อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 14:59:58

ตอนที่ 16 ตอนที่ 16


      คุณคุณชายเดินถือเสื้อสูทลงมาจากบันไดวนของบ้าน กำลังจะเดินเลยผ่านห้องอาหารเพราะไม่อยากคุยกับผู้เป็นแม่เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน เขาไม่อยากเป็นลูกอกตัญญูที่เถียงผู้ให้กำเนิด...ถ้าไม่จำเป็น
       แต่ดูเหมือนโชคไม่เข้าข้างนัก เมื่อคุณหญิงรื่นฤดีเห็นลูกชายเข้าเสียก่อน เธอจึงเอ่ยปากเรียกลูกชายให้เข้ามาพบ เพราะวันนี้มีแขกสำคัญของบ้านที่จะมาคุยเรื่องบางเรื่องกับคุณคุณชาย
       “ตาคุณชาย จะรีบไปไหน เข้ามาที่นี่ก่อน”
       “ครับ” ชายหนุ่มตอบรับแม้ในใจจะไม่อยากเข้าไปนัก ทันทีที่เข้าก้าวเข้ามาในห้องรับประทานอาหารของบ้าน คุณคุณชายก็ต้องแปลกใจที่พบกับคุณหญิงรื่นฤดีกับดาหลานั่งร่วมโต๊ะอยู่ก่อนแล้ว ชายหนุ่มยกมือไหว้คุณหญิงเพียงลดาก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่งลง
       “รับอะไรดีตาคุณชาย กาแฟหรือข้าวต้ม” ผู้เป็นแม่เอ่ยถาม
       “ไม่ดีกว่าครับ ผมยังไม่หิว คุณแม่มีอะไรกับผมหรือครับ ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางเหลือบตามองไปทางคุณชนะศึกผู้เป็นพ่อ ผู้เป็นพ่อเองก็ทำได้แค่เพียงส่ายหน้า เป็นสัญญาณว่ากำลังจะมีเรื่องให้คุณคุณชายหนักใจอีกแล้ว
       “แม่จะให้แกหมั้นกับหนูดาหลาไว้ก่อน พอหนูดาหลากลับจากประกวดนางงามที่ต่างประเทศ ค่อยมาแต่งงานกันอีกที แกจะว่ายังไง ?” ผู้เป็นแม่เอ่ยถาม ดาหลาทำเป็นเขินอาย
       “ดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ในอนาคตจะได้พึ่งพาอาศัยกันได้ ป้าก็ไม่เห็นใครเหมาะกับดาหลาลูกป้าเท่าคุณคุณชายอีกแล้ว ฝากน้องด้วยนะลูก” คำพูดของคุณหญิงเพียงลดานั้นไม่ใช่ประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่ทว่าเป็นประโยคที่แฝงคำบังคับให้ผู้รับฟังอยู่ในที
       “ตกลงตามนี้นะคะคุณน้อง เดี๋ยวเรามาคุยเรื่องงานกันเลยดีกว่า” คุณหญิงรื่นฤดีหน้าบานด้วยความดีใจ คุณชนะศึกเห็นดังนั้นก็รีบขัดคอขึ้นเสียก่อน
       “จะไม่ลองถามความเห็นของลูกหน่อยเหรอคุณ ?”
       “อุ๊ย...ตาคุณชายไม่มีทางปฏิเสธหรอก เพราะตาคุณชายรู้ว่าแม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกอยู่แล้ว ใช่ไหม ?” คุณหญิงรื่นฤดีหันไปมองลูกชายที่นั่งหน้านิ่งแล้วมัดมือชกโดยทันที “ท่าทางจะต้องคุยกันยาว ไว้เดี๋ยวเราทานอาหารเสร็จค่อยไปหาที่นั่งคุยรายละเอียดกันนะคะคุณน้อง หนูดาหลาไม่มีงานที่ไหนใช่ไหม ?”
       “ไม่มีค่ะคุณแม่” หญิงสาวยิ้มหวาน อีกไม่นานจะได้เป็นภรรยาเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดังแล้ว
       “คุณแม่ครับ ผมไม่อยากแต่งงานกับคุณดาหลาครับ” ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยน้ำเสียงขึงขัง ทำเอาผู้ที่ได้รับฟังถึงกับอึ้ง คุณหญิงรื่นฤดีถึงกับปล่อยช้อนลงกระแทกกับถ้วยข้าวต้มเสียงดังเคร้ง!
       “แกว่าอะไรนะ ?”
       “ผมรู้ว่าคุณแม่ได้ยินชัดแล้ว แต่ถ้าอยากได้ยินอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ผมก็จะพูดซ้ำอีกครั้ง ผมจะไม่แต่งงานกับคุณดาหลาครับ ผมจะแต่งงานกับคนที่ผมรักเท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมทำตามที่คุณแม่ขีดให้ทุกอย่าง ผมเรียนตามที่คุณแม่อยากให้เรียน ผมเข้าคณะตามที่คุณแม่อยากให้เข้า ผมทำงานตามที่คุณแม่บอก ผมทำตามคุณแม่ทุกอย่างจนผมแทบจะลืมความคิดของตัวเองไปแล้ว จนบางทีผมยังเคยคิดว่าผมเกิดมามีหัวใจมีสมองไว้ทำไม ในเมื่อผมเองแทบไม่เคยได้ทำอะไรตามที่หัวใจอยากเลยสักครั้ง วันนี้แหละครับ...ผมขอทำตามหัวใจตัวเอง ผมจะแต่งงานกับคนที่ผมรัก”
       “นี่แกเป็นบ้าไปแล้วเหรอตาคุณชาย” คุณหญิงรื่นฤดีแผดเสียงใส่ ก่อนจะหันไปหาคุณหญิงเพียงลดากับดาหลาที่นั่งอึ้งอยู่แล้วรีบพูดแก้สถานการณ์ทันที “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ตาคุณชายเค้าคงอยากล้อแม่เล่น”
       “เปล่าครับ ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมพูดจริงและจะทำจริงๆ ผมอยู่กับผู้หญิงที่ผมไม่ได้รักไม่ได้หรอกนะครับ ขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง” พูดจบคุณคุณชายก็ยกมือไหว้คุณหญิงเพียงลดาแล้วเดินออกจากโต๊ะอาหารไปทันที
       “กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องนะตาคุณชาย กลับมาเดี๋ยวนี้ แม่สั่งแกไม่ได้ยินหรือไง บอกให้กลับมา!” คุณหญิงรื่นฤดีตะโกนเรียกลูกชายแต่ทว่าเขากลับทำเมินเฉย ทำราวกลับไม่ได้ยินเสียงของบุพาการี ชายหนุ่มขึ้นรถคันงามที่คนขับรถจอดไว้ให้แล้วขับออกไปอย่างไม่แยแสความรู้สึกของอีกฝ่าย
       “นี่หมายความว่ายังไงกันคะ ทำแบบนี้ลูกดาหลาของคุณน้องเสียหายนะคะคุณพี่” คุณหญิงเพียงลดาชักสีหน้าไม่พอใจทันที
       “ใจเย็นๆ ก่อนนะคะคุณน้อง เดี๋ยวรอตาคุณชายใจเย็นๆ แล้วคุณพี่จะกล่อมให้นะคะคุณน้อง”
        “ลูกมันตั้งใจแบบนี้แล้วยังไงมันก็ไม่ยอมหรอกคุณ ชีวิตลูก เราเลี้ยงได้แต่ตัว หัวใจน่ะเป็นของลูกเอง ถ้าเป็นผม ผมก็ไม่ยอมเหมือนกันที่อยู่ๆ จะมาจับคลุมถุงชน นี่มันสมัยไหนแล้ว ลูกเราก็เรียนจบเมืองนอกเมืองนามา ยังจะใช้วิธีโบราณๆ ทำร้ายลูก ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย” คุณชนะศึกเริ่มจะมีปากเสียงบ้าง
       “แต่ฉันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกนะ ” ฝ่ายภรรยาเถียงทันที
       “สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกหรือสำหรับคุณกันแน่ ลองถามตัวเองดูใหม่นะคุณหญิง ผมขอตัวก่อนนะครับ” คุณชนะศึกวางช้อนข้าวต้มลง ใช้ผ้าเช็ดปากเช็ดปากจนเรียบร้อยแล้วเดินออกไปอย่างไม่สนใจทั้งภรรยาและแขกผู้มาเยือน
       คุณหญิงรื่นฤดีหน้าเจื่อนทันทีจนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาฝ่ายตรงข้าม ปกติลูกชายเธอไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้กับเธอเลยสักครั้ง 
       “จะทำยังไงดีล่ะคะ ดาหลาไปบอกเพื่อนๆ ไว้หมดแล้วว่าจะหมั้นกับคุณคุณชาย”
       “นั่นน่ะสิคะ ตอนนี้ในแวดวงสังคมไฮโซของคุณน้องก็รู้กันทั่วแล้วว่าเราจะดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไม่รู้ล่ะค่ะ ยังไงคุณพี่ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ถ้าอย่างนั้นคุณน้องขอตัวกลับก่อนแล้วกัน สวัสดีค่ะ” คุณหญิงเพียงลดาบอกพลางใช้สายตามองลูกสาวให้ลุกตามเธอไป ดาหลายังดื้อดึงไม่ยอมไปง่ายๆ จนผู้เป็นแม่ต้องกระชากดาหลาให้ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปอย่างหัวเสีย
       คุณหญิงรื่นฤดีถึงกับนั่งกุมขมับ รู้สึกมืดแปดด้านจนอยากจะบ้าตายเสียให้ได้ 

       ลมทะเลโชยพัดเข้ามาที่ใบหน้าของห่านในขณะที่นั่งเล่นอยู่ริมชายหาด ท้องฟ้าสีฟ้าสดกำลังค่อยๆ ถูกท้องฟ้าสีส้มกลืนกินเ ป็นสัญญาณว่าใกล้ที่จะได้เวลาพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าแล้ว คลื่นลูกโตกำลังกระหน่ำเทซัดเข้ามาที่ชายหาดลูกแล้วลูกเล่า เด็กๆ กำลังวิ่งเล่นน้ำทะเลกันอย่างสนุกสนาน ห่านมองแล้วอดอมยิ้มไม่ได้
      “มานั่งทำอะไรคนเดียวตรงนี้” บื้อเอ่ยถามขณะนั่งลงข้างๆ ห่าน 
       “มานั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ ทะเลตอนเย็นๆ นี่ดูแล้วเหงาจัง ฉันไม่เคยชอบบรรยากาศยามเย็นเลย มันดูเศร้า มันดูเหมือนการจากลา มันทำให้นึกถึงคนที่คิดถึงบ้าน” หญิงสาวบอกแต่ยังไม่วางตาจากท้องฟ้า
       “ใช่ ทุกครั้งที่ฉันนั่งมองท้องฟ้าตอนเย็นๆ ที่กรุงเทพฯ ฉันนึกถึงท้องฟ้าที่นี่ตลอด ท้องฟ้าที่นอนดูมาตั้งแต่เล็กๆ”
       “คนอย่างนายเนี่ยนะ ชอบมองท้องฟ้า” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ บื้อหันมาจ้องหน้าคู่สนทนาแล้วเบ้ปาก
       “ทำไมคนอย่างฉันจะชอบมองท้องฟ้าไม่ได้ ผู้ชายก็โรแมนติกเป็นนะ”
       “จ้า...พ่อคนโรแมนติก ถามอะไรอย่างนึงสิ เวลาคิดถึงบ้านนายหอนไหม ?”
       “บรู๊วส์...เย้ยย! คนนะไม่ใช่หมา!”
       “อ้าวเหรอ...นึกว่าใช่” ห่านหัวเราะร่วน รอยยิ้มของหญิงสาวทำให้บื้อใจพองโตอย่างไม่มีเหตุผล
       “ไปเดินเล่นกันไหม เดินเลาะริมหาดไปทางโน้นอีกหน่อยจะเจอวัดเนรัญชราราม แล้วก็เดินไปอีกนิดจะเจอสะพานปลา ไปดูชีวิตชาวประมงกัน ตอนนี้คงกำลังเตรียมตัวออกเรือไปจับปลาแล้วล่ะ” บื้อเอ่ยชวนห่าน หญิงสาวพยักหน้ารับ...ดีเหมือนกัน
       ทั้งคู่ลุกขึ้นเดินไปตามชายหาดที่ทอดยาว ลมทะเลยามเย็นโชยพัดทำให้ผมของหญิงสาวปลิวไสว ปลายผมของเธอปลิวมาโดนหน้าของบื้อ กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำเอาชายหนุ่มถึงกับเคลิ้ม มือของห่านกวัดแกว่งไปตามจังหวะที่หญิงสาวก้าวเดิน บื้อจ้องที่มือของห่าน อยากจะเอามือของตัวเองจับที่มือของเธอแล้วเดินแกว่งมือกันไปเหมือนในหนังรัก แต่เขาจะไปทำอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อเขายังไม่รู้เลยว่าห่านคิดยังไงกับเขา นั่นยังไม่สำคัญเท่าที่เขายังไม่แน่ใจตัวเองเลยว่าความรู้สึกประหลาดๆ ที่แวะเข้ามาทักทายเขาอยู่บ่อยๆ ช่วงนี้มันคืออะไร...ความรักหรือเปล่า ?
       ชายหนุ่มมองหน้าห่านแล้วอมยิ้ม...แม้ไม่ได้จับมือ แค่ได้อยู่ใกล้ๆ ก็มีความสุขแล้ว 

       เจ๊มะพร้าวเดินเฉิดฉายเข้ามาที่บูธตามปกติ รุ่นน้องที่กำลังมุงกันอะไรกันสกอย่างเห็นเจ๊มะพร้าวก็รีบร้องเสียงหลง ก่อนจะลากเธอเข้าไปร่วมวงสนทนาจับประเด็นข่าวร้อนของวัน...ไม่พ้นเรื่องของชาวบ้านเช่นเคย!
       “อะไรกันยะ ทำเป็นตื่นเต้น” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถามพลางแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มของสาวๆ แผนกบิวตี้
       “แหมเจ๊...จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไงล่ะ นี่มันข่าวของคุณคุณชายกับยายดาหลานั่น” พนักงานคนหนึ่งรีบอธิบาย
       “แล้วยังไงยะ เจ๊ก็เห็นข่าวของทั้งสองคนนั่นลงหน้าไฮโซสาระแนบ่อยๆ โอ๊ย...เสียเวลาจริงๆ เดี๋ยวเจ๊ไปแต่งหน้าก่อน รู้สึกวันนี้หน้าจืดๆ พิกล เดี๋ยวหนุ่มๆไม่มอง” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็ทำท่าจะเดินออกแต่รุ่นน้องยังยื้อไว้
       “คราวนี้มันไม่เหมือนทุกวันน่ะสิเจ๊ มานี่ๆ เดี๋ยวหนูอ่านให้ฟัง” ว่าแล้วพนักงานรุ่นน้องจึงเริ่มอ่านข่าวซุบซิบไฮโซให้รุ่นพี่ตัวแม่ฟัง...
       “เม้าท์กันให้แซ่ดว่าคู่รักข้าวใหม่ปลามันกำลังจะเป็นหมันไปเสียแล้ว ระหว่างทายาทห้างสรรพสินค้าพันล้าน คุณคุณชาย นฤนาถวรเดช กับนางสาวไทยสยามปีล่าสุด หนูดาหลา เกริกก้องเกรียงไกรแก้วเกล้า จิ้งจกตุ๊กแกแอบไปได้ยินว่าฝ่ายชายไม่ยอมหมั้นกับฝ่ายหญิงด้วยเพราะมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว ตายล่ะหวา...แล้วที่หนูเที่ยวประกาศปาวๆ ว่าจะหมั้นหมายกับคุณคุณชายจะทำยังไงดีกันล่ะนี่ คราวหลังก่อนพูดอะไรนึกถึงมงกุฎบนหัวบ้างก็ดีนะจ๊ะหนู คดีเก่าที่ไปวีนกลางห้างสรรพสินค้าทางกองประกวดยังไม่ได้สะสาง คดีใหม่ก็มาอีกแล้ว รีบกลับตัวกลับใจด่วนก่อนที่จะถูกริบมงกุฎคืนแบบไม่รู้ตัว!” พอเสียงเจื้อยแจ้วของรุ่นน้องอ่านจบ เสียงหัวเราะแหลมสูงของเจ๊มะพร้าวก็ดังสวนขึ้นมาอย่างสะใจสุดขีด
       “โอย...แซ่บๆ ในที่สุดสวรรค์ก็มีตา เจ้าพระคู๊ณ...ขอให้ทางกองประกวดริบมงกุฎยายนี่คือไปเถอะ อย่าให้เจ้าหล่อนได้ไปเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดนางงามเลย มีหวังได้ไปตบกับนางงามชาติอื่นขายขี้หน้าเสียเปล่าๆ”
       “นั่นสิเจ๊ แหม...แต่พอนึกถึงยายคุณดาหลานั่นก็อดที่จะคิดถึงยายห่านไม่ได้ นี่มันจะเดือนนึงแล้วนะ เจ๊ไม่ได้ข่าวคราวอะไรจากยายห่านบ้างเลยเหรอ ?” พนักงานอีกคนเอ่ยถาม แม้ไม่ได้สนิทกับห่านนัก แต่ในฐานะเพื่อนร่วมห้างและคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตบสนั่นในวันนั้นก็อดที่จะอยากรู้ไม่ได้ เจ๊มะพร้าวได้ยินคำถามแล้วก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
       “เจ๊ก็ติดต่อไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าป่านนี้จะไปอยู่ที่ไหน จะรู้บ้างไหมนะว่าคุณคุณชายเค้าคิดถึงและประกาศไม่หมั้นกับยายดาหลาแล้ว”
       ในเวลาเดียวกันนั้น บื้อที่กำลังนั่งอ่านข่าวซุบซิบไฮโซอยู่รีบพับหนังสือพิมพ์เก็บทันทีที่ได้ยินเสียงของห่านดังมาจากหลังบ้าน หญิงสาวถือตระกร้าใส่มะละกอที่สับแล้วมาไว้ในตู้กระจกตรงหน้าร้าน หญิงสาวหันมองบื้อที่ทำท่าแปลกๆ แล้วเอ่ยถาม “เป็นอะไรน่ะ ทำเหมือนกำลังซ่อนอะไรอยู่”
      “เปล่านี่ เธอคิดไปเองหรือเปล่ายายห่าน ฉันไม่เห็นมีอะไรต้องซ่อนเธอเลย” ชายหนุ่มซ่อนสีหน้าพิรุธแล้วถือหนังสือพิมพ์ลุกขึ้นเดินออกไป ทำเป็นผิวปากอารมณ์ดีเพื่อปกปิดความกังวลใจของตัวเอง ถ้าห่านได้อ่านข่าวนี้ เธอจะเป็นยังไง ? จะดีใจหรือเปล่าที่ชายคนที่เธอใฝ่ฝันนั้นยังคงไม่ยอมหมั้นกับดาหลา ? ห่านจะกลับไปหาเขาไหม ? แล้วถ้าห่านกลับไป เขาจะทำยังไง ? คำถามมากมายรุมเร้าอยู่ที่หัวสมองของชายหนุ่ม แม้ใบหน้าจะยังยิ้มกวนประสาทได้ แต่ภายในของเขากลับยิ้มไม่ออกเลยสักนิดเดียว 
      บื้อเดินไปที่มุมมุมหนึ่งของบ้าน แอบเอาหนังสือพิมพ์ของวันนี้ไปยัดรวมกับหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่วางซ้อนกันอยู่รอเวลารถขายของเก่าจะมา มาซะเลยสิวันนี้ อยากขาย...อยากขาย!
       เสียงลูกค้าหน้าร้านร้องหาคนขาย บื้อรีบวิ่งออกไปทันทีในขณะที่ห่านเดินสวนเข้ามาจะหยิบหนังสือพิมพ์ไปให้ป้าของบื้อใช้รองพื้นเวลาปอกเปลือกมะละกอที่หลังบ้าน หญิงสาวหยิบหนังสือพิมพ์ที่ซ้อนๆ กันขึ้นมาปึกหนึ่ง แล้วเดินออกไปหาป้าของบื้อที่กำลังล้างมะละกออยู่
       “มาแล้วค่ะ”
       “ปูให้ป้าหน่อยหนูห่าน”
       “ได้เลยค่ะ” ว่าแล้วห่านก็จัดการหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมากางออกแล้ววางบนพื้น กำลังจะหันไปหยิบอีกฉบับมาปูทับเพื่อให้หนาๆ แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึกเมื่อเห็นว่าหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นยังดูเหมือนยังเป็นข่าวใหม่อยู่เลย ห่านจึงลองกวาดตาดูที่ข่าวหน้าหนึ่ง ข่าวการเมืองยังสดๆ ร้อนๆ ข่าวดาราโต้กันเรื่องโทรศัพท์ลึกลับยังคงดังกระฉ่อน เพราะเมื่อเช้าเธอยังนั่งดูข่าวจากในโทรทัศน์อยู่ แต่เอ๊ะ...นี่มันหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้นี่นา ทำไมถึงมาอยู่กับกองหนังสือพิมพ์เก่าได้
       “มีอะไรหรือหนูห่าน ?” ป้าเอ่ยถาม
       “ก็นี่มันหนังสือพิมพ์ของวันนี้นี่คะ ทำไมมาอยู่กับหนังสือพิมพ์เก่าได้ก็ไม่รู้”
       “ไหนๆ ให้ป้าดูหน่อย” ป้าหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาดูแล้วย่นคิ้ว ยื่นหนังสือพิมพ์ออกไปหนึ่งช่วงแขนแล้วเพ่งตามประสาคนแก่ “โอย...เล่มนี้ป้ายังไม่ได้อ่านเลย ที่ยายน้องกุสุมาวลีกับรุ่นพี่ไพลิน รัตนากรจะกำลังสาดโคลนใส่กันลงหน้าหนึ่ง สงสัยเจ้าบื้อเผลอคิดว่าเป็นหนังสือพิมพ์เก่าแน่ๆ หนูห่านเอาไปอ่านก่อนสิ” ป้าพับหนังสือพิมพ์ส่งให้ หญิงสาวปฏิเสธ
       “คุณป้าอ่านก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวห่านช่วยหั่นมะละกอให้”
       “เอางั้นเหรอ งั้นป้าขออ่านข่าวยายสองคนนี้ก่อน ใครโกหกกันแน่ เดี๋ยวลูกค้ามาซื้อส้มตำจะได้เม้าท์กับเค้าถูก” ผู้เป็นป้ากล่าวอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะกางหนังสือพิมพ์ออกเพื่อหาหน้าที่ลงรายละเอียดของข่าว แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุดกับหน้าสังคมไฮโซเมื่อเห็นภาพดาหลานางงามที่เธอเชียร์ตอนประกวดขึ้นโชว์หรา “อุ๊ย...หนูดาหลา” 
      ป้าทำเสียงตื่นเต้นราวกับได้เจอตัวจริงตรงหน้า ห่านสะดุดกึก เงยหน้าขึ้นมองป้าที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านข่าวในกรอบสี่เหลี่ยมซุบซิบไฮโซ
       “เม้าท์กันให้แซ่ดว่าคู่รักข้าวใหม่ปลามันกำลังจะเป็นหมันไปเสียแล้ว ระหว่างทายาทห้างสรรพสินค้าพันล้าน คุณคุณชาย นฤนาถวรเดช กับนางสาวไทยสยามปีล่าสุด หนูดาหลา เกริกก้องเกรียงไกรแก้วเกล้า จิ้งจกตุ๊กแกแอบไปได้ยินว่าฝ่ายชายไม่ยอมหมั้นกับฝ่ายหญิงด้วยเพราะมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว ตายล่ะหวา...แล้วที่หนูเที่ยวประกาศปาวๆ ว่าจะหมั้นหมายกับคุณคุณชายจะทำยังไงดีกันล่ะนี่ คราวหลังก่อนพูดอะไรนึกถึงมงกุฎบนหัวบ้างก็ดีนะจ๊ะหนู คดีเก่าที่ไปวีนกลางห้างสรรพสินค้าทางกองประกวดยังไม่ได้สะสาง คดีใหม่ก็มาอีกแล้ว รีบกลับตัวกลับใจด่วนก่อนที่จะถูกริบมงกุฎคืนแบบไม่รู้ตัว! อะไรกัน ข่าวไม่จริงสักหน่อย หนูดาหลาออกจะเรียบร้อย แล้วไอ้ผู้ชายที่ชื่อคุณคุณชายนี่เป็นใครกัน หนูห่านพอจะรู้จักไหม ?” ป้าของบื้อหันไปเอ่ยถามห่าน หญิงสาวที่กำลังนั่งหั่นมะละกอถึงกับเผลอเฉือนเนื้อของตัวเองไปด้วยความตกใจ เลือดสีแดงสดไหลเป็นทาง ป้าตาโตร้องโวยวายด้วยความตกใจ “ว้าย...หนูห่านถูกมีดบาด!”
       “ไม่เป็นไรค่ะป้า นิดเดียวเดี๋ยวก็หาย” หญิงสาวรีบบอกแต่ป้ายังร้องโวยวายไม่หยุด บื้อที่ได้ยินเสียงโวยวายจึงวิ่งมาทางหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าห่านโดนมีดบาดก็รีบตรงเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง
       “ไปทำอีท่าไหนเนี่ย ไปๆ เข้าไปในบ้านล้างแผล เดี๋ยวติดเชื้อ” บื้อทำเสียงดุใส่ห่าน หญิงสาวไม่ตอบโต้อะไร ยอมเดินตามชายหนุ่มไปเสียแต่โดยดี ตอนนี้จิตใจของเธอยังรู้สึกอึ้งกับข่าวเมื่อสักครู่ไม่หาย
       ชายหนุ่มจับห่านมานั่งแล้วหยิบกล่องปฐมพยาบาลในลิ้นชักขึ้นออกมามา จัดการล้างแผลให้หญิงสาว ห่านร้องโอดครวญจะชักนิ้วออกลูกเดียวแต่บื้อไม่ยอม ชายหนุ่มตีเบาๆ ที่แขนของห่านแล้วทำหน้าดุ
       “สมน้ำหน้า! ทำอะไรไม่ระวัง ดีนะที่แผลไม่ลึก ไม่งั้นคงต้องให้หมอตัดนิ้วออกกลายเป็นเดชไอ้ด้วนตั้งแต่ยังสาว”
       “นี่อย่าเวอร์ไปหน่อยเลยน่า” ห่านทำหน้าบึ้ง บื้อหัวเราะร่วนก่อนจะหยิบทิงเจอร์ไอโอดีนมาทาตรงที่แผลของหญิงสาวเบาๆ แล้วเอาพลาสเตอร์ยาแปะที่นิ้วของห่านอีกทีอย่างเบามือ ชายหนุ่มยกนิ้วของห่านขึ้นมาหันซ้ายหันขวา ดูความเรียบร้อยก่อนจะเป่าเพี้ยงที่แผลทำราวกับเธอเป็นเด็กๆ
       “เพี้ยง...ไม่เจ็บแล้ว เดี๋ยวก็หาย เพี้ยงๆ” ชายหนุ่มเป่าที่มือของหญิงสาวอีกสองสามครั้ง ห่านมองสิ่งที่บื้อทำแล้วอดที่จะอมยิ้มไม่ได้...นายนี่ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ “ผู้หญิงอะไรมือใหญ๊...ใหญ่ ดูสิ...มือใหญ่กว่าฉันอีก” ชายหนุ่มวิจารณ์มือของห่าน หญิงสาวรีบหดมือกลับทันที
       “ฉันเป็นผู้หญิงทำงาน ไม่ใช่คุณนายที่วันๆ ไม่ต้องทำอะไร นิ้วมือก็ต้องใหญ่เป็นธรรมดา” ห่านบอก บื้อพยักหน้ารับว่าเข้าใจแล้วเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
       “แล้วนี่ก็ไม่ต้องไปทำอีกแล้วนะ หั่นมะละกอน่ะ เดี๋ยวฉันทำให้ป้าแกเองก็ได้ เธอมาคอยนั่งดูของหน้าบ้านก็พอ”
       “โหย...น่าเบื่อจะตาย ฉันอยู่บ้านวันๆ ไม่ได้ทำอะไร นี่จะกลายเป็นอัมพาตอยู่แล้ว”
       “เวอร์ๆ ไปนั่งดูทีวีเลยไป เดี๋ยวถ้าจะให้ช่วยอะไร ฉันจะเรียกเธอเอง” บื้อเอ่ยปากไล่หญิงสาว ก่อนจะเก็บกล่องปฐมพยาบาลให้เรียบร้อยแล้วเอาไปใส่ไว้ในลิ้นชักตามเดิน เขาหันมาทำหน้าทะเล้นใส่ห่านแล้วเดินไปช่วยป้าที่หลังบ้าน
       ห่านมองตามแล้วอมยิ้ม....แต่พอนึกถึงเรื่องในหนังสือพิมพ์เมื่อสักครู่รอยยิ้มก็มลายหายไปในพริบตา
       ความรู้สึกวูบไหวที่หายไปได้สักพักก็กลับมาทักทายห่านใหม่อีก...ทำไมไม่ลืมซะทีนะ!
 
       เอกำลังนั่งหาวหวอดๆ รอเวลาเลิกงาน ชายหนุ่มนั่งดูมอนิเตอร์จนเบื่อแล้วเบื่ออีก ตั้งแต่บื้อลาออกไป เขาก็ไม่ค่อยมีเพื่อนคุยเหมือนอย่างเคย ความสัมพันธ์ของเขากับดาวก็ไม่มีวี่แววว่าจะคืบหน้า ก็อย่างว่า...พนักงานกระจอกๆ หล่อก็ไม่หล่อ ใครเค้าจะมาสนใจ
       เสียงโทรศัพท์มือถือของเอดังขึ้น ชายหนุ่มเหล่ตามองพลางถามตัวเองในใจ ใครโทรมาวะ ? ปกติไม่เคยมีใครโทรหาเขาในเวลาแบบนี้นี่นา เอเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูที่หน้าจอ ชายหนุ่มขมวดคิ้ว...เบอร์ไม่คุ้น
       “ฮัลโหล”
       “ฮัลโหล...ไอ้เอเหรอ ฉันเอง...บื้อ” ปลายสายรีบแนะนำตัว
       “เฮ้ย...ไอ้บื้อ เป็นไงมาไงวะ แล้วตอนนี้อยู่ไหน ทำไมไม่ติดต่อกลับมาเลยวะ โทรไปก็ไม่รับ” เอรัวคำถามเป็นชุด ปลายสายหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะตอบคำถาม
       “ถามรัวเป็นชุดเลยนะไอ้เอ พอดีมันมีเรื่องฉุกละหุกน่ะ เลยไม่ได้บอกใคร”
       “เออ...แล้วแกไปกับยายห่านเหรอ ?” เอเอ่ยถาม
       “ใช่...มีอะไรหรือเปล่า ?”
       “มีสิ มีมากๆ ด้วย ตอนนี้ทุกคนพยายามที่จะติดต่อตามหาตัวยายห่านอยู่ ฉันรู้ แกต้องถามว่าทำไม งั้นจะตอบให้เลย ตอนนี้คุณคุณชายเค้านึกกลับใจ สำนึกผิด อยากขอโทษยายห่านแล้วจะกลับไปคืนดีด้วย นึกแล้วขนลุกเลยว่ะ จากหน้ามือเป็นหลังมือ ฝากบอกยายห่านด้วย ให้รีบกลับมาด่วน มารับตำแหน่งคุณนายเจ้าของห้างเสียแต่โดยดี” เอพูดพลางหัวเราะลั่นแต่ทว่าปลายสายกลับไม่ขำด้วยเลยสักนิด คำบอกเล่าของเอทำเอาบื้อจุกจนแทบพูดอะไรม่ออกอีก
       อะไรนะ...คุณคุณชายอยากจะกลับมาขอคืนดีกับยายห่านจริงๆ หรือ ?
       “ฮัลโหล...ไอ้บื้อ...ยังอยู่หรือเปล่า ?” เอเอ่ยถามเมื่อเห็นปลายสายเงียบไป บื้อรีบตั้งสติ ทำเสียงเหมือนว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรทั้งๆ ที่ตอนนี้ในใจกลับสั่นระรัว ความกลัวอะไรบางอย่างเริ่มก่อตัวชัดเจนขึ้น กลัว...กลัวว่าห่านจะจากเขาไป
       “อยู่ๆ คือที่โทรมาเนี่ย...แค่จะมาบอกว่าเดี๋ยวฉันจะโอนเงินค่าห้องเช่าเข้าบัญชีแก แกช่วยเอาไปจ่ายเจ๊เจ้าของห้องเช่าให้ด้วย เดี๋ยวเจ๊แกเข้าไปขนข้าวของฉันไปทิ้งเสียก่อน อ้อ...ส่วนเรื่องของยายห่าน ฉันจะบอกยายนั่นเอง แต่ไม่รู้ว่ายายนั่นจะกลับไปหรือเปล่านะ”
       “เฮ้ย...แกก็ต้องกล่อมให้ยายห่านกลับมาให้ได้สิ หรือถ้าไม่งั้นก็บอกที่อยู่มา เดี๋ยวฉันจะไปบอกให้เจ๊มะพร้าวไปบอกคุณคุณชายให้ไปง้อยายห่านถึงที่เลยก็ได้ พวกเราก็จะได้ความดีความชอบด้วยนะไอ้บื้อ” เอทำเสียงตื่นเต้นเมื่อนึกถึงวันนั้นที่ไม่รู้ว่าจะมีจริงหรือเปล่า บื้อรีบตัดบทสนทนาทันที
       “ไม่ต้องล่ะ เดี๋ยวฉันบอกเองดีกว่า เดี๋ยวยายห่านรู้เข้าจะด่าที่ไปบอกว่าตอนนี้ยายนั่นอยู่ที่ไหน ถ้ายายห่านอยากคืนดีจริง เดี๋ยวก็กลับไปเองแหละ แค่นี้นะ” พูดจบบื้อก็รีบวางหู
       “อ้าว...เฮ้ย! ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย” เอเสียงดังจนเจ๊มะพร้าวกับดาวที่เดินออกมาถึงกับมองหน้ากันด้วยความงุนงงว่าเอเป็นอะไร สองสาวเดินมาที่หน้าเคาน์เตอร์แล้ววางกระเป๋าลงให้ชายหนุ่มตรวจ
       “เป็นอะไรจ๊ะน้องเอ เสียงดังเชียว” เจ๊มะพร้าวชวนคุย
       “จะไม่ให้เสียงดังได้ยังไงล่ะครับเจ๊ เมื่อกี้ไอ้บื้อโทรมา ยังถามไม่รู้เรื่องเลยว่าอยู่ที่ไหน มันก็วางสายไปแล้ว โทรกลับก็ไม่มีคนรับ”
       “ว้าย...จริงเหรอ แล้วน้องเอได้บอกหรือเปล่าว่าคุณคุณชายกำลังตามหาตัวน้องห่านอยู่” เจ๊มะพร้าวทำตาโต 
       “บอกสิเจ๊...แต่ไอ้บื้อบอกว่ามันจะบอกห่านให้เอง”
       “โอ๊ย...แล้วยายห่านจะยอมกลับมาเหรอ คุณคุณชายทำกับมันซะขนาดนั้น” ดาวขมวดคิ้ว หันไปจิกตาใส่เออย่างขัดใจ “นายนี่ไม่ได้เรื่องเล้ย...ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงรู้เรื่องกันไปแล้วว่าอยู่ที่ไหน”
       “เอ๋า...ผิดซะอย่างงั้น” เอทำเสียงอ่อย
       “ไม่ต้องทะเลาะกัน มาช่วยคิดกันดีกว่าว่าน้องห่านกับน้องบื้อจะไปที่ไหนได้บ้าง” เจ๊มะพร้าวทำหน้าครุ่นคิด พอนึกอะไรบางอย่างออกก็หันไปถามเอ “เอ๊ะ...น้องเอ น้องบื้อใช้เบอร์อะไรโทรมา”
       “ไม่ใช่เบอร์มือถือน่ะครับ เบอร์ขึ้นต้นด้วย 032”
       “ไหนๆ มาขอดูหน่อย” เจ๊มะพร้าวรีบแย่งมือถือในมือของเอมา ดูเลขบนหน้าจอแล้วยิ้มกริ่ม 
       “เจ๊รู้เหรอว่าเบอร์ของที่ไหน ?” ดาวทำตาโต เอก็ทำตาโตแล้วยื่นหน้าออกมาชิดกับดาวเช่นกัน หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงผลักหน้าของชายหนุ่มออกให้ห่าง เอยิ้มแหยๆ ที่ถูกจับไต๋ได้ว่าอยากใกล้ชิดหญิงสาว
       “เจ๊มะพร้าวซะอย่าง เรื่องแค่นี้เด็กๆ!”

       เจ๊มะพร้าวกับดาวเดินตูดบิดขึ้นมายังสำนักงานของห้างสรรพสินค้า เลขาฯ สาวหน้าห้องของคุณคุณชายเอ่ยต้อนรับอย่างเป็นมิตร เพราะช่วงนี้ทั้งคู่มาหาคุณคุณชายบ่อยเกี่ยวกับเรื่องของห่านที่ช่วยกันตามหาอยู่
       “อ้าว...เจ๊...ยายดาว มาหาคุณคุณชายเหรอ ?” เลขาฯ สาวเอ่ยถามพลางหันซ้ายแลขวาดูลาดเลา แล้วยื่นหน้ามากระซิบถามเจ๊มะพร้าวที่ยืนทำสวยอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน “มีข่าวอะไรอัพเดทหรือเปล่าเจ๊”
       “วันนี้ไม่มี แต่มีข่าวใหญ่ยิ่งกว่า” เจ๊มะพร้าวทำเสียงตื่นเต้น พลอยทำให้เลขาฯ สาวอยากรู้มากขึ้นไปอีก
       “อะไรเหรอเจ๊ ?”
       “ก็เจ๊เค้าไปรู้ที่อยู่ของยายห่านมาแล้ว นี่ก็จะเอามาบอกคุณคุณชายไง” ดาวรีบสอด ทำเอาเจ๊มะพร้าวที่คันปากอยากเล่าถึงกับค้อนใส่ เลขาฯ สาวได้ยินอย่างนั้นก็ตาโต รีบกดโทรศัพท์เข้าไปหาคุณคุณชายในห้องทันที
       “ขอประทานโทษค่ะคุณคุณชาย เจ๊มะพร้าวกับดาวมาขอพบท่านค่ะ”
       “เชิญเข้ามาได้เลย” ชายหนุ่มบอก 
       เลขาฯ สาวเดินนำทั้งสองเข้ามาในห้องของคุณคุณชาย ก่อนจะขอตัวออกไปเพื่อให้เจ๊มะพร้าวแจ้งข่าวกับชายหนุ่มอย่างเป็นส่วนตัว คุณคุณชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ลุกขึ้นต้อนรับสองสาวอย่างมีมารยาทโดยไม่ถือเนื้อถือตัว 
       “เชิญครับ...นั่งก่อน” ชายหนุ่มผายมือไปทางโซฟาตัวสวย ทั้งสองพยักหน้ารับแล้วเดินไปนั่งอย่างว่าง่าย “มีอะไรหรือเปล่าครับคุณมะพร้าว คุณดาว หรือได้ข่าวของคุณห่านแล้ว” คุณคุณชายเอ่ยถามแต่ไม่ได้ตื่นเต้นนักอ าจเป็นเพราะเขาถามคำถามนี้จนชินตลอดหนึ่งเดือนและคำตอบที่ได้ก็เหมือนกันทุกครั้งคือ...ยังไม่ได้ข่าวเลย
       “ค่ะ...ได้ข่าวแล้วค่ะ” เจ๊มะพร้าวบอกอย่างตื่นเต้น
       “อ๋อ...ไม่เอะไรครับ” ชายหนุ่มตอบด้วยความเคยชิน แต่พอนึกขึ้นได้อีกทีเขาก็ถึงกับตาโตลุกผึงขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วเอ่ยถามเจ๊มะพร้าวอีกครั้ง “อะไรนะครับ ? ได้ข่าวแล้วเหรอครับ ตอนนี้คุณห่านอยู่ที่ไหนครับ ?”
       “ใช่ค่ะ พอดีนายบื้อโทรมาหานายเอ แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน ดิฉันเลยเอาเบอร์โทรศัพท์โทรไปถามที่องค์การโทรศัพท์ เค้าเลยให้ที่อยู่มาค่ะ” ว่าแล้วเจ๊มะพร้าวก็ล้วงกระดาษที่จดที่อยู่ของบื้อส่งให้คุณคุณชาย ชายหนุ่มรีบรับมาดูแล้วยิ้มกว้าง
       “ชะอำ...แค่นี้เอง ขอบคุณมากครับคุณมะพร้าว คุณดาว ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็คว้าเสื้อสูทที่พาดไว้กับพนักเก้าอี้ขึ้นมาแล้วรีบวิ่งออกไปทันที เจ๊มะพร้าวกับดาวมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น
       “นี่คุณคุณชายจะไปหายายห่านเลยเหรอเจ๊ ว้าว...อยากเห็นตอนที่ทั้งสองคนเจอกันจัง คงโรแมนติกน่าดู”
       “นั่นน่ะสิ...อย่างกับในนิยายเลย เจ้าชายตามหาตัวเจ้าหญิง เมื่อได้พบก็ครองรักกันจนชั่วนิรันดร์” เจ๊มะพร้าวทำตาเยิ้ม โดยที่ทั้งคู่ไม่เคยนึกเลยว่า...สิ่งที่ทำลงไปกำลังจะทำร้ายหัวใจของใครคนหนึ่ง
       หัวใจที่จะต้องเลือกว่า...เธอจะมอบชีวิตให้กับใคร
       ระหว่างเจ้าชายรูปงามที่มาพร้อมรองเท้าแก้วสุดสวย...กับชาวบ้านธรรมดาที่มาพร้อมรองเท้าแตะ 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น