อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 14:55:39

ตอนที่ 15 ตอนที่ 15


       เสียงหัวเราะคิกคักของห่านกับบื้อสิ้นสุดลงทันทีเมื่อมาถึงที่ห้องเช่าของตัวเอง นั่นเพราะมีแขกไม่ได้รับเชิญมายืนรอที่หน้าห้องของห่านถึงสามคน สามคนที่ว่าคือคุณหญิงรื่นฤดี ดาหลาและปีโป้
       ห่านกับบื้อเคยเห็นหน้าคุณหญิงรื่นฤดีจากบอร์ดแปะข่าวสารภายในห้างบ่อยๆ จึงจำได้ว่าเธอคือเจ้าของห้างสรรพสินค้าที่เคยทำงาน ทั้งสองยกมือไหว้แต่คุณหญิงรื่นฤดีไม่รับไหว้ เธอเชิดหน้าอย่างรังเกียจ
       “นังนี่แหละค่ะคุณแม่ ที่มันหลอกคุณคุณชาย แถมทั้งยังแอบเอาของในห้างออกไปใช้ แล้วไอ้ผู้ชายคนนี้แหละค่ะ ที่ต่อยหน้าคุณคุณชาย แถมทั้งยังตบหน้าดาหลาด้วย” ดาหลารีบฟ้องพลางทำปากเบ้อย่างสะใจ
       คุณหญิงรื่นฤดีเดินมาตรงหน้าห่าน ก่อนจะตบเข้าที่ใบหน้าของหญิงสาวอย่างแรงโดยที่ห่านยังไม่ทันได้ตั้งตัว
       “นี่สำหรับที่แกทำให้ลูกชายฉันเสียใจ ดูสารรูปตัวเองซะก่อน แกมีค่าแค่ไหนกันถึงกล้ามาทำแบบนี้กับลูกชายของฉัน คิดเหรอว่าฉันจะยอมรับให้แกมาเป็นลูกสะใภ้ฉัน คนที่เหมาะสมกับคุณคุณชายคือหนูดาหลา ไม่ใช่แกที่เป็นพนักงานชั้นต่ำ ไม่มีสกุลรุนชาติ จำใส่กะโหลกไว้ให้ดี ถ้ามายุ่งกับลูกชายฉันอีกทีนี้ ฉันไม่แค่ตบหน้าของแกแน่” พูดจบคุณหญิงรื่นฤดีก็หัวเสียเดินกลับไปที่รถ คนขับรถรีบเปิดประตูให้เจ้านายเข้าไปนั่ง ดาหลายิ้มเย้ยอย่างสะใจแล้วหัวเราะร่วน
       “สะใจจริงๆ ฉันคงไม่ต้องด่าพวกแกสองคนอีกแล้วล่ะ แค่นี้ก็สะใจเสียยิ่งกว่าด่าเอง คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ไปบอกคุณแม่ให้มาจัดการกับแก” ดาหลาจิกตาใส่ ปีโป้รีบสมทบ
       “อันที่จริงนี่น่าจะตบมันอีกสักทีสองทีนะคะคุณดาหลา หน้ามันหนา คงไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก”
       “เอาสิ ฉันอนุญาตให้แกตบแทนฉัน”
       ปีโป้ตาโต จะเดินเข้าไปตบห่านจริงๆ แต่ห่านชิงตบเสียก่อน ปีโป้ร้องวี้ดว้ายเสียงดังลั่น
       “ว้าย แกกล้าดียังไงมาตบฉัน ?”
       “ทำไม ? ทำไมจะตบไม่ได้ อีพวกปากปีจอชอบประจบสอพลออย่างแก แค่นี้มันน้อยไป น่าจะจับปากมากรอกน้ำร้อนให้ปากมันบวมจนเน่าพูดอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” ห่านถลึงตาใส่ปีโป้อย่างไม่กลัวเกรง ปีโป้เห็นดังนั้นจึงเดินถอยหลังแล้วยุให้ดาหลาจัดการเอง
       “ตบมันเลยค่ะคุณดาหลา”
       “มาสิ...เข้ามา อยากลองตบหน้าของพวกผู้ดีเหมือนกันว่ามันจะเป็นยังไง แต่เท่าที่ดูจากหน้าของคุณแบบหลา อุ๊ย...คุณดาหลาแล้ว ตบไปก็คงไม่เจ็บมั้งคะ พอกหน้าหนาซะขนาดนั้น ว่างๆ ลองใช้แปรงทองเหลืองขัดหน้าดูนะคะ เผื่อจะบางลงบ้าง”
       “คุณดาหลา...มันด่าคุณดาหลาว่าหน้าหนาจนต้องใช้แปรงทองเหลืองขัดน่ะค่ะ” ปีโป้รีบฟ้อง ดาหลาหันมาจิกาใส่อย่างไม่พอใจ
       “ฉันรู้แล้ว แกไม่ต้องมาบอก” หญิงสาวหงุดหงิดเต็มที่ ถอดรองเท้าส้นสูงคู่สวยของตัวเองออกมาชูขึ้น เตรียมจะตบหน้าของห่าน  ห่านถอดรองเท้าเตะของตัวเองขึ้นมาสู้ ดาหลาผงะทันที
       “เอาสิคะ ลองมาแลกกันดู ระหว่างรองเท้าส้นสูงกับรองเท้าแตะส้นไม้ อันไหนจะเจ็บกว่ากัน”
       ดาหลาหันไปมองหน้าปีโป้ ปีโป้รีบยุให้ลองดูแต่ดาหลาใจไม่ถึง เดินถอยหลังอย่างกลัวๆ แต่ยังทำเป็นใจดีสู้เสือ
       “เชอะ ใครจะไปแลกกับแก รองเท้าแตะเก่าสกปรกอย่างนั้น ที่สำคัญผู้ดีเค้าไม่ใช้กำลังแบบพวกไพร่หรอกย่ะ”
       “อ๋อ...เหรอคะ งั้นขอยินดีต้อนรับคุณดาหลาเข้าสู่สมาคมไพร่สถุนแห่งประเทศไทย ก็ในเมื่อคุณอกเองว่าพวกผู้ดีเค้าไม่ชอบใช้กำลังแบบพวกไพร่ แต่เท่าที่ดูคุณดาหลาเป็นคนเริ่มใช้กำลังนะคะ ฉันคงไม่ต้องอธิบายว่าคุณดาหลาจัดเป็นคนจำพวกไหน ไพร่สถุนหรือผู้ดี!” ห่านพูดพลางเชิดหน้าใส่อย่างไม่กลัวเกรง บื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่
       “ต๊าย...มันด่าว่าคุณดาหลาเป็นพวกไพร่สถุนค่ะ” ปีโป้สอด
       “ฉันได้ยิน ไม่ได้หูหนวก!” ดาหลาบอกอย่างขัดใจ ยกรองเท้าขึ้นสูงอีกครั้ง กำลังจะพุ่งตรงเข้าตบปากคู่อริ แต่พอเห็นท่ายกรองเท้าแตะของห่านที่พร้อมจะกระโจนมาตบหน้าเธอเช่นกัน หญิงสาวก็ถึงกับผงะ ลดรองเท้าลงทันที “รองเท้าฉันมีค่า ไม่อยากให้ไปสัมผัสบนใบหน้าของแกหรอก”
       “ดีแล้วล่ะค่ะ เพราะถ้ามันสัมผัสใบหน้าของฉันเมื่อไหร่ รองเท้าแตะถูกๆข องฉันก็จะไปสัมผัสหน้าของคุณดาหลาเช่นกัน คู่นี้จับถนัดมือมาก เวลาเหวี่ยงใส่น่าจะแรงพอๆ กับหวดลูกเทนนิสได้ ลองดูไหมคะ ?” ห่านเอ่ยถาม ดาหลากับปีโป้ผงะ เดินถอยหลังทันที
       “อ้าว...จะถอยไปไหนล่ะค่ะ อยากลองโดนส้นสูงตบสักที มาสิคะ...มาแลกกัน”
       “อีบ้า...ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
       “จะฝากอะไรคะ ต้องแลกเปลี่ยนนะ คุณดาหลาฝากฉัน ฉันก็จะขอฝากรอยรองเท้าไว้บนหน้าของคุณดาหลาเหมือนกัน เอาไหมคะ ?” ห่านเดินหน้าอย่างไม่กลัวเกรง สองสาวร้องวี้ดว้ายวิ่งไปขึ้นรถของคุณหญิงรื่นฤดีแล้วบอกให้คนขับรถขับออกไป เมื่อเห็นว่าพวกอันธพาลกลับไปแล้ว ห่านจึงวางรองเท้าลงกับพื้น ใส่มันตามเดิมแล้วทำหน้านิ่ง
       “โอเคเปล่า ?” บื้อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
       “อืม...ฉันไม่เป็นไร” หญิงสาวหยุดถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันไปถามชายหนุ่มคนข้างๆ “ถ้าเราจะไปกันเลยวันนี้จะเป็นอะไรไหม ?”
       บื้อมองหน้าหญิงสาวแล้วพยักหน้ารับ ในเมื่อโชคชะตายังแกล้งให้พวกเขาเจอกับคนพวกนี้อยู่ ก็หวังว่าการหนีไปที่อื่นจะทำให้โชคชะตาเลิกดลบันดาลให้เขาและห่านมาเจอกับคนพวกนี้อีก 
 
       รถเก๋งคันงามของคุณคุณชายแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเด็กกำพร้าทอตะวันเมื่อเวลาบ่ายคล้อย ชายหนุ่มลงจากรถแล้วเปิดกระโปรงรถหยิบถุงขนมใบใหญ่ที่ซื้อมาให้เด็กๆ ทานกัน ไม่มีโอกาสพิเศษอะไร...เขาอยากทำอะไรที่สบายใจก็เท่านั้น
       ทันทีที่ชายหนุ่มเข้าไปข้างในบ้านเด็กกำพร้าทอตะวัน เด็กๆ ก็วิ่งมาหาคุณคุณชายอย่างดีอกดีใจ ชายหนุ่มเปิดถุงขนมแล้วค่อยๆ แจกเด็กๆ เด็กๆ ร้องเฮเสียงดังเพราะความดีใจ
       “พี่ชาย...พี่ชายคะ” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งดึงชายเสื้อของคุณคุณชาย ชายหนุ่มหันมายิ้มให้แล้วเอ่ยถาม
       “ว่าไงคะ ?”
       “พี่สาวคนสวยไม่มาด้วยเหรอคะ พี่คนสวยใจดี หนูชอบ” เด็กน้อยช่างพูดยิ้มกว้าง คุณคุณชายพยายามทำสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะตอบคำถามของเด็กน้อย
       “พี่สาวไม่มาแล้วค่ะ พี่สาวเค้าไม่อยู่แล้ว”
       “ว้า...น่าเสียดายจัง หนูอยากจะเจอพี่สาว แล้วบอกพี่สาวพร้อมกับพี่ชายว่าตอนนี้หนูกับอ้อยเป็นเพื่อนรักกันแล้วค่ะ หลังจากวันนั้นที่พี่ชายสอนว่าถ้าใครโกหกจะไม่มีคนรัก อ้อยเค้าก็ไม่โกหกอีกเลยค่ะ อ้อยแบ่งขนมให้หนูตลอด เรามีอะไรก็แบ่งกัน”
       “ดีมากค่ะ หนูทั้งคู่เป็นเด็กดีมาก” คุณคุณชายเอ่ยชมพลางลูบหัวเด็กหญิงอย่างเอ็นดู
       “ตอนแรกหนูว่าจะไม่ดีกับอ้อยหรอกค่ะ หนูไม่ชอบคนโกหก แต่พี่สาวมากระซิบบอกหนูว่า ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครอยากเป็นคนโกหก ถ้ามีคนทำผิดแล้วเค้าสำนึกผิด เราก็ควรจะยกโทษให้เขาค่ะ หลังจากนั้นหนูก็ยกโทษให้อ้อย เพราะรู้ว่าอ้อยไม่ได้อยากโกหก แต่เพราะอ้อยอยากกินไข่ใบนั้นจริงๆ” พูดจบเด็กหญิงก็ยิ้มแฉ่งวิ่งออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนหน้าชาเหมือนถูกเด็กไม่กี่ขวบมาสั่งสอน
       ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครอยากเป็นคนโกหก...
       คนทำผิด สำนึกผิด ควรให้อภัย...
       มันเป็นข้อคิดง่ายๆ ที่คนอย่างเขาน่าจะคิดได้ตั้งนานแล้ว 
       ไอ้โง่เอ๊ย...ชายหนุ่มด่าตัวเองในใจ
 
       คุณคุณชายบึ่งรถกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าของตัวเองทันที ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปที่แผนกเครื่องสำอางค์ท่ามกลางความตกใจของพนักงานนึกว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นอีก  ชายหนุ่มกวาดตามองหาเจ๊มะพร้าวด้วยความเร่งรีบ เมื่อเห็นเจ๊มะพร้าวจึงเดินเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์เครื่องสำอางค์ในขณะที่เธอกำลังบรรจงทาลิปสติกให้ปากแดงอยู่
       “คุณมะพร้าว...ผมมีเรื่องด่วน”
       “คะ ?” เจ๊มะพร้าวเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าแขกผู้มาเยือนยามเย็นจะเป็นถึงเจ้าของห้าง
       “คุณมะพร้าวรู้ใช่ไหมว่าคุณห่านเค้าพักอยู่ที่ไหน ?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม เจ๊มะพร้าวที่ยังมึนๆ อยู่พยักหน้ารับ
       “งั้นคุณมะพร้าวช่วยพาผมไปหน่อย ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณห่าน” พูดจบชายหนุ่มก็คว้ามือของเจ๊มะพร้าวออกจากบูธทันทีท่ามกลางสายตาของพนักงานคนอื่นๆ ที่ต่างพากันซุบซิบคิดว่าเจ๊มะพร้าวไปก่อเรื่องอะไรไว้อีก
       ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะเดินออกไปที่ลานจอดรถนั้น รถแวนคันงามของคุณหญิงรื่นฤดีก็แล่นเข้ามาจอดพอดี ดาหลาเห็นคุณคุณชายเดินจูงมือเจ๊มะพร้าวออกมาก็ตาโต รีบเปิดประตูรถมาวีนใส่ ทำท่าหึงหวงจนน่าหมั่นไส้ไม่น้อย
       “อะไรกันคะคุณคุณชาย จูงมือถือแขนยายมะพร้าวนี่หมายความว่ายังไง ?” ดาหลาถลึงตาใส่เจ๊มะพร้าว เจ๊มะพร้าวยิ้มแหยๆ อย่าได้ถามอะไรฉัน ฉันเองก็งงเหมือนกันย่ะ!
       คุณหญิงรื่นฤดีกับปีโป้เดินลงจากรถตามมา คุณคุณชายยกมือไหว้ผู้เป็นแม่ คุณหญิงรื่นฤดีจึงเอ่ยถาม
       “แล้วนี่จะพากันไปไหน ?”
       “ว้าย...อย่าบอกนะคะว่าคุณคุณชายเปลี่ยนรสนิยมไปชอบคนแก่แล้ว” ปีโป้สอดขึ้น คุณหญิงรื่นฤดีจึงหันไปจิกตาใส่จนปีโป้ต้องหลบตา
       “ว่ายังไง...แม่ถามว่าจะไปไหน ?”
       “ผมจะรีบไปหาคุณห่านครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างเต็มปากเต็มคำ ไม่กลัวว่าคุณหญิงรื่นฤดีจะต่อว่าเขาเลยสักนิด
       “ไปหายายห่าน ? คุณคุณชายจะเอาตำรวจไปลากคอมันมาใช่ไหมคะ ดีเลยค่ะ เมื่อกี้ที่คุณแม่ตบหน้ามัน ดาหลาว่ายังน้อยไป  มันน่ะเถียงดาหลาฉอดๆ เลยนะคะ แถมยังจะเอารองเท้าตบหน้าดาหลาอีก พวกชั้นต่ำ!” ดาหลาเบ้ปาก นึกถึงตอนที่ห่านยกรองเท้าขึ้นจะตบแล้วยังผวาไม่หาย เมื่อได้ยินดังนั้นคุณคุณชายก็ตาโตด้วยความตกใจ ชายหนุ่มจ้องหน้าไปทางคุณหญิงรื่นฤดีแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันดุดัน ราวกับว่าไม่ใช่คุณคุณชายที่ผู้เป็นแม่รู้จักมาตลอดชีวิต
       “อะไรนะครับคุณแม่ นี่คุณแม่ไปหาคุณห่านมาเหรอครับ ?”
       “ใช่ แม่ไปตบสั่งสอนมันมาโทษฐานที่กล้าดีมาหลอกลูกชายของแม่ มันไม่พูดอะไรสักคำ คงเถียงไม่ออก เพราะฉะนั้นถ้าแกจะไปจัดการมันก็ไม่ต้องแล้ว เพราะแม่จัดการให้แกเรียบร้อยแล้ว”
       “คุณแม่รู้ตัวไหมครับว่ากำลังทำอะไรลงไป คุณแม่กำลังทำลายหัวใจของผมนะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็ลากเจ๊มะพร้าวเดินออกไปอีกทางท่ามกลางความมึนงงของผู้รับฟัง คุณหญิงรื่นฤดีหันไปเรียกลูกชายที่ก้าวฉับๆ เดินออกไปทันที
       “เดี๋ยว...ตาคุณชาย แกหมายความว่ายังไง ? กลับมาคุยกับแม่ให้รู้เรื่องนะ” แม้คุณหญิงรื่นฤดีจะเสียงดังสักแค่ไหนก็ไม่ทำให้คุณคุณชายหันหลังกลับมา ดาหลาดิ้นพราดๆ อย่างไม่พอใจที่ได้ยินคำพูดของชายคนรัก 
       “หมายความว่ายังไงกันคะ ที่ว่าหัวใจของคุณคุณชายคือยายห่านนั่น” ดาหลาโวยวาย คุณหญิงรื่นฤดีจึงหันมาพูดกับหญิงสาว
       “ใจเย็นๆ ก่อนนะหนูดาหลา แม่ไม่ยอมให้ตาคุณชายไปคว้าอีพวกไพร่สถุนมาเป็นลูกสะใภ้ของแม่เป็นแน่” คุณหญิงรื่นฤดีบอกอย่างมุ่งมั่น สายตาจ้องไปที่คุณคุณชายที่เดินไปไกลลิบ 
       ต่อให้เขาพานังผู้หญิงคนนั้นมากราบ เธอก็ไม่มีวันยอมรับมันมาเป็นลูกสะใภ้เด็ดขาด!
 
       บื้อกำลังล็อกกุญแจรั้วประตูห้องเช่าของตัวเอง เมื่อจัดการเสร็จจึงหันไปหาห่านที่ยืนรอเขาอยู่แล้ว หญิงสาวยืนกอดกระเป๋าเดินทางด้วยสายตาเหม่อลอย บื้อมองแล้วถอนหายใจ
       “เรียบร้อยแล้วใช่ไหม ?” บื้อเอ่ยถาม ห่านพยักหน้ารับ
       “ถ้าเราไปตอนนี้อาจจะไปทันรถสองทุ่มนะ ไปถึงที่ชะอำก็คงราวๆ สี่ห้าทุ่ม” ชายหนุ่มชวนห่านคุยแต่หญิงสาวไม่คุยตอบ เธอทำได้เพียงพยักหน้า “เอากระเป๋ามา เดี๋ยวถือให้”
       “ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ได้เป็นง่อยนะ กระเป๋าใบเดียว ถือเองได้” หญิงสาวบอก บื้อเหล่ตามอง ความรู้สึกสงสารมลายหายไป กลายเป็นความหมั่นไส้แทน ถ้ายายห่านไม่มีปากจะดีมาก
       “งั้นไปกันเถอะ”
       ทั้งคู่กำลังจะเดินออกไปที่หน้าปากซอยเพื่อเรียกแท็กซี่ต่อไปที่สายใต้ใหม่ แต่แล้วทั้งบื้อและห่านก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นเจ๊เจ้าของห้องเช่าเดินแต่งหน้าจัดเข้ามา เธอปรายตามองผู้เช่าทั้งสองแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
       “นี่จะไปไหนกันน่ะ ?”
       “ไปเที่ยวต่างจังหวัดน่ะเจ๊ สักพักก็กลับ” บื้อบอก
       “แน่ใจนะว่าจะกลับ ไม่ใช่คิดจะหนีค่าเช่าห้อง ถึงตัวจะไม่อยู่ ฉันก็เก็บเงินค่าเช่าตามปกตินะยะ” เจ๊เจ้าของห้องเช่าบอกแล้วสะบัดก้นเดินออกไป ห่านมองตามแล้วเบ้ปาก...ขี้งก!
       แล้วทั้งคู่ก็เดินต่อไป พอดีมีรถแท็กซี่วิ่งมาส่งผู้โดยสารในซอยพวกเขาทั้งสองคน จึงถือโอกาสขึ้นรถแท็กซี่นั้นไปที่สายใต้ต่อ จะได้ไม่ต้องเดินไปถึงหน้าปากซอยให้เมื่อย
       โชคชะตากำลังเล่นตลกอีกแล้ว เพียงเสี้ยววินาที รถเก๋งคันงามของคุณคุณชายก็แล่นสวนกับรถแท็กซี่ที่ห่านและบื้อขึ้นไปเข้ามาในซอย ทั้งคู่จึงคลาดกันแค่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น
       รถเก๋งคันงามแล่นเข้ามาจอดที่หน้าห้องพักของห่านและบื้อ เจ๊มะพร้าวเดินไปเกาะรั้วที่ห้องของห่าน ตะโกนเรียกหลายต่อหลายครั้งแต่ไม่มีการตอบจึงเดินมาที่ห้องติดๆ กัน เอ่ยปากตะโกนเรียกบื้อแต่ก็เงียบเช่นกัน
       “สงสัยไม่อยู่ค่ะ” เจ๊มะพร้าวหันมาบอกคุณคุณชาย ชายหนุ่มทำสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
       “คุณมะพร้าวลองโทรหาคุณห่านหน่อยได้ไหมครับ ผมโทรไปทีไรปิดเครื่องทุกที ไม่รู้ว่าคุณห่านเค้าเลือกไม่รับสายผมหรือเปล่า”คุณคุณชายหันมาขอร้องเจ๊มะพร้าว หญิงสาวล้วงมือถือออกมาจากกระเป๋าแล้วเลือดกดโทรออกเบอร์ของห่าน รออยู่อึดใจหนึ่งจึงหันมาอบอกคุณคุณชาย
       “ห่านก็ไม่รับเบอร์ของมะพร้าวเหมือนกันค่ะ คงจะปิดเครื่องหรือไม่ก็แบตหมด” เจ๊มะพร้าวพยายามหาเหตุผลที่ดีให้กับผู้เป็นเจ้านาย เพราะในเวลานี้คุณคุณชายคงกำลังมองอะไรเลวร้ายไปเสียหมด
       “แล้วคุณมะพร้าวพอจะรู้ไหมครับว่าคุณห่านเค้ามีบ้านญาติที่ไหนบ้าง ?”
       “เท่าที่รู้ไม่มีนะคะ ยายห่านไม่มีพ่อแม่หรอกค่ะ เป็นเด็กกำพร้า”
       คุณคุณชายพยักหน้ารับอย่างจนใจ เมื่อเห็นว่าคงไม่ได้ความเขาจึงล้วงกระเป๋าเงินแล้วหยิบแบงค์พันส่งให้เจ๊มะพร้าว หญิงสาวขมวดคิ้วมองเงินที่ชายหนุ่มยื่นให้ด้วยความสงสัย
       “ให้ดิฉันทำไมคะ ?”
       “ผมให้คุณมะพร้าวเอาไปขึ้นรถแท็กซี่แล้วกลับไปทำงานต่อที่ห้างน่ะครับ ผมจะยังไม่กลับจะรอจนกว่าคุณห่านจะกลับมา ผมมีเรื่องต้องคุยกับเค้า ต้องขอโทษเค้าที่ผมเคยทำไม่ดีไว้มากมาย มากเสียยิ่งกว่าสิ่งที่เค้าทำกับผมเสียอีก” ชายหนุ่มบอกเสียงเศร้าจนเจ๊มะพร้าวอดที่จะถอนหายใจไปด้วยไม่ได้
       “อันที่จริงเรื่องนี้ดิฉันก็มีส่วนผิดนะคะ ถ้าดิฉันไม่แนะนำให้ยายห่านปลอมตัว เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เลยเถิดมาถึงขนาดนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากให้คุณคุณชายรู้ก็คือยายห่านไม่ได้มีความสุขเลยนะคะที่ต้องหลอกลวงคุณคุณชายไปเป็นคุณหนูฮันนี่  ทุกครั้งที่ทำแบบนั้น ยายห่านรู้สึกผิดเสมอ รู้สึกผิดแต่ไม่กลัว...”
       “รู้สึกผิดแต่ไม่กลัว...หมายความว่ายังไงครับคุณมะพร้าว ?” คุณคุณชายขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
       “ที่รู้สึกผิดแต่ไม่กลัว เพราะยายห่านรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ เธอยอมทำผิดเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับคุณคุณชายและไม่กลัวว่าหากวันหนึ่งวันใดคุณชายจะรู้ความจริงว่ายายห่านเป็นเพียงพนักงานกระจอกๆ แม้จะรู้ตอนจบของเรื่องตั้งแต่เริ่มต้นว่าคุณคุณชายจะต้องเกลียดเธอแต่เธอก็ยังทำ นั่นเพราะเธอรักคุณคุณชาย ขอแค่ได้มีเวลาใกล้ชิดกับคุณคุณชายบ้างในชีวิตนี้แม้จะเป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่เคยได้ใกล้คุณชายเลย นี่แหละค่ะความรักของผู้หญิงที่ใครๆ ก็ตราหน้าว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ หวังจะเกาะคุณคุณชายให้ตัวเองกลายเป็นไฮโซ ดิฉันอยากให้คุณคุณชายเข้าใจในตัวยายห่านก็เท่านั้น”
       ชายหนุ่มนิ่งเงียบ นึกต่อว่าตัวเองสารพัด  เสียงของบื้อยังคงดังก้องอยู่ในหูไม่หาย...
       “มีเงินแต่ไม่มีสมอง คุณไม่รู้เลยหรือไงว่าที่ผู้หญิงคนนี้ลงทุนยอมทำเรื่องที่มันผิดเพราะอะไร เพราะเค้ารักคุณไง...เค้ารักคุณ ได้ยินชัดไหม ? นึกว่าเค้าสนุกนักหรือไงที่วันๆ ต้องคอยปกปิดความลับ คุณจะไปรู้อะไรว่าผู้หญิงคนนี้เสียน้ำตาให้คุณมามากเท่าไหร่ แล้วคุณลองคิดดู คนอย่างคุณน่ะเหรอจะหันมามองพนักงานจนๆ อย่างเค้า เค้าจึงต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับคุณ แม้เค้าจะไม่ได้รวยหรือมีเกียรติเหมือนคุณ แต่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากัน...อย่ามาดูถูกกันง่ายๆ”
       ชายหนุ่มน้ำตารื้นขึ้นมาทันที จริงอย่างที่เขาว่า คนเราไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดีหรอก ทุกอย่างที่ทำลงไปล้วนมีเหตุผลทั้งนั้น  ถ้าผู้หญิงคนนั้นไม่ปลอมตัวเป็นคุณหนูไฮโซ คนอย่างเขาหรือจะหันไปมอง ที่เค้าโกรธหญิงสาวเป็นเพราะอารมณ์ที่รู้สึกเสียหน้ามากกว่า โดยที่เขาลืมนึกไปเลยว่าระหว่างความรักกับศักดิ์ศรี อย่างไหนมันมีค่ามากกว่ากัน 
       เราไม่ได้รักเค้าที่เค้าเป็นคุณหนูมีเงิน เราไม่ได้รักเค้าที่เค้าเป็นคุณฮันนี่  เรารักที่เค้าเป็นเค้านี่นา ต่อให้ผู้หญิงที่ชื่อห่านจะเป็นเพียงพนักงานทำความสะอาดพื้น เขาก็รักเธอ...เขารักเธอจริงๆ
       ทันใดนั้น เสียงแปร๋นๆ ของเจ๊เจ้าของห้องก็เดินเข้ามาหาคุณคุณชายกับเจ๊มะพร้าวที่ยืนอยู่หน้าห้องของห่าน เธอมองชายหนุ่มแล้วทำหน้าประหลาดใจ
       “มาหาห้องเช่าเหรอคะ ห้องนี้มีคนอยู่แล้ว ห้องว่างอยู่ทางด้านหลัง ไปดูก่อนไหมคะ ?”
       “เปล่าครับเปล่า ผมไม่ได้มาหาห้องเช่าครับ ผมมาหาเจ้าของห้องห้องนี้ที่ชื่อห่าน” คุณคุณชายบอกกับเจ๊เจ้าของห้อง เจ๊เจ้าของห้องชักสีหน้าเซ็งขึ้นมาทันที
       “ถึงว่าสิ แต่งตัวดีแบบนี้คงไม่มาเช้าห้องเช่ารังหนูของฉันหรอก ยายห่านน่ะไปแล้ว ไปกับนายบื้อข้างห้อง เห็นหอบผ้าหอบผ่อนกันออกไป คงหนีตามกันไปล่ะมั้ง” เจ๊เจ้าของห้องใส่ไข่ไปเสียหลายฟองตามประสา
       “ไปไหนรู้ไหมเจ๊ ?” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถาม อีกฝ่ายยักไหล่ทำเป็นเหมือนธุระไม่ใช่
       “จะไปรู้เหรอ ฉันไม่ใช่พวกสอดรู้สอดเห็นนะยะ”
       “เหรอ...ไม่บอกไม่รู้เลยนะเจ๊นะ” เจ๊มะพร้าวประชดอย่างหมั่นไส้
       “เชอะ...ถ้าไม่ได้มาหาห้องเช่าก็รีบไปกลับไปเสียที จอดรถเกะกะขวางทางใครเค้าจะเข้าจะออก” พูดจบก็เดินตูดบิดไปอีกทาง เจ๊มะพร้าวเท้าสะเอวใส่...นี่ถ้าไม่เห็นแก่คุณคุณชายจะตบให้ไฝที่ปากหลุดเลยนังเจ๊นี่!
       “ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันเถอะครับ อยู่ไปก็ไม่มีความหมาย”
       “คุณคุณชายอย่าไปฟังอีนังเจ๊นั่นพูดนะคะ ยายห่านกับนายบื้อน่ะเป็นเพื่อนกัน อยู่ห้องติดกัน แถมกัดกันอย่างกะหมา ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้หรอกค่ะ” เจ๊มะพร้าวรีบแก้ต่างให้ห่านเพราะกลัวว่าคุณคุณชายจะเข้าใจผิด ชายหนุ่มพยักหน้ารับเหมือนจะเข้าใจ แต่ทว่าความรู้สึกแปลกๆ มันเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว 
       การที่บื้อยอมลาออกมากับห่าน การที่บื้อเป็นเดือดเป็นร้อนแทนห่านตอนที่ถูกดาหลาต่อว่า การที่บื้อพาห่านไปไหนก็ไม่รู้เพียงลำพังสองคน...เขาจะคิดว่าเป็นการกระทำของเพื่อนธรรมดาคนหนึ่งได้หรือเปล่า ? 
       ขอให้เขาคิดมากไปเองเถอะ
 
       บ้านของป้าบื้อเป็นบ้านไม้สองชั้นขนาดกะทัดรัด พื้นที่รอบบ้านมีไม่มากนักแต่ถูกจัดสรรให้ใช้ประโยชน์ได้สูงสุดโดยที่ด้านหนึ่งปลูกต้นไม้ทั้งไม้ผลไม้ดอกเอาไว้ อีกด้านหนึ่งทำเป็นลานกว้างมีเก้าอี้พลาสติกตั้งเรียงรายอยู่ใต้เงาของต้นมะพร้าว ทางด้านหน้าของตัวบ้านยามประตูบานพับเปิดออกจะพบกับร้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ ที่ป้าของบื้อทำมาตั้งแต่ก่อนจะเปิดร้านส้มตำ
       ในส่วนของร้านส้มตำก็ไม่ได้เรียกได้อย่างเต็มปากว่าร้าน มันเป็นแค่โต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งยื่นออกมาจากส่วนของหน้าบ้าน มีตู้กระจกไว้ใส่วัตถุดิบในการทำส้มตำ โดยมีอุปกรณ์หลายต่อหลายอย่างวางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างๆ
       ห่านยืนรับลมทะเลยามเช้าอย่างสดชื่นเมื่อคืนกว่าเธอกับบื้อจะมาถึงที่นี่ก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่หญิงสาวยังคงตื่นเช้าเหมือนตอนอยู่ในเมืองหลวงเพราะความเคยชิน หญิงสาวกวาดตามองหาบื้อแต่ไม่พบ ขี้เกียจสันหลังยาวขนาดนั้นคงกำลังนอนน้ำลายยืดอยู่เป็นแน่ ยิ่งได้กลับมานอนที่บ้าน อะไรมันจะมีความสุขกว่าการได้กลับมานอนหมอนใบเก่าที่ยังรอคอยเจ้าของมานอนเสมอ ในขณะที่ห่านกำลังคิดอะไรเพลินๆ นั้น เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังหึ่งๆ เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน หญิงสาวหันไปมองตามเสียง เห็นบื้อทำหน้าทะเล้นทักทายเธอตั้งแต่เช้า มีหญิงอายุราวห้าสิบปีซ้อนท้ายมาด้วย เธอลงจากหลังเบาะมอเตอร์ไซค์แล้วทักทายห่านอย่างเป็นมิตร
       “อ้าว...หนูห่าน ตื่นแล้วเหรอลูก หิวไหม...ป้าซื้อขนมมาให้เยอะเลย” ป้าของบื้อยิ้มแย้มแจ่มใส อันที่จริงเมื่อคืนตอนที่เธอมาถึงก็ได้ทักทายกันไปรอบนึงแล้วแต่ยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก
       “ขอบคุณค่ะคุณป้า”
       บื้อจอดมอเตอร์ไซค์แล้วหยิบข้าวของมากมายในตระกร้าหน้าออกมาวางไว้บนโต๊ะ ส่วนหนึ่งนั้นเป็นวัตถุดิบในการทำส้มตำ ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มะเขือเทศ พริก กุ้งแห้ง ปูม้า และอื่นๆ อีกมายมาย อีกส่วนหนึ่งเป็นขนมหลากหลายชนิดและอาหารสำหรับทานง่ายๆ ในมื้อเช้า
       ทั้งสามนั่งลงที่โต๊ะม้าหินอ่อนหน้าบ้านด้วยกัน บื้อจัดการแกะขนมและอาหารออกมาวางไว้บนโต๊ะ ห่านกวาดตามองแล้วอ้าปากเหวอ นี่จะซื้อมาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านหรือไง!
       “โอ้โห...ทำไมซื้อมาเยอะจังคะ ?” ห่านเอ่ยถามป้าของบื้อ เธอยิ้มรับแล้วตอบ
       “ไอ้นั่นก็น่ากิน ไอ้นี่ก็น่ากิน เจ้าบื้อเลยกวาดมาซะหมด คงอยากจะอวดหนูห่านว่าที่นี่กินดีอยู่ดี มาอยู่ด้วยกันไม่อดอยาก” ป้ายิ้มเจ้าเล่ห์ เหล่ตามองบื้อที่ทำตาโตเมื่อได้ยินป้าของตัวเองพูดอย่างนั้น เขารีบปฏิเสธทันที
       “ป้าก็พูดไปเรื่อย ยายห่านเค้าไม่มาอยู่ที่นี่ตลอดไปหรอกป้า เดี๋ยวก็กลับ”
       “เอ้า...ใครจะไปรู้ เผื่อหนูห่านติดใจ อาจอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ได้ ใช่ไหมหนูห่าน ?” ผู้เป็นป้าหันไปเอ่ยถาม ห่านหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงแต่พยายามเก็บอาการ แล้วทำไมต้เธอองเขินขนาดนี้ด้วยนะ ให้ตายสิ!
       “โอย...เพ้อเจ้อไปกันใหญ่ กินเลยป้า นี่ๆ กินเข้าไปเลย นี่หมูปิ้ง นี่ข้าวเหนียว” บื้อพูดพลางหยิบหมูปิ้งกับข้าวเหนียวส่งให้ป้าเพื่อไม่ให้หญิงชราพูดมากไปกว่านี้ ป้าหัวเราะชอบใจแต่ยังไม่วายเอ่ยแซว
       “แค่นี้ก็ต้องอายด้วย ไม่คุยด้วยแล้ว เดี๋ยวป้าเข้าไปล้างผักล้างปูที่หลังบ้านก่อน ตามสบายนะหนูห่าน”
       “เดี๋ยวหนูไปช่วยค่ะ” ห่านทำท่าจะลุกขึ้น ป้ารีบร้องห้ามเสียงหลง
       “ไม่ต้องๆ นั่งคุยกันไปเถอะ ป้าทำเองทุกวัน มีคนช่วยมันจะเกะกะ” หญิงชราแกล้งพูด ห่านยิ้มเจื่อนๆ พร้อมทั้งพยักหน้าเข้าใจก่อนจะนั่งลงตามเดิม
       บื้อกำลังกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอย่างเอร็ดอร่อย ทำกลบเกลื่อนเรื่องที่ป้าพูดมาเมื่อกี้ อันที่จริงป้ารบเร้าถามเขาตั้งแต่ตอนไปตลาดด้วยกันแล้วว่าห่านใช่แฟนของเขาหรือเปล่า แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่ แต่ป้าเองกลับไม่เชื่อเพราะตอลดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนมาที่บ้านเลยแม้แต่คนเดียว 
       “ป้านายนี่น่ารักดีเนอะ ดูท่านอารมณ์ดี”
       “ใช่ ดีจนเกินไปชอบพูดอะไรเพ้อเจ้อ เป็นอย่างนี้ประจำ” บื้อบอกพลางยิ้มกริ่ม เขาเลื่อนขนมครกในกระทงใบตองให้กับห่าน ก่อนจะบรรยายสรรพคุณราวกับว่ามันเป็นของแปลกที่ห่านไม่เคยกินมาตลอดชีวิตนี้
       “กินซะ ขนมครกแบบนี้ไม่ได้หากินง่ายๆ นะ”
       “อะไรกัน ที่หน้าปากซอยก็มีตั้งหลายเจ้า” ห่านเถียง
       “นี่...แหกตาดูดีๆ สิแม่คุณ นี่มันขนมครกโบราณ ใช้เตาถ่าน ใส่ใบตอง ที่สำคัญไม่กรอบด้วย ขนมครกไทยแท้น่ะ เค้าต้องนิ่มๆ หอมกะทิ ไม่ใช่มีแต่แป้งกรอบๆ เหมือนสมัยนี้ ลองดูก่อนที่จะพูด” ว่าแล้วบื้อก็หยิบขนมครกหนึ่งฝายื่นให้ห่าน หญิงสาวจะหยิบมาแต่บื้อชักมือกลับ “อ้าปาก”
       “ฉันกินเองได้น่า”
       “รู้ว่ากินเองได้ แต่จับหลายๆ มือ มันจะเละ กินไปเหอะน่า มือฉันสะอาด” บื้อยังยืนยันอย่างนั้น ห่านลังเลแต่ก็ยอมอ้าปากรับเสียแต่โดยดี ทันทีที่ได้สัมผัสรสของมันหญิงสาวก็ตาโต
       “อื้อ...อร่อยจริงๆ ด้วย”
       “ใช่ไหมล่ะ ยิ่งได้ขี้มือฉันด้วยยิ่งอร่อยไปกันใหญ่ เอ๊ะ...มื้อกี้เผลอเกาตูดไปสองที แต่ไม่เป็นไรหรอก เชื้อโรคโดนอากาศก็ตายแล้ว” ชายหนุ่มพูดกวนประสาทห่าน หญิงสาวทำหน้าเบ้ใส่ รู้ว่าเขาพูดเล่น
       “เดี๋ยวตอนเที่ยงป้าจะทำขนมจีนทอดมันให้กิน ไม่เคยกินใช่ไหมล่ะ ?”
       “ขนมจีนทอดมัน ? มีด้วยเหรอ” ห่านเลิกคิ้วสูง มือก็หยิบขนมครกเข้าปากไปด้วย
       “มีสิ มีที่เพชรบุรีที่เดียวแหละ เป็นขนมจีนกินกับทอดมัน แล้วราดด้วยน้ำจิ้มทอดมันหวานๆ เปรี้ยวๆ เผ็ดๆ โรยด้วยใบกะเพราทอดกรอบ อร่อยอย่าบอกใคร ”ชายหนุ่มบรรยายจนเห็นภาพ เขาแอบกลืนน้ำลายเล็กๆ นึกถึงแล้วอยากกินเสียให้ได้ซะตอนนี้ เพราะสองปีแล้วที่เขาไม่ได้กินมันเลย เคยแอบซื้อขนมจีนเปล่าๆ มากินกับทอดมันตามตลาดแต่รสชาติมันก็ไม่ใช่
       “เกรงใจป้านายจัง”
       “ถ้าเกรงใจก็อยู่นานๆ นะ”
       “หา...นายพูดว่าอะไรนะ ?” ห่านขมวดคิ้ว นึกว่าตัวเองคงฟังอะไรผิดไปแน่ๆ
       “ฉันบอกว่าถ้าเกรงใจป้าฉันก็อยู่นานๆ เพราะป้าฉันจะได้มีเพื่อนคุย ไม่ต้องเหงาอีก อยู่ตลอดไปได้ยิ่งดี” บื้อพูดหน้าตาเฉยก่อนจะลุกขึ้นเดินหายเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้ห่านนั่งอึ้งอยู่คนเดียว
       มันไม่ใช่คำสารภาพรัก...แต่ความหมายมันคือคำว่ารัก
       หญิงสาวพยายามไม่คิดไปในทิศทางนั้น....จะเป็นไปได้ยังไงกัน
       ไม่จริงหรอก...นายนั่นไม่ได้รักฉันหรอก
       แต่ฉันล่ะ...รักนายนั่นหรือเปล่า ?

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น