อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 15:16:31

ตอนที่ 18 ตอนที่ 18


       ที่ร้านอาหารสุดหรูในห้างสรรพสินค้าที่ห่านเคยฝันว่าอยากจะลองเข้ามาชิมสักครั้ง วันนี้เธอได้ทำตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริงแล้ว ห่านนั่งเงียบอยู่ทางด้านหนึ่งของร้าน โดยมีเจ๊มะพร้าวกับดาวร่วมโต๊ะอยู่ด้วย สองสาวนั้นกำลังดูเมนูแล้วทำตาโตราวกับไข่ห่านเมื่อได้เห็นราคาอาหารแต่ละอย่าง
       “แม่เจ้า! เสต็กซี่โครงหมูหนึ่งพันสามร้อยบาท!” เจ๊มะพร้าวเผลออุทานเสียงดัง พอรู้ตัวก็รีบเอามือปิดปากทันที
       “ซี่โครงหมูทอดกระเทียมหลังห้างขีดละแค่ยี่สิบห้าบาทเองเจ๊ หนูว่าเราไปกินที่อื่นเหอะ แพงเกิ๊น!” ดาวทำท่าจะพาเจ๊มะพร้าวลุกขึ้นแต่ห่านห้ามเอาไว้เสียก่อน
       “ไม่ต้องหรอกเจ๊ ยายดาว อยากกินอะไรสั่งให้เต็มที่เลย”
       “จะดีเหรอน้องห่าน...เจ๊เกรงใจ” เจ๊มะพร้าวทำท่าเกรงใจสุดฤทธิ์
       “เอาน่าเจ๊...ไม่ได้กินทุกวันสักหน่อย แล้วที่ห่านมีวันนี้ได้ก็เพราะเจ๊กับยายดาว เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก” หญิงสาวบอก เจ๊มะพร้าวกับดาวรีบนั่งลงทันที...ลาภปาก!
       หลังจากสั่งอาหารกันเรียบร้อยแล้ว เจ๊มะพร้าวก็อดที่จะขำกับทีท่าของปีโป้ตอนที่เจอห่านไม่ได้ ปีโป้ทำตาโตราวกับเห็นผีแต่ยังฝืนยิ้มต้อนรับอย่างนอบน้อมเพราะกลัวจะโดนเฉดหัวออกจากห้าง
       “สะใจจริงๆ ไอ้อีที่เคยดูถูกน้องห่านไว้ โดยเฉพาะยายปีโป้หน้าซีดเป็นไก่ต้ม นี่ถ้าเจ๊เป็นยายห่านนะ เจ๊จะไล่มันออกไปซะเลย หมั่นไส้! ก่อเรื่องวุ่นวายไว้มากมาย สมควรจะโดน” เจ๊มะพร้าวพูดอย่างสะใจ ดาวรีบพยักหน้าเห็นด้วย
       “นั่นน่ะสิเจ๊” ดาวหัวเราะร่วนก่อนจะนึกเรื่องอะไรดีๆ ออก “เออนี่...ยายห่าน แกรู้ข่าวยายคุณดาหลาหรือเปล่า ?”
       “ทำไมเหรอ ?”
       “ตอนนี้ทางกองประกวดเค้าริบมงกุฎยายนั่นคืนแล้วนะ ไปก่อคดีไว้เยอะจนกองประกวดตามแก้ข่าวให้ไม่หวาดไม่ไหว พอยายคุณดาหลารู้ก็ไปวีนกองประกวดเลย ไปร้องกรี๊ดๆ จนได้ลงหน้าหนึ่งอีกแล้ววันนี้ ก็สมควรอยู่หรอกที่ถูกริบมงกุฎคืน ขืนส่งไปเป็นตัวแทนประเทศไทย ไม่รู้จะไปมีเรื่องกับนางงามต่างชาติหรือเปล่า”
       “ได้ข่าวว่าตอนนี้บินไปหลบข่าวที่เมืองนอกแล้วนี่ สมน้ำหน้า” เจ๊มะพร้าวเบ้ปาก นึกถึงนิสัยอันแสนแย่ของดาหลาแล้วยังขนลุกไม่หาย ผู้หญิงอะไรสตรอเบอร์แหลเก่งมาก
       “เออ...แล้วนายบื้อล่ะเป็นยังไงบ้าง จะกลับมาทำงานที่นี่อีกหรือเปล่า คุณคุณชายคงไม่ว่าอะไรหรอก เผลอๆ จะขอบคุณด้วยซ้ำที่ช่วยดูแลน้องห่านตั้งนาน” คำถามของเจ๊มะพร้าวทำเอาห่านถึงกับจุกที่หน้าอก  
       “ไม่รู้สิเจ๊ ถ้าอยากกลับมาก็คงมาเองนั่นแหละ อย่าไปสนใจนายนั่นเลย...น่าเบื่อจะตาย” ห่านทำเป็นไม่สนใจ เป็นจังหวะเดียวกับที่บริกรนำอาหารมาเสิร์ฟพอดี ห่านจึงเชื้อเชิญให้เจ๊มะพร้าวและดาวทานอาหาร จะได้ไม่ต้องพูดเรื่องของบื้ออีก
 
       เสียงเพลงจากวิทยุดังคอลเบาๆ ในขณะที่คุณคุณชายกำลังนั่งเลือกแบบการ์ดแต่งงานในแฟ้มของทางร้านรับจัดงานแต่งงาน ชายหนุ่มอยู่ในชุดทักซิโด้สีขาวสะอาดตาผูกหูกระตายสีทองดูหรูหรา เขากำลังรอห่านที่กำลังแต่งตัวอยู่ทางด้านบนเพื่อมาถ่ายภาพคู่สำหรับนำไปใช้ในวันแต่งงานและทำการ์ดเพื่อเชิญแขกเหรื่อ
       ไม่นานนัก พนักงานสาวสวยก็เดินนำน้ำมาเสิร์ฟให้คุณคุณชาย เขาก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณพลางแหงนคอชะเง้อมองขึ้นไปทางชั้นสองของร้านเพื่อหาเจ้าสาวของตัวเอง พนักงานเหมือนจะรู้ใจจึงรีบบอกกับเจ้าบ่าวสุดหล่อ...เป็นแบบนี้ทุกรายสิน่า
       “รอสักครู่นะคะ เดี๋ยวเจ้าสาวก็ออกมาแล้วล่ะค่ะ”
       “ครับ” คุณคุณชายยิ้มรับก่อนจะก้มหน้าดูแบบการ์ดต่อ 
       “มาแล้วค่ะเจ้าบ่าว...เจ้าสาวสุดสวยมาแล้ว”
       คุณคุณชายเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสองของร้าน ชายหนุ่มเห็นห่านอยู่ในชุดเจ้าสาวสุดสวยกำลังเดินลงมาจากทางบันไดหินอ่อนของร้าน หญิงสาวเกล้าผมมวยประดับด้วยไข่มุกสีทอง สวมชุดแต่งงานเกาะอกสีขาวประดับด้วยลูกไม้ลายวิจิตรตระการตา ห่านแต่งหน้าอ่อนๆ เน้นความเป็นธรรมชาติซึ่งดูเข้ากับบุคลิกของหญิงสาวพอดี ทุกอย่างจะดูลงตัวมากกว่านี้หากเพียงห่านทำหน้ามีชีวิตชีวาสักนิด คุณคุณชายถึงกับตาค้างลุกขึ้นยืนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ห่านเองพยายามฝืนยิ้มเดินลงมาหาเจ้าบ่าว แม่หญิงสาวจะยิ้มแต่ทว่ากลับเป็นรอยยิ้มที่หมองหม่น ดูไม่มีความสุขเลยสักนิด
       “สวยไหมคะเจ้าบ่าว?”
       “ครับ สวยมากเลยครับ” คุณคุณชายบอกพลางมองห่านอย่างไม่วางตา
       “ถ้าอย่างนั้นเชิญไปถ่ายรูปกันได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะได้เลือกรูปทำการ์ดเชิญ” พนักงานสาวบอกก่อนจะผายมือเชิญลูกค้าให้เดินตรงไปยังสตูดิโอ คุณคุณชายเดินมาคู่กับห่าน ชายหนุ่มเอ่ยชมหญิงสาวไม่ขาดปาก “คุณห่านสวยมากเลยครับวันนี้ เดี๋ยวพอเราถ่ายรูปเสร็จเราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันนะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยชวน ห่านพยักหน้ารับก่อนจะนึกเรื่องที่ตัวเองอยากขอร้องคุณคุณชายขึ้นมาได้
       “เอ่อ...คุณคุณชายคะ ถ้าฉันจะขออะไรคุณคุณชายสักอย่างจะได้ไหมคะ ?”
       “ได้สิครับ คุณห่านอยากได้อะไรเหรอครับ ?”
       “คือฉันอยากให้คุณคุณชายพาห่านไปกราบคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณคุณชายอีกครั้งน่ะค่ะ ถึงแม้ท่านจะไม่ยอมรับฉัน แต่ถึงยังไงท่านก็เป็นผู้มีพระคุณ งานแต่งงานของลูกชายคนเดียวของท่าน ยังไงเราก็ต้องไปกราบเรียนเชิญท่าน ถึงแม้ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็ตาม” ห่านขอร้อง 
       “ครับ งั้นเดี๋ยวพอเราได้การ์ดแต่งงาน เราจะไปกราบเรียนท่านกัน”
        “ขอบคุณค่ะ” ห่านยิ้มให้คุณคุณชายก่อนจะเดินนำหน้าเขาเข้าไปในสตูดิโอถ่ายภาพ คุณคุณชายมองตามหญิงสาวแล้วรู้สึกหัวใจเต้นแผ่ว ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าห่านไม่มีความสุขเลยเวลาอยู่กับเขา
       การถ่ายภาพเป็นไปอย่างราบรื่น จะว่าราบรื่นก็ไม่ถูกนัก เพราะหลายต่อหลายครั้งที่ช่างภาพต้องบอกให้ห่านยิ้มหรือไม่ก็ให้มองกล้อง หญิงสาวเผลอทำหน้าเศร้าแล้วเหม่อมองอย่างไม่รู้ตัว คุณคุณชายแสร้งทำเป็นไม่เห็นแต่เขาสังเกตอยู่ตลอดเวลาและแอบที่จะน้อยใจไม่ได้ เวลาที่ต้องช่วยกันเลือกแบบการ์ดหรือของชำร่วย หญิงสาวมักไม่มีความเห็น เธอพูดติดปากเสมอว่า “ก็ได้ค่ะ” หรือ “ก็ดีนะคะ” ไม่ก็ “แล้วแต่คุณคุณชายค่ะ” บางครั้งเขาก็อยากให้หญิงสาวเสนอความคิดเห็นอะไรบ้าง เพราะนี่คืองานแต่งงานของ ‘เรา’ ไม่ใช่งานของเขาเพียงแค่คนเดียว
       ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา คุณคุณชายยิ่งสัมผัสได้ถึงความเศร้าในดวงตาของห่าน บางครั้งเขาก็อยากจะเอ่ยถามว่าเพราะเหตุใดเธอจึงเป็นแบบนั้น แต่ชายหนุ่มก็กลัวเหลือเกิน...กลัวคำตอบที่ออกมาจะบอกว่าไม่ได้รักเขา ที่ผ่านมาห่านแค่ทำประชดผู้ชายที่ชื่อบื้อ เพื่อนข้างห้องเช่าคนนั้นที่เขาเองก็ดูออกว่าบื้อคงมีใจให้ห่านไม่น้อยเช่นกัน
       เขาควรจะทำอย่างไรดี...ยอมรับความจริงอย่างนั้นหรือ ? หรือจะทนหลอกตัวเองต่อไป ตราบใดที่ห่านยังไม่เปิดปากพูดออกมา...ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจตัวเอง
       เมื่อได้เวลาเหมาะ คุณคุณชายกับห่านก็นำการ์ดแต่งงานไปที่บ้านนฤนาถวรเดชเพื่อกราบเรียนคุณหญิงรื่นฤดีกับคุณชนะศึก แม้คุณหญิงรื่นฤดีจะไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรอีก เธอทำเป็นเฉยแต่ก็ยอมรับการ์ดจากลูกชาย ผิดกับคุณชนะศึกผู้เป็นพ่อที่ดูจะดีใจกับลูกชายเสียเหลือเกินและสัญญาว่าจะเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานให้
       ขากลับจากบ้านนฤนาถวรเดช คุณคุณชายพาห่านไปเลือกซื้อแหวนแต่งงานหลังจากเลื่อนมาหลายต่อหลายครั้ง เป็นอย่างที่ชายหนุ่มคิดไว้ไม่มีผิด นั่นคือห่านดูไม่มีกระจิตกระใจที่จะเลือกแหวนให้ตัวเองสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็เป็นคุณคุณชายที่เลือกแหวนให้เธอ ยิ่งใกล้วันแต่งงาน ความเศร้าของห่านยิ่งแสดงออกมามากขึ้นโดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัวเลยสักนิด
        “เป็นอะไรไปหรือเปล่าครับคุณห่าน ดูช่วงนี้คุณห่านเหม่อๆ ซึมๆ มีอะไรในใจหรือเปล่าครับ หรือว่ายังไม่พร้อมที่จะแต่งงาน ถ้าอย่างนั้นเราเลื่อนงานแต่งงานไปก่อนดีไหมครับ ?” คุณคุณชายเอ่ยถามห่านในขณะที่นั่งอยู่ในรถ
        “เปล่านี่คะ ฉันไม่ได้เป็นอะไร แค่ช่วงนี้รู้สึกเพลียนิดหน่อยกับการเตรียมงาน ไม่ต้องเลื่อนหรอกค่ะ ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว อีกแค่สองวันเท่านั้นที่จะถึงงานแต่ง ถ้าเราเลื่อน แขกผู้ใหญ่จะไม่พอใจได้นะคะ”
       “ผมไม่แคร์หรอกครับถ้าใครจะไม่พอใจ ผมไม่ได้แต่งงานกับพวกเขา แต่ผมแต่งงานกับคุณห่าน ผมต้องตามใจคุณห่านสิครับ”ชายหนุ่มบอกพลางเลื่อนมือไปจับมือของห่าน หญิงสาวเผลอดึงมือออกทันที  คุณคุณชายหน้าเสียทันทีแต่พยายามเก็บความรู้สึกไว้
       “คุณคุณชายคะ ช่วยแวะไปที่ห้องเช่าของฉันหน่อยได้ไหมคะ ฉันอยากจะไปขนของออกมา ทิ้งไว้แบบนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่สำคัญ ค้างค่าเช่าเจ๊เจ้าของห้องมาจะสองเดือนแล้ว ไม่รู้ป่านนี้จะพังห้องเข้าไปรื้อข้าวของของฉันเอาไปทิ้งแล้วหรือยัง” หญิงสาวอ้างเรื่องกลับไปเอาของ ทั้งๆ ที่ความจริงเธออยากกลับไปสัมผัสความทรงจำที่นั่นอีกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะไม่ได้กลับไปที่ที่เคยมีความทรงจำกับบื้ออีก...ตลอดกาล
       “ได้ครับ” ชายหนุ่มรับคำแล้วขับรถพาห่านกลับไปที่ห้องเช่าของเธออีกครั้ง
        ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ห้องเช่าของเธอยังคงปิดสนิทด้วยแม่กุญแจดอกโต ต้นไม้ที่เธอเคยปลูกแห้งตายหมดแล้วเพราะไม่มีคนดูแล หญิงสาวล้วงกุญแจห้องที่ติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลาขึ้นมาไขประตูรั้วออก แล้วเดินเข้าไปข้างในโดยบอกให้คุณคุณชายรอเธออยู่ที่รถ เธอจะเข้าไปเอาของแค่แป๊บเดียว
       ทันทีที่เปิดประตูห้องออก กลิ่นความทรงจำอันเคยคุ้นก็มาทักทายห่านราวกับเพื่อนสนิท หญิงสาวอดที่จะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ เธอร้องไห้แต่พยายามใช้มือปิดปาก ไม่มีเสียงสะอื้น ห่านไม่อยากให้คุณคุณชายได้ยิน เธอไม่อยากหาเหตุผลเพื่อที่จะโกหกอะไรเขาอีก แค่นี้เธอก็รู้สึกผิดมากพอแล้ว
       ห่านเก็บข้าวของที่จำเป็นต้องใช้ใส่กระเป๋าเดินทาง ส่วนพวกของใช้ใหญ่ๆ นั้น หญิงสาวคิดว่าจะบริจาคให้กับคนยากจนแถวห้องเช่า เพราะที่บ้านของคุณคุณชายมีทุกอย่างครบครันจนเธอแทบจะไปโดยตัวเปล่าเลยก็ได้ ดีเหมือนกัน...ห่านจะได้ลืมทุกอย่างได้ง่ายขึ้น 
       หญิงสาวปิดประตูห้องแล้วเดินออกมา คุณคุณชายรีบเดินมาช่วยหญิงสาวถือกระเป๋าไปไว้ที่รถ ห่านเองกำลังจะเดินไปหาเจ๊เจ้าของห้อง แต่เจ๊แกเดินสวนมาพอดี
       “อ้าว...ยายห่าน หายไปนานเชียว ?”
       “ค่ะเจ๊...อ้อ...นี่ห่านจะเอาค่าเช่าห้องมาจ่าย สองเดือนใช่ไหมเจ๊?” ห่านเอ่ยถามพลางล้วงหากระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าถือ เจ๊เจ้าของห้องเช่ารีบร้องเสียงหลงทันที
       “อ้าว...จ่ายให้เจ๊แล้วนี่”
       “อะไรนะเจ๊...จ่ายแล้ว ?” ห่านขมวดคิ้วด้วยความงุนงง เจ๊เจ้าของห้องจึงบอกที่มาของเงินค่าเช่า
       “ก็ไอ้บื้อมันมาจ่ายให้แล้ว มันกลัวเจ๊จะพังห้องแกเข้าไปทำลายข้าวของ นี่มันก็มาได้สองสามวันแล้วมั้ง เห็นว่าจะมาเก็บข้าวของกลับไปอยู่ต่างจังหวัด” เจ๊เจ้าของห้องเช่ายื่นหน้าไปที่ห้องเช่าของบื้อก่อนจะเดินตูดบิดออกไป
       หญิงสาวหันมองไปที่ประตูห้องเช่าของบื้ออย่างทันที ดวงตาอิ่มเอิบกับรอยยิ้มที่เผยให้เห็นว่าเธอดีใจแค่ไหนที่รู้ว่าบื้ออยู่ที่นี่ ทำให้คุณคุณชายอดที่จะเสียใจไม่ได้ รอยยิ้มแบบนี้...ที่เขาไม่เคยเห็นมานาน รอยยิ้มแบบนี้...ที่เขาไม่เคยได้เป็นเจ้าของ
       เหมือนโชคชะตารู้จังหวะ บื้อเปิดประตูห้องออกมาพอดี ชายหนุ่มแต่งตัวเหมือนกำลังจะออกไปข้างนอก ทันทีที่เห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้าห้อง บื้อเองอยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนั้นเสียแต่ก็ทำไม่ได้ เขาจึงปั้นยิ้มเดินไปที่รั้วห้องเช่าของตัวเอง ทำทีท่าว่าไม่เป็นอะไรสักนิด...ทั้งๆ ที่หัวใจเจ็บเจียนตาย
       “อ้าว...มาเก็บของเหรอยายห่าน ?” บื้อเอ่ยทักทายห่านเสียงใส
       “อืม...มาเก็บของนิดหน่อย แล้วนี่เห็นเจ๊บอกว่านายมาเก็บของจะกลับไปอยู่ชะอำเหรอ ?” ห่านเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง 
       “ใช่ อยู่ที่นี่ก็ไม่มีงานทำ กลับไปช่วยป้าดีกว่า”
       “กลับมาทำงานที่ห้างก็ได้นะครับ” คุณคุณชายเดินเข้ามาประชิดตัวห่าน เขาโอบเธอเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ บื้อมองภาพบาดตาบาดใจนั้นแล้วกำมือแน่นอย่างเจ็บปวด แต่ยังฝืนใบหน้าให้ยิ้มแย้มพูดคุยเป็นปกติ
        “ขอบคุณมากครับคุณคุณชาย แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปช่วยงานที่บ้านดีกว่า ชีวิตของผมคงไม่เหมาะกับกรุงเทพฯ” บื้อบอก  คุณคุณชายพยักหน้ารับก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ชายหนุ่มเดินไปที่รถหยิบการ์ดแต่งงานของเขากับห่านมาส่งให้กับบื้อ ชายหนุ่มรับมาด้วยมืออันสั่นเทา แม้ไม่ได้เปิดออกดู เขาก็รู้ว่ามันคืออะไร
       “ผมกับห่าน เราจะแต่งงานกันอีกสองวันข้างหน้าครับ ยังไงอย่าลืมมาร่วมงานให้ได้นะครับ”
       “มาให้ได้นะบื้อ” ห่านย้ำ เธอไม่ได้อยากเยาะเย้ยเขา แต่อยากให้เขาอยู่ด้วยในวันสุดท้ายที่เธอจะมีสิทธิ์คิดถึงเขา
       “ขอดูก่อนแล้วกันครับ ผมว่าจะกลับชะอำวันนั้นพอดี แต่ถ้าไปได้ผมก็จะไปครับ” บื้อบอกกับคุณคุณชายก่อนจะหันมาหาห่าน ชายหนุ่มยิ้มเล็กๆ ให้เธอแล้วพูดขึ้น “ยินดีด้วยนะ...ยินดีด้วยจริงๆ”
       “ขอบคุณมากครับ” คุณคุณชายกล่าวขอบคุณแทนเพราะเห็นว่าตอนนี้ห่านสีหน้าไม่สู้ดีนัก ชายหนุ่มตัดบทสนทนาด้วยการชวนห่านให้กลับบ้าน “ถ้าอย่างนั้นผมกับห่านต้องขอตัวก่อนนะครับ เราต้องไปเรียนเชิญผู้ใหญ่อีกหลายท่าน แล้วตอนเย็นก็มีนัดไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่อีก ถ้าไม่รบกวน อย่าลืมไปงานของเรานะครับ” คุณคุณชายพูดจบก็โอบเอวห่านให้เดินขึ้นรถไป หญิงสาวยังอดที่จะหันมามองบื้อไม่ได้ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่สมควรจะทำแบบนั้น
       สุดท้ายเมื่อรถของคุณคุณชายแล่นออกไป บื้อจึงหุบยิ้มที่ฝืนมานานลง น้ำตาลูกผู้ชายหยดลงบนการ์ดแต่งงานสีชมพูของห่าน เขาเดินกลับเข้าไปในห้อง ล็อกประตูแน่นหนา เลิกนัดหมายที่จะออกไปเจอเอวันนี้
       เขาจะร้องไห้ให้มาก...มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร้องไห้ให้กับความรักของตัวเอง 
       ลาก่อนห่าน...ลาก่อนความรักของฉัน
 
       เสียงเพลงคลาสสิคจากวงดนตรีออกเคสตร้าดังขึ้นเบาๆ ในขณะที่งานกำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า โบสถ์สีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่บนผืนหญ้าสีเขียวสดวันนี้ ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้สีขาวหลากหลายชนิดทั้งลิลลี่ คาร์ล่า กุหลาบ กล้วยไม้และยิบโซ
       ภายในอบอุ่นด้วยบรรยากาศโรแมนติกของดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ เชิงเทียนที่มีเทียนสีขาวจุดไว้ส่องแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า แสงอาทิตย์สาดส่องผ่านเข้ามาทางกระจกสีที่จัดเรียงเป็นภาพอันวิจิตรตระการตาราวกับภาพวาดของจิตกรชื่อดัง แขกเหรื่อหลายคนเริ่มมาที่งานแล้ว เหล่าบรรดาเพื่อนๆ ของห่านที่ทำงานในห้างต่างพากันมาช่วยงานกันอย่างปลาบปลื้มที่เห็นหญิงสาวได้ทำฝันให้เป็นจริง โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าวันที่ทุกคนคิดว่าห่านจะมีความสุขที่สุด กลับกลายเป็นวันที่หญิงสาวรู้สึกเศร้าที่สุดในชีวิตต่างหาก
       ห่านนั่งนิ่งอยูหน้ากระจกเงาบานใหญ่ในห้องแต่งตัว เธอจ้องมองตัวเองที่สวมชุดแต่งงานอยู่อย่างเรียบเฉย สร้องเพชรเม็ดโตที่คุณหญิงรื่นฤดีมอบให้ใส่ส่องประกายวิบวับงามจับตา รองเท้าส้นสูงยี่ห้อดังราคาเหยียบหมื่นที่สวมอยู่ในเท้าของห่านเวลานี้เธอไม่เคยเห็นว่ามันสวย ทั้งที่เธอเป็นคนเลือกมันเองกับมือ...
       ทุกอย่างเหมือนความฝัน...ฝันที่มันกลายเป็นจริง
       แต่บางสิ่ง...ปล่อยให้มันเป็นเพียงความฝันคงจะดีกว่าไหม ?
       ปล่อยให้ดาวยังคงอยู่บนฟ้าอย่างเดิมจะดีกว่าเอื้อมมาเก็บไว้ไหม ?
       ปล่อยให้ดอกไม้สดสวยอยู่ในต้นของมันจะดีกว่าเด็ดมาถือไว้ไหม ?
       ปล่อยให้ปลาได้ว่ายอยู่ในแม่น้ำดีกว่าจับมันมาใส่ขวดโหลไหม ?
       ในขณะที่หญิงสาวกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ อยู่นั้น เจ๊มะพร้าวกับดาวก็ดี๊ด๊าเข้ามาดูเพื่อน ทั้งสองคนพูดอะไรมากมายแต่ห่านจับใจความไม่ได้เลยสักนิด เธอยังคงจ้องหน้าของตัวเองที่ดูหม่นเศร้า แม้พยายามจะฝืนยิ้มแต่ริมฝีปากของเธอกลับสั่นเทาราวกับจะควบคุมันไม่ได้ นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่...เธอกำลังทำบ้าอะไรอยูนี่!
       “น้องห่าน...ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะจ๊ะ ไม่สบายหรือเปล่า ?” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
       “นั่นสิแก...วันแต่งงานทั้งทีทำหน้าเหมือนจะตายอย่างนั้นแหละ ถ้าเป็นฉัน คงยิ้มเหงือกบานไปสามวันเจ็ดวัน” ดาวพูดแล้วหัวเราะร่วนแต่คนฟังกลับไม่หัวเราะด้วย ห่านหันมามองเจ๊มะพร้าวก่อนจะสวมกอดแล้วปล่อยโฮท่ามกลางความตกตะลึงของทั้งสองคน
       “น้องห่าน...เกิดอะไรขึ้น ?”
       “ห่านไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะทำลงไปถูกหรือเปล่า ห่านไม่รู้ว่าห่านรักคุณคุณชายหรือบื้อกันแน่ คุณคุณชายดีกับห่านมาก...มากเสียจนห่านคิดว่าเขาคือผู้ชายที่ห่านต้องการมาตลอดชีวิตนี้ แต่กับนายบื้อ ไม่มีอะไรเลยที่ห่านเคยอยากได้ เขาไม่ใช่ผู้ชายแบบที่ห่านวาดฝัน แต่พอจากนายนั่นมา ห่านก็รู้สึกว่ายิ้มไม่ได้กว้างเหมือนเก่าหากไม่ได้อยู่กับเขา เจ๊...ห่านจะทำยังไงดี ห่านจะทำยังไงดี ?” พูดจบห่านก็ปล่อยโฮร้องไห้อีกครั้ง เจ๊มะพร้าวกับดาวมองหน้ากันอย่างอึ้งๆ ไม่มีคำแนะนำอะไร มีเพียงแค่ฝ่ามืออันแผ่วเบาที่ลูบหัวของรุ่นน้องอย่างเข้าอกเข้าใจ ของอย่างนี้ไม่มีใครแนะนำได้ดีเท่าเจ้าตัวคนถาม...เพราะคำตอบมันต้องมีอยู่ในใจอยู่แล้ว
       คุณคุณชายที่แอบฟังอยู่ที่หน้าประตูถึงกับเข่าอ่อน ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นทำไมห่านถึงไม่สดใสเหมือนอย่างเคย เป็นเพราะอย่างนี้นี่เอง...เป็นอย่างที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด ห่านไม่ได้รักเขาแต่รักกับบื้อ
       ชายหนุ่มปาดน้ำตาแล้วเดินออกมาอย่างแผ่วเบา...
 
       ได้เวลาที่ทุกคนรอคอยแล้ว แขกเหรื่อมากหน้าหลายตาต่างพากันนั่งประจำที่เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับบ่าวสาว คุณหญิงรื่นฤดีที่ตอนแรกมีทีท่าว่าจะไม่ยอมรับลูกสะใภ้ไร้สกุล แต่สุดท้ายเธอเองกลับเป็นตัวตั้งตัวตีในการเชื้อเชิญแขกซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคุณหญิงคุณนายเพื่อนของคุณหญิงรื่นฤดีทั้งนั้น
       บาทหลวงกับคุณคุณชายยืนอยู่ด้านหน้าของโบสถ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้คุณคุณชายดูหล่อเหลาจนเหมือนกับเทพบุตรในเทพนิยาย เขายิ้มแย้มอย่างมีความสุขที่กำลังจะได้แต่งงานกับคนที่เขารักในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
       เสียงเพลงบรรเลงดังขึ้นเมื่อประตูโบสถ์เปิดออก ห่านเดินถือช่อดอกไม้สีขาวเข้ามาอย่างสง่างาม ผ้าลูกไม้สีขาวบางที่คลุมศีรษะของเธอไว้ไม่อาจบดบังความสวยงามของหญิงสาวไว้ได้เลย ห่านเดินมาหยุดอยู่ตรงข้ามของชายหนุ่ม เธอยิ้มให้เขาทั้งๆ ที่อยากร้องไห้ บาทหลวงเห็นทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มพิธีด้วยการพูดจาเกริ่นนำเกี่ยวกับข้อคิดของการใช้ชีวิตคู่สักอึดใจ ก่อนจะหันมาเอ่ยถามคุณคุณชาย
       “คุณคุณชาย ยินดีที่จะรับคุณหฤทัยเป็นภรรยาเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ ไม่ว่าจะเจ็บจะไม่สบายตราบจนลมหายใจสุดท้ายหรือไม่”
       ชายหนุ่มมองหน้าห่านแล้วยิ้มก่อนจะตอบรับ “รับครับ”
       บาทหลวงพยักหน้าก่อนจะหันไปหาห่านแล้วถามคำถามเดียวกับที่ถามชายหนุ่มเมื่อสักครู่
       “คุณหฤทัย ยินดีที่จะรับคุณคุณชายเป็นสามีเพื่อที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ จะเจ็บจะไม่สบายตราบจนลมหายใจสุดท้ายหรือไม่”
       สิ้นเสียงบาทหลวง แทนที่จะได้ยินเสียงของหญิงสาวตอบรับ แต่เปล่าเลย...ห่านนิ่งเงียบจนคนในโบสถ์ต่างพากันมองตรงไปยังเจ้าสาวอย่างลุ้นระทึก เจ๊มะพร้าวกับดาวมองหน้ากันต่างก็เอาใจช่วยให้ห่านรู้หัวใจตัวเองเสียที
       อีกทางหนึ่ง บื้อแอบยืนมองพิธีกรรมในโบสถ์ด้วยหัวใจแตกสลาย เขาทำใจไม่ได้ที่จะต้องมาทนฟังห่านตอบรับรักคุณคุณชาย ชายหนุ่มตัดสินใจเดินออกจากที่ตรงนั้น ขอให้ห่านมีความสุขกับชีวิตใหม่ ส่วนเขาก็จะกลับไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ชะอำเหมือนกัน
       เมื่อเห็นห่านนิ่งเงียบ บาทหลวงจึงถามคำถามเดิมซ้ำอีกครั้ง ห่านจ้องหน้าชายหนุ่มที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าก่อนจะตัดสินใจตอบรับ “รับค่ะ”
       เสียงถอนหายใจโล่งอกของหลายๆ คนดังขึ้นพร้อมกัน บาทหลวงจึงรีบทำหน้าที่ต่อทันที
       “เพื่อเป็นพยานว่าทั้งคู่ได้ตอบรับรักเป็นสามีภรรยากันแล้วต่อหน้าพระองค์ ให้ฝ่ายชายสวมแหวนหมั้นให้กับหญิงสาวด้วยในเวลานี้” บาทหลวงมองหน้าคุณคุณชาย ชายหนุ่มยิ้มรับก่อนจะล้วงกล่องแหวนเพชรในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาเปิดออก แหวนเพชรวงงามอยู่ในนั้น ชายหนุ่มหยิบมันออกมาก่อนจะค่อยๆ จับมือของห่านขึ้น บรรจงสวมแหวนวงนั้นเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเธอ “ฝ่ายหญิงสวมแหวนหมั้นให้ฝ่ายชาย”
       ห่านพยักหน้ารับก่อนจะควานหากล่องแหวน แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องตกใจ เธอไม่มีกล่องแหวน เธอเอากล่องแหวนไว้ที่ไหน ? หญิงสาวเลิ่กลั่กทันที แขกเหรื่อต่างพากันมองหน้ากันอย่างงงๆ ว่าแหวนหมั้นของเจ้าสาวที่จะหมั้นเจ้าบ่าวหายไปไหน ห่านเองจึงหันไปถามคุณคุณชายทันที
       “คุณคุณชายคะ แหวนของห่านล่ะคะ คุณคุณชายเอาไปไว้ไหน ?”
       “แหวนของผม...ไม่มีหรอกครับ”
       เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีภายในโบสถ์ คุณหญิงรื่นฤดีกัดฟันกรอดๆ ทำท่าจะลุกขึ้นโวยวายแต่คุณชนะศึกดึงมือไว้
       “หมายความว่ายังไงคะ...ไม่มี ?”
       “ก็หมายความว่าเราไม่ได้ซื้อแหวนหมั้นของผมมาไงครับ ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณห่านไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย คุณเหม่อลอยราวกับคนที่ไม่มีชีวิต แหวนหมั้นที่ผมสวมให้คุณห่าน คุณห่านยังแทบไม่สังเกตว่ามันไม่ใช่วงเดิมกับวงที่เราไปซื้อ ที่สำคัญคุณห่านเองยังลืมที่จะเลือกแหวนให้ผม...คนที่จะแต่งงงานด้วย” แม้คำพูดของชายหนุ่มจะบ่งบอกว่าน้อยใจอย่างสุดแสนแต่ใบหน้าของเขากลับยิ้มแย้ม
       “ฉันขอโทษค่ะ รอก่อนได้ไหมคะ เดี๋ยวฉันจะไปหาแหวนมาให้”
       “ไม่ต้องหรอกครับ อย่าทำอะไรที่มันฝืนใจตัวเองเลย หัวใจของคุณห่านไม่ได้อยู่ที่ผม ผมเป็นเพียงแค่คนในความฝันที่ความจริงไม่ใช่คนที่คุณต้องการ เดินทางไปตามเสียงของหัวใจ เดินทางไปหาใครคนนั้นที่คุณห่านคิดถึงเขาตลอดเวลาเถอะครับ ผมไม่สามารถทนทำร้ายคนที่ผมรักด้วยการผูกมัดเขาไว้ให้อยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่เพียงแค่กายแต่หัวใจไม่ได้อยู่ด้วย ผมคงจะไม่มีความสุข ความรักของผมไม่ได้หมายถึงการได้ครอบครอง แต่หมายถึงการได้เห็นคนที่ผมรักมีความสุขต่างหาก” ชายหนุ่มยิ้มรับ ห่านน้ำตารื้น โผเข้ากอดคุณคุณชายแล้วร้องไห้อย่างซาบซึ้งใจ
       “ฉันขอโทษค่ะคุณคุณชาย ขอโทษจริงๆ”
       “ผมไม่โกรธคุณห่านหรอกครับ รีบไปเถอะครับ ผมว่าคุณบื้อกำลังรอคุณอยู่”
       ห่านพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดแหวนแต่งงานของคุณคุณชายออกแล้วส่งคืนให้เขา หญิงสาวยกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งออกจากโบสถ์ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน เจ๊มะพร้าว ดาวและเอมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม 
       ในที่สุดห่านก็รู้ใจตัวเองสักที…
       ห่านวิ่งออกไปที่ท้องถนน โบกรถแท็กซี่ขึ้นไปท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่จับจ้องมาทางหญิงสาวที่สวมชุดแต่งงานวิ่งกระเจิดกระเจิงออกมาจากโบสถ์ เธอเร่งให้แท็กซี่ไปส่งที่จุดมุ่งหมายปลายทางใหเร็วที่สุด 
       ตอนนี้ห่านรู้หัวใจตัวเองแล้วว่าเธอรักผู้ชายธรรมดาที่ชื่อบื้อ
       เธอรู้แล้วว่าบางทีการไปยืนบนที่สูง...มันอาจไม่ได้สวยเหมือนที่เคยวาดฝันไว้
       เธอรู้แล้วว่าบางทีดาวก็ควรสวยงามอยู่บนฟ้า...ไม่ควรเก็บมาครอบครอง
       เธอรู้แล้วว่าบางทีดอกไม้ก็ควรสวยอยู่กับต้น...ไม่ควรเก็บมาไว้ในแจกัน
       เธอรู้แล้วว่าบางทีปลาก็ควรอยู่ในแม่น้ำ...ไม่ควรนำมาขังไว้ในขวดโหล
      เธอรู้แล้วว่าบางทีการได้ใส่รองเท้าแตะธรรมดามันสบายกว่ารองเท้าส้นสูงเป็นไหนๆ
       นายบื้อ...อย่าเพิ่งไปนะ นายต้องรอฉันก่อน ฉันกำลังจะไปหานายเดี๋ยวนี้!
 
       บื้อจัดการล็อกห้องของตัวเองอย่างเรียบร้อยก่อนจะนำกุญแจไปคืนให้เจ๊เจ้าของห้อง รถกระบะที่จ้างไว้กำลังจัดการมัดข้าวของของบื้อให้แน่นหนา ด้วยกลัวว่ามันจะปลิวระหว่างเดินทางไปถึงที่ชะอำ
       ชายหนุ่มยืนมองที่ห้องเช่าของเขากับห่านอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะตัดใจหันหลังเดินมาที่รถกระบะคันที่จ้างไว้แล้วเดินขึ้นไปนั่ง บอกให้คนขับออกรถได้...ทุกอย่างมันจบแล้ว
       รถแท็กซี่ของห่านแล่นสวนเข้ามาคลาดกันเพียงเสี้ยววินาที เมื่อถึงหน้าห้องเช่า ห่านก็รีบวิ่งลงมาที่หน้าห้องของบื้อ เธอตะโกนเรียกชายหนุ่มเสียงหลงจนห้องข้างๆ ที่กำลังซักผ้าอยู่หน้าบ้านตะโกนกลับมา
       “ไอ้หนุ่มห้องนี้ย้ายออกไปแล้วหนูเอ๊ย...รถกระบะสีแดงเพิ่งแล่นออกไปเมื่อกี้เอง ตามไปคงทัน”
       “ขอบคุณค่ะ” ห่านบอกก่อนจะรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนรถแท็กซี่ สั่งให้โชเฟอร์ออกรถตามรถกระบะสีแดงของบื้อไป

       การจราจรกำลังคับคั่งติดยาวเป็นขบวน เสียงเพลงลูกทุ่งชื่อดังกำลังขับขานภายในรถของชายคนขับ บื้อเองนั่งนิ่งทำหน้าเหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบจนคนขับต้องเอ่ยถาม
       “ทำหน้าเศร้าแบบนี้ อย่าบอกว่าเพิ่งอกหักมานะพ่อหนุ่ม”
       “ก็ทำนองนั้นครับลุง” บื้อบอกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาหลับตาลงแล้วพยายามทำใจให้สบาย แต่ภาพของห่านที่กำลังแต่งงานกับคุณคุณชายตามมาวนเวียนจนจิตใจของเขาว้าวุ่นไปหมด ว้าวุ่นจนเกินจะข่มตาหลับลงได้
       “เฮ้อ...ความรักนี่มันมีอนุภาพรุนแรงจริงหนอ สมัยหนุ่มๆ ลุงก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเอง”
       “ขอบคุณครับลุง” บื้อยิ้มรับ
       ทางด้านห่านเองที่ติดอยู่บนแท็กซี่ หญิงสาวจิตใจร้อนรุ่ม ไม่รู้ว่าป่านนี้รถของบื้อจะไปถึงไหนแล้ว
       “ทำไมรถติดนานจัง” ห่านบ่น คนขับแท็กซี่เองก็พลอยร้อนใจไปด้วย เขาเปิดกระจกรถออกไปดูแล้วก็ต้องตาโต รีบหันมาบอกเจ้าสาวที่โดยสารรถของเขามาทันที
       “รถกระบะสีแดงที่ขนของที่หลังรถใช่หรือเปล่า มีอยู่ตรงนู้นคันนึง”
       “จริงเหรอคะ” ห่านรีบเปิดกระจกชะโงกหน้าไปดู จริงด้วย...รถสีแดงที่ขนของ ใช่แน่ๆ
       “ทำยังไงดีล่ะ ถ้าไฟแดงแล้วคงยุ่ง ไม่รู้ว่าจะเลี้ยวไปทางไหน ที่สำคัญรถของเราก็ห่างจากรถคันนั้นพอสมควร เอาอย่างนี้เดี๋ยวผมเรียกมอเตอร์ไซค์ให้ดีไหมครับ ?” โชเฟอร์หันมาเอ่ยถาม ห่านรีบปฏิเสธ
       “ไม่ต้องหรอกค่ะ”
       “อ้าว...ไม่ไปตามเค้าแล้วเหรอ ?”
       “ไปค่ะ แต่ไม่ไปมอเตอร์ไซค์ ฉันจะวิ่งไปเอง” พูดจบห่านก็เปิดประตูรถลงไปกลางถนน ก่อนจะหันมาบอกคนขับ “พี่คะ ขอโทษทีนะคะ แต่ฉันไม่มีเงินสดติดตัวมาเลย ยังไงเดี๋ยวพี่จอดรอข้างทางก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวจัดการธุระเสร็จจะรีบมาจ่ายให้ค่ะ”
       “ไม่ต้องห่วงครับ ผมยินดีช่วย ขอให้ไปทันนะครับ”
       “ค่ะ...ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวถกกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งไปตามท้องถนนที่การจราจรกำลังติดขัด คนที่ยืนรอรถมล์อยู่ข้างทางต่างพากันชี้มาทางห่านอย่างงุนงง บางคนก็ว่าเธอเสียสติ บ้างก็ว่าหนีเอาของหมั้นจากเจ้าบ่าวมา แต่ห่านไม่ได้สนใจ ตอนนี้เธอสนใจอยู่อย่างเดียวคือต้องตามรถของนายบื้อให้ทัน...ต้องไปให้ทันให้ได้
       ห่านวิ่งอย่างไม่ลืมหูลืมตาเพราะกลัวว่าจะไฟเขียวซะก่อน ตอนนี้รองเท้าส้นสูงคู่สวยเป็นปัญหาของเธอแล้ว หญิงสาวตัดสินใจโยนมันทิ้งข้างถนน วิ่งเท้าเปล่าตรงไปที่รถกระบะคันสีแดงตรงหน้าด้วยอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
       ใกล้แล้ว...ใกล้แล้ว...ใกล้แล้ว! ในที่สุดห่านก็วิ่งมาถึงรถกระบะคันนั้น หญิงสาวใช้ผ่ามือทุบกระจกรถ เรียกให้เขาเปิดกระจกลงมา ปากก็ร้องเรียกชื่อบื้อครั้งแล้วครั้งเล่า
      “บื้อ...ฉันมาแล้ว นายออกมาเดี๋ยวนี้!”
       ชายคนที่อยู่ในรถเปิดกระจกออกมามองห่านด้วยสายตางุนงง เขาเป็นชายอ้วนหัวเถิก นั่งมากับหญิงอายุราวสี่สิบซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นภรรยาของเขา
       “ที่นี่ไม่มีคนชื่อบื้อนะครับ ผิดคันหรือเปล่า ?” ชายคนนั้นบอก ห่านถึงกับเข่าอ่อนหน้าซีดทันที
       เธอมาไม่ทันแล้วจริงๆ เขาไปแล้ว...บื้อไปแล้ว หญิงสาวเดินหมดอาลัยตายอยากมานั่งที่เกาะกลางถนนพลางร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ คนขับรถรับจ้างของบื้อหันมาเห็นห่านเข้าก็หัวเราะ ชี้ชวนบื้อที่นั่งข้างๆให้ดู
       “พ่อหนุ่มดูผู้หญิงคนนั้นสิ เป็นบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่งชุดแต่งงานมานั่งร้องไห้กลางถนน หน้าตาก็ดี ไม่น่าเล้ย…”
       บื้อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อยเพื่อให้คนชวนไม่รู้สึกเก้อถ้าหากเขาทำเป็นไม่ได้สนใจ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายชั่วโมง ผูกมิตรไว้จะดีกว่า
       เขามองหน้าหญิงสาวคนนั้นอย่างผ่านๆ แต่แล้วชายหนุ่มก็ต้องหยุดกึกทันที หัวใจเต้นแรงราวกับกำลังอยู่ในความฝัน บื้อค่อยๆเงยหน้ามองตรงไปยังผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งแล้วตาโตด้วยความตกใจ
       “ยายห่าน!”
       บื้อรีบเปิดประตูรถไปอย่างรวดเร็วจนคนขับงง เขาวิ่งไปหาห่านที่เกาะกลางถนน จ้องมองเธอที่กำลังก้มหน้าร้องห่มร้องไห้อยู่ตรงนั้น นี่เขาไม่ได้ฝันไปจริงๆ ใช่ไหม ? 
       “ยายห่านดินกินหญ้าห่านฟ้ากินยุง...มานั่งร้องไห้อยู่ที่กลางถนนแบบนี้ ไม่กลัวคนอื่นว่าบ้าหรือยังไง ?”
       “เรื่องของฉัน นายไม่ต้องมายุ่ง” ห่านตอบด้วยความเคยชิน แต่ทว่าเมื่อได้ยินเสียงของบื้อเธอก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ทันทีที่เห็นชายหนุ่มยืนทำหน้ากวนประสาทตรงหน้าห่านก็โผเข้ากอดบื้อทันที
       “ไอ้บ้า นายมันไอ้คนบ้า!”
       “เอ้า...อยู่ดีๆมาว่าคนอื่นบ้า เธอนั่นแหละบ้า...มานั่งร้องไห้คนเดียวตรงนี้”
       “อย่ามาปากดีนะ” ห่านบอกแล้วปาดน้ำตา บื้อหัวเราะร่วน
       “ก็ปากดีแบบนี้ไม่ใช่เหรอ เธอถึงมาตกหลุมรักฉัน” บื้อยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเชิดหน้าอย่างผู้เหนือว่า ห่านเห็นดังนั้นก็หมั่นไส้ทุบหลังเขาไปหนึ่งทีอย่างแรง
       “ใครบอกว่าฉันตกหลุมรักนาย ฉันก็แค่สงสารนายหรอก กลัวจะไม่มีใครเอา นี่ฉันเสียสละให้นายนะ”
       “เหรอ...นี่ไม่บอกไม่รู้เลยนะเนี่ย เอาล่ะๆ ไหนๆ เธอก็ยอมเสียสละซะขนาดนี้ ฉันก็จะยอมรับน้ำใจเอาไว้แล้วกัน”
       “หมายความว่ายังไง ?”
       “ก็หมายความว่าฉันจะยอมขอเธอแต่งงาน เสียสละให้เธอดูแลฉันไปตลอดชีวิตไงล่ะ ตกลงไหม ?” ชายหนุ่มบอกแล้วทำลอยหน้าลอยตา ห่านอมยิ้มเขิน หน้าแดงเป็นลูกตำลึง
       “เชอะ...ฉันต่างหากที่ต้องเสียสละให้นายดูแล”
       “อ้าว...พูดอย่างนี้ตกลงจะแต่งไม่แต่ง ?”
       “ก็ขอก่อนสิ ยังไม่ได้ขอเลยจะตอบรับได้ยังไง” หญิงสาวทำหน้าเง้า
       “เฮ้ย...จะให้มาขอตรงนี้เนี่ยนะ” บื้อบอกพลางหันมองรอบตัวเองที่มีไทยมุงมายืนดูคนทั้งคู่กันอย่างแน่นขนัด ห่านยักไหล่ไม่แคร์
       “ก็แน่สิ ถ้าไม่ขอตอนนี้ ฉันอาจจะกลับไปแต่งงานกับคุณคุณชายก็ได้นะ คิดว่าเค้าก็คงรออยู่”
      บื้อยืนนิ่ง หน้าแดงด้วยความเขินอาย แต่สุดท้ายชายหนุ่มก็ยอมคุกเข่าลงตรงหน้าของห่าน จับมือของเธอมาขึ้นมาอย่างแผ่วเบาแล้วกลั้นใจพูดอย่างรวดเร็วด้วยความเขิน
       “แต่งงานกันนะ”
       “หา! นายพูดว่าอะไรนะ ไม่ได้ยินเลย” ห่านแสร้งทำเป็นหูไม่ดีขึ้นมา บื้อหันซ้ายแลขวาอีกครั้งก่อนจะพูดเป็นรอบที่สอง
       “ก็...แต่งงานกันนะ”
       “โอ๊ย...นายพูดอะไร ฉันไม่ได้ยินเลย เสียงรถมันดัง”
       “แต่งงานกันนะ...ได้ยินไหม ?” บื้อตัดสินใจแหกปากตะโกน ผู้คนแถวนั้นหันมองคนทั้งคู่เป็นตาเดียว
       ห่านยิ้มรับ ก่อนจะตอบรับคำขอของชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงอันดังไม่แพ้กัน
       “ตกลง! ฉันจะแต่งงานกับนาย”
       บื้อดีใจเป็นที่สุด ชายหนุ่มอุ้มหญิงสาวขึ้นหมุนพลางร้องแหกปากโวยวายอยู่ที่เกาะกลางถนน
       “ผมจะแต่งงานแล้วครับ ผู้หญิงคนนี้ตอบแต่งงานกับผมแล้ว”
       เสียงปรบมือดังขึ้นกึกก้องพอๆ กับเสียงรถยนต์ที่กำลังเร่งเครื่องเตรียมออกเมื่อสัญญาณไฟกำลังจะเปลี่ยนเป็นไฟเขียวในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า แต่ในเวลานี้ทั้งสองไม่สนสิ่งใดๆ รอบข้างทั้งนั้น ขอแค่ตอนนี้มีเพียงเขาและเธออยู่ด้วยกัน ต่อให้โลกถล่ม ดินทลาย น้ำท่วมโลก ทั้งคู่ก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว
        
              รู้ตัวหรือเปล่า...เธอไม่เคยอยู่ในสายตา
              เป็นเพียงผู้ชายธรรมดาที่ฉันมองข้ามผ่าน
              เธอไม่ใช่คนดีพร้อม...เหมือนคนที่ฉันเฝ้าฝันมานาน
              บางครั้งก็ทำตัวน่ารำคาญ ดื้อด้านแถมยังปากดี
                     . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
              รู้ตัวหรือเปล่า...เธอไม่เคยอยู่ในความฝัน
              แต่เป็นคนที่อยู่ในความจริงทุกวัน...ของฉันตอนนี้
              เธอไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาว...เหมือนเขาที่ฉันเคยอยากมี
              แต่ก็ลืมเธอไม่ได้สักวินาทีไม่รู้ทำไม
                     . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
              รู้ตัวหรือเปล่า...แม้วันนั้นเธอจะไม่ใช่คนที่ฉันต้องการ
              แต่วันนี้เธอคือความผูกพันที่ฉันขาดไปไม่ได้
              ไม่ต้องดีพร้อมอย่างชายในฝันที่ฉันเคยฝังใจ
              ขอแค่เธอเป็นคนที่ฉันรักและรักฉันตลอดไป...แค่นี้ก็พอ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น