อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 00:52:34

ตอนที่ 2 ตอนที่ 2


       ที่ลานกลางห้างสรรพสินค้าเวลานี้ถูกเนรมิตเป็นเวทีขนาดย่อมๆ บนเวทีประดับประดาด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังบานสะพรั่งแข่งกันอวดความงาม ตรงฉากหลังมีภาพมงกุฎนางงามสีทองอร่ามอันเบ้อเร่อติดอยู่พร้อมตัวหนังสือเขียนว่า ‘ขอแสดงความยินดีกับนางสาวไทยสยามประจำปีพุทธศักราช 2551’ แสงไฟสปอตไลท์สาดแสงสีส้มนวลตรงไปยังที่เวทีนับสิบๆ ดวงเพื่อเพิ่มความโดดเด่นของเวทีให้ดูน่าสนใจมากขึ้น ทางด้านล่างเวทีถูกจัดเก้าอี้วางไว้หลายแถว ตรงแถวหน้าสุดนั้นเป็นเก้าอี้นวมตัวโต คาดว่าจัดมาสำหรับคนสำคัญของงาน ส่วนเก้าอี้พลาสติกนั้นคงเป็นของพวกแขกเหรื่อระดับปานกลางถึงระดับล่างรวมถึงพวกนักข่าวและช่างภาพ
       ก่อนเวลางานเล็กน้อยเหล่าบรรดานักข่าวและช่างภาพก็มายืนออที่หน้าเวทีอย่างแน่นขนัดเพื่อรอที่จะพบกับนางสาวไทยสยามคนล่าสุด หญิงสาวที่มีดีกรีเป็นถึงนักเรียนนอกและทายาทตระกูลไฮโซชื่อดัง หลายกระแสเม้าท์ว่าที่เธอได้ตำแหน่งมานั้นเพราะเส้นสายของผู้เป็นพ่อที่มีตำแหน่งใหญ่โตทางการเมือง ส่วนผู้เป็นแม่ก็เป็นถึงนายกสมาคมนางสาวไทยสยามมาสี่สมัยซ้อน พอลูกสาวมาได้ตำแหน่งแบบนี้จึงไม่แปลกที่จะถูกคนครหาเป็นขี้ปากชาวบ้าน  เพียงอึดใจเดียวพิธีกรสาวชื่อดังแห่งยุคก็เดินขึ้นมาบนเวที เธอพูดพล่ามเกินกว่าที่สคริปท์กำหนดเพื่อรอเวลาที่นางงามคนดังกล่าวจะขึ้นมาบนเวที ได้ข่าวว่าหญิงสาวตื่นสายจนแต่งหน้าทำผมไม่ทัน เดือดร้อนช่างผมต้องตามเธอมาแต่งหน้าทำผมให้ถึงหลังเวทีทั้งๆ ที่ควรจะเตรียมพร้อมตั้งแต่ก่อนออกจากบ้านแล้ว...ยังไม่ทันดังก็เริ่มออกลาย
       ทีมงานหลังเวทีโผล่มาทำสัญญาณกับพิธีกรสาวว่านางงามพร้อมที่จะขึ้นเวทีแล้ว เธอจึงเริ่มพูดเข้าเรื่องหลังจากเยิ่นเย้อมานานจนคนข้างล่างเวทีชักเอียนมุกฝืดๆ ที่เธอเล่นมาตลอด 20 นาที
       “เอาล่ะค่ะ...ตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วนะคะ ที่เราจะมาร่วมแสดงความยินดีกับนางสาวไทยสยามประจำปีพุทธศักราช 2551...นางสาวดาหลา เกริกก้องเกรียงไกรแก้วเกล้าค่ะ” สิ้นเสียงพิธีกรสาว ดนตรีก็บรรเลงเพลงประจำการประกวดขึ้น ดาหลาในชุดราตรีเข้ารูปสีขาวเว้าหลังจนเห็นเกือบถึงก้นเดินขึ้นเวทีพร้อมทั้งโบกมือไปมาอย่างเชื่องช้าตามแบบฉบับนางงาม หญิงสาวยกมือไหว้แขกผู้มีเกียรติ(และไม่มีเกียรติ) อย่างอ่อนน้อมจนแทบจะกราบลงกับพื้นเวทีเสียให้ได้ พิธีกรสาวจึงเชิญให้ดาหลานั่งลงเพื่อพูดคุย “ขอเชิญน้องดาหลานั่งลงก่อนนะคะ เราจะได้คุยกัน”
       ดาหลายิ้มกว้างจนเห็นฟันครบสามสิบสองซี่ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ทางทีมงานเตรียมไว้ให้พร้อมทั้งรับไมค์จากทีมงานมาถือไว้สำหรับพูดคุยกับพิธีกร
       “ให้น้องดาหลาแนะนำตัวกับทางแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนหน่อยนะคะ”
       “ค่ะ...” หญิงสาวกระแอมเล็กๆ เพื่อเรียกเสียงก่อนจะพูดขึ้น “ดิฉันนางสาวดาหลา เกริกก้องเกรียงไกรแก้วเกล้าค่ะ อายุ 24 ปี จบการศึกษาจากคณะการละครที่ประเทศอังกฤษ สถานภาพ โสดค่ะ” หญิงสาวจีบปากจีบคอบอกแล้วยิ้มกว้างให้ช่างภาพ ที่ต่างก็กำลังกดชัตเตอร์รัวจนแสงแฟลชทำให้ตาเกือบบอด
       “โอ้โห...ดีจังเลยนะคะ น้องดาหลานี่ทั้งสวยและการศึกษาดี เหมาะสำหรับเป็นตัวแทนสาวไทยไปประกวด Miss international of the world ปีนี้เลยค่ะ”
       “ใครๆ ก็พูดแบบนี้แหละค่ะ...ดาหลาได้ยินจนชินแล้ว” ดาหลาเอามือปิดปากหัวเราะเล็กๆ เล่นเอาพิธีกรสาวถึงกับหน้าเจื่อน...หลงตัวเองจริงๆ แม่คุณเอ๋ย
       “แล้วน้องดาหลาคิดยังไงกับกระแสข่าวโจมตีที่ขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับตั้งแต่คืนแรกที่ได้รับตำแหน่งว่าเป็นเพราะเส้นสายของทางคุณหญิงเพียงลดากับท่านรัฐมนตรีชาติณรงค์คะ” พิธีกรถามตามสคริปท์ที่มีคนเขียนมาให้ ดาหลายิ้มรับ เธอรู้มาก่อนแล้วว่าต้องเจอคำถามแบบนี้ จึงเตรียมคำตอบมาเป็นอย่างดี
       “ก็...ไม่คิดอะไรค่ะ เรื่องแบบนี้คงห้ามใครคิดไม่ได้หรอกนะคะ ดาหลาเข้าใจค่ะว่าสังคมเรามีคนหลายประเภท มันก็ต้องมีบ้างพวกขี้อิจฉาที่คอยโจมตี เห็นดาหลาสวย สง่า การศึกษาดี ซึ่งดาหลาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรนี่คะ...ความสวยทำให้ดาหลาเป็นข่าว ดาหลาก็ต้องทำใจ ดาหลาถือคติว่า...ให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้นค่ะ” พูดจบดาหลาก็ยกมือขึ้นโบกโชว์วงแขนอันขาวเนียน(จากการยิงเลเซอร์)
       “เอ่อ...ค่ะๆ สงสัยดิฉันต้องคิดบวกมากๆ แล้วล่ะค่ะ จะได้สวยขึ้น”
       “โอ๊ะ...อย่างคุณพี่นี่คงต้องคิดบวกหลายปีเลยนะคะ กว่าจะสวยได้ครึ่งหนึ่งของดาหลา” หญิงสาวเผลอจิกตาใส่ พอรู้ตัวว่ากำลังสวมมงกุฎนางงามอยู่ก็รีบทำหน้าใสซื่อ มือทิ้งสากปากถือศีลทันที
       “ค่ะๆ ว่าแต่การประกวด Miss international of the world ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า น้องดาหลามีความมั่นใจแค่ไหนคะ”
       “อ๋อ...เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงค่ะ ดาหลามั่นใจมากว่าจะต้องได้รับตำแหน่งมาครอบครองอย่างแน่นอน ด้วยความสามารถ หน้าตาและวุฒิการศึกษา การพูดจาอันฉะฉานและฉลาดของดาหลา คงจะพอการันตีได้ว่าดาหลามีดีไม่แพ้สาวชาติอื่นแน่นอนค่ะ สู้ๆ” หญิงสาวตอบอย่างมาดมั่น คนข้างล่างเวทีเงียบกริบราวกับป่าช้า พิธีกรสาวเห็นท่าไม่ค่อยดีจึงรีบเชื้อเชิญให้ทุกคนปรบมือให้กับคำตอบอันหลงตัวเองของดาหลา
       “ปรบมือให้กำลังใจน้องดาหลาด้วยค่ะ” พิธีกรสาวเป็นคนปรบมือคนแรกก่อนที่ทุกๆ คนจะปรบมือตามจนเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ดาหลายกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมจนน่าหมั่นไส้ “ถ้าอย่างนั้นขอเชิญท่านผู้บริหารจากทางห้างสรรพสินค้า Siam miracle department store  ขึ้นมามอบช่อดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกับน้องดาหลานางสาวไทยสยามประจำปีพุทธศักราช 2551 ด้วยค่ะ” พิธีกรกล่าวเชื้อเชิญ เสียงปรบมือดังขึ้นแต่ยังไม่มีใครเดินขึ้นมาบนเวที ที่ตรงโซฟาด้านล่างนั้นคุณหญิงเพียงลดาแม่ของดาหลานั่งชูคออยู่ข้างๆ คุณหญิงรื่นฤดีโดยมีคุณคุณชายนั่งทำหน้าเซ็งร่วมวงอยู่ด้วย ชายหนุ่มถูกลากมางานนี้ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเมืองไทยเพราะคุณหญิงรื่นฤดีอยากให้เขามาเปิดตัวต่อสื่อในฐานะทายาทรุ่นที่สามของตระกูลนฤนาถวรเดชที่จะมาสืบทอดธุรกิจห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมืองไทยต่อ
       “ตาคุณชาย...ขึ้นไปมอบดอกไม้ให้น้องสิลูก” คุณหญิงรื่นฤดีหันมาบอกลูกชาย  
       “คุณแม่ขึ้นไปเองสิครับ ผมไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา คุณแม่ก็รู้”
       “ไม่ได้นะตาคุณชาย...ลูกกำลังจะต้องขึ้นเป็นผู้บริหารของที่นี่ ลูกต้องหัดเปิดตัวเองบ้าง ขึ้นไปเถอะ...เชื่อแม่” คุณหญิงรื่นฤดียุลูกชาย คุณคุณชายกำลังจะอ้าปากบอกปัดอีกครั้งแต่คุณหญิงเพียงลดารีบเสริมขึ้นเสียก่อน
       “จริงด้วยค่ะ...ขึ้นไปเถอะลูก เดี๋ยวน้องเสียใจนะ”
       “เอ่อ...ก็ได้ครับ” ว่าแล้วคุณชายก็ต้องจำใจลุกขึ้นไปบนเวทีเพราะไม่อยากให้คุณหญิงเพียงลดาเสียน้ำใจ เสียงปรบมือพร้อมเสียงกรี๊ดดังขึ้นเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวต่อสาธารณชน ขนาดพิธีกรสาวเองยังถึงกับตาค้าง ส่วนดาหลาเองไม่ต้องพูดถึง เธอส่งสายตาหวานเยิ้มให้ชายหนุ่มพยายามทอดสะพานอย่างเต็มที่ หล่อ รวย เป็นถึงผู้บริหารของห้างสรรพสินค้า อย่างนี้สิที่ดาหลาคู่ควร!
       คุณคุณชายก้มตัวเล็กน้อยก่อนจะรับช่อดอกไม้จากทีมงานมาส่งให้ดาหลา หญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อมแล้วเอื้อมมือไปรับดอกไม้จากมือของชายหนุ่ม เธอใช้จังหวะเหมาะๆ แอบจับมือของคุณคุณชายไว้ไม่ยอมปล่อยพลางส่งสายตาอย่างมีความหมาย คุณคุณชายมองหน้าหญิงสาวตรงหน้าแล้วยิ้มแหยๆ พยายามจะดึงมือออกจากมือของดาหลาซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะหลุดออกจากมือตุ๊กแกของหญิงสาวได้
       หลังจากถ่ายรูปหมู่เสร็จ คุณคุณชายก็ขอตัวทุกคนออกไปทานกาแฟที่ร้านคอฟฟี่ช็อปภายในห้างสรรพสินค้า ชายหนุ่มรู้สึกง่วงนอนเหลือเกินเพราะยังปรับตัวไม่ทันกับเวลาของเมืองไทย ดาหลาเองอยากจะตามชายหนุ่มไปใจจะขาด ติดตรงที่ต้องมีภารกิจไปขอบคุณสื่อมวลชนอีกหลายแขนง...แต่เธอจะไม่ยอมปล่อยให้คุณคุณชายรอดพ้นเงื้อมมือเธอไปแน่...ไม่เชื่อก็คอยดู!

       ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวกำลังเดินคุยกันจุ๊กจิ๊กหลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ ยังเหลือเวลาอีกร่วมครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้เวลาทำงาน พวกเธอจึงตัดสินใจว่าจะเดินมาเม้าท์กันที่ห้องน้ำหญิงเพราะเชื่อว่าคุณพรเพ็ญคงไม่ตามมาจิกแน่ๆ
       “อะไรนะ ? ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าน้องบื้อของเจ๊จะเป็นคนแบบนั้น” เจ๊มะพร้าวบอกเมื่อได้ยินเรื่องที่ห่านเล่าให้ฟังว่าเห็นบื้อแอบจับก้นเด็กผู้หญิงบนรถไฟฟ้า มิหนำซ้ำยังโรคจิตมาจับหน้าอกของเธออีก
       “รู้อย่างนี้แล้วคงเลิกคลั่งนายนั่นได้ซะทีนะเจ๊”
       “ใครบอกยะ...หื่นๆ โรคจิตแบบนี้แหละเสป็คเจ๊เลย กรี๊ดดดด...” เจ๊มะพร้าวบอกพลางทำท่าดี๊ด๊าจนโอเวอร์ ห่านกับดาวมองหน้ากันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่...เป็นไปได้พี่เรา
       “แต่ฉันว่าแกทำเกินไปนะยายห่าน ทำไมต้องไปต่อยนายนั่นซะหน้าหงาย พูดจากันดีๆ ก็ได้” ดาวบอก 
       “นี่แกไปเข้าข้างไอ้โรคจิตนั่นเหรอยายดาว...ฉันเป็นเพื่อนแกนะ”
       “รู้...ฉันไม่ได้เข้าข้างนายนั่นหรอก แหม...ฉันก็ต้องเข้าข้างแกสิ ฉันไม่ได้บ้าผู้ชายเหมือนเจ๊มะพร้าวนะ”
       “เอ๋า...นังน้องดาว มาหาเรื่องเจ๊ซะอย่างงั้น เดี๋ยวโดนเหวี่ยงจะหาว่าไม่เตือนนะยะ”
       “แหมเจ๊...หนูก็พูดเล่น ใครจะไปกล้ากับเจ๊ แร๊งงงงซะขนาดนั้น” ดาวบอกกับเจ๊มะพร้าวก่อนจะหันมาพูดกับห่านถึงเรื่องที่คุยค้างกันไว้เมื่อสักครู่ “ก็มันน่าเชื่อไหมล่ะยายห่าน เธอน่ะออกจะแร๊งงงซะขนาดนี้ บางทีอาจเผลอไปทำอะไรบ้าๆ แบบนั้นก็ได้ ว่าแต่...เด็กผู้ชายที่แกไปจับก้นน่ะ หล่อหรือเปล่า ?”
       “หน้าใสมากกกกกก...” ห่านบอกก่อนจะจิกตาใส่เพื่อน “แกจะบ้าเหรอ! ฉันบอกว่าไม่ได้จับก็ไม่ได้จับสิ ไอ้นายบื้อคิดจะเต้าข่าวแกล้งฉันที่ฉันไปแฉนายนั่นบนรถไฟฟ้า ที่สำคัญนะ นายนั่นดันมาอยู่ห้องเช่าติดกับฉันอีก โลกกลมชะมัด” ห่านบ่นเป็นชุดด้วยความคับแค้นใจ คอยดูนะจะต้องหาทางแก้แค้นนายนั่นให้ได้ 
       ทั้งสามเดินมาถึงที่หน้าห้องน้ำแล้ว ยังไม่ทันจะได้เม้าท์เรื่องอื่นกันต่อ เสียงกะเทยคนหนึ่งก็ดังแจ๋นๆ นำหน้าดาหลาออกมาจากห้องน้ำ หญิงสาวเดินเชิดหน้าราวกับเป็นนางฟ้านางสวรรค์ ห่านที่ดูการประกวดเมื่อคืนพอดีจำได้ว่าหญิงสาวที่เดินผ่านไปคือนางสาวไทยสยามคนล่าสุดจึงรีบวิ่งเข้าไปหาดาหลาด้วยความปลาบปลื้ม
       “เดี๋ยวค่ะเดี๋ยว...นี่ใช่คุณดาหลานางสาวไทยสยามที่ชนะการประกวดเมื่อคืนหรือเปล่าคะ ?”
       ดาหลาพยักหน้ารับแต่ยังคงเชิดหน้าอยู่ กลัวคนจะไม่รู้ว่าหน้าเด้ง
       “อุ๊ย...ตัวจริงสวยกว่าในทีวีอีกนะคะ ขอถ่ายรูปด้วยได้หรือเปล่าคะ ?” ห่านพูดพร้อมทั้งล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าถือของตัวเองขึ้นมา เตรียมจะส่งให้เจ๊มะพร้าวถ่ายรูปคู่ให้ ดาหลาเบ้ปากก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ
       “คงไม่ได้หรอกค่ะ...ดาหลาเป็นคนมีชื่อเสียง ไม่สามารถถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้าได้นะคะ ถ้าวันหนึ่งคุณเอารูปคู่ที่ถ่ายกับดาหลาไปแอบอ้างทำการทุจริต ดาหลาจะทำยังไง ไว้ใจไม่ได้หรอกค่ะ...ขอตัว” เธอตอบปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะเดินตามหลังผู้จัดการนางงามไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทิ้งให้ห่านยืนอึ้งเหมือนโดนตบหน้าด้วยรองเท้าส้นสูงเบอร์แปด
       “ต๊าย...ทำไมกล้าพูดแบบนี้ยะ ถือว่าสวย รวย เป็นนางงามหรือยังไง ?” เจ๊มะพร้าวจิกตาพร้อมทั้งเท้าสะเอวใส่ดาหลาตามหลังไปอย่างหมั่นไส้ ดาวมองเจ๊มะพร้าวแล้วเอ่ยถาม
       “นี่เจ๊...ทำไมตอนอยู่ต่อหน้าไม่พูดแบบนี้กับเค้าล่ะ ?”
       “ก็...มันอึ้งน่ะสิ นึกไม่ออก” เจ๊มะพร้าวแก้ตัว...ขืนพูดต่อหน้าฉันก็โดนตบสิยะ!
       “เชอะ...ขอถ่ายรูปแค่นี้ก็ไม่ได้ นางงามภาษาอะไร มารยาทแย่มาก ตอนที่ห่านได้รับตำแหน่งมิสเชงเม้งแถวบ้าน ห่านให้ทุกคนถ่ายรูปด้วยหมดเลย ใครไม่อยากถ่ายก็บังคับให้เค้าถ่ายคู่ให้ได้ ดูสิ...ห่านเป็นนางงามที่เป็นมิตรมาก” หญิงสาวยกยอตัวเอง ดาวกับเจ๊มะพร้าวมองหน้าห่านก่อนจะพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
       “เหรอออออออออออออออ…”
 
       ที่ร้านกาแฟชื่อดัง คุณชายกวาดตามองหาซอกหลืบที่เขาพอจะไปซุกตัวนั่งจิบกาแฟได้แต่ไม่มีที่ว่างให้ชายหนุ่มเลย คุณคุณชายจึงตัดสินใจจะซื้อกาแฟลาเต้ถ้วยโปรดกลับไปนั่งดื่มในรถแล้วกลับไปนอนพักผ่อนที่บ้านเอาแรง
       หลังจากต่อคิวซื้อลาเต้เพิ่มวิปครีมและเพรสเซลมาด้วยหนึ่งชิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เดินอารมณ์ดีออกจากร้าน ด้วยความไม่ระมัดระวังทำให้เขาชนเข้ากับห่านอย่างจังจนกาแฟลาเต้หกใส่ชุดพนักงานของหญิงสาว 
       “ว้าย...” ห่านร้องเสียงหลง 
       “ว้าย!” เจ๊มะพร้าวกับดาวร้องขึ้นมาพร้อมกันทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นห่านร้องก็ร้องบ้าง
       “ขอโทษครับ...เป็นอะไรไหมครับ ร้อนหรือเปล่า ?” คุณคุณชายรีบเอ่ยถามหญิงสาวพลางล้วงผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าสูทของตัวเองขึ้นมาเช็ดที่หน้าอกของห่านอย่างลืมตัว ห่านรีบปัดมือของชายหนุ่มออกพลางแว้ดใส่เขาอย่างหัวเสีย
       “ลามก! จะมาแอบจับหน้าอกฉันใช่ไหม ?”
       “เปล่านะครับเปล่า...ผมแค่จะเช็ดกาแฟให้คุณเท่านั้นเอง ขอโทษนะครับ...ผมซุ่มซ่ามเองครับ” ชายหนุ่มโค้งตัวแล้วโค้งตัวอีกอย่างคนสำนึกผิด ห่านที่คิดว่าจะไม่ให้อภัยแต่พอเห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ แล้วก็ถึงกับอึ้ง ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนหยุดนิ่ง มีกลีบกุหลาบสีแดงปลิวว่อนราวกับอยู่ในมิวสิควีดีโอ ผู้ชายบ้าอะไรหล่อไม่มีที่ติ!
       “นี่พวกเธอมาเดินเพ่นพ่านอะไรกันตรงนี้ นี่ใกล้เวลาทำงานแล้วไม่ใช่เหรอ ?” เสียงของคุณพรเพ็ญทำเอาห่านสะดุ้งตื่นจากภวังค์ คุณพรเพ็ญหันมองชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็ตกใจรีบยกมือไหว้ ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าชายคนนี้เป็นใคร ทำไมคุณพรเพ็ญถึงต้องไหว้อย่างนอบน้อมขนาดนั้นด้วย
       “อุ๊ย...คุณคุณชาย สวัสดีค่ะ ขอประทานโทษนะคะ ดิฉันไม่ทันมอง”
       “ไม่เป็นอะไรครับคุณพรเพ็ญ คือผมเดินชนคุณผู้หญิงคนนี้น่ะครับ ทำเสื้อเธอเลอะด้วย” คุณชายพูดอย่างสุภาพ คุณพรเพ็ญมองมาทางห่านแล้วบอกกับคุณชาย
       “อ๋อ...นี่เป็นพนักงานของห้างเราเองค่ะ เดี๋ยวให้ไปเปลี่ยนเสื้อก็ใช้ได้แล้วค่ะ คุณคุณชายไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
       “ครับ” ชายหนุ่มบอกก่อนจะหันมาก้มหัวให้ห่านอีกครั้ง “ขอโทษอีกครั้งนะครับ...”
       “ค่ะๆ” ห่านรีบรับคำขอโทษทันที
       “แล้วนี่คุณคุณชายจะเข้ามาบริหารที่ห้างแทนคุณท่านกับคุณหญิงเมื่อไหร่คะ ดิฉันจะได้ให้เด็กจัดห้องทำงานของคุณคุณชายไว้ให้” คุณพรเพ็ญเอ่ยถาม ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ
       “อีกสักวันสองวันครับ...ขอปรับเวลานิดนึงครับ”
       ห่าน เจ๊มะพร้าวและดาวตาโตเมื่อได้ยินสิ่งที่คุณพรเพ็ญเอ่ยถาม ทั้งสามพูดขึ้นมาพร้อมกัน(อีกแล้ว) ว่า “มาบริหาร!” คุณคุณชายหันมองทั้งสามแล้วอมยิ้ม ผิดกับคุณพรเพ็ญที่จิกตาใส่อย่างดุดันก่อนจะพูดขึ้น
       “นี่พวกเธอ รู้จักคุณคุณชายไว้สิ คุณคุณชายเป็นลูกชายคนเดียวของคุณหญิงรื่นฤดีกับคุณท่านชนะศึก เจ้าของห้างที่พวกเธออาศัยใบบุญอยู่นั่นแหละ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นทั้งสามก็ทำตาค้าง อ้าปากเหวอจนแทบจะเห็นไปถึงลำไส้ใหญ่
       “เอ้า...มัวแต่ยืนทำอะไรกันล่ะ รีบไปเปลี่ยนเสื้อแล้วไปทำงานได้แล้ว...ไปสิ” คุณพรเพ็ญเอ่ยปากไล่ ทั้งสามรีบยกมือไหว้คุณคุณชายกับคุณพรเพ็ญแล้วรีบก้าวเดินออกจากตรงนั้นทันที
       ห่านไม่วายแอบหันมามองคุณชายอีกครั้ง คนนี้แหละ...ใช่เลย!
       คุณค่าที่นังห่านคู่ควร!
 
       กว่าดาหลาจะไปขอบคุณสื่อมวลชนทั้งหลายแหล่เสร็จก็เย็นมากแล้ว หญิงสาวหน้าหงิกขึ้นรถตู้ของทางกองประกวดโดยมีคุณหญิงเพียงลดาตามติดไปด้วย ดาหลาพอขึ้นรถได้ก็บ่นกระปอดกระแปดด้วยความเซ็งอย่างจับจิต
       “โอ๊ย...ถ้ารู้ว่าการได้เป็นนางงามมันต้องลำบากแบบนี้ ดาหลาไม่เป็นดีกว่า” 
       “อย่ามาทำนิสัยงอแงเป็นเด็กๆ นะยายดาหลา ฉันต้องเสียเงินเป็นล้านเพื่อให้แกได้รับตำแหน่ง แล้วก็เป็นตัวแกเองไม่ใช่เหรอที่รบเร้าอยากเป็นนางสาวไทยสยามเพื่อที่จะได้โด่งดัง นี่อะไรกัน...แค่งานขอบคุณสื่อวันแรกก็บ่นซะแล้ว”
       “แหม...ก็มันเมื่อยจริงๆ นี่คะแม่ ทั้งฉีกยิ้ม ทั้งยืนถ่ายรูป นี่ไม่รู้เส้นเลือดจะขอดหรือเปล่า เดี๋ยวใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นประกวดไม่สวยขายขี้หน้าคนทั้งโลก ดาหลาไม่ยอมจริงๆ ด้วย” หญิงสาวทำหน้าบึ้ง หมดเค้าความงามที่โรงพยาบาลยันฮีเคยหยิบยื่นให้
       “ดู๊...ดูลูกสาวฉัน ทำหน้าบูดหน้าเบี้ยว อย่างนี้ผู้ชายที่ไหนจะมารัก” พอพูดถึง ‘ผู้ชาย‘ ดาหลาก็ตาโต นึกเรื่องสำคัญที่จะคุยกับคุณหญิงเพียงลดาได้ เธอยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย หันไปเกาะแขนผู้เป็นแม่แล้วเอ่ยถาม
       “แม่...ผู้ชายคนที่ขึ้นไปมอบดอกไม้ให้ดาหลาบนเวทีน่ะ เค้าเป็นใครเหรอ เป็นบอกว่าเป็นผู้บริหารห้าง หล้อ...หล่อ คนอะไรก็ไม่รู้” พูดจบหญิงสาวก็ทำตาชวนฝัน
       “อ๋อ...คุณคุณชาย ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงรื่นฤดีเจ้าของห้างไง แม่ก็นึกว่าแกรู้แล้ว”
       “หา...ลูกชายของคุณหญิงรื่นฤดีเหรอแม่ กรี๊ดดดดดด...หล่อ...รวย...ชาติตระกูลเลิศ แบบนี้แหละพ่อของลูกดาหลาในอนาคต แม่...ไปขอเค้าให้ดาหลาหน่อยสิ” หญิงสาวพูดออกมาอย่างหน้าตาเฉย  
       “แกจะบ้าหรือไง...เป็นสาวเป็นนางจะไปสู่ขอผู้ชาย” คุณหญิงเพียงลดาสะดุ้งเฮือกจิกตาใส่ลูกสาว
       “ไม่เห็นแปลกเลยแม่ ที่อินเดียผู้หญิงยังไปขอผู้ชายได้เลย นะแม่นะ...หรือแม่ไม่อยากได้ลูกเขยแบบคุณคุณชาย” ลูกสาวหลิ่วตาไปทางผู้เป็นแม่อย่างหยั่งเชิง คุณหญิงเพียงลดาแกล้งทำหน้านิ่งแต่ในใจก็คิดไม่ต่างจากลูกสาว หากได้ดองกับตระกูลนฤนาถวรเดชก็มีแต่ได้กับได้ มีใครบ้างจะไม่อยาก “ว่ายังไงแม่ ?”
       “มันก็ดีถ้าได้ดองกัน แต่เราก็ต้องมีวิธีแนบเนียนในการเข้าประชิดตัวคุณคุณชาย ไม่ใช่ผลีผลามเข้าไปไก่ตื่นพอดี แกน่ะเป็นสาวเป็นนาง ต้องรู้จักไว้ตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ ผู้ชายอย่างคุณคุณชายน่ะ คงมีผู้หญิงมาให้เลือกมากมาย ถ้าแกอยากให้เค้าสนใจแกต้องทำตัวแตกต่าง ไว้ตัวเข้าไว้ ทำตัวให้น่าสนใจ”
       “โอ๊ยแม่...แล้วมันจะทันกินเหรอ” ดาหลาท้วงขึ้น
       “เออน่า...ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม อีกสามสี่วันเห็นคุณหญิงรื่นฤดีบอกว่าจะจัดงานเลี้ยงเปิดตัวคุณคุณชายในฐานะประธานบริหารห้างคนใหม่ วันนั้นแหละแกต้องไปสร้างความประทับใจให้กับคุณคุณชายเพื่อเริ่มสานต่อความสัมพันธ์” ผู้เป็นแม่บอกพลางทำหน้าเจ้าเล่ห์ ดาหลาพยักหน้ารับ คิดวาดฝันไปไกลแสนไกล...เสร็จแน่คุณคุณชาย
 
       ภาพของคุณชายยังคงติดตราตรึงใจห่านไม่เลือนหายไป หญิงสาวเดินใจลอยลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างเดินทำตาเพ้อฝันเข้าไปในรั้วห้องเช่าของตัวเอง แม้เวลานี้รอบตัวของเธอจะมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างแล้ว แต่ทว่าหญิงสาวกลับรู้สึกว่าเธอกำลังก้าวเดินอยู่ในโลกที่สว่างไสว มีกลีบดอกไม้สีสวยปลิวว่อน ตรงฟากฟ้าข้างโน้นมีรุ้งงามพาดผ่าน นกน้อยฝูงใหญ่กำลังส่งเสียงร้องเพลงขับขานราวกับในเทพนิยาย...โอ้ ช่างเป็นความสุขที่หาใดเหมือน
       แต่อยู่ๆ ฟ้าที่เคยสดใสก็มืดครึ้มก่อนที่ฝนจะเทกระหน่ำลงมา ห่านสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันทีเมื่อรู้สึกว่ามีสายน้ำจากที่ไหนสักแห่งรดลงบนหัวของเธอ ภาพฝันจินตนาการอันสุดลึกล้ำก็หายไปในบัดดล
       “ว้าย...” ห่านร้องเสียงหลง รีบหลบสายน้ำที่พุ่งมาจากห้องเช่าห้องข้างๆ ชายหนุ่มที่ยืนอยู่หลังพุ่มไม้เงยหน้าขึ้นมองข้ามรั้วแล้วรีบหันสายยางไปทางอื่นทันทีเมื่อเห็นว่าวิถีการรดน้ำต้นไม้ของเขายิงพลาดไปโดนห่านเต็มๆ
       “เอ๋า...มายืนอะไรมืดๆ ตรงนั้นล่ะ ฉันเห็นยืนดำๆ แข็งๆ ก็นึกว่าเป็นตอไม้ กะว่าจะรดน้ำให้สักหน่อยเผื่อมันจะผลิดอกออกผลขึ้นมาบ้าง” พูดจบบื้อก็หัวเราะร่วน ห่านกัดฟันกรอดๆ มองหน้าคู่อริอย่างเคียดแค้น
       “นายจงใจแกล้งฉัน!”
       “ถ้าเธอคิดอย่างนั้น ฉันก็คงห้ามเธอไม่ได้หรอก เพราะต่อให้ฉันบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ เธอก็หาว่าฉันตั้งใจ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการถกเถียง ก็ยอมรับมันซะเลยดีไหม ?”
       “ไอ้บ้า...ไอ้โรคจิต! ไอ้วิปริต ไอ้ๆ” ห่านทำท่านึกคำด่าต่ออย่างโมโห บื้อหัวเราะร่วน เผลอหันสายยางไปทางห่านอีกครั้ง คราวนี้น้ำในสายยางพุ่งเข้าหน้าของหญิงสาวเต็มๆ จนเธอร้องกรี๊ดลั่น “ขอโทษๆ ตั้งใจไปหน่อย เอ้ย...ไม่ได้ตั้งใจ”
       “นายไม่ต้องมาแก้ตัว...คิดเล่นไม้นี้กับฉันใช่ไหม ได้...แล้วเราจะได้เห็นดีกันไอ้ปากปีจอ!” ว่าแล้วห่านก็หยิบสายยางฝั่งตัวเองขึ้นมาแล้วหันไปเปิดก๊อกน้ำก่อนจะฉีดน้ำใส่บื้อ ต่างคนต่างฉีดกันไปฉีดกันมาจนเปียกโชกราวกับเด็กๆ 
 
       รองเท้ากองโตล็อตใหม่ถูกนำมากองไว้ที่บูธของห่านตั้งแต่เช้าตรู่ หญิงสาวยืนเท้าสะเอวมองมันด้วยสายตาเบื่อหน่ายเต็มทน รองเท้า รองเท้าและรองเท้า ชีวิตฉันจะอยู่ห่างจากรองเท้าบ้างไม่ได้หรือยังไงเนี่ย โอ๊ย...เบื่อชะมัด
       ในระหว่างที่เธอกำลังคัดแยกไซส์รองเท้าอยู่นั้น เสียงแปร๋นๆ ของเจ๊มะพร้าวกับดาวก็ดังมาแต่ไกล พอมาถึงบูธของห่าน ทั้งสองก็รีบเม้าท์ข่าวให้ห่านอัพเดททันที
       “ว้าย...มีข่าวด่วนเด็ดดีมาบอกเล่าย่ะยายห่าน” ดาวทำท่าดี๊ด๊า เจ๊มะพร้าวไม่รอช้ารีบเสริมทันที
       “ข่าวที่ว่าก็คือ...วันนี้คุณคุณชายจะออกมาเดินสำรวจทุกชั้นทุกแผนก กรี๊ดดดด...ดีนะวันนี้เจ๊แต่งหน้ามาแบบเต็มสตรีม เสร็จเจ๊แน่คุณคุณชาย เจอหุ่นอวบอั๋นคัดมาจากฟาร์มอย่างเจ๊...รับรองสยบคาอก!” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็เอามือดันหน้าอกอันอวบอิ่ม โดยพยายามให้ทะลักออกมาจากคอเสื้อ
       “สยบคาอกหรือสลบคาอกกันแน่คะเจ๊”
       “ปากหรือนั่น...เดี๋ยวเอารองเท้าในบูธของยายห่านยัดปากเสียเลย!”
       “เชอะ...หนูไม่กลัวเจ๊หรอก ถ้าเจ๊คิดจะงาบคุณคุณชายเจ๊ก็ข้ามศพหนูไปก่อนเถอะ เจ๊...คุณคุณชายน่ะของหนู เห็นแวบเดียวก็รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อกันและกัน เหมือนเห็นด้ายแดงผูกไว้ที่นิ้วของเราสองคน”
       “ด้ายแดงหรือสายสิญจน์ยะ”
       “หนูยังไม่ตายนะเจ๊ จะได้เอาสายสิญจน์พันมือ!” ดาวหันไปจิกตาใส่เจ๊มะพร้าว ก่อนจะหันมาคุยกับห่านที่กำลังเช็ดน้ำมูกอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย “เอ้า...แล้วนี่แกเป็นหวัดเหรอยายห่าน ตายแล้ว...ถ้าคุณคุณชายเดินผ่านบูธแกอย่าไปทำขี้มูกย้อยใส่คุณคุณชายของฉันนะ น่าเกลียด”
       “นี่...ฉันไม่ได้ซกมกแบบนั้นน่ะ โอ๊ย...เบื่อ เป็นหวัดก็เป็นหวัด เซ็งก็เซ็ง อยากฆ่านายนั่นนักเชียว” เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทำเอาห่านถึงกับปรี๊ดแตก หนอย...กล้าดียังไงเอาน้ำมาสาดฉัน คอยดูเถอะ ต้องแก้แค้นให้ได้
       “นายนั่น...ใครเหรอจ๊ะน้องห่าน ?” เจ๊มะพร้าวกับดาวเอ่ยถามพร้อมกันด้วยความสอดรู้
       ห่านทำหน้าเบ้บอกบุญไม่รับ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้กับสองสาวเพื่อนซี้ฟัง เรื่องที่เธอเล่าอาจจะใส่ไข่เล็กน้อยเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แหงล่ะ...เรื่องอะไรฉันจะต้องเป็นฝ่ายผิดด้วย!
       “ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ...น้องบื้อของเจ๊จะทำแบบนั้นได้ยังไงกัน เจ๊ว่าน้องห่านต้องไปยั่วโมโหอะไรน้องบื้อของเจ๊แน่ๆ ใช่ไหม ?” เจ๊มะพร้าวมองห่านอย่างจับผิด ห่านจิกตาใส่แล้วต่อว่ารุ่นพี่ด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้
       “นี่เจ๊...เดี๋ยวนี้เห็นผู้ชายดีกว่าน้องกว่านุ่งแล้วเหรอ”
       “ก็แน่สิจ๊ะ...น้องนุ่งมันกินไม่ได้ ผู้ชายน่ะของโปรด อุ๊ย...เสียจริตสาวงามหมด” หญิงสาวพูดพลางหัวเราะเล็กๆ เอามือปิดปากทำท่าทางเป็นคนมีมารยาทงดงาม ต้องฝึกเอาไว้เผื่อจะได้เป็นลูกสะใภ้เจ้าของห้าง
       “มัวแต่เม้าท์กันอยู่นั่นแหละ ห้างจะเปิดแล้ว รีบกลับไปจัดข้าวของที่บูธของตัวเองกันเถอะ เดี๋ยวคุณพรเพ็ญมาเห็นเข้าก็โดนเฉ่งจนหูบานกันพอดี” ห่านเอ่ยปากไล่ ถ้าขืนมัวแต่คุยกันอยู่อย่างนี้มีหวังเธอไม่มีทางจัดรองเท้ากองโตนี่เสร็จทันตอนที่คุณคุณชายจะมาเดินตรวจดูเป็นแน่
       “มีประเด็น...งั้นเจ๊ไปก่อน จะได้รีบไปแต่งหน้าให้สวยเด้ง คุณคุณชายมาเห็นจะได้เคลิ้มชวนฝัน”
       “ฝันร้ายน่ะสิเจ๊!” ดาวรีบขัด เจ๊มะพร้าวถลึงตาใส่ก่อนจะวิ่งไล่ตีดาวที่วิ่งหนีไปแล้ว เสียงของทั้งสองคนดังเจี๊ยวจ๊าวราวกับนกแตกรัง ห่านมองตามแล้วถอนหายใจเฮือก นี่ขนาดเพื่อนกันเองยังหมายตาผู้ชายคนเดียวกัน แล้วอย่างนี้คนอื่นที่สวยกว่า รวยกว่า มีชาติตระกูลกว่าไม่ยิ่งจ้องคุณคุณชายตาเป็นมันหรอกหรือ
       คิดไปคิดมา เปอร์เซ็นต์ที่คนอย่างนังห่านพนักงานขายรองเท้าจะไปควงแขนเจ้าชายในฝันสักครั้งมีน้อยกว่า 0.00001 เปอร์เซ็นต์เสียอีก คิดแล้วเครียดยิ่งกว่านั่งดมกลิ่นรองเท้า...เฮ้อ!

       กว่าจะจัดการกับรองเท้ากองโตเสร็จ ห้างก็ได้เวลาเปิดทำการพอดี ห่านจัดการดูแลบูธของตัวเองให้สะอาดสะอ้าน นำป้ายโปรโมชั่นของเดือนใหม่มาแปะไว้ตามออเดอร์ที่คุณพรเพ็ญสั่ง รองเท้าส้นสูงสีทองคู่ละหลายพันที่ถูกกำหนดให้เป็นตัวโชว์ตั้งตระหง่านสูงกว่าหัวคนขาย ขนาดรองเท้ายังมีค่าสูงกว่าตัวของฉัน คิดแล้วอดเจ็บใจไม่ได้
       ในขณะที่ห่านกำลังยืนคิดอะไรเพลินๆ อยู่นั้น คุณพรเพ็ญก็เดินนำคุณคุณชายเดินผ่านเข้ามาที่หน้าบูธของห่าน พนักงานสาวๆ จากบูธอื่นต่างพากันยื่นหน้ายื่นตาออกมามองคุณคุณชายจนลูกตาแทบจะถลนออกจากเบ้า บางคนหันมองหน้ากันเองแล้วแยกเขี้ยวใส่กันราวกับหมาป่าไฮยีน่ากำลังจ้องจะตะครุบเหยื่ออันโอชะ...หิวโซมาจากไหนกันยะพวกหล่อน!
       แรกทีเดียวนั้นคุณพรเพ็ญไม่ได้สนใจจะให้คุณคุณชายหยุดชมบูธขายรองเท้าของห่านนัก แต่เพราะสายตาอันเหม่อลอยของหญิงสาวที่ดูไร้สติ มิหนำซ้ำยังเป็นพนักงานคนเดียวที่ไม่ยอมยกมือไหว้คุณคุณชายเมื่อเขาเดินผ่าน คุณพรเพ็ญจึงหยุดกึกจิกตาใส่ลูกน้องเพื่อให้รู้ตัว แต่ห่านกลับไม่รู้อะไรเอาเสียเลย หญิงสาวยังคงยืนเหม่อคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
       “นี่คุณหฤทัย...” คุณพรเพ็ญเอ่ยเรียกแต่ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับมา เธอจึงเร่งเสียงขึ้นอีกครั้ง “หฤทัย!”
       “มาค่ะ” ห่านสะดุ้งสุดตัวจนหลังของเธอชนเข้ากับชั้นวางรองเท้าส้นสูงสีทองคู่ที่เพิ่งจัดวาง ผลคือรองเท้าสีทองคู่นั้นหล่นใส่หัวของคุณคุณชายทันที คุณพรเพ็ญกับห่านตาเหลือกตกใจแทบสิ้นสติ ตายแน่นังห่าน...เงาหัวแกไม่มีแน่!
       “ว้าย...คุณคุณชาย เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ?”
       “ไม่เป็นไรครับคุณพรเพ็ญ” ชายหนุ่มยิ้มรับก่อนจะก้มลงหยิบรองเท้าสีทองคู่นั้นส่งคืนให้ห่าน หญิงสาวหน้าซีดเป็นไก่ไหว้เจ้าที่ต้มแล้ว ก่อนจะเอื้อมมืออันสั่นเทาไปรับรองเท้าคู่นั้นกลับมา
       “นี่หฤทัย...กราบขอโทษคุณคุณชายเดี๋ยวนี้ มีอย่างที่ไหนทำรองเท้าหล่นใส่หัวคุณคุณชาย”
       “ไม่ต้องหรอกครับคุณพรเพ็ญ มันเป็นอุบัติเหตุ”
       “ไม่ได้หรอกค่ะคุณคุณชาย ยังไงพนักงานก็ต้องเป็นฝ่ายผิดค่ะ” คุณพรเพ็ญบอกแล้วหันไปจิกตาใส่ห่านเป็นเชิงบอกให้รีบขอโทษเดี๋ยวนี้ ห่านยกมือไหว้คุณคุณชายก่อนจะกล่าวขอโทษ
       “ดิฉันต้องขอโทษคุณคุณชายจริงๆนะคะ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
       “ครับ...ไม่เป็นไรครับ” คุณคุณชายบอกด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวแต่อย่างใด นั่นทำให้ห่านเริ่มลดอาการเกร็งลง แต่ทว่าหญิงสาวก็ยังไม่กล้ามองหน้าชายหนุ่มในฝันของเธออยู่ดี 
       คุณพรเพ็ญมองชั้นวางสินค้าของห่านแล้วขมวดคิ้ว เธอใช้นิ้วปาดที่พื้นกระจกแล้วทำหน้าเบ้เมื่อมีเศษฝุ่นติดมากับนิ้วหนาเป็นปื้น ผู้เป็นหัวหน้าจึงเอ่ยปากต่อว่าห่านในฐานะคนดูแลบูธนี้
       “นี่หฤทัย...ทำไมปล่อยให้ฝุ่นหนาเป็นนิ้วขนาดนี้เนี่ย ไม่ได้เช็ดมากี่ปีแล้วยะ” พูดจบคุณพรเพ็ญก็ปัดเศษฝุ่นออกจากมืออย่างแรงจนเศษฝุ่นผงปลิวว่อนลอยละล่องไปอยู่ในอากาศ ห่านที่อยู่ใกล้ที่สุดได้รับผลกรรมเข้าเต็มๆ เมื่อเศษฝุ่นทะลึ่งอยากจะเข้าไปตรวจสภาพโพรงจมูกของหญิงสาว ผลคือเธอจามอย่างแรงหลายครั้งติดกันอย่างห้ามไม่ได้
       คุณคุณชายมองหน้าห่านแล้วอมยิ้ม ก่อนจะล้วงผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนในกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเองขึ้นมายื่นให้หญิงสาว ห่านตาโต รู้สึกช็อคจนพูดไม่ออก นี่คุณคุณชายยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เธอเหรอ...ฉันไม่ได้เมาขี้ตาหรือคิดไปเองใช่ไหม 
       “อุ๊ย...คุณคุณชาย ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” คุณพรเพ็ญรีบเสนอหน้าห้าม คุณคุณชายยิ้มให้กับห่านอย่างเป็นมิตรก่อนจะพูดขึ้นมา
       “เอาไปเช็ดเถอะครับ...น้ำมูกไหลเยิ้มแบบนี้ คนที่ผ่านไปมาจะมองดูไม่ดีนะครับ”
       ความช็อคของห่านเพิ่มขึ้นเป็นอีกหลายล้านเท่าเมื่อได้ยินชายหนุ่มพูดแบบนั้น อยากจะกรี๊ดให้โลกแตก นี่ฉันน้ำมูกไหลเยิ้มด้วยเหรอนี่ ทำไมไม่รู้สึกตัวเลย ตายๆ หมดกันนังห่าน!
       “เอาไปเถอะครับ...ผมให้” ว่าแล้วชายหนุ่มก็จับมือของห่านออกมาแล้วยัดผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้ในมือของหญิงสาวก่อนจะเดินออกไปอีกทาง คุณพรเพ็ญหันมาจิกตาใส่ลูกน้องแล้วกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาแต่ทว่ารุนแรงราวกับลมพายุนากิสของพม่า
       “งามหน้าไหมล่ะยายห่าน ทำรองเท้าตกใส่หัวเจ้าของห้างแถมยังจามน้ำมูกเยิ้มอีก เป็นฉัน...ฉันขอตายดีกว่า!” พูดจบหัวหน้าจอมเฮี้ยบก็รีบเดินจ้ำตามเจ้าของห้างออกไปทันที ทิ้งให้ห่านยืนอึ้งเหมือนคนไร้ซึ่งชีวิตอยู่ที่บูธของตัวเอง
       นึกว่าฉันไม่อยากตายหรือไงคุณพรเพ็ญ ทำตัวซกมกขนาดนี้ ความฝันจะได้เป็นคุณนายเจ้าของห้างที่ติดลบอยู่แล้วยิ่งติดลบไปกันใหญ่ โอ๊ย...วันซวยแท้ๆ เชียว!
 
       เรื่องราวความหล่อเหลาของคุณคุณชายเป็นประเด็นหลักในการจับกลุ่มเม้าท์ของพนักงานสาวๆ ในห้างกันในวันนี้ ตั้งแต่แม่บ้านล้างส้วมยันไปถึงเลขาหน้าห้องต่างพากันโจษจันถึงความคมเข้ม เป็นมิตรและสุภาพของคุณคุณชาย แน่นอนว่ากว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์จ้องมองชายหนุ่มเพื่อหวังจะจับเขาแล้วใช้เต้าไต่ เอ้ย...ไต่เต้าให้ได้ยืนเริดๆ เชิดๆ เป็นคุณนายเจ้าของห้าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีรายชื่อของห่านลงอยู่ในบัญชีด้วย สังเกตจากรายชื่อคู่แข่งแต่ละคนแล้วเรียกได้ว่าน่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะฉะนั้นเธอจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด
       “อ๊าย...พูดแล้วเขิน ตอนคุณคุณชายเดินผ่านบูธเจ๊นะ เค้ามองมาที่เจ๊ด้วย สายตาเหมือนอยากจะสื่อความนัยอะไรบางอย่าง” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็ทำตาหวานฉ่ำราวกับสาวแรกรุ่น (อาจจะเป็นรุ่นแง้มฝาโลงมากกว่า!)
       “เจ๊...หนูว่าหนูรู้ว่าคุณชายมองเจ๊ต้องการที่จะสื่อความหมายอะไร”
       “อะไรเหรอ ?” เจ้าหล่อนตาโตถามทันที
       “คุณคุณชายคงอยากจะสื่อความหมายว่า...ใครกันเอาลิงแสมตูดแดงมายืนขายของในห้างของเค้า ดูหน้าของเจ๊สิ ปัดแก้มเสียจนแดงเถือก ปัดมากไปหรือเปล่าคะเจ๊ ?” ดาวจับหน้าของเจ๊มะพร้าวมาดูแล้วหัวเราะคิกคัก คนที่เป็นรุ่นพี่ถึงกับเบ้ปากก่อนจะสะบัดหน้าออกจากมือของดาวอย่างหมั่นไส้ เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเธอสวยเด้งพอ ไม่สนคำครหาของคนที่ขี้อิจฉาความสวยของเธอ
       “อย่ามาอิจฉาเจ๊สิยะนังน้องดาว แข่งบุญแข่งวาสนาน่ะมันแข่งกันยาก ขออย่างนี้ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังย่ะ แล้วที่เห็นเจ๊แก้มแดงเนี่ย ไม่ได้ปัดแก้มเยอะนะยะ เข้าใจซะใหม่ ตอนนี้เทรนด์เลือดฝาดกำลังมาแรง ดูสุขภาพดีย่ะ”
       “หนูว่าอย่างเจ๊เลือดสาดมากกว่าล่ะมั้ง” ดาวยังราวีไม่เลิก
       “เดี๋ยวตบปากฉีก!” เจ๊มะพร้าวถลึงตาใส่จนหมดเค้าความงาม ดาวรีบกระโดดหลบทันทีก่อนที่จะโดนฝ่ามืออันหนักหน่วงของเจ๊มะพร้าวประทับลงบนใบหน้า แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านั้น เมื่อเห็นว่าผู้ร่วมวงทานอาหารกลางวันอีกคนยังนั่งนิ่งไม่มีทีท่าเอ็นจอยกับเรื่องของคุณคุณชายที่เจ้าหล่อนคลั่งไคล้หนักหนา
       “เจ๊...นังห่านมันเป็นอะไรอ่ะ ทำหน้าเหมือนหมาหงอยเลย” ดาวกระแซะถามเจ๊มะพร้าว
       “นั่นสิ...หรือจะอึไม่ออก ก็บอกแล้วให้ทานชีวจิต จะได้ดูเพอร์เฟคท์อย่างเจ๊”
       “นี่...อย่ามาเต้าข่าวกันเองนะยะ คนกำลังเซ็ง” แม้จะดูทีท่าเหมือนไม่ได้สนใจคนทั้งคู่ แต่ทว่าสองหูของห่านได้ยินสิ่งที่เพื่อนรักทั้งสองเม้าท์กันตั้งแต่เดินเข้ามาทานอาหาร เพียงแต่ว่าเธอไม่มีอารมณ์ที่จะสนุกด้วยก็เท่านั้น
       “ว้าย...แอบฟังอยู่ด้วยเหรอยะ แร๊งงงงง…”
       “ว่าแต่เซ็งอะไรจ๊ะน้องห่าน ใครมาทำอะไรน้องห่านของเจ๊ เดี๋ยวเจ๊ตามไปโบกมันให้”
       ห่านไม่ตอบอะไร ทำได้เพียงแค่ถอนหายใจยาวๆ สามครั้งติด สีหน้าเบื่อหน่ายโลกราวกับว่าวันนี้เป็นวันโลกาวินาศของเจ้าหล่อน ยิ่งเห็นอาการแบบนี้เหมือนยิ่งกระตุ้นต่อม ‘สอดเสมอ’ ของดาวกับเจ๊มะพร้าวมากไปกว่าเก่า ทั้งคู่เข้าประกบซ้ายขวาแล้วจ้องหน้าจำเลยอย่างต้องการคำตอบ
       “เล่ามาเดี๋ยวนี้นะยายห่าน เกิดอะไรขึ้น หรือว่าแกไปจามน้ำมูกย้อยใส่คุณคุณชายแบบที่ฉันเดาไว้เมื่อเช้า” ดาวเอ่ยถามเพื่อน ห่านพยักหน้ารับอย่างจนใจ ดาวเอามือทาบอกทำตาโตด้วยความตกใจ แต่คนที่ดูโอเวอร์มากกว่าเพื่อนเห็นจะเป็นเจ๊มะพร้าวที่ทำท่าราวกับห่านไปฆ่าใครตายมาก็ไม่ปาน
       “ว้าย...อกอีแป้นเเล่นลึกเข้ารัชดา ตายๆ ทำไมทำแบบนั้นล่ะคะน้องห่าน เสียมาถึงเจ๊เลยนะคะเนี่ย”
       “ก็ยายคุณพรเพ็ญน่ะสิเจ๊ ปัดฝุ่นจนฟุ้ง ห่านก็เลยจามสามครั้งติดแบบนอนสต็อป จามเฉยๆ ยังพอว่าดันน้ำมูกเยิ้มไม่รู้ตัว มิหนำซ้ำยังแอบยืนเหม่อจนคุณพรเพ็ญทักแล้วสะดุ้งไปชนชั้นวางรองเท้าทำให้รองเท้าส้นสูงร่วงใส่หัวคุณคุณชายอีก เจ๊ว่าห่านควรจะนอยด์ไหมล่ะ” เจ้าของเรื่องเอ่ยถามอย่างเซ็งสุดขีด
       “หา...อะไรนะ ?” เจ๊มะพร้าวกับดาวพูดพร้อมกัน
       “ก็นั่นแหละ...แบบที่เล่านั่นแหละ ขี้เกียจเล่าซ้ำ” พูดจบห่านก็ทำหน้าเซ็งต่อ
       “โอ๊ย...แบบนี้คุณคุณชายเค้าไม่โวยวายแย่เหรอที่แกไปทำรองเท้าตกใส่หัวเค้าน่ะ หัวน่ะของสูง รองเท้ามันของต่ำ เป็นฉันฉันคงวีนแตกเลย เผลอๆ ไล่ออก” ดาวเผลอพูดความจริงออกไป เจ๊มะพร้าวหันมาจิกตาใส่ เจ้าหล่อนจึงรู้ตัวรีบเอามือปิดปากทันที
       “มันคงไม่ร้ายแรงอย่างนั้นหรอกน้องห่าน เรื่องแค่นี้ไล่ออกก็แย่แล้วเพราะมันเป็นเหตุสุดวิสัย ว่าแต่คุณคุณชายเค้าว่าไงบ้างล่ะ ?” เจ๊มะพร้าวสาระแนทันที ดาวไม่รอช้ากระเถิบเข้าประชิดตัวผู้ต้องหาเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
       “ห่านก็ขอโทษคุณคุณชาย เค้าก็ไม่ว่าอะไร แถมยังยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ห่านเช็ดน้ำมูกอีกต่างหาก”
       “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด...” สองสาวร้องกรี๊ดประสานเสียงกันราวกับถูกข้าวสารเสกสาด คนในห้องอาหารพนักงานหันมามองทั้งสามอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น  
       “ไม่จริง...เธอโกหกใช่ไหม ไม่จริงๆ คุณคุณชายจะทำแบบนี้กับผู้หญิงคนอื่นไม่ได้นะ ดาวไม่ยอมจริงๆ ด้วย” ดาวทำเสียงตะแง้วแอ๊บแบ๊วสุดชีวิต กระทืบเท้าไปมาคงนึกว่าตัวเองน่ารักเต็มแก่ เจ๊มะพร้าวหันมองรุ่นน้องก่อนจะแขวะเข้าให้
       “นี่...อย่ามาเต้าข่าวเองนะยะว่าคุณคุณชายน่ะของแก ของแกน่ะต้องไอ้ยามเอหลังห้างโน่นถึงจะเหมาะกัน เห็นเทียวหยอดคำหวานทุกวันเวลาจะเข้ามาตอกบัตร คุณคุณชายน่ะของเจ๊ ขืนยุ่มย่ามเดี๋ยวมีตบ”
       “เจ๊ก็ว่าไปเรื่อย...สวยๆ อย่างหนูเนี่ยนะจะไปคว้ายามมาเป็นแฟน ไม่ใช่เจ๊นะที่จะเอาไม่เลือกน่ะ”
       “ว้าย...นังเด็กปากมอม เดี๋ยวตบหน้าหันเลย” ในขณะที่สงครามกำลังดุเดือดนั้น ประโยคประโยคหนึ่งก็หลุดออกมาจากปากของห่าน ประโยคที่ทำให้สงครามแย่งผู้ชายระหว่างเจ๊มะพร้าวกับดาวต้องหยุดชะงักแทบจะทันที
       “คนนี้ห่านขอเถอะ”
       “หา...”
       “อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ห่านชอบคุณคุณชายจริงๆ นะ ไม่ได้คิดล้อเล่นหรือคิดจะรักเผื่อเลือก คุณคุณชายนี่แหละเหมาะสมกับคนที่ทั้งชีวิต 27 ปีของห่านรอคอยมา ขอเถอะนะ...จะให้ไหว้ก็ยอม”
       ดาวกับเจ๊มะพร้าวมองหน้ากันอย่างตกตะลึง พยายามตั้งสติว่าสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ผิดเพี้ยนไป เมื่อแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด เจ๊มะพร้าวก็ทำเสียงขึงขังทันที “นี่น้องห่านพูดจริงหรือพูดเล่นเนี่ย ?”
       “แล้วเจ๊มะพร้าวดูหน้าห่านเหมือนจะพูดเล่นไหมล่ะ” ว่าแล้วห่านก็ทำหน้าจริงจังสุดฤทธิ์ ดาวเห็นเพื่อนท่าทางจะเอาจริงก็รีบร้องโวยวายขึ้นราวกับห้างกำลังไฟไหม้
       “ไม่ได้ ไม่มีทาง ไม่ยอม ถ้าเธอหวังจะงาบคุณคุณชายก็ข้ามศพอันสวยงามของฉันไปก่อนเถอะ ผู้ชายที่ทั้งหล่อ รวยแถมยังชาติตระกูลดีอย่างคุณคุณชายไม่ได้หาง่ายๆ ตามตลาดนัดนะยะ ไม่รู้ล่ะยังไงฉันก็สู้สุดชีวิต เพื่อนก็เพื่อนวะ...ตายเป็นตาย!” ดาวทำหน้าเหี้ยม 
       “หมูกระทะบุฟเฟ่ต์ชุดใหญ่ 3 วันซ้อนพอไหม ?”
       “โอเค...” ดาวพยักหน้ารับพร้อมทั้งยิ้มแฉ่งให้เพื่อนลืมคำว่า ‘ผู้ชายของฉัน’ ไปเสียสนิทใจ
       “เอ๋า...นังน้องดาว ทำไมยกผู้ชายให้ยายน้องห่านง่ายเสียจริง” เจ๊มะพร้าวหันมาแขวะ
       “แหมเจ๊ก็...หนูน่ะสวยสะพรั่งซะขนาดนี้ ผู้ชายหล่อๆ ก็มีแต่จะมายอมสยบซบอกหนูกันเป็นร้อยๆ คน แล้วเจ๊ดูหน้ายายห่านสิ หน้าเหมือนเต้าหู้ยี้ใส่เต้าเจี้ยว เคยมีผู้ชายตกถึงท้องเสียที่ไหน หนูน่ะสงสารเพื่อน รักเพื่อน อยากให้เพื่อนได้ลิ้มรสผู้ชายสักครั้ง แต่ไอ้ครั้นจะไปหาตามข้างถนนมาให้ก็จะดูไม่ดี อย่างคุณคุณชายนี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว หนูยกให้เพื่อนได้ เพราะหนูถือว่าคนสวยต้องสวยทั้งรูปและจิตใจ” พูดจบดาวก็ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟัน 32 ซี่ครบถ้วน
       “หนอย...ยายเห็นแก่กิน ถึงนังน้องดาวจะยอมแต่เจ๊ไม่ยอม!” เจ๊มะพร้าวทุบโต๊ะดังปั้ง จ้องหน้าห่านเหมือนเป็นคู่แข่งในสนามรักอย่างไม่ปรานี ถึงจะเป็นน้องเป็นนุ่งก็ไม่เว้นย่ะ 
       “คาราโอเกะสามชั่วโมงพร้อมดริ๊งค์”
       “นี่เห็นเจ๊เป็นคนเห็นแก่กินเหมือนอีนังน้องดาวเหรอ” เจ๊มะพร้าวแว้ดใส่ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานแล้วพูดต่อ “ถ้าน้องห่านคิดแบบนั้นถูกแล้วจ้ะ เจ๊ตกลง...ไปกันคืนวันเสาร์เลยนะ”
       “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” ดาวเบ้ปากใส่รุ่นพี่ ห่านหัวเราะเสียงแหลมก่อนจะประกาศขึ้นต่อหน้าเพื่อนทั้งสองคนด้วยความมุ่งมั่น
       “คอยดูนะ...นังห่านพนักงานขายรองเท้านี่แหละจะไปสอยดาวมาครอบครองให้ได้...คอยดู!”
 
        ที่ร้านเสื้อสุดหรูในห้างสรรพสินค้าชื่อดังเวลานี้กำลังเป็นที่จับตามองคนของที่กำลังเดินผ่านไปมา เป็นเพราะดาหลานางสาวไทยสยามกำลังลองเสื้อผ้าชุดสุดสวยอยู่ หญิงสาวพิถีพิถันในการเลือกเสื้อผ้าเพื่อที่จะไปงานเลี้ยงเปิดตัวของคุณคุณชายที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า...วันนั้นเธอจะต้องสวยโดดเด่นที่สุด
       เหล่าบรรดาพนักงานต่างพากันดี๊ด๊าเมื่อเห็นนางงามตัวเป็นๆ (ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเคยเห็นตอน ‘ตัวไม่เป็น’ หรือเปล่า!) โดยเฉพาะเจ้าของร้านที่ถือกล้องถ่ายรูปไว้เตรียมพร้อมที่จะถ่ายรูปคู่กับดาหลาเพื่อเอาไปขยายใหญ่แปะตรงหน้ากระจกร้าน เวลาใครไปใครมาจะได้อวดว่านางสาวไทยสยามปีล่าสุดมาอุดหนุนชุดในร้านของเธอ
       ดาหลาในชุดราตรีเข้ารูปสีฟ้าสดปักเลื่อมสีเงินวิบวับยามกระทบแสงไฟยืนหันซ้ายแลขวาอยู่ที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ เธอพินิจพิจารณาชุดที่สวมอยู่สักอึดใจ ก่อนจะหันไปถามความคิดเห็นของผู้เป็นแม่ 
       “ชุดนี้เป็นไงบ้างคะแม่...ดาหลาว่ามันมิดชิดไป” เธอบอกลางมองเงาตัวเองในกระจกอีกครั้ง ผู้เป็นแม่วางนิตยสารลงแล้วเดินมามองลูกสาวใกล้ๆ
       “แม่ว่าชุดนี้แหละดีแล้ว ดูเรียบร้อยดี อย่าลืมว่าเราอยู่ในตำแหน่งนางสาวไทยสยาม ต้องรักษาภาพลักษณ์ จะมาแต่งตัวโป๊เหมือนตอนอยู่เมืองนอกเมืองนาไม่ได้หรอกนะ”
       “โอ๊ย...นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เป็นนางสาวไทยสยามนี่ลำบากจริงๆ รู้อย่างนี้ไปสมัครไทยแลนด์เน็กซ์ท็อปโมเดลดีกว่า” หญิงสาวบ่นพลางพยายามดึงคอเสื้อให้กว้างเพื่อที่จะโชว์เนินอกอันอวบอิ่มของตัวเอง
       “มาพูดตอนนี้ก็สายไปเสียแล้วยายดาหลา ตกลงเอาชุดนี้นี่แหละ แม่เห็นแกเดินเลือกมาจะสี่ชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวตอนเย็นต้องไปออกรายการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนาล่มทางช่อง 8 ด้วย จะไม่ทันเอา”
       “อะไรนะ นี่ดาหลานึกว่างานหมดแล้วเสียอีก โอ๊ย...นี่ต้องไปนั่งปั้นหน้ารับโทรศัพท์บริจาคเงินด้วยหรือเปล่า”
       “นั่นแหละหน้าที่ที่แกต้องทำ...” เมื่อได้ยินผู้เป็นแม่บอก ดาหลาก็ทำหน้าหงิกทันที
        เจ้าของร้านที่ยืนเก้ๆ กังๆ พยายามจะหาจังหวะพูดแทรกมานานแสนนาน พอเห็นว่าได้จังหวะก็ไม่รอช้ารีบเอ่ยถามดาหลาทันทีด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม “ชุดนี้สวยมาก เหมาะกับน้องดาหลาที่สุดค่ะ ตกลงเอาชุดนี้นะคะ”
       ดาหลาพยักหน้ารับ กำลังจะเดินเข้าไปถอดชุดออกแต่เจ้าของร้านวิ่งไปดักข้างหน้าแล้วพูดขึ้น
       “เอ่อ...ขอคุณพี่ถ่ายรูปคู่กับน้องดาหลาไว้เป็นที่ระลึกได้ไหมคะ จะได้เอาไปแปะที่หน้าร้านโชว์ลูกค้าว่าร้านของคุณพี่มีนางสาวไทยสยามมาอุดหนุนเสื้อผ้าด้วย”
       “คงไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวเชิดหน้าอย่างเย่อหยิ่งแล้วพูดต่ออย่างไม่รักษาน้ำใจผู้เอ่ยปากขอเลยสักนิด  “ดาหลาไม่ได้หยิ่งนะคะ แต่การถ่ายรูปกับคนอื่นที่ไม่ใช่สื่อมวลชนเนี่ย ดาหลาไม่ค่อยมั่นใจค่ะกลัวจะเอารูปดาหลาไปแอบอ้าง นี่ถ้าคุณพี่เอารูปของดาหลาไปแปะที่หน้าร้านแล้วมีลูกค้ามาซื้อเสื้อที่ร้านของคุณพี่ไปแล้วคุณภาพแย่ แบบนี้ดาหลาก็เสียหายสิคะ คนอื่นจะว่าเอาได้ว่าดาหลาหลอกลวงประชาชน มาโฆษณาสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ที่สำคัญดาหลาเป็นคนมีชื่อเสียง มีสินค้าหลายต่อหลายรายติดต่อให้ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ ค่าตัวก็ 7 หลักขึ้นทั้งนั้นนะคะ จะมาโฆษณาร้านของคุณพี่ให้ฟรีๆ ดาหลาว่ามันไม่ใช่เรื่องน่ะค่ะ” เธอบอกเพียงแค่นั้นก่อนจะสะบัดก้นเดินหายเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อ โดยทิ้งให้เจ้าของร้านยืนนิ่งราวกับเพิ่งถูกถีบตกจากยอดเขามาสดๆ ร้อนๆ
       เพียงอึดใจเดียวดาหลาก็เดินออกมาพร้อมชุดราตรีที่เธอเลือกไว้ หญิงสาวยื่นชุดให้กับพนักงานเอาไปใส่ถุงแล้วหันไปมองทางมารดาเป็นเชิงให้จัดการจ่ายค่าชุดให้ด้วย ผู้เป็นแม่เปิดประเป๋าสตางค์แล้วยื่นบัตรเครดิตส่งให้พนักงานในร้านไปรูด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงพากันเดินออกจากร้านไป
       เจ้าของร้านทำหน้าหงิกทันทีพร้อมทั้งด่าลับหลังลูกค้าอย่างหัวเสีย “หนอย...นึกว่าสวยเริดมาจากไหนกันยะแม่ดาหลา ร้านฉันน่ะดารามาซื้อกันเยอะแยะ...เชอะ” ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็สะบัดก้นที่พอกพูนด้วยไขมันเดินหายไปหลังร้าน ปล่อยให้ลูกน้องสองคนหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นเจ้านายโดนหักหน้าซะบ้าง
 
      เสียงโขมงโฉงเฉงในร้านหมูกระทะดังจนแทบคุยกันไม่ได้ยินเสียงของคู่สนทนา แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคในการกินอาหารฟรีของเจ๊มะพร้าวและดาว สองสาวที่ตั้งหน้าตั้งตาจ้วงหมูที่กำลังย่างอยู่บนเตาอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับไม่ได้บริโภคอาหารมาตลอดหลายเดือน
       “ว้าย...ชิ้นนั้นเจ๊ย่างไว้นะนังน้องดาว เดี๋ยวเอาตะเกียบทิ่มตาเลยนี่” เจ๊มะพร้าวโวยแล้วแย่งเนื้อหมูชิ้นที่กำลังเกรียมได้ที่จากตะเกียบของดาวมาอย่างหน้าตาย
       “ทีเจ๊เอาปลาหมึกของหนูไปหนูยังไม่ว่าอะไรเลย...ชิ”
       “คราวหลังก็เขียนชื่อแปะไว้สิยะว่าหล่อนเป็นเจ้าของ เจ๊จะได้ไม่แตะ...จริงไหมน้องห่าน” เธอหันไปถามห่านที่กำลังนั่งใจลอยเขี่ยข้าวผัดกระเทียมในถ้วย เมื่อเห็นว่าหญิงสาวคงไม่ได้ยินจึงเร่งเสียงขึ้นอีกนิดนึง “จริงไหมน้องห่าน ?”
       “หา...อะไรนะเจ๊ ?” ห่านสะดุ้งเฮือก หันไปมองเพื่อนทั้งสองคนด้วยความมึนงง เธอกำลังใช้ความคิดเรื่องที่จะทำอย่างไรให้เธอมี ‘ตัวตน’ ในสายตาของคุณคุณชาย คิดไปคิดมามันช่างยากเย็นยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรแอตแลนติกในหน้ามรสุมเสียอีก
       “ใจลอยไปไหนยะ ตักหมูมาก็ไม่กิน กินไม่หมดปรับสามเท่านะยะ” ดาวบอกพลางคีบหมูไปย่างต่ออย่างอารมณ์ดี...ของฟรีไม่ได้มีบ่อยๆ นี่นา
       “ไม่มีทางเหลือหรอก ฉันรู้ดี ดูแต่ละคนสิ เจ๊มะพร้าวงี้ แกอย่างงี้ มือระดับพระกาฬ กินทีร้านแทบจะล่มจม นี่ถ้าทำได้เจ้าของร้านคงขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกแล้ว”
       “เพราะเจ๊สวยใช่ไหม ?” ว่าแล้วเจ๊มะพร้าวก็สะบัดบ๊อบโชว์ความสวย
       “เปล่า...เค้าอยากจะเอารูปแปะไว้หน้าร้านเป็นบุคคลอันตรายห้ามเข้า” ห่านบอกพลางหัวเราะร่วน ดาวกับเจ๊มะพร้าวมองหน้ากันแล้วเบ้ปาก...นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นเจ้ามือแม่จะจับยัดลงในเตาไฟนี่แหละ  
       “ว่าแต่น้องห่านยังเครียดเรื่องคุณคุณชายอยู่เหรอ ?” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถาม ห่านพยักหน้ารับก่อนจะถอนหายใจยาวๆ หนึ่งทีเพื่อประกอบกับคำตอบที่ว่า “เครียดมากกกก”
       “โอ๊ย...แกจะไปเครียดอะไร...วันนี้ตัดคู่แข่งที่น่ากลัวไปได้สองคนคือฉันกับเจ๊มะพร้าว คนอื่นก็ไม่มีใครน่ากลัวแล้ว กินๆ เข้าไปเยอะๆ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องผู้ชายแม้จะสำคัญแต่ปากท้องสำคัญกว่า ไว้ค่อยคิดหาวิธี...เรื่องจับผู้ชายไม่ยากอย่างที่คิด มีเจ๊มะพร้าวทั้งคนไม่ต้องกลัว เจ๊แกน่ะตัวแม่”
       “ถือว่าถูกจ้า...” เจ๊มะพร้าวหัวเราะคิกคักอย่างภูมิอกภูมิใจ ก่อนจะคีบเนื้อไก่ในกระทะใส่ถ้วยของห่าน
       “กินซะ...แล้วเลิกคิด เดี๋ยวเรื่องคุณคุณชายเจ๊จัดการให้ เจ๊รอบรู้กว้างไกล เป็นที่รู้จักของคนหมู่มาก เรื่องที่จะเข้าประชิดตัวคุณคุณชายไม่ใช่เรื่องยาก” เจ๊มะพร้าวบอกให้ห่านสบายใจ หญิงสาวพยักหน้ารับก่อนจะคีบเนื้อไก่ขึ้นมาใส่ปาก เพียงอึดใจเดียวเธอก็รีบบ้วนมันออกเผยให้เห็นเนื้อไก่ที่ยังไม่สุก ห่านหันไปค้อนเจ๊มะพร้าวทันที
       “นี่เจ๊...มันยังไม่สุกเลยนะ คีบมาให้ห่านทำไมเนี่ย ?”
       “เอ๋า...ปกติเจ๊เห็นน้องห่านชอบลากไก่สดไปกินในน้ำ ก็นึกว่าชอบดิบๆ”
       “ห่านไม่ใช่นกฟลามิงโก้นะ” ห่านเชิดใส่ สองสาวพากันหัวเราะร่วนก่อนจะพูดขึ้นมาพร้อมกัน
       “เหรอออออออออออออออออ....”
 
       หลังจากเก็บบูธเสร็จแล้ว บื้อก็เดินผิวปากอารมณ์ดีลงมาที่ชั้นล่างของห้าง ชายหนุ่มตอกบัตรเสร็จก็เดินออกไปทักทายกับ ‘เอ’ ยามหนุ่มหน้าซื่อที่เข้ามาทำงานก่อนเขาได้ไม่เท่าไหร่ อาจเพราะเป็นผู้ชายเหมือนกันเลยทำให้เขากับเอสนิทกันได้ง่าย
       “ว่าไงไอ้เอ...วันนี้หลับยามอีกหรือเปล่า ?” บื้อเอ่ยถาม เอเกาหัวยิกๆ ทำหน้าเขิน
       “นิดหน่อยว่ะ พอดีติดซีรี่ส์เกาหลีเรื่องแกล้งจุ๊บสาวบ้านไร่หัวใจกลิ่นกาแฟน่ะ ดูจนยันเช้า นี่กะว่ากลับไปจะดูอีก กำลังสนุกเลย” ชายหนุ่มบอก บื้อมองหน้าเอแล้วอมยิ้มขำ ผู้ชายอะไรติดซีรี่ส์เกาหลี
       ยังไม่ทันจะได้พูดต่อ เสียงแปร๋นๆ ของปีโป้ก็ดังขึ้น ทักทายบื้อทำราวกับสนิทสนมกันมานานนับปี หญิงสาวเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่มแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “จะกลับบ้านแล้วเหรอบื้อ ?”
       “เอ่อ...ใช่ ปีโป้มีอะไรหรือเปล่า ?” บื้อบอกพลางพยายามจะแกะมือของปีโป้ออกจากแขนของตัวเองแต่ไม่สำเร็จ
       “อุ๊ย...ดีเลย ไปกินหมูกระทะกันนะ ปีโป้อยากกินแต่ไม่มีเพื่อนเลย นะนะ...ไปกินกับปีโป้หน่อย วันนี้วันเกิดปีโป้ อยากฉลองกับใครสักคนก็ไม่มีใครว่างเลย” หญิงสาวทำหน้าหงอยจนน่าสงสาร โดยหารู้ไม่ว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตามารยาหญิงหนึ่งในสามพันแปดร้อยห้าสิบหกเล่มเกวียณของปีโป้ที่งัดออกมาใช้ยามต้องการทอดสะพานให้ผู้ชายหลงกล
       “คือ...” บื้อกำลังคิดหาถ้อยคำมาปฏิเสธ แต่ดูเหมือนว่าปีโป้จะรู้ทันราวกับอ่านใจของเขาออก หญิงสาวเอานิ้วแตะไปที่ปากของชายหนุ่มแล้วทำหน้าเบ้
       “นะคะ...อย่าปฏิเสธเลย”
       เจอเข้าแบบนี้ บื้อถึงกับหน้าถอดสี รู้ว่าตัวเองเดินมาเจอซอยตันเสียแล้ว ไม่มีทางที่จะปฏิเสธหญิงสาวได้...ร้ายจริงๆ ผู้หญิงสมัยนี้ ว่าแล้วปีโป้ก็ลากบื้อทำท่าจะเดินออกไป บื้อนึกอะไรไม่ออก หันมองไปทางด้านหลังของตัวเองเห็นเอกำลังเก็บกระเป๋าคาดว่าคงจะออกเวรแล้ว ชายหนุ่มตาโตด้วยความดีใจ...ไอ้เอนี่แหละไม้กันหมาอย่างเยี่ยม!
       “เดี๋ยวปีโป้” 
       ปีโป้หยุดกึก มองหน้าบื้อด้วยความสงสัย
       “ขอเอาไอ้เอไปด้วยได้ไหม วันเกิดปีโป้ทั้งที ไปกินหมูกระทะกันสองคนคงไม่สนุกหรอก” ว่าแล้วบื้อก็แกะมือของปีโป้ออกตอนที่หญิงสาวเผลอ ชายหนุ่มเดินไปลากเอที่ทำท่าเด๋อๆ ด๋าๆ เข้ามาร่วมชะตากรรม “ไอ้เอ...ปีโป้ชวนให้ไปกินหมูกระทะด้วยกัน วันนี้วันเกิดปีโป้ เลิกงานแล้วนี่” บื้อขยิบตาให้เอ ชายหนุ่มขมวดคิ้วไม่เข้าใจในท่าทีของเพื่อน
       “ตามสบายเถอะ ฉันจะกลับไป...” เอกำลังจะบอกว่า “กลับไปดูแกล้งจุ๊บสาวบ้านไร่หัวใจกลิ่นกาแฟ” แต่ศอกของบื้อที่กระทุ้งตรงไปที่ท้องของเอทำเอาถึงกับจุกพูดไม่ออก บื้อรีบพูดแก้ประโยคที่เอพูดค้างไว้ทันทีก่อนที่จะเสียเรื่อง
       “คือไอ้เอมันหมายความว่าจะกลับไปนอนเร็วทำไม ไปกินหมูกระทะกับเราสองคนดีกว่า...ใช่ไหม ?”
       “เอ่อ...” เอยังตะกุกตะกักตามมุกของเพื่อนไม่ทัน แต่พอเห็นสายตาของบื้อที่มองตรงมาที่เขาก็ทำให้ชายหนุ่มต้องพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ ปีโป้หน้าหงิกทันทีที่รู้ว่ากำลังจะมีก้างขวางคอมาขวางทางความรักระหว่างเธอกับบื้อ
       โดยหารู้ไม่ว่า...ก้างชิ้นนี้ยังเล็กนัก หากไปเจอกระดูกไดโนเสาร์ที่ร้านหมูกระทะในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า!

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น