อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 15:07:15

ตอนที่ 17 ตอนที่ 17


        รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าของบื้อแล่นเข้ามาจอดที่ริมชายหาดอันเงียบสงบ ห่านที่ซ้อนท้ายมากระโดดลงจากรถมอเตอร์ไซค์เดินไปที่กลางชายหาดแล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองวิวทิวทัศน์อันสวยงามของเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ต้นสนที่เอนไปมาตามแรงลมทะเล ดูแล้วคล้ายกับหญิงสาวที่กำลังร่ายรำอย่างมีความสุข แม้เธอจะอยู่ที่นี่มาได้หนึ่งเดือนแล้ว แต่ทว่าห่านเองกลับไม่เคยเบื่อที่นี่เลย
       บื้อมองหญิงสาวแล้วอมยิ้ม แต่ทว่ายิ้มนั้นกลับมีบางอย่างที่ทำให้เขายังว้าวุ่นใจ เรื่องที่เอบอกเขาเมื่อกลางวัน...เรื่องของคุณคุณชาย
       “ที่นี่ไม่ค่อยมีคนเลย” ห่านหันไปหาบื้อที่กำลังยืนเหม่อ หญิงสาวมองชายหนุ่มแล้วขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยปากเรียก “บื้อ...นายบื้อ”
       “หา...มีอะไรเหรอ ?” บื้อรู้สึกตัว พยายามปั้นสีหน้าเป็นปกติแต่มันช่างทำได้ยากเย็นเหลือเกินในเวลานี้
       “นายเป็นอะไร ? ตั้งแต่กินข้าวเที่ยงก็เหม่อมาตลอด มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า ?” ห่านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง บื้ออึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็แสร้งทำเป็นยิ้มแฉ่ง ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไร
       “ไม่มีอะไรหรอก ไปนั่งตรงนู้นกันเหอะ ฉันหิวแล้ว นี่เอาอะไรมากินเหรอ ?” บื้อรีบเปลี่ยนเรื่อง ห่านยิ้มรับเดินไปหยิบปิ่นโตเถาเล็กกับกระบอกน้ำออกมาจากตระกร้ารถมอเตอร์ไซค์
       “วันนี้มีข้าวเหนียวกับหมูแดดเดียวแล้วก็ลาบหมู” ห่านบอก ชายหนุ่มพยักหน้ารับแล้วเดินนำหญิงสาวไปหยุดที่ใต้ต้นสนริมทะเล พื้นทรายใต้ต้นส้นนั้นเต็มไปด้วยใบสนที่แห้งกรอบราวกับปูเสื่ออย่างดี ทั้งคู่นั่งลง ห่านจัดแจงแกะเถาปิ่นโตเพื่อให้บื้อทานอาหารที่เธอเตรียมมา ชายหนุ่มเอื้อมมือมาหยิบหมูแดดเดียวขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ
       สายลมโชยพัดทำให้บรรยากาศยามเย็นช่างน่ารื่นรมย์ ที่นี่เงียบ ไม่มีเสียงรถราวิ่งให้หนวกหูเหมือนในตัวเมืองชะอำ จะได้ยินก็แต่เสียงคลื่นกระทบฝั่งกับเสียงเด็กๆ ชาวบ้านที่วิ่งเล่นกันอยู่ไกลๆ ห่านนั่งกินข้าวเหนียวหมูแดดเดียวอย่างเอร็ดอร่อย สายตามองตรงไปยังท้องทะเลราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ บื้อที่นั่งข้างๆ หันมามองห่าน หัวใจเต้นระรัวเมื่อคิดถึงสิ่งที่กำลังจะพูดออกมาจากปาก
       “นี่ยายห่าน...เธอชอบที่นี่ไหม ?” บื้อเริ่มพูดเข้าเรื่อง ห่านหันมามองหน้าคนถามปากยังเคี้ยวข้าวเหนียวตุ้ยๆ
       “ชอบสิ ฉันชอบทะเล ชอบป้าของนาย ชอบทุกๆ อย่างที่นี่ ไม่เงียบจนเกินไป ไม่วุ่นวายเหมือนกรุงเทพฯ กำลังดีเลย”
       “ถ้าชอบ...จะอยู่ที่นี่ด้วยกันตลอดไปไหม ?” คำถามนี้ของบื้อทำเอาห่านถึงกับกลืนข้าวเหนียวไม่ลงคอ หญิงสาวหันไปมองหน้าชายหนุ่มที่จ้องตรงมาที่เธอ ดวงตาคู่นั้นพยายามจะสื่อความหมายบางอย่างมา แต่หญิงสาวกลับหลบตาแล้วรีบแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าสิ่งที่บื้อกำลังจะสื่อความหมายนั้นคืออะไร
       “โอ๊ย...ฉันจะมาอยู่ที่นี่ตลอดไปได้ยังไง ฉันก็ต้องไปหางานทำ หาเงินเลี้ยงตัวเอง นายก็ถามแปลกๆ” ห่านแสร้งหัวเราะร่วนแต่บื้อไม่หัวเราะด้วย เขาทำหน้าจริงจังอย่างที่ห่านไม่เคยเห็นมาก่อน
       “ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันอยากให้เธออยู่ที่นี่กับฉันตลอดไปจริงๆ” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปจับมือของห่าน หญิงสาวรีบชักมือออกทันที
       “ฮั่นแน่...แอบติดใจฉันแล้วสิ ก็อย่างว่า...ผู้หญิงสวยๆ อย่างฉันใครอยู่ใกล้ก็ต้องหลง แต่ขอโทษย่ะ ฉันยังอยากเป็นโสด ไม่ผูกมัดกับใคร” ห่านทำเป็นตลกทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันเกิดอะไรขึ้น
       “เล่นด้วยหน่อยก็เอาใหญ่เลยนะ ใคร ? ใครเค้าไปชอบเธอ หลงตัวเองไปหรือเปล่า ที่ฉันอยากให้เธออยู่ที่นี่ เพราะฉันจะได้มีคนช่วยงานโดยไม่ต้องเสียเงินต่างหาก” ชายหนุ่มพูดปากไม่ตรงกับใจ 
       “ย่ะ! ฉันมันก็มีค่าแค่นั้นแหละ นี่ก็เย็นมากแล้ว เรากลับบ้านกันเถอะ” ห่านหันไปเก็บปิ่นโต ทำท่าจะลุกขึ้น บื้อไม่ยอมแพ้ ดึงมือของหญิงสาวไว้ทำให้ห่านล้มเซลงมานั่งตักของเขา ตาประสานตา...ใจประสานใจ
       เสียงหัวใจของชายหนุ่มเต้นไม่เป็นจังหวะพอๆ กับเสียงหัวใจของห่าน บื้อมองหน้าหญิงสาวแล้วค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ใกล้เสียจนแทบจะได้ยินเสียงหายใจของกันและกัน ห่านหลับตาพริ้มอย่างลืมตัว บอกฉันสิว่ารัก...ถ้านายบอกฉัน ฉันก็จะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว
       ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของบื้อก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทั้งคู่แยกห่างจากกันโดยอัตโนมัติ ห่านหน้าแดงรีบหันไปอีกทาง ส่วนบื้อรีบตั้งสติ ล้วงมือถือในกระเป๋ากางเกงออกมาแล้วมองดูเบอร์โทรเข้า ก่อนจะกดรับสายทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นเบอร์ของป้า
       “ครับป้า...อะไรนะครับ ? ใครเหรอครับ ? ครับๆ จะรีบกลับเดี๋ยวนี้” บื้อกดวางโทรศัพท์แล้วแล้วกันมาถามห่าน “ยายห่าน เธอได้บอกใครไหมว่าอยู่ที่นี่”
       “เปล่านี่ ฉันไม่ได้เปิดมือถือมาเดือนนึงแล้วนะ ทำไมเหรอ ?” ห่านทำหน้างง ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ไปซะสนิท
       “ก็ป้าโทรมาน่ะสิ บอกว่ามีเพื่อนมาหา ฉันก็ไม่รู้ว่าเพื่อนที่ไหน หรือจะเป็นพวกเจ๊มะพร้าว ?”
       “เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันไม่ได้บอกพวกเจ๊ว่าอยู่ที่นี่ จะมาถูกได้ยังไง หรือจะเป็นเพื่อนเก่าของนายหรือเปล่า” ห่านสันนิษฐาน บื้อนิ่งคิด...หรือจะใช่
       “งั้นเรากลับกันดีกว่า” ชายหนุ่มเอ่ยชวนแล้วช่วยห่านถือปิ่นโตไปใส่ตะกร้าหน้ารถมอเตอร์ไซค์ เมื่อหญิงสาวซ้อนท้ายเรียบร้อยแล้ว บื้อก็ขี่มอเตอร์ไซค์กลับไปที่บ้านของป้าโดยทันที

       แก้วน้ำเย็นๆ ถูกนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะม้าหินอ่อนที่บ้านของป้า หญิงชรานั่งลงแล้วจ้องหน้าชายหนุ่มผู้มาเยือนอย่างสงสัย คุณคุณชายยิ้มอย่างเป็นมิตรให้แล้วยกแก้วน้ำขึ้นจิบแก้เก้อ
       “เอ...เหมือนป้าเคยเห็นหน้าของพ่อหนุ่มที่ไหนน้า ?” ป้าเอ่ยถามคุณคุณชายทั้งๆ ที่ยังจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างครุ่นคิด คุณคุณชายยิ้มรับนึกไม่ออกว่าจะพูดว่าอย่างไรดี
       “เอ่อ...ผมคงหน้าโหลมั้งครับคุณป้า”
       “หน้าหล่อๆ แบบนี้ จะโหลได้ยังไงพ่อคุณ หน้าตาอย่างกับเทพบุตร นี่ถ้าไม่บอก ป้าไม่เชื่อเลยนะว่าเป็นเพื่อนกับไอ้เจ้าบื้อของป้า” ป้าเอ่ยชมจนคุณคุณชายยิ้มเขิน  
      เสียงรถมอเตอร์ไซค์ของบื้อแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน คุณคุณชายรีบลุกขึ้นทันที สิ่งที่เขาพบก็คือบื้อกับห่านที่นั่งอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์ ทันทีที่ห่านเห็นว่าเพื่อนคนที่บื้อบอกนั้นคือคุณคุณชาย หญิงสาวก็คิดทันทีว่าบื้อเป็นคนนัดแนะให้คุณคุณชายมาหาเธอที่นี่ หญิงสาวโกรธจนพูดไม่ออก วิ่งหนีไปอีกทาง คุณคุณชายเห็นดังนั้นก็วิ่งตามห่านออกไป ทิ้งให้บื้อยืนอึ้งกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันว่าจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขารับแทบไม่ทัน
       มันมาถึงแล้วหรือวันนั้น...วันที่ห่านจะไปจากเขา 
       “เกิดอะไรกันขึ้นไอ้บื้อ หนูห่านเป็นอะไร แล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร แกอธิบายให้ป้าฟังหน่อยสิ” หญิงชราถามอย่างตกใจ บื้อไม่ตอบอะไรแต่กลับวิ่งตามคนทั้งคู่ออกไปทันที
       ห่านไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาทางไหน เธอรู้แต่เพียงว่าเธอไม่อยากเจอคุณคุณชาย เธออยากจะลืมเขาให้ได้ทั้งหมดในหัวใจ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา หญิงสาวคิดว่าเธอลืมเขาได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่ทว่าพอมาเจอชายหนุ่มอีกครั้ง ห่านจึงได้รู้ว่าความพยายามของเธอที่ทำมาตลอดหนึ่งเดือนนั้นสูญเปล่า เธอยังลืมเขาไม่ได้เลย
       “คุณห่านครับ...คุณห่าน หยุดก่อนสิครับ ฟังผมก่อน”
       “ไม่ค่ะ คุณกลับไปซะเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ” ห่านบอก พยายามจะวิ่งหนีไปให้ไกลแต่ก้าวเท้าของคุณคุณชายนั้นกว้างกว่าหญิงสาวหลายเท่านัก ชายหนุ่มจึงวิ่งตรงเข้ามาคว้าแขนของห่านไว้ได้ทัน เธอพยายามสะบัดออกแขนออกจากมือของชายหนุ่มแต่ไม่เป็นผล
       “ปล่อยนะ...ฉันบอกให้ปล่อย!”
       “ไม่ปล่อย จนกว่าคุณห่านจะคุยกับผมให้รู้เรื่อง” คุณคุณชายทำเสียงเข้ม ห่านจ้องหน้าชายหนุ่มอย่างไม่กลัวเกรง ตอนนี้เธอเลิกที่จะยื้อแขนตัวเองออกจากมือของเขาแล้วเพราะรู้ว่าทำไปก็สู้แรงเขาไม่ได้ เธอจึงหยุดเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอย่างไม่มีทางเลือก
       “คุยอะไรกันอีกคะ เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว หรือคุณตามมาที่นี่เพื่อจะมาด่าฉัน เอาฉันจับส่งตำรวจ เอาสิคะ...เอาเลย ฉันไม่หนีไปไหนแล้ว” หญิงสาวน้ำตารื้น พยายามเชิดหน้าขึ้นทำเป็นไม่กลัวเกรง คุณคุณชายจ้องหน้าหญิงสาวแล้วทำเสียงอ่อนลง
       “ผมขอโทษที่เคยทำไม่ดีกับคุณไว้ ผมมันโง่เองที่ไม่เคยรู้ว่าหัวใจของตัวเองต้องการคุณแค่ไหน จนวันที่คุณจากไปผมถึงได้รู้ว่าผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ กลับไปกับผมเถอะ ผมจะแต่งงานกับคุณ จะอยู่ดูแลคุณ จะลืมเรื่องทุกอย่างๆ ผมรักคุณที่คุณเป็นคุณ ไม่ใช่เพราะคุณเป็นคุณฮันนี่ ฟังผมนะครับ ผมรักคุณห่าน...ผมรักคุณ” ชายหนุ่มพูดเสียงดั งทำเอาห่านถึงกับอึ้งในสิ่งทีได้ยิน ความรู้สึกสับสนตีเข้าแสกหน้าอย่างแรง ทั้งๆ ที่เคยคิดว่าจะรักชายหนุ่มได้อย่างเต็มหัวใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาวันนี้กลับมีความลังเลเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองรักคุณคุณชายหรือเปล่า หรือว่าหัวใจของห่านถูกความรักของบื้อครอบงำไปหมดแล้ว...
       บื้อวิ่งตามทั้งสองคนมานั้นทันพอดี ชายหนุ่มหยุดกึกทันทีตรงประโยคที่ว่า “ฟังนะครับ ผมรักคุณห่าน...ผมรักคุณ” คำพูดของคุณคุณชายเหมือนหอกแหลมคมที่พุ่งตรงเข้ามาแทงที่หัวใจ เขาเจ็บจนพูดไม่ออก
       “คุณอย่าหนีผมไปไหนอีกเลยนะครับ ผมรู้ว่าคุณก็รักผม บอกสิครับว่าคุณก็คิดแบบที่ผมคิด” คุณคุณชายเอ่ยถาม ห่านไม่ตอบอะไรแต่ดึงแขนตัวเองออก หันมาเจอกับบื้อที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก หญิงสาวเดินตรงไปหาเขาแล้วจับมือชายหนุ่มของชายหนุ่มขึ้นมา จ้องหน้าเขาก่อนจะเอ่ยถาม
        “บื้อ...นายบอกฉันสิว่านายอยากให้ฉันอยู่ที่นี่ อยู่กับนายที่นี่ นายไม่ได้อยากให้ฉันไปกับเขา นายไม่อยากให้ฉันรักกับเขา นายไม่ใช่คนที่โทรไปบอกว่าฉันอยู่กับนายที่นี่ บอกฉันสิ!” หญิงสาวเอ่ยถามพลางน้ำตาไหลเป็นทาง
        บื้อยืนก้มหน้าน้ำตาตก...เขาจะบอกแบบนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อเห็นว่าห่านมีทางเดินที่สวยหรูกว่าทนอยู่กับเขา ผู้ชายที่ไม่มีอะไรเลย มีแต่รัก รัก รักและรัก ซึ่งมันคงไม่พอ...ไม่พอหรอก
        คุณคุณชายไม่ยอมแพ้ เดินไปหาห่าน ชายหนุ่มจับตัวเธอหันมาประจันหน้าแล้วดึงตัวหญิงสาวเข้ามากอดต่อหน้าบื้อ “ผมไม่ให้คุณอยู่ที่นี่ คุณต้องกลับไปกับผม เราจะกลับไปแต่งงานกัน”
        “ไม่ค่ะ ฉันจะไม่แต่งงานกับคุณ เราไม่ได้รักกันหรอกค่ะคุณคุณชาย คุณคุณชายยังไม่รู้จักตัวตนจริงๆ ของฉันด้วยซ้ำ คุณคุณชายรู้จักแต่ผู้หญิงที่ชื่อฮันนี่ บนโลกนี้มีผู้หญิงที่ดีพร้อมกว่าฉันอีกเยอะ อย่าเลือกฉันเลย คุณคุณชายกับฉันมันไม่คู่ควรกัน ปล่อยฉันเถอะค่ะ”หญิงสาวในอ้อมกอดร้องขอแต่คุณคุณชายไม่ยอมทำตามสิ่งที่เธอต้องการ
       “ไม่ปล่อย...ผมจะไม่ให้คุณห่านไปไหนอีกแล้ว”
       บื้อยืนกำมือแน่น มองภาพตรงหน้าอย่างบาดใจ สุดท้ายเขาก็มีความอดทนไม่พอ ชายหนุ่มเดินตรงไปกระชากคุณคุณชายออกจากห่านแล้วต่อยเขาอย่างแรงจนคุณคุณชายล้มหน้าคะมำลงกับผืนทราย
       “ผู้หญิงบอกให้ปล่อยไม่ได้ยินหรือไงวะ ผู้หญิงเค้าไม่รักก็กลับไปซะที” บื้อตะโกนใส่หน้าคุณคุณชาย กำลังจะเงื้อหมัดขึ้นต่อยชายหนุ่มอีกครั้งแต่ห่านมาดึงตัวของบื้อไว้พลางร้องห้าม
       “หยุดนะบื้อ! ฉันบอกให้หยุด!”
       “ทำไม ? ในเมื่อเธอไม่รักมันแล้วจะห่วงมันทำไม ?” บื้อสะบัดห่านออกแล้วต่อยที่หน้าของคุณคุณชายอีกครั้งจนชายหนุ่มปากแตก ห่านรีบเข้ามาแล้วตบหน้าบื้ออย่างแรง แรงเสียจนเขาหน้าชา
       “เลิกทำอะไรบ้าๆ สักที ในเมื่อนายไม่ได้อยากให้ฉันอยู่ที่นี่ นายไม่รั้งฉัน นายไม่บอกความรู้สึกที่มีกับฉัน ฉันก็จะตีความหมายว่านายไม่เคยคิดอะไรกับฉัน และก็ไม่ผิดถ้าฉันจะกลับไปรักคุณคุณชาย” ห่านตะโกนใส่หน้าบื้อก่อนจะประคองคุณคุณชายขึ้นมา หญิงสาวจ้องหน้าบื้อที่ยืนนิ่งราวกับถูกสะกดไว้ ชายหนุ่มมองภาพตรงหน้าแล้วกำมือแน่น
       “ใช่ ฉันไม่ได้อยากให้เธออยู่ที่นี่ อยากไปไหนก็ไป!” บื้อกัดฟันพูด เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ห่านเองที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับน้ำตาตก เธอหันไปพูดกับคุณคุณชายราวกับไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่บื้อพูดออกมา
       “ไปกันเถอะค่ะคุณคุณชาย ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” ห่านกำลังจะประคองคุณคุณชายเดินออกไป แต่บื้อกลับมาดึงแขนของหญิงสาวไว้ เขาทนไม่ได้ที่จะเห็นคนที่เขารักเดินจากไปกับผู้ชายคนอื่นต่อหน้าต่อตา 
        ในที่สุดเสียงของหัวใจก็เอาชนะทุกสิ่ง... 
       “อย่าไปเลยนะ...อย่าไปเลย”อน้ำเสียงของบื้ออ้อนวอนราวกับคนจะขาดใจ ห่านกลั้นน้ำตาแล้วสะบัดแขนออกจากมือของบื้อ เธอจ้องหน้าชายหนุ่มแล้วแสร้งทำเป็นขยะแขยงเสียเหลือเกินกับสิ่งที่ได้ยิน
       “นายเชื่อเหรอว่าถ้านายมายื้อให้ฉันอยู่ที่นี่แล้วฉันจะอยู่  มีคนมายื่นเพชรกับก้อนกรวดให้ตรงหน้า ไม่มีผู้หญิงคนไหนหยิบก้อนกรวดเข้ากระเป๋าแน่ จำไว้!” ห่านเชิดหน้าพูดทั้งๆ ที่หัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี หญิงสาวประคองคุณคุณชายเดินหายไปอีกทาง ทิ้งให้บื้อยืนอึ้งเหมือนโดนมีดแทงเข้าตรงกลางหัวใจ เขาทรุดตัวลงกับผืนทรายแล้วระดมหมัดลงบนพื้นอย่างไม่ยั้ง อยากจะเจ็บ...เจ็บให้สาสมกับความปากแข็งของตัวเอง ถ้าเพียงเขารั้งเธอไว้ ถ้าเพียงเขาบอกเธอว่ารักตั้งแต่แรก ป่านนี้ทุกอย่างคงไม่จบลงอย่างโหดร้ายแบบนี้
       สมน้ำหน้าตัวเองนัก รู้ตัวเมื่อสายไป ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
 
       รถเก๋งคันงามของคุณคุณชายแล่นเข้ามาจอดที่บ้านนฤนาถวรเดชก็เกือบจะสามทุ่มแล้ว ชายหนุ่มหันไปหาห่านที่ยังคงนั่งนิ่ง พูดจาไม่ถึงสิบคำตั้งแต่ออกจากตัวเมืองชะอำ เขาอดที่จะเป็นห่วงหญิงสาวไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าในหัวใจของเธอนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
       “คุณห่านครับ พักที่บ้านผมไปก่อนแล้วกันนะครับ”
       “ค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างว่าง่าย ตอนนี้เธอไม่มีกระจิตกระใจจะคิดอะไรแล้ว เหมือนว่าถ้ามีคนจูงเธอไปไหน เธอก็พร้อมจะไปกับเขาได้ทันที
       เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มด็เดินลงจากรถไปเปิดประตูให้ห่าน หญิงสาวเดินลงมา ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้าขึ้นบ้านนฤนาถวรเดช คุณหญิงรื่นฤดีกับคุณชนะศึกก็เดินออกมาที่หน้าบ้าน ทันทีที่คุณหญิงรื่นฤดีเห็นหน้าห่านก็แผดเสียงใส่ทันทีอย่างไม่พอใจ
       “แกมาที่นี่ทำไม ?”
       “คุณแม่ครับ ผู้หญิงคนนี้คือคนที่ผมจะแต่งงานด้วย กรุณาให้เกียรติกับเธอด้วยครับ” ผู้เป็นลูกบอกเสียงแข็ง 
       “อะไรนะ ? นี่ลูกจะเอายายผู้หญิงไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างนี้มาเป็นคนในตระกูลนฤนาถวรเดชเหรอ ลูกทำแม่ช้ำใจตอนปฏิเสธหมั้นหนูดาหลามาครั้งนึงแล้ว นี่ลูกยังจะมาทำร้ายแม่ด้วยการจะเอายายนี่มาเป็นลูกสะใภ้อีกหรือ อยากเห็นแม่อกแตกตายหรือไง” คุณหญิงรื่นฤดีถามลูกชายเสียงสั่น
       “ผมไม่เคยคิดจะทำร้ายคุณแม่นะครับ คุณแม่ต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง คุณแม่ตั้งกฎตามใจตัวเอง พอไม่มีคนทำได้อย่างที่คุณแม่หวังไว้คุณแม่ก็เสียใจ คุณแม่ลองเปิดใจให้กว้างสิครับ คนเรามองแค่เพียงฐานะภายนอกไม่ได้หรอกนะครับ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาโอบเอวห่านเพื่อแสดงว่าเธอคือคนที่เขาเลือกแล้ว คุณหญิงรื่นฤดีเห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอดๆ
       “นี่ลูกกล้าเถียงแม่เหรอตาคุณชาย!”
       “ผมไม่ได้เถียงแม่นะครับ ผมแค่อธิบายให้คุณแม่ฟัง” คุณคุณชายบอก ผู้เป็นแม่เห็นว่าคงจะพูดอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วจึงแสร้งทำเป็นลม ดีที่คุณชนะศึกรับตัวไว้ได้ เธอจึงไม่ล้มคะมำลงกับพื้น คุณคุณชายรีบเข้าไปดูคุณหญิงรื่นฤดีทันที “คุณแม่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?”
       “เป็นสิ...เป็นมากด้วย แม่เสียใจที่ลูกขัดใจแม่ ถ้าอยากให้แม่หาย ลูกต้องไล่ยายนี่ออกไปแล้วอย่าไปยุ่งกับมันอีก” คุณหญิงรื่นฤดียื่นข้อตกลงกับลูกชาย คุณคุณชายถอนหายใจเฮือกมองหน้าผู้เป็นแม่อย่างอ่อนใจ
       “ถ้าคุณแม่จะพูดเรื่องนี้ ผมจะไม่พูดด้วยอีก ที่สำคัญผมจะไม่ยอมเลิกกับคุณห่านเด็ดขาด ผมรักเธอ”
       คุณหญิงรื่นฤดีลุกผึงขึ้นมาจ้องหน้าลูกชายแล้วตบหน้าเขาอย่างแรงท่ามกลางความตกใจของห่านและคุณชนะศึก โดยเฉพาะคุณชนะศึกเองที่ไม่เคยเห็นคุณหญิงรื่นฤดีตีลูกแม้แต่ครั้งเดียว
       “ไม่รักดีก็ไปเลย ออกจากบ้านของฉันไปเลย แล้วไม่ต้องกลับมาอีก”
       “คุณแม่...” คุณคุณชายมองหน้าคุณหญิงรื่นฤดีอย่างไม่อยากจะเชื่อว่าแม่จะทำกับเขาถึงเพียงนี้
       “อย่ามาเรียกฉันว่าแม่ ถ้าเลือกมันแกกับฉันก็ขาดกัน” ผู้เป็นแม่ยื่นคำขาด คุณคุณชายยืนนิ่งแล้วถอยหลังออกไป สายตายังคงจ้องไปทางคุณหญิงรื่นฤดีแล้วพูดขึ้น
       “ได้ครับ ผมจะไปตามทางของผม...ลาก่อนครับ” คุณคุณชายจับมือห่านเดินไปที่รถของเขา ชายหนุ่มเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่งแล้วเดินไปนั่งในที่ของตัวเอง ก่อนจะขับรถออกจากบ้านนฤนาถวรเดชไปอย่างรวดเร็ว
       คุณหญิงรื่นฤดีเห็นดังนั้นก็หน้าเสีย เริ่มรู้สึกลังเลว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นมันดีหรือไม่ เธอหันไปหาคุณชนะศึกที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาส่ายหน้าเอือมระอากับพฤติกรรมของภรรยาที่ทำลงไป ราวกับเป็นแม่ผัวในละครที่กีดกันลูกของตัวเองไม่ให้รักกับหญิงสาวต่างชนชั้น
       “คุณหญิง...คุณลองถามตัวเองดูว่าคุณรักลูกหรือเปล่า ความสุขของลูกคือความสุขของคุณหรือเปล่า ถ้าใช่ คุณก็ควรให้ลูกได้เลือกชีวิตของลูกเอง เราน่ะ จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ขืนบงการชีวิตของลูกทุกอย่าง ถ้าเราตายไป เขาจะกลายเป็นคนที่ตัดสินใจอะไรไม่เป็นเลย บ้านของเราไม่ได้ขัดสนเงินทองแล้ว เราจะอยากได้ลูกสะใภ้รวยๆ ไปทำไมกัน นอกจากความสุขของลูก คุณอยากได้อะไรอีก ชื่อเสียงหน้าตาเกียรติยศคำสรรเสริญจากคนในสังคมอย่างนั้นหรือ แค่นั้นหรือที่คุณอยากได้ แล้วความรู้สึกของลูก ความสุขของลูกล่ะ คุณลืมมันไว้ที่ไหน ผมก็พูดได้แค่นี้แหละคุณหญิง ที่เหลือคุณก็ตัดสินใจเองแล้วกัน” พูดจบคุณชนะศึกก็เดินเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดีภรรยาเลยสักนิด 
        คุณหญิงรื่นฤดีเริ่มเย็นลงเมื่อได้ฟังคำสั่งสอนของผู้เป็นสามี
       จริงอย่างที่เขาว่า...นี่เธอกำลังรักตัวเองมากกว่าลูกชายคนเดียวของเธอหรือ ?
 
       แม้จะจวนสี่ทุ่มแล้วแต่การจราจรในกรุงเทพฯ ยังคงแน่นขนัด ภายในรถเก๋งคันหรูของคุณคุณชายตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยความอึมครึม ไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างมองออกไปยังกระจกรถด้านของตัวเอง ห่านกำลังคิดว่าการมาของเธอเป็นสาเหตุของการทะเลาะกันของชายหนุ่มกับบุพการีหรือเปล่า สุดท้ายหญิงสาวจึงเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นก่อน
       “คุณคุณชายคะ”
       “ครับ” ชายหนุ่มรับคำแล้วหันมามองคู่สนทนา ภายใต้รอยยิ้มอันหวานไหวที่เขาแสดงออกมา ดูก็รู้ว่าเขากำลังแกล้งทำเพื่อให้เธอสบายใจ
       “ฉันมาสร้างปัญหาให้คุณหรือเปล่าคะ ?”
       “ไม่หรอกครับ คุณห่านอย่าคิดมากเลย ถึงผมจะไม่ได้แต่งานกับคุณห่าน คุณแม่ก็ต้องบังคับผมให้แต่งกับใครอีกก็ไม่รู้ ยังไงผมก็ต้องพูดอยู่ดี ผมอยากจะใช้ชีวิตกับคนที่ผมรัก ไม่ใช่คนที่แม่ผมรัก เพราะฉะนั้นคุณห่านไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้นนะครับ” ชายหนุ่มบอกเพื่อให้ห่านไม่คิดมาก ซึ่งแม้เขาจะพูดแบบนั้น ห่านก็อดที่จะโทษตัวเองไม่ได้อยู่ดี
       “แล้วเราจะไปไหนกันคะ ?”
       “คืนนี้เราไปตั้งหลักกันที่คอนโดฯ ของผมก่อนดีไหมครับ ?” ชายหนุ่มถามความคิดเห็นของห่าน หญิงสาวนิ่งไปเล็กน้อยอย่างกังวลใจ เธอไม่เคยไปนอนร่วมห้องกับผู้ชายคนไหนสองต่อสอง แม้แต่กับบื้อเอง ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็นอนคนละห้อง
        คุณคุณชายคงสังเกตเห็นสีหน้าของห่านชายหนุ่มจึงรีบบอกให้เธอคลายความกังวลใจ
        “ที่คอนโดฯ ของผมมีสองห้องนอนครับคุณห่าน คุณห่านไม่ต้องกังวลใจไปนะครับ ด้วยเกียรติของผม ผมจะไม่ทำอะไรไม่ดีกับคุณห่านแน่ๆ” เขาพูดยืนยันให้หญิงสาวที่นั่งข้างๆ มั่นใจ ห่านเองก็พยักหน้ารับแล้วนึกสมเพชตัวเองไม่น้อย เมื่อคืนนอนที่บ้านผู้ชายคนหนึ่ง คืนนี้มานอนที่บ้านผู้ชายอีกคน ดูเป็นผู้หญิงที่ไร้คุณค่าเสียจริง
       สามสิบนาทีต่อมา ห่านกับคุณคุณชายก็เดินทางมาถึงคอนโดฯ หรูกลางใจเมือง ชายหนุ่มพาหญิงสาวขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสิบห้าซึ่งเป็นที่ตั้งของคอนโดฯ ของคุณคุณชาย เขาเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบคีย์การ์ดขึ้นมารูดเปิดประตูห้องพร้อมทั้งกดรหัส เพียงอึดใจเดียวเท่านั้นประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย
       “เชิญครับคุณห่าน” ชายหนุ่มเอ่ยปากเชิญพร้อมทั้งเป็นฝ่ายเดินนำเข้าไปก่อน เพียงเหยียบเข้าไปในห้อง ไฟก็เปิดเองโดยอัตโนมัติ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมปรับอากาศโชยมาทันทีเหมือนจะมาทักทายเจ้าของห้อง
       ชายหนุ่มเดินเอากระเป๋าเสื้อผ้าของห่านไปวางที่โซฟาสีขาวตัวยาวที่ตั้งอยู่ริมฝาผนังห้อง เขาเปิดม่านสีขาวออกเผยให้เห็นกระจกใสบานใหญ่ที่กำลังอวดความงามของกรุงเทพฯ ยามราตรี ที่โค้งน้ำเจ้าพระยาเห็นวัดอรุณราชวรารามที่สวยงามโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ไกลๆ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบแต่หรูด้วยการยืนพื้นเฟอร์นิเจอร์สีขาวสะอาดตา ตัดกับโคมไฟแชนเดอร์เลียร์สีดำเข้มอันใหญ่กลางเพดานห้อง ทางด้านขวามีเพนทรี่เล็กๆ ไว้สำหรับทำอาหารแบบง่ายๆ มีโต๊ะทานอาหารวางอยู่ใกล้ๆ กัน ซึ่งถ้าเดินเลยไปอีกนิดจะพบประตูห้องสีขาวคาดว่าน่าจะเป็นห้องนอน ทางด้านซ้ายเปิดโล่งมีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ตั้งอยู่ ชั้นหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือภาษาอังกฤษตั้งเรียงรายอยู่เต็มชั้น ทางนี้ก็มีประตูอีกบานคงเป็นอีกหนึ่งห้องนอนตามที่ชายหนุ่มบอก
        “เดี๋ยวคุณห่านพักที่ห้องนี้นะครับ ทำตัวตามสบายเหมือนบ้านของตัวเอง” ชายหนุ่มพูดพลางเดินไปเปิดห้องทางด้านขวาให้ห่าน หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วเดินตามเขาเข้ามาในห้องนอนสุดหรูสีขาวสะอาดตา ทางด้านหนึ่งเป็นระเบียงออกไปชมวิวทิวทัศน์ อีกด้านหนึ่งเป็นห้องน้ำสุดหรู “พอจะพักได้ไหมครับ คอนโดฯ ก็เป็นแบบนี้ ไม่สะดวกสะบายเหมือนอยู่บ้าน”
       “ได้ค่ะ สบายมาก แค่ห้องนอนนี้ห้องเดียวก็ใหญ่กว่าห้องเช่าที่ฉันเคยอยู่แล้ว” หญิงสาวบอกพลางทิ้วตังนั่งลงบนเตียงนอนอันหนานุ่ม คุณคุณชายยิ้มรับก่อนจะขอตัวออกไป
       “ถ้าอย่างนั้นคุณห่านก็พักผ่อนก่อนเถอะครับ วันนี้เหนื่อยมามากแล้ว ฝันดีนะครับ”
       “ค่ะ ขอบคุณทุกอย่างสำหรับวันนี้นะคะ” ห่านบอก ชายหนุ่มพยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องของห่านไป
       เมื่อได้อยู่คนเดียว หญิงสาวก็กวาดตามองไปทั่วห้อง ห้องที่แสนสุดหรูกับผู้ชายที่เป็นดั่งความฝันที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต เธอน่าจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในเวลานี้ แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าความสุขที่ได้มานั้นมันไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงที่เธอตามหา เหมือนเป็นเพียงดวงดาวบนท้องฟ้าที่เคยหวังว่าสักวันจะได้ครอบครอง แต่พอได้ครอบครองจริงๆ จึงได้รู้ว่าดาวบนท้องฟ้ามันใหญ่เกินไปที่จะอยู่ในกำมือของเธอ
       ห่านเดินเปิดประตูกระจกออกไปที่หน้าระเบียงห้อง ลมโชยพัดเบาๆ ชวนให้นึกถึงลมทะเลที่เธอสัมผัสมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เตียงนอนแคบๆ ในห้องเล็กๆ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่มีสิ่งหรูหราแต่ทว่ากลับหลับสบายทั้งร่างกายและหัวใจ ทุกอย่างยังคงตราตรึงอยู่ในความคิดของห่าน ภาพผืนฟ้าตรงหน้าทำให้หญิงสาวเห็นภาพความทรงจำระหว่างเธอกับบื้อได้อย่างชัดเจน มันฉายซ้ำๆ ราวกับกรอวีดีโอเล่นไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า
       น้ำตาของเธอไหลเป็นทาง ห่านรีบเช็ดมันออก เชิดหน้าขึ้น ตอนนี้เธอต้องเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดสิ ผู้ชายที่แสนดี สุภาพ รวยมีชื่อเสียงมาขอเธอแต่งงานตรงหน้า มันคือสิ่งที่เธอไฝ่ฝันมาตลอดไม่ใช่หรือ ในเมื่อวันนี้มันเป็นความจริงแล้วจะไปมัวคิดเพ้อเจ้ออีกทำไมกัน ลืมซะ...ลืมมันไปซะเถอะ!

       ท้องฟ้าวันนี้ไม่สวยเหมือนเมื่อวานเลย บื้อบอกกับตัวเองในระหว่างที่แหงนหน้าดูฟ้า ชายหนุ่มถอนหายใจจนแทบนับครั้งไม่ถ้วน  คิดโกรธตัวเองที่พูดแบบนั้นกับห่านไป โกรธเกลียดตัวเองที่ไม่กล้าพอแม้แต่จะเอ่ยคำว่ารัก...คำสั้นๆ แต่มันช่างยากเย็นนักที่จะเอ่ยปาก
       ป้าของบื้อเดินมานั่งข้างๆ หลานชาย เธอตบบ่าเขาเบาๆ แล้วพูดขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ
       “ไม่เป็นไรหรอกน่า หนูห่านก็ใช่จะไปตกระกำลำบากซะที่ไหน ในเมื่อเค้าได้ดี เราก็ต้องยินดีด้วย ความรักน่ะไม่ได้หมายถึงการครอบครองหรือการต้องอยู่ด้วยกัน ตรงกันข้าม ความรักที่แท้จริงคือการอยากเห็นคนที่เรารักมีความสุขต่างหาก” ผู้เป็นป้าบอก บื้อหันมามองป้าแล้วพยักหน้ารับ
       “ถ้าผมจะกลับมาอยู่ที่นี่เลย ป้าจะว่าอะไรผมไหมครับ ?”
       “ป้าจะไปว่าอะไรเล่า บ้านหลังนี้ก็เหมือนบ้านของแกนั่นแหละ จะมาอยู่กี่เดือน กี่ปี หรือตลอดไปเลยก็ได้”
       “ขอบคุณครับป้า” บื้อสวมกอดผู้เป็นป้าอย่างรักใคร่ แม้ป้าจะไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดเขาแต่เขาก็รักและเคารพป้าเหมือนแม่แท้ๆ เขาจะกลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่กับป้า กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่...แล้วลืมห่านไปเสีย
       ขอให้โชคดี...มีความสุขตลอดไปนะ
 
       เช้านี้เรื่องฮือฮาเป็นที่โจษจันกันทั่วทุกชั้นทุกแผนกคือเรื่องการกลับมาของห่านในฐานะว่าที่ภรรยาของเจ้าของห้าง ยิ่งได้รู้มาว่าวันนี้หญิงสาวจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง เหล่าบรรดาพนักงานก็พากันตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้เจอดาราชื่อดัง คงมีเพียงแต่ปีโป้ที่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม ไม่นึกว่าเรื่องจะจบลงแบบนี้
       ทันทีที่คุณคุณชายเดินควงห่านเข้ามาในห้าง เจ๊มะพร้าวกับดาวก็ตรงเข้ามาสวมกอดเพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันนาน คุณคุณชายอมยิ้มแล้วฝากห่านไว้กับสองสาวเพราะเขามีประชุมเช้านี้
       “คุณมะพร้าวครับ ยังไงฝากคุณห่านไว้ด้วยนะครับ พาเธอไปซื้อเสื้อผ้าสวยๆ กระเป๋ารองเท้าเครื่องสำอาง เอาที่ดีที่สุดให้เลยนะครับ แล้วนี่...” ชายหนุ่มล้วงกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเปิดออกแล้วหยิบบัตรเครดิตรของเขาขึ้นมาส่งให้กับเจ๊มะพร้าว  “เอาบัตรนี่ไปใช้นะครับ ถ้าคุณห่านอยากได้อะไรก็ซื้อให้เธอเลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมให้คุณห่านแล้วแต่เธอไม่ยอมรับ คงเพราะเกรงใจ ยังไงรบกวนคุณมะพร้าวจัดการให้ด้วยนะครับ ไปซื้อกันตามประสาผู้หญิงน่าจะสบายใจกว่า แล้วเดี๋ยวบ่ายๆ ผมจะมารับคุณห่านไปลองชุดแต่งงาน”
       “แต่งงาน!” เจ๊มะพร้าวกับดาวตาโตด้วยความตกใจ ไม่นึกว่ามันจะเร็วขนาดนี้ คุณคุณชายยิ้มรับแล้วขอตัวเดินแยกออกไปอีกทาง ทิ้งให้สามสาวได้อยู่ด้วยกัน
       “ว้าย...พระเจ้าช่วยกล้วยปิ้ง นี่มันเรื่องจริงเหรอเนี่ย ทำบุญมาด้วยอะไรนะน้องห่าน อิจฉาๆ” เจ๊มะพร้าวดี๊ด๊าอย่างออกหน้าออกตา ดาวเองก็ดูจะตื่นเต้นไม่แพ้กัน
       “กรี๊ดดดด...อยากจะกรี๊ดให้โลกแตก ในที่สุดแผนการพลิกพนักงานเป็นนางฟ้าก็กลายเป็นจริง คราวหลังฉันเอาบ้างดีกว่า ปลอมตัวไปเป็นคุณหนูไฮโซเพื่อได้ใกล้ชิดกับชายหนุ่มรูปงาม แล้วฉันก็จะใช้ความรักเข้ามัดใจเขา เจ๊ว่าอย่างหนูชื่ออะไรดี ดาด้าดีไหมเจ๊”
       “อย่างหล่อนน่ะ ดาวซินโดรมเหมาะกว่าย่ะ” พูดจบสองสาวก็ประสานเสียงหัวเราะกันอย่างชอบอกชอบใจ แต่พอรู้ว่าอีกหนึ่งสาวที่ร่วมวงสนทนากับไม่ได้มีความสุขไปกับเธอสองคนด้วย ทั้งสองจึงหยุดหัวเราะโดยอัตโนมัติทันที
       “น้องห่าน...เป็นอะไรหรือเปล่า ? ทำไมทำหน้าเหมือนอมทุกข์อย่างนั้น”
       “นั่นน่ะสิแก วันนี้ที่แกรอคอยมันมาถึงแล้วนะ วันที่จะได้เป็นเจ้าหญิงไง” ดาวเสริม
       “เปล่าหรอก ห่านไม่ได้เป็นอะไร แค่รู้สึกเพลียๆ นิดหน่อย สงสัยนอนไม่พอ”
       “นอนไม่พอเหรอ ว้าย...มัวแต่ทำอะไรเหรอยายห่าน เล่าให้ฉันฟังบ้างสิ” ดาวทำสอดรู้จนเจ๊มะพร้าวต้องตีหญิงสาวเบาๆ อย่างหมั่นไส้ก่อนจะหันไปชวนห่าน
       “ถ้าอย่างนั้นไปซื้อเสื้อผ้ากันดีกว่าน้องห่าน อยากได้ชุดไหนอันไหนบอกเจ๊ เดี๋ยวเจ๊จัดให้ มีบัตรของคุณคุณชายซะอย่าง รูดปรื๊ดๆ สนุกไปเลย” เจ๊มะพร้าวพูดจบก็ลากห่านไปอีกทางโดยมีดาวตามก้นไปติดๆ
       เจ๊มะพร้าวกับดาวพาห่านเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ช็อปร้านนี้ไปลัลลาร้านโน้นไปอย่างสนุกสนาน แต่คนที่น่าจะมีความสุขที่สุดกลับไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นเลย เธอกลายเป็นไฮโซ กลายเป็นคนมีเงินที่อยากได้อะไรก็ได้ แต่ทำไม...ทำไมเธอถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดชีวิต
       ทำไมความสุขแบบที่เธอเคยอยากได้ พอได้มันมาครอบครองจริงๆ กลับดูช่างปวดร้าว
       เป็นคำถามที่เธอกำลังหาคำตอบให้ตัวเอง...คำถามที่เธอมีเฉลยอยู่ในซองแล้ว เพียงแต่ไม่กล้าจะเปิดออกดูก็เท่านั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น