อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 11:23:49

ตอนที่ 10 ตอนที่ 10



       เจ๊มะพร้าวเอามือทาบอก ทำตาโตราวกับกำลังดูละครช่อง 7 ตอนถึงฉากกำลังตบตีกันอย่างออกรส ดาวที่ยืนฟังอยู่ด้วยก็อดที่จะตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้
       “แร๊งงงงง...” เจ๊มะพร้าวบอก ห่านหัวเราะหึหึในลำคอ
       “ยายดาหลานั่นคงหน้าแหกไปเลยเนอะแก เออ...ว่าแต่แกเอาชุดมาคืนฉันแล้วใช่ไหม ?” ดาวเอ่ยถาม เจ๊มะพร้าวตีเข้าที่ไหล่ของรุ่นน้องอย่างแรงหนึ่งที หันซ้ายแลขวาว่าไม่มีคนแถวนั้นแล้วจึงต่อว่า
       “เจ๊บอกแกแล้วกี่ครั้งนังน้องดาวว่าอย่าพูดอะไรที่มันเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางต่อสาธารณชน”
       “มีใครซะที่ไหนล่ะเจ๊ คิดมากไปได้” ดาวหันไปต่อว่ารุ่นพี่ที่คิดมาก ก่อนจะดึงกระเป๋าในมือของห่านขึ้นมา มองซ้ายมองขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นแล้วจึงหยิบเอาชุดสวยในกระเป๋าของห่านมาใส่ลงกระเป๋าของตัวเอง 
       “เข้าไปข้างในกันเถอะ สายมากแล้ว” ห่านเอ่ยชวนเพื่อนทั้งสองให้เข้าไปในตัวห้าง แต่แล้วเสียงของใครคนหนึ่งก็เอ่ยทักขึ้นทำให้ทั้งสามหยุดชะงักทันที เสียงของ...ยายปีโป้!
       “เดี๋ยว...” น้ำเสียงของหญิงสาวดูนิ่ง...นิ่งเสียจนน่ากลัว ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวมองหน้ากันอย่างมีพิรุธ ก่อนที่ห่านจะเป็นฝ่ายก้าวเท้าเดินออกมาประจันหน้ากับคู่อริอย่างไม่กลัวเกรง
       “มีอะไรไม่ทราบยายปลากะโห้”
       “มีแน่!” สิ้นคำปีโป้ก็พยายามกระชากกระเป๋าถือของห่านจากไล่ของหญิงสาวมา ด้วยความที่ไม่ทันได้ระวังตัวทำให้กระเป๋าถือของห่านหลุดติดมือปีโป้ไปอย่างง่ายดาย ปีโป้ไม่รอช้า จับมันเทลงพื้น ข้าวของของห่านจึงหล่นกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง แน่นอนว่าในสิ่งของเหล่านั้น...มีรองเท้าส้นสูงสุดสวยอยู่ด้วย!
       สามสาวยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ปีโป้ก้มลงหยิบรองเท้าส้นสูงข้างหนึ่งขึ้นมาดู ป้ายราคาและโลโก้ของห้างโชว์หรา ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่า...ห่านแอบเอาของในห้างออกไป!
       “พวกหัวขโมย! กล้าดียังไงเอาของห้างออกไปใช้ คอยดูเถอะ ฉันจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญ” ปีโป้ปากยื่นปากยาวอย่างผู้เหนือกว่า เธอหันหลังกำลังจะเดินเข้าห้างไปพร้อมรองเท้าคู่สวย แต่มีหรือคนอย่างห่านจะยอมแพ้ หญิงสาวพุ่งตรงเข้าหาปีโป้จากทางด้านหลัง ก่อนจะกระโจนใส่ตัวของคู่อริจนล้มกลิ้งลงทั้งคู่ พลางยื้อแย่งรองเท้าส้นสูงในมือของปีโป้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
       “เอาคืนมานะยายปลากะโห้!”
       “ไม่ให้! อีพวกหัวขโมย หน้าด้าน!” ปีโป้ตอบโต้
       ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้ขาดตอน ห่านจิกหัวปีโป้ขึ้นมาตบ ตบและตบให้สาสมกับความสาระแนของเจ้าหล่อน เผื่อว่าความสาระแนของปีโป้อาจจะหลุดออกจากตัวของหญิงสาวบ้าง ปีโป้ร้องกรี๊ดๆ แล้วใช้รองเท้าส้นสูงในมือตบเข้าที่หน้าของห่าน หญิงสาวหยุดกึก ใช้มือลูบแก้มตัวเอง รองเท้าที่ฉันใส่เมื่อวาน...วันนี้มาประทับบนหน้าของฉันแล้วเหรอ!
       “แกตายแน่ยายปลากะโห้!” ห่านประกาศกร้าวก่อนจะตบฉาดใหญ่เข้าที่ใบหน้าของปีโป้จนหญิงสาวหน้าหัน เจ๊มะพร้าวกับดาวรีบเข้าไปแยกคนทั้งคู่ออกจากกัน ก่อนที่จะมีใครผ่านมาเห็นแล้วเอาเรื่องไปรายงานเบื้องสูง ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า...ทั้งหมดต้องถูกไล่ออก! “ปล่อยนะเจ๊...บอกให้ปล่อย! ถ้าอีห่านไม่ได้เอาเลือดหัวยายปลากะโห้ออกได้วันนี้ อย่ามาเรียกว่าอีห่านอีกเลย” ว่าแล้วห่านก็กระโดดเตะลมเตะฟ้าอย่างโกรธสุดขีด แต่เจ๊มะพร้าวก็พยายามดึงตัวของห่านไว้
       “เอาซี้...แน่จริงก็มาตบฉันเลยอีพวกหัวขโมย คุกลอยมารำไรยังไม่เจียมกะลาหัว” ปีโป้ยื่นหน้ายื่นตายั่วโมโห นั่นทำให้ห่านยิ่งปรี๊ดแตกไปกันใหญ่ ดีที่ยังมีเจ๊มะพร้าวคอยดึงไว้ เอที่ได้ยินเสียงโวยวายจึงเดินเข้ามาดู เมื่อเห็นเหตุการณ์ก็รีบตรงเข้ามาห้ามทันที
       “หยุดนะหยุด นี่มันอะไรกันเนี่ย มาตบตีกันอย่างนี้เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าก็เป็นเรื่องหรอก” เอบอก แต่ดูเหมือนปีโป้จะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น หญิงสาวสะบัดตัวออกจากแขนของดาวที่ยื้อหญิงสาวไว้ แล้วเดินมาจ้องหน้าเอก่อนจะยิ้มเย้ย
       “เธอก็ร่วมแก็งหัวขโมยนี้ด้วยล่ะสิ ถึงว่าคราวนั้นมีท่าทีแปลกๆ ตอนตรวจกระเป๋า ดี...จะได้เข้าคุกกันไปซะให้หมด ฉันจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญ” พูดจบปีโป้ก็เชิดหน้าขึ้นอย่างผู้เหนือกว่า สามสาวและหนึ่งหนุ่มยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก
       “เธอทำแบบนั้นไม่ได้นะ” ห่านเสียงเข็ง
       “ทำไมจะไม่ได้ ปากก็ปากของฉัน ฉันจะไปฟ้องใครก็ได้ ทำไม ? จะมาตบฉันอีกเหรอยายห่านจอมลวงโลก” ปีโป้ทำหน้าเย้ยหยันสุดฤทธิ์ ห่านพยายามระงับความโกรธของตัวเองไว้ ในเวลานี้ไฟกำลังลุก หากเอาน้ำมันราดเข้าไปอีกคงจะเกิดเปลวเพลิงขนาดใหญ่โต  เพราะฉะนั้นเธอต้องพยายามเอาน้ำเข้าลูบ เผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น
       “โอเค...ฉันขอโทษที่ทำรุนแรงกับเธอเมื่อกี้ แต่ฉันอยากให้เธอฟังฉันก่อนนะปีโป้ ที่ฉันทำไปฉันมีเหตุผล”
       “ฉันไม่ฟังอะไรทั้งนั้น คนผิดก็ต้องรับผิด” หญิงสาวจ้องมองคู่อริตั้งแต่หัวจรดเท้า หัวเราะในลำคอแล้วพูดต่อ “ถ้าอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับ ฉันก็พอจะมีทางเลือกให้เธอนะ”
       “อะไร ?” ห่านตาโต
       ปีโป้ยิ้มกริ่ม ยื่นเท้าที่สวมคัทชูสีดำมาตรงหน้าแล้วชี้มือตรงไปที่รองเท้านั่น
       “หมายความว่ายังไง ?”
       “ก้มลงกราบฉันสิ กราบที่รองเท้าของฉัน แล้วฉันสัญญาว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”
       เหมือนเสียงฟ้าฟาดลงกลางหัวตอนกลางวันแสกๆ ทุกอย่างรอบข้างเงียบสนิท ห่านยืนนิ่งอย่างใช้ความคิดก่อนจะเดินไปตรงหน้าของปีโป้ ก้มมองรองเท้าคัทชูสีดำคู่นั้นอย่างชั่งใจ ก่อนจะกระแทกเท้าเหยียบรองเท้าของปีโป้อย่างแรง
       “อีบ้า! พวกแกเตรียมไปอยู่ในคุกกันให้หมด ฉันจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญ!” พูดจบหญิงสาวก็เดินกระเผลกเข้าไปในห้างทันที แล้วทุกอย่างก็เงียบ...
       “ทำยังไงดีเจ๊...ทำยังไงดี” ดาวเป็นฝ่ายได้สติก่อน หญิงสาวแหกปากโวยวายลั่นอย่างคนเสียขวัญ อยากจะลงไปนอนดิ้นๆ กับพื้นเหมือนเด็กๆ เผื่อจะทำให้แก้ปัญหาได้ 
       “ใจเย็นก่อนนังน้องดาว เดี๋ยวขอเจ๊ใช้ความคิดนิดนึง” เจ๊มะพร้าวหัวหมุน พยายามจะหาทางแก้ไขเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ทว่ากลับคิดไม่ออก ได้ยินแต่เสียงคุก คุก คุกจากที่ไหนสักแห่งแว่วๆ มาในสายลม
       “ไม่ต้องห่วงนะยายดาว เจ๊มะพร้าว เดี๋ยวเรื่องนี้ห่านรับผิดชอบเอง” ห่านพูดเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่ภายในจิตใจกลับสั่นระรัว  
       “ใจเย็นๆ ก่อน วันนี้คุณพรเพ็ญไปประชุม พรุ่งนี้ถึงจะกลับ ยายปีโป้คงฟ้องคุณพรเพ็ญวันนี้ไม่ได้ ยังไงเรามาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงให้ยายปีโป้ไม่เอาเรื่องพวกเรา” เอเสนอความคิดเห็น ดาวกับเจ๊มะพร้าวพยักหน้ารับเห็นด้วย
       “หรือจะต้องให้ห่านกราบเท้ามันจริงๆ ?” ห่านหันไปถามความคิดเห็นของทุกคน เจ๊มะพร้าวรีบบอก
       “ไม่ต้องๆ เจ๊ว่าทุกปัญหามีทางออก หากออกทางนี้ไม่ได้ทางอื่นก็มี ค่อยๆ คิด”
       “ผมว่าเราไปปรึกษาไอ้บื้อดีไหมครับเจ๊” เอเสนอความคิดเห็น ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวมองหน้ากันเหมือนรู้ใจก่อนจะอุทานขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ที่ขลุ่ย
       “บื้อ!”
 
       บื้อกำลังผิวปากอารมณ์ดี ยืนจัดเรียงชุดชั้นในชายตามปกติ หุ่นโชว์หน้าบูธยังคงใส่กางเกงในแบบบิกินี่รุ่นล่าสุดสีเขียวแปร๋นเหมือนเมื่อสองวันก่อน ชายหนุ่มกอดอกยืนมองหุ่นแล้วครุ่นคิด...วันนี้จะให้มันใส่สีอะไรดี ? ว่าแล้วชายหนุ่มก็หยิบกางเกงในแบบเต็มตัวสีดำขึ้นมาจากชั้นวาง กางออก กำลังจะจัดการสวมใส่ให้กับหุ่นโชว์เหมือนปกติ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีมือลึกลับกระชากแขนของบื้อไป ชายหนุ่มไม่ทันได้ตั้งตัวจึงปลิวไปตามแรงกระชากของผู้เป็นเจ้าของมือ
       “นายบื้อมานี่หน่อย”
       ชายหนุ่มมาหยุดอยู่ที่มุมหน้าห้องน้ำด้วยความมึนงง เขามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าแล้วตาโต นี่มันยายห่านนี่นา นึกบ้าอะไรมากระชากเขามาแอบในที่ลับตาคนแบบนี้ หรือว่า....
       “อะไรของเธอยายห่าน ลากฉันมาทำไม ฉันกำลังจัดบูธอยู่ เดี๋ยวห้างจะเปิดแล้ว หรือว่าเธออดใจไม่ไหวในความหล่อเหลาของฉัน นี่แม่คุณ...ถึงฉันจะเป็นผู้ชายแต่ไม่ได้ง่ายกับใครทุกคนนะ” พูดจบบื้อก็เอามือมาปิดหน้าอกทำตาปริบๆ ทำท่าหวงเนื้อหวงตัวขึ้นมา แต่ห่านกลับไม่สนุกด้วย หญิงสาวหน้าซีดจนผิดปกติ บื้อจึงเลิกล้อเล่น
       “เป็นอะไรของเธอ ทำเหมือนกับว่ามีคนจับได้อย่างนั้นแหละ ว่าเธอแอบเอาของในห้างไปใช้”
       “ก็ใช่น่ะสิ!” ห่านบอก บื้อพยักหน้ารับ 
       “โธ่เอ้ย...นึกว่าเรื่องอะไร” ชายหนุ่มเว้นระยะไปชั่วอึดใจ ก่อนจะทำตาโตด้วยความตกใจเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง “เฮ้ย...เธอว่าอะไรนะ มีคนรู้เรื่องนี้แล้วเหรอ ?”
       “ใช่...แล้วคนที่รู้น่ะเป็นตัวร้ายเชียวล่ะ” ห่านบอกเสียงสั่น
       “ใคร ?”
       “ยายปีโป้น่ะสิ ยายนั่นกำลังจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญ โชคดีที่วันนี้คุณพรเพ็ญไปประชุมเลยไม่เข้าห้าง เพราะฉะนั้นเรามีเวลาไม่มากที่จะจัดการเรื่องนี้ นายช่วยไปขอร้องยายปีโป้ให้ฉันหน่อยได้ไหม ขอร้องให้ยายนั่นอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณพรเพ็ญที นะ...นะ ขอร้อง”ห่านทำท่าจะยกมือไหว้ บื้อรีบปัดมือหญิงสาวออกทันที
       “เฮ้ย...อย่ามาใช้คำว่าเรากับฉันนะ เรื่องนี้ฉันไม่เกี่ยวข้องด้วยสักหน่อย เธอเป็นคนก่อปัญหาก็ต้องแก้ปัญหาเอง ฉันคงช่วยอะไรเธอไม่ได้หรอก เพราะถึงยังไงวันนึงความจริงก็ต้องปรากฏอยู่ดี และฉันว่าวันนั้นมันก็คงมาถึงแล้วล่ะ” ชายหนุ่มบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย ห่านมองหน้าบื้ออย่างผิดหวังที่สุดจนน้ำตาเม็ดโตร่วงอาบแก้ม
       “โอเค...ฉันจะได้ซึ้งใจ ว่าคนที่อยู่ข้างห้องกันจะไร้น้ำใจกับฉันได้ขนาดนี้” ห่านมองหน้าบื้อด้วยสายตาที่เกินจะคาดเดาความหมาย มองผิวเผินอาจเหมือนสายตาของคนแสนเศร้าที่โลกกำลังจะแหลกสลาย หากแต่มองดีๆ อีกครั้ง ในแววตาที่น้ำตาล้นเอ่อนั้นกลับแฝงความเจ็บปวดและโกรธเคืองอยู่ในที
       หญิงสาวไม่พูดอะไรต่อ เธอเดินสะบัดออกไปจากที่ตรงนั้น ทิ้งให้บื้อยืนอึ้งกับสายตาที่เธอทิ้งไว้ให้วูบสุดท้าย...
       เขาทำถูกหรือเปล่า ?
 
       ชุดสวยและรองเท้าส้นสูงที่ขโมยของคนอื่นมาใส่ มันเหมือนเผือกร้อนที่ต้องถือไว้อยู่ในมือ วันนี้ความรู้สึกของห่านเหมือนเป็นละครฉากสุดท้ายที่รอวันจบ วันสุดท้ายที่เธอจะได้ใช้ชื่อว่าฮันนี่ และได้เป็นซินเดอเรลล่าของคุณคุณชาย เพราะหากตะวันโผล่ขึ้นพ้นขอบฟ้าเมื่อไหร่ ความลับทุกอย่างจะถูกเปิดเผย และเมื่อนั้นทุกอย่างก็จะจบ...ตลอดกาล
       ห่านไม่รู้หรอกว่าหนังที่เธอนั่งดูกับคุณชายวันนี้สนุกอย่างไร แม้หูจะได้ยินเสียงหัวเราะของคนในโรงภาพยนต์แต่เธอกลับไม่ได้สนุกด้วยเลย บ่อยครั้งที่เธอแอบหันไปมองหน้าคุณคุณชาย มีเวลาเหลืออีกไม่นานนักที่เธอจะได้อยู่ใกล้ชิดกับเขา ได้เป็นคนที่เขากุมมือและสบตา เพราะเมื่อความจริงปรากฏ เธอจะกลายเป็นคนที่เขาเกลียด...เกลียดไปตลอดชีวิต
       “คุณฮันนี่ครับ...คุณฮันนี่” ชายหนุ่มเอ่ยทักหญิงสาวเมื่อเห็นว่าห่านนั่งเงียบผิดปกติ ห่านสะดุ้งฝืนยิ้มให้เขาเล็กๆ ด้วยความช้ำใจ
       “คะ ?”
       “เป็นอะไรหรือเปล่า หนังไม่สนุกหรือครับ ?” น้ำเสียงอันนุ่มนวลของชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ห่านไม่ตอบ ทำได้เพียงแค่ยิ้ม  “ผมว่าคุณฮันนี่คงไม่ชอบหนังแนวนี้แน่ๆ เลย งั้นเราออกไปนั่งเล่นหาอะไรทานดีไหมครับ ?”
       “ก็ดีค่ะ” หญิงสาวตอบรับ ในวาระสุดท้ายของหัวใจ ขอแค่ได้ใกล้ชิดเขาทุกวินาทีก็พอแล้ว
    
       ที่ร้านอาหารสุดหรูบนยอดตึดสูงระฟ้าของกรุงเทพมหานคร โต๊ะขนาดกะทัดรัดถูกจัดวางไว้ริมระเบียงของตึกเพื่อรับลมในคืนที่อากาศดี ท้องฟ้าเปิดเผยให้เห็นดวงดาวแพรวพราวระยับกับดวงจันทร์สีนวลผ่อง รอบข้างมีแสงสีของดวงไฟในมหาครแห่งความสวยงามเป็นวิวที่สวยราวกับจิตกรสรรสร้าง ลมพัดเอื่อยๆ ไม่ร้อนไม่หนาว ทุกอย่างช่างดีเหลือเกิน...สำหรับคืนสุดท้าย 
       คุณคุณชายพูดอะไรมากมาย ทั้งเล่าเรื่องวัยเด็ก เรื่องสมัยเรียน กิจกรรมสุดโปรด ห่านทำได้แต่มองหน้าเขาแล้วยิ้ม ไม่ได้ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาอยากเล่าให้เธอฟังมากนักเพราะมัวแต่จ้องหน้าคุณคุณชาย รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของชายหนุ่มช่างมีเสน่ห์ ดวงตาอันคมกริบทว่าอ่อนโยนของเขายามเมื่อได้มองคราใดก็ทำให้หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะเสียทุกครั้ง
       อาหารชั้นดีถูกน้ำมาเสิร์ฟในระหว่างสนทนา เธอทานมันอย่างไม่รู้รสชาติ ปากคอรู้สึกฝืดขมเสียเหลือเกินเมื่อได้รู้ว่าถ้าทานอาหารเสร็จ ทุกอย่างก็ต้องจบ เธอจึงพยายามจะทานมันช้าๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
       “ตอนนั้นผมสนุกมากเลยนะครับ มันเหมือนได้เดินออกไปในโลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ผมก็คิดถึงบ้านมากเลยนะครับ ต้องแอบบราเธอร์มาโทรศัพท์กลับหาคุณแม่ พอนานๆ ไปก็ชิน” คุณคุณชายเล่าเรื่องตอนที่เขาไปเรียนที่ชั้นประถมที่ฝรั่งเศสอย่างออกรส ห่านแสร้งทำเป็นหัวเราะร่วน “แล้วคุณฮันนี่ล่ะครับ ไม่มีอะไรเล่าให้ผมฟังบ้างหรือ ?” เขาเอ่ยถาม ห่านนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด ไม่รู้อะไรเข้าสิงทำให้อยู่ๆ เธอเอ่ยปากพูดเรื่องไม่น่าพูดขึ้นมา
       “คุณคุณชายคะ ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งคุณคุณชายได้รู้ความจริงว่าคนที่ใกล้ชิดคุณคุณชายไม่ใช่คนอย่างที่คุณคุณชายเคยวาดฝันไว้ เอ่อ...ฮันนี่หมายถึงถ้าใครคนนั้นเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่คนไฮโซหรูหราเหมือนที่คุณคุณชายคิดฝัน ที่ผ่านมาเขาหลอกลวงคุณคุณชายมาตลอดเพียงเพราะความรัก คุณคุณชายจะรู้สึกอย่างไรคะ ?”
       ชายหนุ่มนิ่งแล้วจ้องหน้าห่านอย่างใช้ความคิด เพียงอึดใจเดียวเขาจึงพูดขึ้น 
       “แหม...คุณฮันนี่ถามคำถามอะไรยากจังเลยครับ อืม...ถ้าคนคนนั้นเป็นคนใกล้ชิดผมที่ผมมีความรู้สึกดีๆ ด้วยน่ะเหรอครับ ต่อให้เค้าเป็นใครมากจากไหนผมก็ไม่สนหรอกครับ ผมยังจะรักเขาอยู่เหมือนเดิม” ชายหนุ่มบอกแล้วยิ้มกว้าง คนฟังเองก็อดที่จะยิ้มไปด้วยไม่ได้ แต่แล้วรอยยิ้มเมื่อสักครู่ก็ต้องหดหายไปแทบจะทันทีเมื่อได้ฟังประโยคต่อมาจากปากของคุณคุณชาย “ยกเว้นเรื่องที่เขาโกหกผม ผมเกลียดคนโกหกที่สุด ถ้าเค้าต้องทำตัวเป็นคนอื่นเพียงเพื่อให้ผมรัก นั่นหมายความว่าเค้าไม่ได้รักตัวเอง ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น นั่นก็เท่ากับว่าเขาดูถูกผมว่าผมรักคนเพียงแค่ฐานะและรักเพียงสิ่งที่สองตาเห็นเท่านั้น ซึ่งผมไม่มีวันให้อภัยเด็ดขาด” 
       น้ำเสียงที่เคยนุ่มนวลของเขากลายเป็นแข็งกระด้างขึ้นมาทันที มือไม้ของห่านอ่อนระทวยจนมีดสำหรับหั่นเสต็กในมือหล่นกระแทกกับจานกระเบื้องดังแคร้ง
       “เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณฮันนี่ ทำไมหน้าซีดแบบนั้น ?” คุณคุณชายเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าห่านหน้าซีดผิดปกติ ห่านรีบยิ้มรับ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่เป็นอะไร
       “หวังว่าเรื่องที่คุณฮันนี่ถามผม คงไม่เกิดกับผมนะครับ ผมไม่อยากเป็นผู้ชายที่โชคร้ายคนนั้น” ชายหนุ่มพูดกึ่งขำแล้วทานอาหารต่อ ทิ้งให้คู่สนทนาต้องกลืนน้ำตาลงลงไปแทบไม่ทัน

       ค่ำคืนที่แสนพิเศษจบลงอย่างเศร้าสร้อย ห่านเดินอย่างเงียบๆ มาที่หน้าห้องเช่าของตัวเอง ก่อนจะผลักประตูรั้วที่ไม่ได้ล็อคเข้าไป เธอนั่งลงตรงชานหน้าบ้าน ถอดรองเท้าส้นสูงสุดสวยออกมามองมันด้วยสายตารักใคร่แล้วเก็บเข้ากล่องตามเดิม พรุ่งนี้เธอคงไม่มีโอกาสได้ใส่อีกแล้ว 
       แต่ถ้าหากไม่อยากให้ทุกอย่างจบ ทางเดียวที่มีก็คือ...ต้องยอมก้มลงกราบยายปีโป้นั่น ระหว่างแลกศักดิ์ศรีกับความฝัน กับรักษาศักดิ์ศรีกับความฝันที่พังทลาย เธอจะเลือกอย่างไหนดี ?
       “ว่าไงจ๊ะซินเดอเรลล่าตกสวรรค์” เสียงของชายหนุ่มข้างห้องเอ่ยทัก หญิงสาวเหลือบตามองเล็กๆ แล้วเบือนหน้ากลับ เธอลุกขึ้นกำลังจะเดินเข้าห้องแต่บื้อเรียกไว้ “เดี๋ยวก่อนสิจะรีบไปไหน ?”
       “จะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน ฉันไม่มีเรื่องคุยกับคนไร้น้ำใจอย่างนาย คงสะใจมากสินะ ที่กำลังจะเห็นฉันจนตรอกต้องถูกจับโยนออกจากห้าง ถูกคนอื่นตราหน้าว่าเป็นคนลวงโลก ถูกคุณคุณชายรังเกียจ สะใจแล้วใช่ไหมล่ะ” น้ำตาของหญิงสาวไหลปริ่มก่อนจะเดินเข้าไปในห้องเช่า ปิดประตูปังจนบื้อสะดุ้ง 
       ทันทีที่เข้ามาในห้อง ห่านก็ซุกหน้ากับที่นอนแล้วร้องไห้ เธอกลัวเหลือเกิน...กลัวว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง กลัวแสงตะวันของวันใหม่ที่จะเป็นเหมือนคำพิพากษาให้เธอต้องจบทุกอย่าง
       เสียงโทรศัพท์มือถือของห่านดังขึ้นจากในกระเป๋าถือ มันดังอยู่อย่างนั้นสี่ถึงห้ารอบกว่าที่หญิงสาวจะลุกขึ้นไปหยิบมันขึ้นมารับ ปลายสายไม่ใช่ใครที่ไหน...คุณคุณชายนั่นเอง
       “สวัสดีค่ะคุณคุณชาย” หญิงสาวกลืนน้ำตาลงไปแล้วพยายามทำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
       “คุณฮันนี่ยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ เห็นตั้งนานกว่าจะรับสาย ถ้ายุ่ง ผมวางสายก่อนก็ได้นะครับ ”ชายหนุ่มเอ่ยถามอย่างเกรงใจ ห่านรีบปฏิเสธทันที...นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้คุยโทรศัพท์กับเขา
       “เปล่าค่ะเปล่า พอดีฮันนี่กำลังอาบน้ำอยู่น่ะค่ะเลยออกมารับช้า ว่าแต่คุณคุณชายโทรมามีอะไรหรือเปล่าคะ ?”
       “ถ้าไม่มีอะไรโทรมาไม่ได้หรือครับ ?” คุณคุณชายเอ่ยถามพลางหัวเราะเสียงใส ไม่ทันที่ปลายสายจะได้ตอบเขาก็พูดต่อทันที “ที่โทรมานี่ไม่มีอะไร นอกจากคิดถึงครับ”
       ห่านเงียบ....คิดถึงฉันเหรอ ?
       “ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับว่าทำไม ทั้งๆ ที่เราเพิ่งแยกจากกันไม่นานแต่ผมยังคิดถึงคุณฮันนี่อยู่เสมอ บ่อยครั้งที่คิดถึงจนแทบจะขาดใจ อยากจะเจอหน้าคุณฮันนี่ให้ได้ในวินาทีนั้น แล้วคุณฮันนี่ล่ะครับ เคยคิดเหมือนกันกับผมหรือเปล่า ?”  เจอคำถามนี้เข้าทำเอาหญิงสาวรู้สึกจุกอก เหมือนถูกเอาเข็มทิ่มลงที่ตรงขั้วหัวใจ ยิ่งเขาแสดงความรู้สึกดีๆ กับเธอมากขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งทำให้เธอเจ็บเจียนตายที่ต้องรู้ว่ากำลังจะเสียเขาไปในอีกไม่กี่ชั่วโมง
       “เอ่อ...ค่ะ”
       “นี่คุณฮันนี่ก็คิดเหมือนกันกับผมหรือครับ ดีใจจัง ผมดีใจที่สุดเลยครับ”
       “ก็หวังว่าคุณคุณชายคงจะเหลือความรู้สึกดีๆ ระหว่างเราไว้บ้างเมื่อความจริงปรากฏ” หญิงสาวใจลอยเผลอพูดออกไป คุณคุณชายขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
       “คุณฮันนี่หมายความว่ายังไงเหรอครับ ผมไม่เข้าใจ”
       “อ้อ...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฮันนี่ก็พูดไปเรื่อยเปื่อย” หญิงสาวตอบปฏิเสธทันที แอบต่อว่าตัวเองในใจว่าไม่น่าพูดเรื่องไม่เข้าท่าออกไปเลย
       “ถ้าอย่างนั้นคุณฮันนี่พักผ่อนเถอะครับ เอาไว้ผมจะโทรมาหาคุณฮันนี่ใหม่นะครับ ฝันดี...ราตรีสวัสดิ์ครับ”
       “เช่นกันค่ะ” ห่านบอกก่อนจะกดวางสายแล้วซุกหน้าลงกับที่นอนร้องไห้อย่างเดิม
 
       ห่านเดินหน้าเศร้าเข้ามายังที่ตอกบัตรตามปกติ หญิงสาวสอดใบบันทึกเวลาลงเครื่องสักอึดใจแล้วรับใบลงเวลาไปเสียบไว้ตามเดิม บางทีวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะได้ทำแบบนี้ก็ได้ หญิงสาวเดินพ้นตรงที่ตอกบัตรมาไม่เท่าไหร่ก็เห็นดาวกำลังนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ที่ม้านั่งตัวประจำที่เป็นแหล่งนัดรวมพลทุกเช้า โดยมีเจ๊มะพร้าวกับเอคอยช่วยปลอบใจหญิงสาวอยู่ใกล้ๆ ห่านรีบเดินตรงไปหาทั้งสามทันทีพร้อมทั้งเอ่ยถาม
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอเจ๊ ยายดาวร้องไห้ทำไม ?”
       เจ๊มะพร้าวกับเอมองหน้ากันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
       “ก็...ยายดาวมันกลัวถูกจับเข้าคุกน่ะสิ เพราะวันนี้คุณพรเพ็ญมาแล้ว ยายปีโป้ต้องเอาเรื่องที่เราทำผิดไปฟ้องแน่ๆ ถ้าคุณพรเพ็ญปราณี พวกเราก็ต้องตกงานทั้งหมด แต่ถ้าไม่ปราณี พวกเราก็คงถูกจับเข้าคุก ไม่รู้ข้อหานี้จะโดนกี่ปี” 
       “มันเป็นความผิดของห่านเอง ห่านจะรับผิดชอบ คนอื่นไม่ผิด”
       “ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ แต่ตำรวจเค้าไม่สนหรอกนะว่าใครเป็นคนเริ่ม เค้าสนใจผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด อันที่จริงเรื่องนี้เจ๊ก็ผิด ผิดที่ไม่น่าแนะนำอะไรที่มันไม่เข้าท่าให้น้องห่านทำเลย จากที่คิดว่าสนุกๆ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว พวกเราก็คงต้องยอมรับชะตากรรมกันไป” เจ๊มะพร้าวพูดอย่างถอดใจ ดาวยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
       ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอเอง เธอจะปล่อยให้ทุกคนที่หวังดีกับเธอต้องมารับผลกรรมแบบนี้ด้วยไม่ได้เด็ดขาด!
       “ยายดาว เจ๊มะพร้าว เอ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันรู้แล้วว่าจะจบปัญหาทั้งหมดนี้ยังไง” หญิงสาวบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น ตัดสินใจแน่วแน่ในสิ่งที่จะทำได้แล้ว
       ดาวเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน มาสคาร่าสีดำไหลเยิ้มไปกับคราบน้ำตา
       “แกจะทำยังไงเหรอ ?”
 
       ปีโป้กำลังนั่งตะไบเล็บอยู่ที่บูธเครื่องประดับของตัวเอง หญิงสาวผิวปากเป็นเพลงวัยรุ่นชื่อดังเบาๆ อย่างสบายอกสบายใจ วันนี้เมื่อห้างเปิดทำการแล้ว คุณพรเพ็ญมาถึงเมื่อไหร่ เธอจะเอาเรื่องทั้งหมดไปบอกกับคุณพรพเพ็ญ รับรองว่าพวกสามสาวนั่นต้องถูกไล่ตะเพิดออกจากห้าง สมน้ำหน้า!
       “ปีโป้”
       ปีโป้หยุดตะไบเล็บ หันมาใช้สายตาที่เย้ยเยาะมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าแล้วเบ้ปาก
       “มีอะไรไม่ทราบ จะมาอ้อนวอนขอให้ฉันล้มเลิกความตั้งใจที่จะแฉเรื่องของพวกเธอน่ะเหรอ ขอบอกว่าไม่มีทาง!” ปีโป้ยืนยันหนักแน่น ห่านไม่โต้ตอบอะไรแต่กลับคุกเข่าลงต่อหน้าศัตรู ปีโป้ตกใจไม่น้อย รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที “อย่าบอกนะว่าคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีและอวดดีอย่างเธอจะยอมก้มลงกราบฉัน” ปีโป้เอ่ยถามพลางหัวเราะร่วน  
      “ถ้าฉันกราบเธอ เธอจะต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับฉันว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร ฉันเชื่อว่าเธอมีศักดิ์ศรีพอที่จะไม่กลับคำ ใช่ไหม ?” ห่านเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสียศักดิ์ศรีที่สุดในชีวิต
       ปีโป้พยักหน้ารับ “ฉันมีศักดิ์ศรีพอแน่ที่จะรักษาสัญญา ถ้าเธอกล้ากราบ ฉันก็กล้าปิดปาก!”
       ห่านนั่งนิ่ง ยกมือสองข้างขึ้นมาพนมเข้าหากันด้วยความยากลำบาก เธอกำลังจะก้มลงกราบศัตรูตัวฉกาจตรงหน้า แต่ทว่ากลับมีเสียงของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ ทำให้ห่านชะงัก หันไปมองหน้าใครคนนั้น ไอ้นายบื้อ!
       “หยุดนะยายห่าน...นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ” ไม่พูดเปล่า ชายหนุ่มเดินเข้ามากระชากห่านให้ลุกขึ้น  “เธออกไปก่อน เดี๋ยวเรื่องนี้ฉันจัดการเอง” ชายหนุ่มหันมาบอกกับห่านที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อเห็นว่าห่านยังนิ่ง เขาจึงเร่งเสียงขึ้นอีกครั้ง “บอกให้ไปไงเล่า!”
       น้ำเสียงที่ดุดันปนน่ากลัวทำให้ห่านเดินกึ่งวิ่งออกจากที่ตรงนั้นโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ในใจอยากจะรู้ว่าบื้อจะช่วยเธออย่างไร เมื่อเห็นฝ่ายหญิงเดินไปไกลแล้ว บื้อจึงหันมาจ้องหน้าปีโป้อย่างจริงจัง ดวงตาของเขาไม่ทะเล้นเหมือนบื้อคนเก่าที่ปีโป้เคยรู้จักมาก่อน แต่ก็นั่นแหละ...ไม่มีทางที่คนอย่างเธอจะยอมหากยายห่านไม่มาก้มลงกราบเธอ
       “ปีโป้...อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกคุณพรเพ็ญได้ไหม เพราะถ้าเธอบอก มันไม่ใช่แค่ยายห่านคนเดียวที่จะโดนเอาเรื่อง แต่มันรวมถึงเจ๊มะพร้าว ดาว แล้วก็ไอ้เอด้วย”
       “ไม่ได้หรอกค่ะบื้อ คนผิดก็ต้องรับผิด ปีโป้จะทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่อยู่ไม่ได้หรอกนะคะ นอกเสียจากต้องให้ยายห่านมาก้มลงกราบปีโป้ก่อน ปีโป้ถึงจะยอม” หญิงสาวยังคงยืนยันเสียงแข็ง 
       “แล้วถ้าฉันมีข้อแลกเปลี่ยนล่ะ ?”
       “อะไรเหรอ ?” ปีโป้เอ่ยถาม
       “ฉันจะยอมเป็นแฟนของเธอ หากเธอยอมปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เธอจะโอเคไหม ?”
 
       เสียงคุยกันจอแจภายในโรงอาหารดังเป็นปกติเหมือนทุกวัน ติดเสียตรงที่ว่าวันนี้ไม่มีเสียงของสามสาวสุดแสบร่วมวงด้วยก็เท่านั้น ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวต่างนั่งนิ่ง เขี่ยข้าวในจานไปมาราวกับนักโทษที่รอคอยถูกประหาร ทุกครั้งที่เสียงประตูกระจกของห้องอาหารถูกเปิดออก ทั้งสามจะสะดุ้งขึ้นมาพร้อมๆ กัน กลัว...กลัวว่าคุณพรเพ็ญจะเข้ามาแล้วจับพวกเธอไปนอนมุ้งสายบัว!
       “แกว่าบื้อจะช่วยพูดให้ จะสำเร็จเหรอ ?” ดาวหันมาถามด้วยสีหน้าซีดเผือด ห่านส่ายหน้าแทนคำตอบ...เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
       “แต่เจ๊เชื่อว่าน้องบื้อต้องทำได้”
       “แล้วถ้าทำไม่ได้ล่ะเจ๊ ?” ดาวถามต่อ  
       “ก็เข้าไปสวยกันในคุกสิยะ” เจ๊มะพร้าวหน้าซีดแม้จะทาลิปสติกสีแดงฉูดฉาดกลบเกลื่อนแล้วก็ตาม
       ทันใดนั้น ประตูกระจกห้องทานอาหารของพนักงานก็เปิดขึ้นมา ทั้งสามสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นว่าคุณพรเพ็ญเดินหน้านิ่วมาหยุดตรงโต๊ะหน้าสุด ใช้มือทุบโต๊ะให้ทุกเสียงที่กำลังจอแจเบาลงแล้วเริ่มพูดขึ้น
       “หุบปากกันสักครู่ ฉันมีเรื่องต้องมาจัดการ!” น้ำเสียงอันเหี้ยมโหดของหญิงสูงวัยดังจนน่ากลัว ดาวปากสั่นงั่กๆ อยากจะร้องไห้เสียเต็มแก่ จากนัน้เสียงประตูก็เปิดออกอีกครั้งโดยที่มีบื้อและปีโป้เดินตามเข้ามา ทั้งคู่มองหาที่นั่งก่อนจะตัดสินใจนั่งลงยังโต๊ะที่ว่างห่างจากโต๊ะของห่านไปไม่กี่ตัว “วันนี้ฉันมีเรื่องมาแจ้งให้ทราบ...เรื่องสำคัญ”
       คำว่า ‘เรื่องสำคัญ’ ทำเอาสาวสาวหน้าซีด หรือว่าเรื่องสำคัญที่คุณพรเพ็ญจะบอกคือเรื่องพนักงานแอบขโมยเอาของในห้างออกไปใช้ ซึ่งนั่นก็คือพวกเธอ ห่านหันไปมองหน้าบื้อกับปีโป้ ปีโป้เบ้ปากเชิดให้ห่าน ส่วนบื้อเองนั้นทำหน้านิ่ง อยากจะวิ่งหนีให้ห่างจากปีโป้ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด 
       “ยายหฤทัย ยายมะพร้าว ยายดาว ยายปีโป้ นายบื้อ นายเอกและนายบาส อยู่ในห้องนี้หรือเปล่า ถ้าอยู่ ยืนขึ้นสิ” คำสั่งประกาศิตของหัวหน้าดังขึ้น ทุกคนยืนขึ้นจากโต๊ะทานข้าวหันมองหน้ากันเองอย่างงงๆ “เมื่อวานฉันไปประชุมมา เค้าให้ส่งตัวแทนไปอบรมพนักงานที่หัวหินวันเสาร์อาทิตย์นี้ ฉันจึงคัดเลือกพวกเธอไปเป็นตัวแทนห้างของเรา ไปนำความรู้ที่เค้าถ่ายทอดมาสอนพนักงานของแต่ละแผนกของตัวเอง ยายหฤทัยไปสอนแผนกรองเท้า ยายมะพร้าวไปสอนแผนกเครื่องสำอางค์และน้ำหอมในโซนบิวตี้ ยายดาวไปสอนแผนกเครื่องแต่งกายหญิง ยายปีโป้ไปสอนแผนกเครื่องประดับและความงาม นายบื้อไปสอนในแผนกเสื้อผ้าบุรุษและชั้นใน นายเอกไปสอนแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า และนายบาสไปสอนที่แผนกเครื่องกีฬา เรื่องที่ฉันจะบอกก็มีเท่านี้แหละ รีบๆ ทานอาหารให้เรียบร้อย เพื่อนกะต่อไปรอมาสับคิวอยู่” พูดจบคุณพรเพ็ญก็สะบัดก้นเดินออกไป
       เจ๊มะพร้าวกับดาวมองหน้ากันแล้วร้องกรี๊ด ก่อนจะกอดกันกลมดิ๊กยิ่งกว่าถูกหวย ห่านหันไปมองบื้อกับปีโป้ที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ชายหนุ่มกำลังทำหน้าเหยเกเมื่อปี้โป้พยายามที่จะเกาะแกะเขา นั่นทำให้ห่านสงสัยว่าบื้อไปใช้ไม้ไหนปีโป้ถึงยอมปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
       หรือว่าจะเอาตัวเข้าแลก กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด...!

       ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ห่านอยู่ในอารมณ์ไหน ใจหนึ่งก็ดีใจที่เรื่องทุกอย่างกำลังจะจบลงด้วยดี แต่อีกใจก็ยังอดเกรงใจและเป็นห่วงบื้อไม่ได้ที่ชายหนุ่มยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องที่เขาไม่ได้ก่อ แต่จะให้คนอย่างห่านไปกล่าวคำขอบคุณหวานซึ้งก็อาจจะไม่ใช่นิสัย สิ่งเดียวที่หญิงสาวทำได้ก็คือซื้อของอร่อยๆ จากหน้าปากซอยเข้าไปที่ห้องพัก กะว่าจะเอาไปฝากให้บื้อได้ทานเป็นการตอบแทน
       ที่ห้องเช่าของชายหนุ่มเปิดอ้า เสียงเพลงลูกทุ่งดังมาจากวิทยุภายในห้อง ห่านยืนชะเง้ออยู่หน้าประตูรั้ว กวาดตามองหาชายหนุ่มแต่ไม่พบ อยู่ๆ ก็มีมือของใครคนหนึ่งสะกิดจากทางด้านหลัง ห่านสะดุ้งเฮือกรีบหันไปดู จังหวะนั้นเองทำให้หน้าของคนทั้งคู่ใกล้กันจนแทบจะได้ยินเสียงจังหวะหัวใจเต้น เมื่อรู้สึกตัวทั้งคู่จึงแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติ!
       “มายืนทำลับๆ ล่อๆ อะไรหน้าห้องฉันไม่ทราบ กางเกงในฉันเก็บหมดแล้ว ไม่มีให้สอยหรอกนะ” บื้อเริ่มสวมวิญญาณปากหมา
       “นี่...ตัวเองโรคจิตอย่ามาทำเหมือนคนอื่นโรคจิตไปด้วยสิ” ห่านแว้ดใส่ก่อนจะยื่นถุงอาหารและขนมไปตรงหน้าของบื้อ เขามองอย่างงงๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
       “อะไรของเธอ ?”
       “ตาบอดหรือไง ก็ของกินซื้อมาให้” ห่านตอบเสียงเขียว
       “แลกกับกางเกงในฉันเหรอ ได้สิ เอาสีอะไรล่ะ ?”
       “ขอสีเหลืองแล้วกัน เย้ย...ไอ้บ้า! ใครจะไปเอาของแบบนั้น ฉันซื้อมาฝากนายเป็นการตอบแทนที่นายช่วยไปพูดกับยายปีโป้ให้ฉันไม่โดนจับเข้าคุกต่างหาก” หญิงสาวบอกแต่ไม่มองหน้าคู่สนทนา บื้อยักไหล่ หยิบถุงอาหารขึ้นมาเปิดดูแล้วทำตาโต
       “โอ้โห...ซื้อมาเยอะขนาดนี้จะกินคนเดียวยังไงหมด”
       “เรื่องของนายสิ”
       “งั้นเธอต้องรับผิดชอบโดยการมากินเป็นเพื่อนฉัน ไปอุ่นมา ฉันจะรอหน้าห้อง” พูดจบชายหนุ่มก็คว้ามือของห่านขึ้นมา แล้วจับถุงอาหารคล้องนิ้วของหญิงสาวไว้ตามเดิม ก่อนจะเดินผิวปากอารมณ์ดีเปิดประตูรั้วเข้าไปในห้องเช่า ห่านกำลังจะอ้าปากด่า แต่ก็ยังพอมีสำนึกอันดีงามของสาวสวยจึงสงบปากสงบคำแล้วเดินกระแทกเท้าเข้าไปในห้องเช่าของตัวเอง เตรียมอุ่นอาหารมาเสิร์ฟให้ชายหนุ่มปากหมาข้างห้อง 
       คราวนี้ฉันยอมให้หรอกนะ ชิ!
 
       ที่ชานหน้าห้องวันนี้ถูกเนรมิตให้เป็นโต๊ะอาหารสุดหรูที่ไม่ต้องมีเก้าอี้อันนุ่มสบาย ไม่ต้องมีโคมไฟหรูเพื่อส่องแสง ไม่ต้องมีเพลงบรรเลงไวโอลินเหมือนในร้านอาหารอิตาเลี่ยนตรงกันข้าม ทุกอย่างล้วนธรรมดา...แต่เป็นธรรมดาที่โดน!
       ที่พื้นถูกปูด้วยเสื่อเก่าๆ ที่ขาดเป็นรูจากการตั้งหม้อหมูกระทะ เทียนที่ค้างข้ามชาติจากในลิ้นชักถูกนำมาจุดเพื่อเพิ่มความสว่างไม่ใช่เพิ่มความโรแมนติก แม้ไม่มีเสียงเพลงจากไอโอลินแต่ก็มีเสียงเพลงหมอลำจากคลื่นวิทยุชื่อดังก็ร้องคลอไปเบาๆ ในมื้ออาหารวันนี้ อาหารหลายอย่างถูกวางไว้ตรงหน้าของห่านและบื้อ ชายหนุ่มนั่งเหยียดขาเอาหลังผิงฝาผนังห้องอย่างสบายๆ ก่อนจะใช้มือปั้นข้าวเหนียวในถุงพลาสติกขึ้นมาจิ้มกับลาบหมูเจ้าอร่อยหน้าปากซอยเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างอารมณ์ดี
       “ของฟรีนี่มันอร่อยกว่าของที่ซื้อเองจริงๆ นะ คราวหลังซื้อมาฝากบ่อยๆ ล่ะ ฉันชอบ” เขาบอกแล้วเอื้อมมือมาจะคว้าไก่ย่างไม้โตขึ้นกิน ห่านเห็นดังนั้นก็ตีมือดังเพลียะ
       “ไม้นี้ของฉัน! นี่ๆ ไม้นี้ของนาย” หญิงสาวหยิบตูดไก่ย่างให้บื้อ ชายหนุ่มทำหน้าเบ้แต่ก็รับมาอย่างเสียมิได้ “นี่ถามจริง นายไปพูดยังไงให้ยายปลากะโห้นั่นยอมปิดปากเรื่องของฉัน”   
บื้อยักไหล่ กัดตูดไก่เข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ทำเป็นไม่ได้ยินคำถาม 
       “ถามไม่ได้ยินหรือไง เดี๋ยวก็เอาไม้เสียบไก่ทิ่มตาบอดเลย”
       “เออน่า...ฉันจะทำยังไงมันก็เรื่องของฉัน แค่รู้ว่าตอนนี้เธอปลอดภัยก็แล้วกัน แต่ไม่รู้ว่าฉันจะช่วยเธอได้นานแค่ไหนนะ เธอต้องรีบจัดการกับปัญหาที่ก่อไว้ให้เรียบร้อย” บื้อออก น้ำเสียงของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเป็นจริงจังเสียจนน่าขนลุก
       “ยังไงก็ขอบใจนะ” ห่านบอกแล้วหันหน้าไปทางอื่น นี่ฉันพูดคำว่าขอบใจกับนายบื้อเหรอนี่!
       “อืม...”
       อยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของห่านก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ หญิงสาวหยิบมันขึ้นมาดูชื่อคนเข้าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะวางมันลงที่เดิม บื้อยื่นหน้ายื่นตามามองเห็นว่าเป็นชื่อของคุณคุณชายจึงเอ่ยถาม
       “อ้าว...ทำไมไม่รับล่ะ เจ้าชายของเธอโทรมาแล้วนะ”
        “ไม่ล่ะ ฉันตัดสินใจจะจบปัญหาทั้งหมดด้วยการทำตัวให้หายไปจากชีวิตของคุณคุณชาย คนชื่อฮันนี่จะไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้ว ฉันจะไม่เอาของที่ห้างมาใช้ ไม่เอาความสุขของตัวเองไปทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน” ห่านบอก บื้อพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยแล้วยิ้มเล็กๆ อย่างพอใจ
       “ดีแล้วล่ะ บางทีโลกในความฝันกับความจริงมันก็ต่างกันนะ”
       “ฉันก็ว่าอย่างนั้น บางทีฉันอาจเกิดมาเป็นได้แค่ยายห่านพนักงานขายรองเท้ากระจอกๆ ก็ได้” หญิงสาวบอกอย่างเศร้าใจ บื้อวางตูดไก่ปิ้งลงแล้วจ้องหน้าห่านที่นั่งอยู่ตรงหน้า
       “คนเราทุกคนมีคุณค่าด้วยกันทั้งนั้นแหละ เหมือนกางเกงในที่ฉันขายอยู่ บางแบบออกมาเพื่อให้ผู้ชายสำหรับบางคนใส่ คนอ้วนจะมาใส่กางเกงในจีสตริงก็ดูไม่สบาย คนผอมจะมาใส่กางเกงในไซด์ใหญ่มันก็ไม่กระชับ ทุกอย่างถูกสร้างมาสำหรับคนบางคน ไม่ใช่สำหรับทุกคน” บื้อบอก ห่านพยักหน้ารับแล้วนึกถึงงานของตัวเองบ้าง
       “ก็คงเหมือนรองเท้าในบูธของฉันมั้ง บางคนใส่แล้วเหมาะ บางคนใส่แล้วไม่เข้ากัน รองเท้าสวยๆ บางทีก็ใส่ไม่สบายสำหรับบางคน เพราะผู้หญิงบางคนเกิดมาเพื่อใส่ได้แต่รองเท้าแตะ...อย่างฉันไง” ห่านบอกแล้วยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความสุขเอาเสียเลย
       “เอาน่า...ถ้าใส่ส้นสูงแล้วอึดอัด ดูไม่เป็นตัวเอง กลับมาใส่รองเท้าแตะก็คงไม่ตายหรอกมั้งถ้ามันสบายกว่า ฉันว่า...ผู้หญิงบางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อใส่รองเท้าส้นสูงหรอกนะ”
       แล้วความเงียบก็เข้ามาแทรกตรงกลางระหว่างคนทั้งคู่ แต่ทว่าช่างเป็นความเงียบที่ส่งเสียงสดใสอย่างบอกไม่ถูก ห่านและบื้อมองหน้ากันแล้วยิ้ม ยิ้มแบบมิตรภาพที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยที่ทั้งคู่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น