อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 14:38:48

ตอนที่ 14 ตอนที่ 14


       เสียงเคาะประตูห้องนอนของคุณคุณชายดังขึ้น ทันทีที่คุณหญิงรื่นฤดีกับคุณชนะศึกรู้ข่าวจากการรายงานของเลขาฯ สาวหน้าห้องทำงานของลูกชาย เรื่องราวดังกระฉ่อนไปทั่วทั้งห้าง จากปากหนึ่งไปถึงอีกปากหนึ่งทำเอาข่าวผิดเพี้ยนไปมาก ตอนนี้ข่าวที่เข้าหูของคุณหญิงรื่นฤดีกับคุณชนะศึกก็คือมีพนักงานของห้างปลอมตัวเป็นคุณหนูไฮโซ หลอกต้มคุณคุณชายจนคุณคุณชายถึงขั้นยอมซื้อบ้านซื้อรถปรนเปรอหญิงสาว เท่านั้นยังไม่พอ หญิงสาวตัวร้ายยังมีชู้เป็นพนักงานผู้ชายที่พากันรวมหัวคบคิดในการหลอกคุณคุณชายด้วย
       “ตาคุณชาย...เปิดประตูให้แม่หน่อย มันเกิดอะไรขึ้น ?” ผู้เป็นแม่ตะโกนเข้าไปในห้องนอนของลูกชายพลางใช้มือทุบประตูอย่างร้อนใจไม่น้อย
       “ขอผมอยู่คนเดียวนะครับ”
       “ไม่ได้ ลูกต้องออกมาคุยกับแม่ให้รู้เรื่องว่ามันสองตัวนั่นเป็นใคร แม่จะลากคอมันไปส่งตำรวจโทษฐานที่มันทำร้ายลูกชายของแม่มิหนำซ้ำยังกล้าดีมาตบหน้าหนูดาหลาอีก เปิดประตูมาเล่าให้แม่ฟังเดี๋ยวนี้นะ” คุณหญิงรื่นฤดีเร่งเสียงดังขึ้นจนคุณชนะศึกต้องปราม 
       “ปล่อยลูกอยู่คนเดียวสักพักเถอะคุณ บางทีลูกอาจจะอยากอยู่คนเดียวเพื่อคิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง ลูกของเราก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ผมเชื่อว่าเค้าต้องแก้ปัญหาได้” ผู้เป็นพ่อพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผลจนคุณหญิงรื่นฤดีไม่สามารถจะเถียงต่อไปได้ เธอมองที่บานประตูห้องนอนลูกชายอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกไปโดยที่มีคุณชนะศึกเดินตามไปติดๆ
       ภายในห้องนอนของคุณคุณชายนั้นปิดไฟมืด จะมีก็แต่เพียงแสงจากภายนอกบ้านที่ส่องผ่านบานกระจกหน้าต่างเข้ามา ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียง สักพักเขาก็เอนตัวลงกับที่นอน สายตาเหม่อมองไปที่เพดานห้องซึ่งไม่มีอะไรน่ามองเลยสักนิด
       ภาพความทรงจำของเขาระหว่างผู้หญิงที่ชื่อห่านนั้น ลอยเข้ามาเป็นดั่งภาพที่ฉายในโรงภาพยนต์ ความทรงจำที่สวยงามที่ชายหนุ่มอยากจะลืมแต่ทว่าไม่อาจทำได้  เขาเจ็บ เขาปวด เขาเสียใจ  ที่หลงเชื่อว่าผู้หญิงที่เขาเลือกนั้นเป็นคนดี เป็นคนที่เขาไว้ใจได้ ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างจากงูเห่าที่พร้อมจะฉกชาวนาผู้ใจดีได้ทุกเมื่อ
       ชายหนุ่มกระแทกหมัดลงบนเตียงของตัวเองไม่ยั้ง ก่อนจะซุกหน้าลงกับหมอนใบนุ่ม ตะโกนใส่มันด้วยความอัดอั้นเกินที่จะเก็บไว้
 
       เสียงดังในครัวของห้องเช่าบื้อดังตั้งแต่เช้า ชายหนุ่มลงทุนทำกับข้าวเองแบบที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำให้คนอื่นทานมาก่อน ข้าวสวยแฉะๆ ไข่เจียวแบนๆ กับกุนเชียงข้ามชาติทอด คงพอรองท้องได้...มีปัญญาแค่นี้เองนี่หว่า
       ชายหนุ่มจัดการเตรียมสำรับใส่ถาดไว้อย่างเรียบร้อย ก่อนจะยกมันเดินออกไปที่ห้องเช่าข้างๆ บื้อวางถาดลงตรงลานที่นั่งหน้าห้อง เขายืนลังเลอยู่ที่หน้าประตูชั่วอึดใจก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเรียกห่าน
       “นี่ยายห่าน ตื่นหรือยัง จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน” บื้อแสร้งทำเสียงเป็นรำคาญเต็มทนเพื่อไม่ให้หญิงสาวรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน  เพียงอึดใจเดียวเสียงถอดกลอนประตูก็ดังขึ้น ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับร่างของห่านที่แต่งตัวเรียบร้อย ไม่ทิ้งเค้าของคนที่เสียอกเสียใจคนเมื่อวานไว้เลยสักนิด เธอจ้องมองหน้าบื้อแล้วเท้าสะเอวใส่
       “มาเคาะประตูห้องฉันทำไมตั้งแต่เช้า หมาในปากหายไปหรือไง ที่ห้องฉันไม่มีหรอกนะ ไม่ชอบเลี้ยงหมา” ห่านบอกพลางยิ้มเยาะ บื้อยืนนิ่ง ทำหน้าไม่ถูก ไม่นึกว่าห่านจะสามารถทำใจได้เร็วถึงขนาดนี้ เมื่อหญิงสาวกลายเป็นยายห่านจอมแสบคนเดิมได้แล้ว ชายหนุ่มก็รู้สึกเบาใจ อาการปากหมาจึงเข้าสิงอีกครั้ง
       “นั่นไง ฉันเจอแล้ว หมา...หมาของฉันที่หายไป มันอยู่ในปากของเธอ!” บื้อบอกพลางหัวเราะลั่น ห่านหันขวับมามองก่อนจะขว้างหวีที่กำลังใช้ใส่บื้ออย่างแรง ดีที่เขาหลบได้ทัน
       “ปากดีแต่เช้า แล้วมีอะไรเนี่ย ?”
       “ก็...” ชายหนุ่มอึกอัก เหลือบตาไปมองสำรับอาหารยามเช้าแล้วเริ่มลังเลว่าจะเอายังไงดี ถ้าบอกยายนี่ว่าตั้งใจทำมาให้ก็คงได้ใจไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า
       “ก็ไม่มีอะไรหรอก พอดีเมื่อเช้าหิวเลยตื่นมาทำกับข้าว กินเหลือๆ เลยเอามาให้ ไม่อยากทิ้งให้หมา เสียดาย” ชายหนุ่มกลบเกลื่อนทีท่า ห่านตาขวางแต่ก็ยอมเดินออกมาชะเง้อดูสำรับที่ชายหนุ่มจัดไว้
       “เนี่ยนะกับข้าว ?” พูดจบห่านก็เดินผ่านบื้อออกไป นั่งยองๆ ลงแล้วเปิดหม้อหุงข้าวดู ทำหน้าเบ้เล็กน้อย “นี่จะทำข้าวต้มหรือหุงข้าวสวยเนี่ย แล้วไข่เจียวเหรอเนี่ย ทำไมมันแบนขนาดนี้ กุนเชียง...เอ๊ะ ใช่อันเดียวกับที่ฉันเคยเจอในตู้เย็นห้องนายหรือเปล่า ยังเก็บไว้อีกเหรอ เน่าหรือยังก็ไม่รู้” มาถึงห่านก็ร่ายยาวจนบื้อถึงกับหน้าชา หญิงสาวใช้มือหยิบกุนเชียงทอดขึ้นมาหนึ่งชิ้น กำลังจะลองเอาเข้าปากแต่บื้อตีมือของเธอเสียก่อน
       “ติมากนัก ไม่ต้องกินเลย เอามานี่ เดี๋ยวเอาไปเทให้ไอ้ด่างกินก็ได้” บื้อทำท่างอน ห่านมองแล้วยิ้มหัวเราะร่า
       “นี่นายงอนเหรอ งอนเป็นด้วย โอ๋ๆ อย่างอนเลยนะ ฉันก็พูดเล่นไปอย่างงั้นแหละ ก็คงพอกินได้ ไม่เลวร้ายนัก ขอบใจนะ” หญิงสาวบอกพลางยิ้มให้บื้อ แม้ชายหนุ่มจะทำเป็นไม่สนใจคำขอบคุณแต่หน้ากลับแดงซะอย่างนั้น จะเขินอะไรวะ ไอ้บ้าเอ๊ย...ชายหนุ่มด่าตัวเองในใจ
       ห่านนั่งลง ตักข้าวสวยที่หุงจนเละขึ้นมาเคาะๆ ใส่จาน เงยหน้ามองบื้อที่ยืนกอดอกแล้วเอ่ยถาม “แล้วนี่นายจะกินด้วยกันหรือเปล่า ?”
       “ฉันกินมาแล้ว” ชายหนุ่มยังทำเป็นงอนไม่หาย ห่านสังเกตเห็นในถาดมีจานสองจาน ช้อนส้อมสองคัน ก็พอจะเดาออกว่าบื้อคงหวังที่จะมากินด้วยกันแต่ปากแข็ง
       “กินมาแล้ว แล้วเอาจานมาทำไมสองใบ ช้อนส้อมสองชุด” เธอเลิกคิ้วถาม บื้อหน้าเจื่อนลงทันทีอย่างไม่มีข้อโต้เถียง ชายหนุ่มนั่งลงข้างๆ ห่านแล้วสารภาพแต่โดยดี
       “เออๆ ยังไม่ได้กินก็ได้”
       “ก็แค่นั้น” ห่านมองบื้อแล้วหัวเราะก่อนจะตักข้าวอีกจานส่งให้เขา “ขอบใจนะ” อยู่ๆ ห่านก็พูดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บื้อพยักหน้ารับ 
       “ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่ได้เสียเงินไปซื้อมาสักหน่อย ของนี่ก็เหลือๆ ในตู้เย็น”
       “ฉันไม่ได้ขอบคุณเรื่องนี้ ฉันขอบคุณเรื่องเมื่อวาน”
       บื้อที่กำลังจะเอาข้าวเข้าปากถึงกับชะงัก เขาไม่พูดอะไรแต่พยักหน้ารับรู้
       “อันที่จริงนายไม่ต้องลาออกมากับฉันก็ได้ มันไม่ใช่เรื่องของนายเลยสักนิด ไม่น่าจะเอาตัวเข้ามาลำบากเลย” ห่านบอก ไม่สบตาคู่สนทนา บื้อรีบกลืนข้าวลงคอแล้วรีบปฏิเสธ
       “ไม่ลำบากเลย ฉันน่ะคิดจะลาออกตั้งหลายครั้งแล้ว ทำงานขายกางเกงในผู้ชายทุกๆ วัน น่าเบื่อจะตายชัก ไอ้เรื่องที่ไปช่วยเธอน่ะ ฉันก็แกล้งทำเป็นอย่างงั้นเองเพื่อหาเรื่องลาออก ไม่รู้จะบอกคุณพรเพ็ญว่ายังไงถามเค้าถามเหตุผล...ก็แค่นั้น” บื้อปากไม่ตรงกับใจ เขาตักข้าวเข้าปากแก้เก้อซึ่งห่านเองก็พอจะรู้ดี
       “ถึงนายจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็ขอบใจนายอยู่ดี” ห่านบอกพลางเหลือบตามองชายหนุ่มที่นั่งข้างๆ 
       “เออ...ว่าจะถาม” บื้อรีบกลืนข้าวลงคอก่อนจะพูดต่อ “แล้วเธอจะเอายังไงต่อไปกับชีวิต ?”
       “ก็...วันนี้ว่าจะลองไปสมัครงานที่ห้างอื่นดู”
       “เศรษฐกิจแบบนี้เค้ามีแต่จะปลดพนักงานออก” บื้อบอกแล้วนิ่งคิด ก่อนจะตาโตทันทีเมื่อนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาล้วงกระเป๋าสตางค์หนังที่สภาพเปื่อยยุ่ยตามอายุการใช้งานออกมาจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบนามบัตรของใครสักคนขึ้นมาแล้วอมยิ้ม “ฉันรู้แล้วล่ะว่าใครจะช่วยเราได้”
 
       ตึกสูงระฟ้ากลางใจเมืองขณะนี้ กำลังวุ่นวายไปด้วยผู้คนที่ต่างพากันทยอยเข้าทำงานในเวลาเช้า ถนนสายหลักรถติดยาวเป็นขบวน ห่านกับบื้อยืนมองตึกแห่งนี้แล้วชักไม่แน่ใจว่าทั้งคู่มาถูกที่หรือเปล่า
       “นายแน่ใจเหรอว่าที่นี่ ?” ห่านหันไปเอ่ยถาม บื้อยกนามบัตรของพี่สุรเดช ลูกค้าที่มาก้อร่อก้อติกเขาหลายต่อหลายครั้งเมื่อตอนยังเป็นพนักงานขายชุดชั้นในชายขึ้นมาดูให้แน่ใจ
       “ก็ที่นี่แหละ เธอพร้อมหรือยังล่ะ ?”
       “ไม่มีทางเลือกนี่ พร้อมก็พร้อม”
       “งั้นก็ลุย!” ว่าแล้วห่านกับบื้อก็เผลอจูงมือกันข้ามถนนไป เมื่อจะเดินเข้าตึก ห่านถึงรู้สึกตัวว่ากำลังถูกชายหนุ่มคนข้างๆ จับมืออยู่ หญิงสาวรีบชักมือออกทันที บื้อหันมาทำตาขวาง แต่สีที่หน้าแดงก่ำของเขานั้นช่างขัดกับท่าทางที่ชายหนุ่มแสดงออกมา
       “อะไรๆ อย่ามามองฉันแบบนี้นะ ฉันไม่ได้พิศวาสเธอถึงขั้นอยากจับไม้จับมือหรอก” บื้อชิงพูดอย่างร้อนตัว ห่านเท้าสะเอวใส่ชายหนุ่ม
       “นี่...ฉันยังไม่ได้อ้าปากบอกอะไรเลยนะ”
       “ก็เพราะฉันรู้ไงว่าคนอย่างเธอจะต้องคิดอกุศลแน่ๆ เลยพูดดักไว้ก่อน” ชายหนุ่มทำท่าทะเล้น ห่านฟาดมือเข้าที่ไหล่ของบื้อย่างแรงหนึ่งที
       “ปากนะปาก อุ๊ย...ลิฟต์มาแล้ว เร็วๆ สิ” พูดจบห่านก็จับมือของบื้อวิ่งเข้าไปในลิฟต์โดยที่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งคู่เบียดเสียดเข้าไปยืนในลิฟต์ที่แน่นขนัดจนตัวของห่านและบื้อติดกัน ทั้งสองพยายามทำหน้าเฉยๆ แต่ไม่อาจปกปิดอาการเขินอายที่ออกมาจากสีหน้าได้ เพียงอึดใจเดียวลิฟต์ก็พาคนทั้งคู่มาถึงชั้นที่ต้องการ...บริษัทอีเว้นท์ของพี่สุรเดช
      บื้อเดินนำห่าน กำลังจะเข้าไปในบริษัท ห่านรีบร้องเสียงหลง ทำให้ชายหนุ่มหยุดชะงัก
       “เดี๋ยวๆ”
       “มีอะไรอีกล่ะ ?”
       “ฉันว่าฉันต้องทำกุญแจห้องตกข้างล่างแน่เลย ตายแล้ว ถ้าไปขอยายเจ๊ปั๊มใหม่ เสียเงินตั้งสองร้อย เดี๋ยวนายรอที่นี่แหละ ฉันจะลงไปดูแป๊บนึง เผื่อจะเจอ”
       “ให้ฉันลงไปเป็นเพื่อนหรือเปล่า ?” บื้อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงอย่างลืมตัว
       “ฉันไม่ใช่เด็กห้าขวบนะ นายเข้าไปคุยกับพี่สุรเดชสุดที่รักของนายไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไป” พูดจบหญิงสาวก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วหันหลังเดินออกไปทันที  บื้ออ้าปากค้าง
       “เฮ้ย...มันไม่ใช่...” 
       เมื่อรู้ว่าสายไปแล้วที่ห่านจะได้ยิน เขาจึงส่ายหน้าเซ็งแล้วเดินเปิดประตูกระจกบริษัทของพี่สุรเดชเข้าไป
 
       ยามที่หน้าตึกทำความเคารพชายหญิงคู่หนึ่งขณะที่เดินเข้ามาข้างใน ฝ่ายหญิงสาวดูดี้ด๊า คล้องแขนฝ่ายชายที่ทำหน้านิ่งราวกับไม่มีชีวิตจิตใจ ชายหญิงที่ว่าคือคุณคุณชายกับดาหลานั่นเอง
       “ดีจังเลยค่ะ ที่คุณคุณชายมาเป็นเพื่อนดาหลาวันนี้  เดี๋ยวดาหลาคุยงานแป๊บเดียวนะคะ แล้วเราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกัน” หญิงสาวเสียงใส คุณคุณชายยิ้มเจื่อนๆ ให้เธอ เขาไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรแล้วตอนนี้ ใครจะลากเขาไปไหนเขาก็ไป
       ดาหลาพูดพร่ำอะไรต่อมิอะไรอีกมายมายแต่ไม่ได้เข้าหูของชายหนุ่มเลยสักนิด เขาได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าในขณะที่กำลังเดินตรงไปที่ลิฟต์ ทันใดนั้น สายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นพวงกุญแจพวงหนึ่งตกอยู่หหน้าลิฟต์ เป็นจังหวะเดียวกับประตูลิทฟ์เปิดออก ห่านเองก็เห็นพวงกุญแจของเธอเช่นกัน หญิงสาวพุ่งตรงจะเข้าไปหยิบ แต่ช้ากว่าชายหนุ่มคนตรงหน้าเพียงเสี้ยววินาที
       ห่านเงยหน้าขึ้นมา สบตากับผู้ชายคนนั้นแล้วอึ้ง...คุณคุณชาย!
       “ต๊าย...โลกกลมจริงๆ มาเจอคุณฮันนี่ อุ๊ย...ลืม อันที่จริงเธอมันก็แค่ยายห่าน พนักงานขายรองเท้า!” ดาหลามองห่านแล้วเบ้ปาก สายตาของเธอมองหญิงสาวราวกับเศษสวะชิ้นหนึ่ง ห่านไม่โต้ตอบ เธอพูดขึ้นโดยไม่มองหน้าคุณคุณชาย
       “ขอกุญแจคืนด้วยค่ะ” ห่านยื่นมือไปข้างหน้า หวังจะให้คุณคุณชายส่งกุญแจคืนให้เธอ แต่เปล่าเลย ชายหนุ่มยืนนิ่ง จ้องหน้าหญิงสาวด้วยดวงตาที่เดาความรู้สึกได้ยาก เขายื่นพวงกุญแจออกมาแล้วตั้งใจปล่อยมันลงพื้น ไม่ส่งให้กับมือของห่าน เสียงกุญแจกระทบกับพื้นซีเมนต์ดังแกร้ง...เหมือนเสียงหัวใจของห่านที่แตกสลายในเวลานั้น
       “ไปกันเถอะค่ะคุณคุณชาย เสียเวลากับพวกสิบแปดมงกุฏมามากพอแล้ว” พูดจบดาหลาก็คล้องแขนคุณคุณชายเดินเข้าลิฟต์ไปอย่างไม่แยแสห่าน หญิงสาวก้มลงเก็บพวงกุญแจแล้วหันหน้ามองไปในลิฟต์ มองภาพชายหญิงคู่นั้นยืนอยู่ด้วยกัน สายตาที่คุณคุณชายมองห่านนั้นช่างเย็นชาเสียเหลือเกิน...เย็นชาจนน่ากลัว
       ชายหนุ่มจ้องเขม็งตรงมายังห่าน ก่อนจะเอื้อมมือไปกดปิดประตูลิฟต์อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร ประตูลิฟต์ค่อยๆ เลื่อนปิด ดวงตาอันเย็นชาของเขาค่อยๆ หายไปจนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง...
       ห่านยืนหน้าชา ตัวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ หญิงสาวกำมือแน่น เงยหน้าขึ้นมองข้างบนพยายามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายเลยสักนิด
 
       พนักงานสาวเดินนำน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้บื้อตรงโซฟารับแขก ชายหนุ่มก้มหัวเป็นเชิงขอบคุณแล้วยกแก้วน้ำขึ้นมาจิบพลางใช้สายตามองไปจนทั่วบริษัท ในขณะที่เขากำลังมองอะไรเพลินๆ นั้น เสียงของพี่สุรเดชก็เอ่ยทักขึ้นด้วยความดีใจ
       “น้องบื้อ...ดีใจจังที่น้องบื้อมา ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยได้เข้าไปหาน้องบื้อเลย” ชายหนุ่มใจสาวทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ บื้อ แล้วใช้มือของตัวเองจับที่ไหล่ของชายหนุ่มอย่างหมั่นเขี้ยว บื้อยิ้มแหยๆ พยายามเขยิบตัวออกห่างไม่ให้ได้ใกล้ชิดกันมากนัก
       “เอ่อ...คือผมลาออกจาที่นั่นแล้วน่ะครับ พอดีนึกได้ว่าพี่สุรเดช…”
       “อุ๊ย...บอกกี่ครั้งแล้วให้เรียกพี่สุ”
       “ครับ นึกได้ว่าพี่สุเคยบอกจะมีงานให้ทำ มันเป็นงานอะไรหรือครับ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม
       “อู๊ย...น้องบื้อของพี่หล่อขนาดนี้ ไปลองเทสต์หน้ากล้องเป็นนายแบบไหม ?” พี่สุรเดชพูดพลางใช้สายตาโลมเลียชายหนุ่ม บื้อรีบปฏิเสธทันที
       “ไม่ไหวมั้งครับ ผมไม่ค่อยชอบอะไรพวกนี้ เอ่อ...ไม่มีพวกงานเบื้องหลัง ยกฉาก เสิร์ฟน้ำ หรือจัดไฟอะไรแบบนี้บ้างเหรอครับ ผมทำได้ทุกอย่างนะครับ” ชายหนุ่มเสนอตัว พี่สุรเดชทำหน้านึกครู่นึงก่อนจะบอก
       “ถ้าน้องบื้ออยากได้งานแบบนั้นพี่ก็มีนะ แต่เงินน้อย งานหนัก จะไหวเหรอ ?”
       “ไหวครับ ผมทำงานอะไรก็ได้ อ้อ...ผมมีเพื่อนมาด้วยคนนึง ให้ทำด้วยได้ไหมครับ ?”
       “ได้สิ ผู้หญิงหรือผู้ชายล่ะ”
       “ผู้หญิงครับ”
       “อืม...งั้นเดี๋ยวน้องบื้อรอพี่แป๊บนึงนะ พี่เข้าไปถามฝ่ายบุคคลก่อนว่ามีงานอะไรบ้าง ตามสบาย คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านก็แล้วกันนะจ๊ะ” พี่สุรเดชพูดพลางส่งสายตาหวานให้ชายหนุ่มก่อนจะเดินหายไปอีกทางของบริษัท
       บื้อถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก ชายหนุ่มหันไปมองที่ประตูกระจกของบริษัทพลางคิดตำหนีห่านในใจ มัวเถลไถลอยู่ที่ไหนนะ ป่านนี้ถึงยังไม่ขึ้นมา จะได้รีบคุยรีบกลับ ไม่อยากอยู่นาน...เสียวสันหลังพิกล เพียงอึดใจเดียว ประตูบริษัทก็เปิดออก พนักงานสาวที่นั่งโต๊ะตรงข้ามกับประตูรีบลุกขึ้นต้อนรับ บื้อหันไปมอง นึกว่าห่าน แต่ทว่าไม่ใช่ คนที่เข้ามาเป็นคนที่บื้อคิดว่าเขาไม่น่าจะได้เจอกันอีกแล้วชีวิตนี้...คุณคุณชายกับดาหลา
       ดาหลาเดินยิ้มหวานเข้ามา แต่พอเห็นว่าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงโซฟาคือศัตรูตัวร้ายที่เคยฝากรอยฝ่ามือไว้บนหน้าของเธอ หญิงสาวก็ตาโตทันทีก่อนจะแผดเสียงใส่อย่างลืมตัว “ไอ้นี่มันมาที่นี่ได้ยังไง ลากมันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
       “ประทานโทษนะครับ ที่นี่ไม่ใช่ที่ห้างที่คุณจะมามีอำนาจในการชี้นิ้วไล่ใครก็ได้ โชคร้ายจริงๆ นึกว่าจะหนีพวกผู้ดีตีนแดงพ้นซะแล้ว เวรกรรมต้องมาเจอกันอีก” บื้อลุกขึ้นแล้วบอกพลางทำหน้ากวนทำเอาดาหลาเต้นเร่าๆ
       “ดูมันพูดสิคะคุณคุณชาย ดาหลาไม่ยอมจริงๆ ด้วย”
       “ดาหลาไม่ยอมจริงๆ ด้วย ดาหลาไม่ยอมจริงๆ ด้วย” บื้อทำท่าเลียนแบบตามที่ดาหลากำลังทำอย่างยั่วโทสะ ห่านเดินหน้าเศร้าเข้ามาในบริษัทพอดี เมื่อเห็นว่าเธอได้มาพบกับคุณคุณชายกับดาหลาที่นี่อีกครั้ง ห่านถึงกับยืนตัวชา ทำไมโชคชะตาถึงใจร้ายกับเธอนัก 
       “อ๋อ...นี่คงพากันมาสินะ พวกสิบแปดมงกุฎ มาสมัครงานเค้าก็ไม่เอาหรอก”
       “พวกผมน่ะแค่ 18 มงกุฏ แต่คุณดาหลาน่ะ นับมงกุฎไม่ถ้วน คงไม่ต้องให้ผมแจกแจงมั้งว่ามงกุฎอะไรบ้าง” บื้อยิ้มกริ่มก่อนจะเดินไปคว้ามือห่านมายืนข้างๆ หญิงสาวทำหน้านิ่ง ไม่สบตาคุณคุณชายที่จ้องตรงมาที่หญิงสาวด้วยสายตาชิงชังอย่างที่สุด
       เสียงเอะอะโวยวายจากภายนอกทำเอาพี่สุรเดชรีบเดินตูดบิดออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อห็นว่าดาหลากับคุณคุณชายยืนอยู่ก็รีบยกมือไหว้ต้อนรับ “อุ๊ย...สวัสดีค่ะคุณคุณชาย น้องดาหลา มากันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ?”
       “มาเมื่อกี้ค่ะ มาถึงก็เจอพวกไพร่สถุนชั้นต่ำเลย นี่พี่สุจะรับพวกมันเข้าทำงานด้วยเหรอคะ ?” ดาหลาเอ่ยถามเป็นชุด ทำเอาพี่สุรเดชถึงกับมึนไปแปดตลบ นี่รู้จักกันด้วยหรือ ?
       “เอ่อ...ไม่ทราบว่ามีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าจ๊ะ ?”
       “มีสิค มีแน่ๆ ไอ้สองคนนี้มันเป็นพวกสิบแปดมงกุฎค่ะ มันแอบเอาของในห้างออกไปใช้หลอกคนอื่นว่าเป็นไฮโซ พี่สุอย่าให้งานพวกมันทำนะคะ เดี๋ยวเสียชื่อหมด พวกโจรมันก็โจรวันยังค่ำ ไม่มีทางกลับตัวได้หรอก” ดาหลาพูดพลางจิกตาใส่บื้อกับห่าน พี่สุรเดชกลืนน้ำลายดังเอื๊อก...งานเข้า!
       “ใจเย็นๆ ก่อนดีไหมจ๊ะน้องดาหลา ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันก็ได้”
      “คงไม่ได้ล่ะค่ะ ดาหลาไม่มีทางพูดดีกับพวกชั้นต่ำไร้สกุลรุนชาติแบบพวกมันสองคนหรอก”
       “แหม...แม่คนดี แม่นางฟ้า ใครมันจะไปดีเท่าคุณเล่าคุณดาหลา ปากยื่นปากยาวยิ่งกว่าอีกา ใจสกปรกยิ่งกว่านรกขุมไหน แสดงละครตบตาเก่งยิ่งกว่าดาราออสการ์ แหม...คุณสมบัติเพียบพร้อม สมแล้วกับตำแน่งนางสาวสตรอเบอร์แหลแห่งชาติ!”
       “กรี๊ดดดดดดดดดดด...ใครก็ได้มาลากมันออกไปที พี่สุ...ถ้าพี่สุรับพวกมันสองคนเข้าทำงาน ดาหลาขอยกเลิกงานโชว์ตัวที่พี่สุคุยกับดาหลาไว้” หญิงสาวยื่นคำขาด พี่สุรเดชยืนอึ้ง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกฝ่ายก็คนสำคัญต่อการงาน อีกคนก็น้องนุ่งที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น
       “ไม่ต้องลำบากใจหรอกครับพี่สุ ผมกับห่านไม่ทำงานก็ได้ ไม่อยากร่วมงานกับพวกผู้ดีแต่จิตใจต่ำ สวยแต่รูปจับทีเหม็นเน่าไปสามวันเจ็ดวัน นี่แค่ยืนใกล้ๆ ยังแขยะแขยงจนขนลุกซู่ กลับไปคงต้องใช้สบู่หลายก้อนเลยกว่าจะลบกลิ่นออก ผมลากลับแล้วนะครับพี่สุ ไปยายห่าน...กลับบ้านกันเถอะ” พูดจบบื้อก็คว้ามือของห่านกำลังจะเดินออกไป คุณคุณชายเห็นอย่างนั้นก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้
       “ดีเหมือนกัน หญิงร้ายชายแล้วแบบนี้ก็ไม่สมควรที่จะได้สิ่งดีๆ ตอบแทนไปอยู่แล้ว เชิญไปสมสู่กันให้พอใจ ผู้หญิงอย่างเธอมันก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่าพวกผู้หญิงข้างถนนที่คิดจะจับผู้ชายไปวันๆ หรอก”
       บื้อหันขวับมามองคุณคุณชาย จะพุ่งตรงเข้าต่อยเขาสักหมัดให้หายปากดีแต่ห่านดึงชายหนุ่มไว้
       “ไม่เอานะบื้อ”
       “เธอไม่ได้ยินหรือไง มันด่าเธอนะ!”
       “ได้ยิน” ห่านตอบพลางจ้องมองไปที่คุณคุณชาย หญิงสาวเดินไปเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ก่อนจะตบหน้าของเขาอย่างแรงหนึ่งทีท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน “คุณดูถูกฉันมาพอแล้ว กรุณาจำเอาไว้ด้วย ถึงฉันจะจน จะเลว จะดี จะชั่วมันก็ตัวของฉัน ที่สำคัญฉันไม่ใช่ผู้หญิงข้างถนนที่สำส่อนกับคนอื่นได้ง่ายๆ หรือถ้าฉันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ คุณก็รู้ไว้ด้วยว่าถึงคุณจะเป็นตัวเลือกสุดท้าย ฉันก็ไม่เอา!”
       ห่านพูดจบก็เดินหันหลังมาคว้ามือของบื้อเดินออกไป ดาหลาร้องกรี๊ดๆ จนพี่สุรเดชต้องเอามืออุดหู ส่วนคุณคุณชายทำได้แต่ยืนอึ้ง หน้าชา ไม่นึกว่าเขาจะโดนห่านตบ คุณคุณชายเอามือลูบแก้มตัวเอง ความรู้สึกชิงชังในตัวหญิงสาวหายไปราวกับปาฏิหาริย์ แต่สิ่งที่ย้อนกลับมามันคือการชิงชังในคำพูดของตัวเอง
       เขาพูดแบบนั้นไปได้อย่างไรกัน...เขาทำได้อย่างไร!
 
       ที่โรงอาหารในห้างสรรพสินค้าวันนี้ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ผิดกับเมื่อวานตรงที่ว่าวันนี้มีเพียงสองสาวนั่งทานข้าวกันอย่างเหงาๆ เรื่องที่ผ่านไปเมื่อวานราวกับความฝัน...ฝันที่ไม่เคยคิดอยากให้มันเกิดขึ้นเลยจริงๆ
       “ป่านนี้ยายห่านจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้เนอะเจ๊เนอะ” ดาวเอ่ยถามขณะที่กำลังคนข้าวในจานไปมา 
       “นั่นน่ะสิ โทรไปก็ไม่รับ ถ้ายายห่านร้องไห้สักนิด เจ๊จะไม่ห่วงเลย แต่นี่น้องห่านไม่แสดงความรู้สึกอะไรเลยนี่สิ” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่แล้วเสียงของใครคนหนึ่งที่คุยอยู่บนโต๊ะถัดไปก็ทำเอาเจ๊มะพร้าวกับดาวอดที่จะหันไปมองไม่ได้
       “นี่พวกเธอดูสิ นาฬิการุ่นใหม่ของฉัน ราคานี่เหยียบหมื่นเลยนะ ไม่อยากจะคุย” เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครคนอื่นคนไกล ปีโป้จอมโอเวอร์นั่นเอง เมื่อปีโป้เห็นว่าเจ๊มะพร้าวกับดาวหันมามอง เธอก็รีบยื่นแขนข้างที่สวมนาฬิกาให้ทั้งสองดู “อุ๊ย...อยากดูเหรอจ๊ะ ดูแต่ตามืออย่าต้องของจะเสียนะ”
       “สวยนี่” เจ๊มะพร้าวแกล้งชม
       “แน่นอนสิเจ๊ ราคาไม่ใช่ร้อยสองร้อยแบบที่เจ๊ใส่นะ ขอดีมียี่ห้อ” ปีโป้แขวะ
       “ไปเอาเงินจากไหนมาซื้อล่ะ แต่เอ...พนักงานกระจอกๆ อย่างเธอ ชาตินี้ทั้งชาติถ้าเก็บเงินเองก็คงทำไม่ได้หรอก ถ้าให้เจ๊เดา คนอย่างเธอคงจะใช้วิชาปากบอนผีเจาะปากไปพูดเอามาใช้หาเงินใช่ไหมล่ะ แหม...ความสามารถพิเศษขนาดนี้ น่าชื่นชมนะ คนอะไรมีตั้งสองหัว แต่ละหัวก็หัวแรดเอย หัวควายเอย ปากยังยื่นยังยาวเป็นสัมพเวสีขอส่วนบุญอีก น่าชื่นชมเสียจริง” เจ๊มะพร้าวพูดจบก็หันไปตีมือกับดาวแล้วหัวเราะร่วน ปีโป้ได้ยินดังนั้นก็ร้องกรี๊ดๆ จนคนในห้องอาหารหันมองเป็นตาเดียว หญิงสาวยกมือขึ้น ทำท่าว่าจะตบรุ่นพี่ปากดีแต่ดาวพูดขึ้นเตือนสติเสียก่อน
       “โอ๊ะ...ยายปีโป้ อย่าลืมสิจ๊ะว่าโดนทัณฑ์บนเหมือนกัน ถ้ามีเรื่องอีกครั้งถูกไล่ออกนะจ๊ะ” 
       ปีโป้ได้ยินดังนั้นก็ชะงัก รีบชักมือกลับทันที ก่อนจะใช้วาจาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามแทน
       “ฝากไว้ก่อนเถอะอีแก่ คอยดูนะ สักวันจะตบให้ฟันร่วงหมดปาก”
       “แหม...กลัวมากจ้ะปีโป้ เจ๊กลัวจนขนลุกไปหมดแล้ว แต่ทำให้ได้อย่างที่พูดนะจ๊ะ อย่าเป็นเหมือนสุภาษิตโบราณที่ว่า หมาเห่ามักไม่กัด!”
       ปีโป้ได้ยินดังนั้นก็ร้องกรี๊ดขึ้นอีก เจ๊มะพร้าวกับดาวหัวเราะร่วน รุ่นพี่ยักไหล่ ไม่สนใจเสียงกรี๊ดของคู่อริโรคจิต เธอเอ่ยชวนดาวให้ไปนั่งที่อื่น
       “ไปนั่งที่อื่นเถอะนังน้องดาว แถวนี้มีเสียงเปรตร้องโหยหวน คงโดนข้าวสารเสกสาดเข้าให้”
       “นั่นสิเจ๊ น่าเบื่อ” พูดจบดาวก็สะบัดก้นลุกเดินออกไป ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนที่เห็นเหตุการณ์ ปีโป้รีบหยุดร้องกรี๊ดทันทีก่อนจะกระแทกเท้าเดินออกจากห้องอาหารไป
 
       สายลมอันร้อนระอุของอากาศยามเที่ยงพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถเมล์ ห่านนั่งนิ่งชิดกับขอบหน้าต่าง สายตาเหม่อลอยออกไปอย่างไร้จุดหมาย บื้อหันมองหญิงสาว อยากจะถามความรู้สึกของเธอเวลานี้ แต่มาคิดๆ ดู ห่านอาจจะยังต้องการคิดอะไรคนเดียวมากกว่า เขาจึงนั่งนิ่งไม่พูดอะไรตลอดทาง
       ในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินเข้าซอยกลับบ้านนั้น อยู่ๆ บื้อก็นึกอะไรบางอย่างออก ชายหนุ่มจึงตัดสินใจพูดกับห่าน 
       “เดี๋ยวยายห่าน ฉันนึกอะไรดีๆ ออกแล้ว”
       “อะไรเหรอ ?” ห่านหยุดกึก หันหน้ามามองชายหนุ่ม 
       “ฉันมีป้าอยู่ที่ชะอำเปิดร้านส้มตำเล็กๆ อยู่ ในเมื่อตอนนี้เรายังไม่มีอะไรทำ ลองไปหางานแถวนั้นทำไหม ?” บื้อยื่นข้อเสนอ ห่านนิ่งคิดแล้วเอ่ยถาม
       “มันจะไม่เป็นภาระของป้านายเหรอ”
       “โอย...ไม่หรอก ป้าฉันน่ะอยู่คนเดียว ลูกหลานก็มาทำงานกรุงเทพฯ ซะหมด จะดีใจซะไม่ว่าที่ฉันกลับไปอยู่ที่บ้าน จะว่าไป...ฉันก็ไม่ได้กลับบ้านไปนานแล้วนะเนี่ย” บื้อบอกพลางคิด เขายังจำบบรยากาศที่บ้านได้ดีแม้จะไม่ได้ไปเหยียบที่นั่นร่วมสองปีแล้ว
       “นายยังดีที่ยังมีบ้านให้กลับ ฉันเสียอีกที่ไม่มีแม้แต่ที่จะไป”
       “เธอแน่ใจเหรอว่าไม่มี ลองคิดดูดีๆ นะ เธอไม่มีหรือแกล้งลืมไม่มีกันแน่” ชายหนุ่มพูดให้หญิงสาวคิด ห่านนิ่งแล้วตาโตนึกขึ้นได้ หันมามองหน้าบื้อ เขายิ้มแล้วพยักหน้ารับ ใช่แล้ว...ที่ที่ห่านเคยจากมา “มันยังไม่สายหรอกนะที่จะกลับไปแก้ตัว”
       “งั้นไปกันเถอะ” พูดจบห่านก็ยิ้มกว้าง ก่อนจะจับมือของบื้อวิ่งออกไปที่หน้าปากซอย ชายหนุ่มอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ยอมให้หญิงสาวฉุดเข้าไปแต่โดยดี 
       ไม่มีอะไรสายไป...ถ้าหัวใจยังอยากจะทำ
 
       ใต้ต้นหูกวางที่แผ่กิ่งก้านให้ความร่มเย็นนั้น มีเก้าอี้ม้าโยกตัวเก่าโยกไปมาอย่างช้าๆ หญิงชราผมหงอกเกือบทั้งศีรษะนั่งอ่านนวนิยายเล่มโปรดอยู่อย่างสบายใจ เมื่อสายตาเริ่มล้า เธอจึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวทั้งๆ ที่ในมือยังถือนวนิยายเล่มหนานั้นอยู่
       ห่านเดินเข้ามาใกล้ๆ ยังลังเลที่จะเข้าไปจนต้องหันหลังมามองบื้อที่ยืนอยู่ห่างๆ ชายหนุ่มกวักมือให้ห่านเดินต่อไป หญิงสาวจึงตัดสินใจเดินไปหยุดตรงเก้าอี้ม้าโยกตัวนั้น เธอยืนมองแม่ครูผู้ที่ชุบเลี้ยงเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม่ครูดูแก่ไปมาก แต่ก็นั่นแหละ ในความแก่ของแม่ครูยังไม่สามารถลบเลือนสีหน้าอันใจดีของท่านไปได้ 
       หญิงสาวนั่งลงกับพื้น ค่อยๆ หยิบนวนิยายจากมือของแม่ครูออกมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะก้มลงกราบที่แทบเท้าของท่านด้วยความสำนึกผิด หยิบพวงมาลัยที่เตรียมมาวางไว้บนตักของแม่ครูแล้วพูดขึ้นเบาๆ เพราะกลัวท่านจะตื่น
       “แม่ครูคะ ห่านมากราบขอขมาแม่ครูที่เคยทำเรื่องไม่ดีไว้ ทั้งเรื่องไม่ยอมกลับมาที่นี่เลยหลังเรียนจบ ปฏิเสธทุกคนที่ห่านเคยรู้จักที่นี่ โกหกแม้กระทั่งตัวเอง ห่านเพิ่งรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปงี่เง่าสิ้นดี ไม่มีใครดีเท่าแม่ครูและที่นี่อีกแล้ว ที่นี่คือบ้าน...คือทุกอย่างของห่าน ห่านจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ห่านจะภูมิใจที่เติบโตมาจากที่นี่ และจะไม่ทิ้งที่นี่ไปอีก ห่านสัญญาค่ะ” พูดจบหญิงสาวก็ก้มลงกราบอีกครั้งก่อนจะค่อยๆ ลุกเดินออกมา บื้อเห็นอย่างนั้นก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
       หญิงสาวเดินมาหาบื้อ รอยยิ้มที่สดใสปรากฏบนใบหน้า
       “ไปกันเถอะ...รีบไปจัดกระเป๋า พรุ่งนี้จะได้ไปกันแต่เช้า”
       “เอาสิ” ชายหนุ่มพนักหน้ารับก่อนที่จะเดินออกไป
       แม่ครูค่อยๆ ลืมตา เธอไม่ได้หลับสนิทถึงขนาดไม่รู้ว่ามีใครมาคุยกับเธอ หญิงชราอมยิ้ม หยิบพวงมาลัยที่ไม่ได้มีค่าราคาอันใดขึ้นมาเชยชมราวกับมันเป็นเพชรที่แสนงดงาม แน่ล่ะ...การที่ให้ชีวิตของคนคนหนึ่ง การที่ได้อบรมเขาจนเค้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีค่ายิ่งกว่าเพชรทองหลายเท่านัก
       หญิงชราหลับตาลง อมยิ้มน้อยๆ อย่างอิ่มเอมใจ สายลมผัดแผ่วๆ ทำให้เสียงโมบายกระดิ่งดังกังวาน มันช่างไพเราะเหลือเกิน 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น