโดยอัตโนมัติ
       “ทำอะไรกันน่ะ ?” 
ทุกคนนิ่งเงียบ มองหน้ากันเลิกลั่กเมื่อเห็นคุณพรเพ็ญผู้จัดการห้างเดินเข้ามา ปีโป้สวมวิญญาณสตรอเบอร์แหลทันทีตามสัญชาติญาณที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
       “อ๋อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณพรเพ็ญ คือพวกเรามาปรึกษากันว่าจะทำยังไงให้ยอดขายของห้างเราดีขึ้นน่ะค่ะ เห็นว่าช่วงนี้เศรษฐกิจตกสะเก็ด ยอดขายก็ทิ้งดิ่งราวกับหุ้นตก พวกเราเห็นใจทางห้างม๊ากมากค่ะ” ปีโป้จีบปากจีบคอพูด เจ๊มะพร้าว ห่านและดาวมองหน้ากันก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
       “เหรออออออออออออออออออ...”
       ปีโป้หันไปจิกตาใส่...เดี๋ยวหลังงานมีเฮแน่พวกหล่อนน่ะ!
       “มันใช่หน้าที่ของพวกเธอเหรอ เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องของผู้บริหาร พนักงานอย่างพวกเธอแค่ดูแลบูธของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ไม่ต้องแจ๋ไปยุ่งเรื่องของชาวบ้าน แล้วนี่มายืนออกันทำไมที่บูธชุดชั้นในชาย บูธของตัวเองไม่มีหรือไง...ไปสิ!”คุณพรเพ็ญใส่เป็นชุด ทุกคนรีบยกมือไหว้แล้วเดินแยกกันไปคนละทิศละทางก่อนจะถูกทำหนังสือรายงานความประพฤติ...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าเจอะเจอเลยอย่างหนึ่งในโลก
       บื้อถอนหายใจเฮือกใหญ่...นึกว่าจะตายคาบูธแล้วไหมล่ะเรา

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น