อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 08:36:05

ตอนที่ 4 ตอนที่ 4


       งานเลี้ยงเริ่มขึ้นเมื่อเวลาหนึ่งทุ่มตรงที่ห้องบอลรูมของโรงแรม ห้องจัดเลี้ยงอันโอ่โถงขนาดใหญ่เวลานี้ถูกตกแต่งอย่างสวยงามสมฐานะของตระกูลนฤนาถวรเดชอันโด่งดัง เหล่าบรรดาแขกเหรื่อเริ่มทยอยกันมาบ้างแล้ว นักข่าวจากหลายสำนักต่างพากันแย่งสัมภาษณ์คุณหญิงคุณนายคุณชายคุณท่านที่เป็นคนมีชื่อเสียงในวงการทำราวกับงานเลี้ยงเปิดตัวของคุณคุณชายนั้นเป็นงานในวงการบันเทิง แต่จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะคุณคุณชายนั้นโด่งดังในทุกวงการ ดาราสาวสวยตกเป็นข่าวกับคุณคุณชายหลายต่อหลายคน ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยสักนิด เพราะคุณคุณชายเองตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอกยังไม่เคยไปเที่ยวกับผู้หญิงคนไหนเลย แต่ไฉนข่าวบันเทิงรายวันถึงมีข่าวว่าเขาไปเที่ยวกับดาราสาวช่องน้อยสี หรือบางทีก็แอบไปสวีทกับนางร้ายวิกหมอชิต...คาดว่าฝ่ายหญิงน่าจะสร้างข่าวเอาเอง
       ชายหนุ่มปรากฏตัวหลังจากเริ่มงานได้สักอึดใจ เขาสวมสูทสีเทาเข้มกับหูกระต่ายสีเงินดูหล่อและสมาร์ทราวกับเทพบุตรกรีก สีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรของเขานั้นทำเอาสาวๆ ในงานแทบจะตบตีแย่งกันจับจองเป็นเจ้าของ นักข่าวเองก็ถึงกับเคลิ้มเมื่อได้สัมภาษณ์คุณคุณชาย เสียงนุ่มทุ้มของเขากับท่าทีที่ไม่ได้หยิ่งยโสหรือถือตัวน่าจะเป็นเสน่ห์ประจำตัวไม่น้อยไปกว่าหน้าตาอันหล่อเหลาเลยสักนิด
       “ที่คุณคุณชายมีข่าวว่าแอบกิ๊กกับน้องเจนนิเฟอร์นี่จริงหรือเปล่าคะ ?”นักข่าวจากนิตยสารดาราชื่อดังเอ่ยถาม 
       “ไม่จริงหรอกครับ ตั้งแต่กลับมาจากเมืองนอก ผมยังไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลยครับ คาดว่าคงเป็นความเข้าใจผิดกันมากกว่า ผมไม่อยากให้มีข่าวแบบนี้ออกไปเพราะจะทำให้ฝ่ายหญิงเสียหายนะครับ” คำตอบของเขาทำเอาสาวๆ แทบกรี๊ด ผู้ชายบ้าอะไร หล่อ รวย ชาติตระกูลดี มีรสนิยมแถมให้เกียรติผู้หญิงอีกต่างหาก...ใครได้เป็นคู่คงโชคดียิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งสามงวดซ้อน!
       อีกทางด้านหนึ่ง ดาหลาเดินเฉิดฉายเข้ามาในงานในชุดราตรีสีฟ้าปักเลื่อมสีเงินสวยงาม หญิงสาวเกล้าผมขึ้นสูงรับกับใบหน้าอันเรียวงาม (จากการเหลาคาง) บนศีรษะมีมงกุฎนางสาวไทยสยามสวมอยู่ เมื่อนักข่าวเห็นดาหลาเดินเข้ามาก็ต่างพากันกรูเข้าไปขอถ่ายรูปและสัมภาษณ์ แม้หญิงสาวจะนึกรำคาญแต่ก็สร้างภาพว่าเต็มใจให้ความร่วมมือกับสื่อมวลชนเป็นอย่างดี
        “สวัสดีค่ะพี่ๆ” ดาหลายกมือไหว้อย่างงดงาม ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างสู้กับแสงเฟลชกล้องถ่ายรูป...โอ๊ย หน้ามืด!
       คำถามของนักข่าวรัวเป็นปืนกล ดาหลายิ้มรับพร้อมทั้งตอบคำถามอย่างสุภาพตามที่คุณหญิงเพียงลดาสั่งสอน แม้บางครั้งจะแอบจิกตาใส่นักข่าวที่ถามซอกแซกมาก็เถอะ แต่คนอย่างดาหลาซะอย่าง ไม่มีหลุดย่ะ!

       ที่ห้องน้ำหญิงเวลานี้ไม่มีใครอื่นนอกจากสามสาวสุดแสบ เพราะเจ๊มะพร้าวแอบเอาป้ายทำความสะอาดห้องน้ำแขวนไว้ด้านหน้าเพื่อความเป็นส่วนตัว ห่านยังดื้อไม่ยอมออกมาจากห้องน้ำเพราะเห็นว่าชุดราตรีที่ดาวแอบจิ๊กมาให้เธอสวมใส่นั้นช่างโป๊เสียจนน่าอาย แม้ข้างหน้าจะดูเรียบร้อยแต่ข้างหลังกลับเว้ายาวไปถึงเอว ไม่มีวิธีไหนที่จะแก้ไขได้เลย
       “ออกมาเถอะค่ะน้องห่าน ไม่เห็นโป๊เลย เราเป็นสาวสวย โชว์เนื้อหนังมังสานิดหน่อยออกจะเลิศ นี่ถ้าเป็นเจ๊จะผ่าข้างหน้าอีก เอาให้นมมันหกเรี่ยราดไปทั่วงานเลย” เจ๊มะพร้าวบอกแล้วหัวเราะร่วน                  “ห่านไม่ใช่เจ๊นี่...น่าอายจะตาย ไม่เอาแล้ว ไม่เข้าไปในงานแล้ว”
       “ว้าย...ยายห่าน แกจะมาทำแบบนี้ไม่ได้นะ กว่าฉันจะเอาชุดนี้มาให้แกได้ มันต้องเสี่ยงกับการไปกินข้าวแดงเฮลตี้ในคุกแค่ไหน ไม่ต้องอิดออดเลย ออกมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วดาวก็เข้าไปลากห่านออกมาจากห้องน้ำ ห่านดูสวยสง่าในชุดราตรีผ้าลินินสีชมพูบานเย็นยาวพอดีตัว ข้างหน้าจับย้วยข้างหลังผ่าลงไปลึกถึงเอวเผยให้เห็นแผ่นหลังอันขาวเนียนของหญิงสาว ไม่มีริ้วรอยด่างดำให้ดูไม่ดี ผมของห่านนั้นไม่ได้ทำอะไร(เพราะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีอุปกรณ์!) เส้นผมเหยียดตรงสีดำขลับขับกับผิวอันขาวผ่องเข้ากับการแต่งหน้าแนวพอร์ชเลนฝีมือเจ๊มะพร้าว ขนตาของหญิงสาวปัดงอนเด้งไปถึงหน้าปากซอย ปากทาสีชมพูระเรื่อ ปัดแก้มนิดๆ เจ๊มะพร้าวกับดาวตาโตด้วยความตกตะลึง โอ้ว สวยใช่เล่น!
       “สวยมากเลยน้องห่าน ถึงแม้จะน้อยกว่าเจ๊นิดนึงก็เถอะ”
       “อย่าชักช้าสิเจ๊ งานจะเริ่มแล้ว เดี๋ยวไปไม่ทัน ไหนล่ะรองเท้าของแกยายห่าน ?” ดาวเอ่ยถาม ห่านหยิบรองเท้าส้นสูงสีเงินในกระเป๋าออกมาออกมาสวม มันยิ่งทำให้หญิงสาวดูสวยสง่ามากขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท
       “เลิศๆ เร็วๆ ค่ะน้องห่าน รีบขึ้นไปข้างบนเลยนะคะ” เจ๊มะพร้าวบอก
       “อ้าว...แล้วเจ๊กับยายดาวไม่ไปด้วยกันเหรอ ?”
       “จะพากันไปติดคุกหรือไงยะ ฉันกับเจ๊มะพร้าวใส่ชุดพนักงานห้างอยู่ มีหวังถูกจับผิดแน่ๆ แกไปคนเดียวเถอะ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก อยากได้ลูกเสือไม่เข้าถ้ำเสือมันจะได้เหรอ ฉันรู้ว่าแกทำได้” ดาวตบบ่าเพื่อนเบาๆ อย่างให้กำลังใจก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงขึงขัง “แต่...อันนี้ย้ำสำคัญมาก ห้ามทำชุดขาด หรือพังเป็นอันขาด ฉันไม่มีปัญญาซื้อใช้หรอกนะยะ ราคาเท่าเงินเดือนทั้งเดือน!”
       “เออน่า...ฉันรู้” ห่านรับคำ เจ๊มะพร้าวเดินเจ้ามาใกล้ๆ ก่อนจะหยิบน้ำหอมตัวเทสเตอร์ที่ยายอ้อยแผนกน้ำหอมให้มาฉีดพรมไปทั่วร่างของหญิงสาวจนหอมฟุ้ง
       “โอเค...พร้อมใช่ไหมน้องห่าน ?” เจ๊มะพร้าวเอ่ยถาม ห่านสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพยักหน้ารับ “งั้นจะรออะไรเล่า ไปเล้ย!”
       เจ๊มะพร้าวเดินนำขบวนออกมาดูต้นทาง เมื่อเห็นว่าปลอดคนแล้วจึงกวักมือเรียกห่านให้ออกมา หญิงสาวจึงเดินออกมาอย่างสง่างาม แต่เพียงเดินไม่กี่ก้าวห่านก็ต้องล้มหัวทิ่มเพราะรองเท้าส้นสูงสูงเหลือเกิน
       “ว้าย...จะรอดไหมเนี่ย” เจ๊มะพร้าวเอามือทาบอก ดาวส่ายหน้า
       “ไปแล้วเจ๊ ไปแล้วยายดาว อวยพรให้ห่านด้วยนะ” ห่านกำลังจะก้าวเดินออกไปแต่เจ๊มะพร้าวร้องเรียกไว้ซะก่อน เธอจึงหยุดกึกหันมามองด้วยความสงสัย “มีอะไรอีกเหรอเจ๊ ?”
       “อืม...เจ๊ว่าน้องห่านดูสวยแบบขาดๆ เหมือนสวยยังไม่เสร็จ...ขาดอะไรน้า” เจ๊มะพร้าวขมวดคิ้วมองหญิงสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า พยายามคิดว่าในร่างกายของเธอนั้นยังขาดอะไร ทันใดนั้นสายตาอันคมกริบ(ที่มักใช้จิกผู้ชาย) ของเจ๊มะพร้าวก็เหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้ตรงริมทางเดินในโรงแรม มีดอกไม้สวยสะพรั่งถูกจัดไว้ เธอหันซ้ายแลขวาเดินไปหยุดข้างแจกันก่อนจะแอบเด็ดดอกลิลลี่สีขาวมาหนึ่งดอก
       “เจ๊แกเพี้ยนอยากจะกินดอกไม้หรือยังไง ?” ดาวเอ่ยถามห่าน หญิงสาวส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน เพียงอึดใจเดียว เจ๊มะพร้าวก็วิ่งเข้ามาหาห่านพร้อมทั้งเอาดอกลิลลี่สีขาวทัดเข้าที่หูขวาของรุ่นน้อง ได้ผล...มันทำให้ห่านดูสวยหวานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 
       “อู๊ยย...ฝีมือเจ๊เลิศมาก รับรองคุณคุณชายต้องอยากรู้จักน้องห่านแน่นอน เจ๊เอาหัวนังน้องดาวเป็นประกัน”
       “เอ๋า...ไหงเป็นงั้นล่ะเจ๊ อุ๊ย...ลิฟต์มาแล้วแก รีบไปเร๊ว!” ดาวรีบดันห่านให้เข้าไปในลิฟต์พร้อมทั้งโบกมือบ๊ายบาย จนเมื่อลิฟต์ปิด เจ๊มะพร้าวกับดาวก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจ
       ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะยายห่านเอ๊ย...
 
       เสียงปรบมือดังกึกก้องเมื่อคุณคุณชายเดินยิ้มหวานขึ้นไปบนเวทีตามคิวที่คนจัดงานบอกไว้ ชายหนุ่มยกมือไหว้แขกผู้มีเกียรติรอบด้านก่อนจะเริ่มพูดขึ้น
       “ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านด้วยนะครับ ที่เสียสละเวลามางานเปิดตัวผู้บริหารรุ่นใหม่ของทางห้างสรรพสินค้า Siam miracle department store ที่รับใช้ทุกท่านมาหลายต่อหลายรุ่น ทางเราเชื่อว่าห้างสรรพสินค้าที่ดีนั้น ไม่ใช่เพียงแต่มีความทันสมัย สินค้าครบครันและการบริการดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ทางเรายังเชื่อว่า...หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอุปการะคุณ ต่อให้ห้างสรรพสินค้าดีเยี่ยมแค่ไหนนั้นก็คงไม่มีความหมาย ผมนายคุณชาย นฤนาถวรเดช ทายาทรุ่นที่สามของตระกูลขอสัญญาว่า จะยืนหยัดรักษาคุณภาพของห้าง siam miracle department store ไว้ และจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มีอุปการคุณให้ได้สูงสุด ให้เหมือนญาติพี่น้องเพื่อนสนิทที่จะใกล้ชิดกับทุกท่านตลอดไป...ขอบคุณครับ” เมื่อคุณคุณชายกล่าวจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง คุณหญิงรื่นฤดีที่ตีกระบังสูงราวกับกระดานโต้คลื่นยิ้มจนเหงือกบานเช่นเดียวกับคุณชนะศึกผู้เป็นพ่อที่อดปลื้มใจกับลูกชายคนเดียวไม่ได้
       ไม่ต้องรอให้ใครเชิญ ดาหลาคว้าช่อดอกไม้สุดสวยที่ฝากพนักงานไปจัดการมาให้เดินเฉิดฉายขึ้นเวที เธอโบกมือช้าๆ พร้อมทั้งยิ้มหวานไปหยุดข้างๆ คุณคุณชาย ก่อนจะยื่นช่อดอกไม้แสดงความยินดีให้กับชายหนุ่ม คุณหญิงเพียงลดายืนขึ้นเป็นคนนำปรบมืออีกครั้ง ทุกคนจึงปรบมือตาม แสงแฟลชวูบวาบถ่ายภาพคู่ของคุณคุณชายกับดาหลา หญิงสาวพยายามเอาตัวเข้าเบียดชายหนุ่มเพื่อให้ได้ใกล้ชิด แน่นอนว่าพรุ่งนี้ข่าวหน้าสังคมซุบซิบคงไม่พ้น
       ...นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงสวีทกับนางงามสุดเลิศกลางงานเลี้ยงเปิดตัว...
       ทันใดนั้น ประตูห้องจัดงานก็เปิดออกอย่างแรง ห่านวิ่งหน้าตื่นเข้ามาอย่างรวดเร็วเพราะกลัวไม่ทันงาน แต่เพราะความไม่ระมัดระวังทำให้เธอหกล้มหัวคะมำลงตรงกลางงานเพราะไม่ถนัดใส่รองเท้าส้นสูง (ปกติใส่แต่ส้นเตี้ย!) แม้ไม่ได้อยากจะเป็นจุดเด่นแต่คงสายไปเสียแล้ว เพราะทุกสายตาต่างจับจ้องตรงมาที่หญิงนิรนามที่หน้าคว่ำอยู่กับพื้น กระโปรงยาวเลิกขึ้นมาจนเห็นถึงขาอ่อน เรียกเสียงฮือฮาของผู้คนได้ไม่น้อย
       เมื่อเห็นอย่างนั้น คุณคุณชายก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มกระโดดลงจากเวทีอย่างรวดเร็วตรงมาหาห่านที่นอนหน้าคว่ำอยู่กับพื้น เขาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น ห่านเองที่กำลังมึนงงเพราะหัวกระแทกกับพื้นเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้าแล้วถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งราวกับอยู่ในความฝัน
       สายตาของคุณคุณชายที่มองเธอนั้น...มันช่างหวานราวกับ ...กับอะไรดี ?
       หวาน...ราวกับ น้ำผึ้งผสมน้ำตาลโตนดได้ไหม ?
       “เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ?” เสียงนุ่มทุ้มของคุณคุณชายเอ่ยถาม ห่านยังคงจ้องหน้าชายหนุ่มไม่วางตา ไม่ได้ยินด้วยซ้ำว่าเขาถามอะไร “คุณครับ...ได้ยินที่ผมถามไหมครับ ?” คุณคุณชายถามย้ำอีกครั้ง 
       คราวนี้ห่านรู้สึกตัว เธอรีบชักมือกลับจากมือของชายหนุ่มที่จับไว้ก่อนจะวิ่งหายไปท่ามกลางฝูงชน
       “อ้าว...” ชายหนุ่มอุทานออกมาเมื่อเห็นว่าเธอหนีหายไปแล้ว เขาพยายามสอดส่ายสายตาตามหาสาวชุดสีชมพูคนนั้นแต่ทว่ากลับไม่พบเธออีก...หญิงสาวที่แสนซุ่มซ่ามแต่มีเสน่ห์อย่างที่สุด!
       ดาหลาหงุดหงิดจนแทบกรี๊ดที่ถูกแย่งซีน เธอจึงรีบเดินลงมาจากเวทีเข้าประกบคุณคุณชาย พร้อมทั้งหันไปบอกพวกช่างภาพและสื่อมวลชนรอบข้างด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน(แต่แกมบังคับ) “ถ่ายรูปกันได้นะคะพี่ๆ ถ่ายเลยค่ะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็กระชับมือที่เกาะแขนของชายหนุ่มให้แน่นขึ้นราวกับจะอยากเป็นข่าวว่าทั้งคู่เป็นคู่รักกัน ขณะที่คุณคุณชายเองไม่ได้ใส่ใจในการกระทำของดาหลานัก ยังคงกวาดตามองหาหญิงสาวนิรนามคนนั้น...คนที่ล้มหัวคะมำกลางงานเลี้ยง
       คุณหญิงเพียงลดากับคุณหญิงรื่นฤดีมองคุณคุณชายกับดาหลาแล้วยิ้มปลาบปลื้ม
       “ช่างเหมาะสมกันจริงๆ นะคะคุณพี่”
       “มากมายเลยค่ะคุณน้อง คุณพี่ว่าเราน่าจะให้สองคนนี้หมั้นกันนะคะ ตระกูลเราทั้งสองคนจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน” คุณหญิงรื่นฤดีบอก คุณหญิงเพียงลดารีบพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย...
 
       งานเลี้ยงกำลังรื่นเริงสนุกสนาน มีวงดนตรีมีเล่นให้แขกเหรื่อได้เต้นรำกัน ดาหลาพยายามที่จะชวนคุณคุณชายออกไปเต้นรำที่ฟลอร์หลายต่อหลายครั้ง แต่ชายหนุ่มปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่ค่อยถนัดนักกับการเต้นลีลาศ เขาชอบดูคนอื่นเต้นมากกว่า
       “ขอโทษคุณดาหลาด้วยนะครับ  ผมไม่ถนัดจริงๆ”เขากล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ
       “เดี๋ยวดาหลาสอนให้ไหมคะ ?” หญิงสาวเสนอตัวอย่างออกหน้าออกตา คุณคุณชายยิ้มแหยๆ ก่อนจะส่ายหน้า
       “ไม่ดีกว่าครับ เอ่อ...เดี๋ยวผมขอตัวสักครู่นะครับ”
       “จะไปไหนคะ...ดาหลาไปด้วย ดาหลาเหงา ไม่รู้จักใครเลย”เธอทำเสียงอ้อน
       “เอ่อ...ผมจะไปห้องน้ำ คุณดาหลาจะไปด้วยไหมครับ ?”
       “ไปค่ะ” ดาหลารีบบอก พอรู้ตัวว่าจริงใจเกินไปจึงรีบพูดต่อทันที  “เอ่อ...ดาหลาพูดเล่นค่ะ รีบไปรีบมานะคะ”เธอบอกราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของชายหนุ่มไปแล้ว คุณคุณชายยิ้มนิดๆ ก่อนจะแกะมือของดาหลาที่เกาะหนึบจากแขนออกอย่างรักษามารยาทแล้วเดินออกจากห้องจัดเลี้ยงไปอย่างโล่งอก

       ระเบียงอันกว้างใหญ่ทางด้านหนึ่งของห้องจัดเลี้ยงช่างเงียบเหงา แตกต่างจากบรรยากาศภายในโดยสิ้นเชิง ห่านกำลังนั่งทำหน้าเศร้าอย่างถอดใจ นี่เธอทำอะไรลงไปหรือนี่ ไปหกล้มหัวทิ่มกลางงานแบบนั้น แล้วจะมีใครหน้าไหนมาประทับใจผู้หญิงซุ่มซ่ามแต่สวยแบบเธอล่ะ คิดแล้วกลุ้ม สงสัยความหวังที่จะได้ใกล้ชิดคุณคุณชายนั้น คงเป็นเพียงหมอกควันในอากาศที่มลายหายไปทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้สัมผัสมันเลย
       คุณคุณชายยังเดินอ้อยอิ่ง ไม่ยอมเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง เขาไม่ชอบชีวิตที่แสนวุ่นวายหรือเอิกเกริกแบบนี้ ปกติชายหนุ่มชอบอยู่เงียบๆ มากกว่า แต่ก็อย่างว่า...คนเราทุกคนต้องมีสังคมและเขายังต้องพยายามที่จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ในเมื่อจะเป็นผู้บริหาร ก็ต้องรู้จักเข้าสังคมมากกว่าเดิม นึกได้อย่างนั้น คุณคุณชายก็สูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกความมั่นใจคืนมา กำลังจะเดินเข้าห้องจัดงานอีกครั้งแต่ก็ต้องหยุดกะทันหันเมื่อเห็นหญิงสาวนิรนามคนนั้นกำลังนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่ที่ริมระเบียง ไม่ต้องลังเล...คุณคุณชายเดินตรงไปหาเธอเพื่อทำความรู้จัก
       ห่านรู้สึกว่ามีใครสักคนมาทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ จึงหันไปมอง เมื่อเห็นว่าเป็นเทพบุตรในฝันก็อึ้ง
       “วันนี้อากาศดีนะครับ...พระจันทร์ก็สวย”เขาบอกพลางหันมามองหน้าคู่สนทนา วงหน้าอันขาวผ่องได้รูปของห่านทำเอาคุณคุณชายถึงกับอมยิ้ม เธอไม่ใช่คนสวยมาก แต่เป็นคนที่สวยในแบบที่เขาว่า ‘สวย’ ก็พอ
       “เอ่อ...ค่ะ” ห่านนึกคำพูดอะไรไม่ออกแล้วเวลานี้ บางทีเธอยังคิดว่านี่คือความฝันหรือเปล่า อาจเป็นอาการข้างเคียงการการที่หัวกระแทกพื้นเมื่อสักครู่
       “ทำไมไม่เข้าไปในงานล่ะครับ มานั่งอยู่ทำไมคนเดียวตรงนี้ ?”
       “คือว่า...” หญิงสาวกำลังคิดจะหาคำตอบ แต่ดูเหมือนว่าหัวสมองตีบตันไปเสียหมด ไม่ทันได้หายใจหายคอ คุณคุณชายก็ยิงคำถามต่อทันทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตอบคำถามแรกเลยเสียด้วยซ้ำ
       “หรือว่าคุณก็ไม่ชอบความวุ่นวายเหมือนผม”
       “อ๋อ...ใช่ค่ะ” ห่านลอยไปตามน้ำ จ้องมองหน้าของชายหนุ่มอย่างไม่วางตาจนเขารู้สึกตัว
       “มองหน้าผมแบบนี้ หน้าผมมีอะไรติดหรือเปล่าครับ ?” คุณคุณชายรีบเอามือลูบไปตามใบหน้าของตัวเอง ห่านรีบหลบตาเมื่อรู้ว่าเผลอไปจ้องชายหนุ่มอย่างโจ่งแจ้งแบบนั้น
       “เปล่าค่ะเปล่า ไม่มีอะไรติดหน้าของคุณคุณชายหรอกค่ะ”
       “นี่คุณรู้จักชื่อผมด้วยเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นมันก็จะดูเป็นการเอาเปรียบกันเกินไปหรือเปล่า ถ้าคุณจะรู้จักผมฝ่ายเดียว ผมขอรู้จักคุณบ้างได้ไหมครับ คุณ ?”ชายหนุ่มเอ่ยถามชื่อหญิงสาวทางอ้อม
       ห่านกำลังจะอ้าปากแนะนำตัวแต่ก็ต้องหยุดชะงัก จะบ้าเหรอ ถ้าบอกว่าชื่อห่าน ใครเค้าจะมาชอบ หญิงสาวสุดสวยมีชาติตระกูล จะมาไก่กาชื่อห่านได้ยังไง ชื่ออะไรดี ? คิดสิ...คิดสิ นังห่านคิดสิโว้ย!
       “หรือถ้าคุณไม่สะดวกที่จะบอกก็ไม่เป็นอะไรนะครับ”เขายิ้มสุภาพ ห่านรีบปฏิเสธทันที
       “เปล่าค่ะ...ฉันชื่อฮันนี่ค่ะ...ฮันนี่” หญิงสาวแนะนำตัวเอง พยายามนึกชื่อที่ออกเสียงใกล้เคียงตัวเองมากที่สุด
       “ฮันนี่ที่แปลว่าน้ำผึ้งน่ะเหรอครับ ? ชื่อหวานจัง หวานเหมือนดวงตาของคุณเลย” คำพูดของคุณคุณชายทำเอาจิตใจของห่านแตกกระเจิงไปถึงโลกพระจันทร์ ราวกับพื้นดินที่เคยแห้งแตกระแหงมีน้ำทิพย์โปรยลงมาทำให้ต้นหญ้าดอกไม้ผลิบานสะพรั่ง  ทันใดนั้นเสียงคลอเบาๆ ของวงดนตรีที่บรรเลงเพลงช้าหวานซึ้งก็ดังขึ้นมา คุณคุณชายลุกขึ้นจากม้านั่งมายืนตรงหน้าของห่าน เขาก้มตัวเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือขวาออกมา “ถ้าไม่รังเกียจ เต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมครับ”
       “อะไรนะคะ ?” ห่านตาโต ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน คุณคุณชายยิ้มหวานก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
       “เต้นรำกับผมนะครับ...” ชายหนุ่มโค้งตัวเชื้อเชิญ
       ไม่รู้ตัวว่าตอบรับชายหนุ่มไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ห่านรู้แต่ว่าตอนนี้เธอกำลังเต้นรำอยู่กับคุณคุณชายเสียแล้ว ดวงตาอันกลมโตและอบอุ่นของเขาจ้องมองมาที่เธออย่างไม่วางตา ห่านเองแม้จะอยากหลบตาเขาแต่ทว่าเธอกลับทำอย่างนั้นไม่ได้ แววตาของชายหนุ่มดูจะมีแรงดึงดูดมหาศาลจนสามารถหลอมละลายเธอให้ละลายเป็นน้ำได้เลยในชั่ววินาที รอยยิ้มของเขาราวกับแรงดึงดูดที่พร้อมจะดูดเอาน้ำจากทั้งมหาสมุทรให้ไหลขึ้นไปบนดวงจันทร์ได้
       ท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟที่ริมระเบียง มีชายหญิงสองคนกำลังเต้นรำไปกันไปตามเสียงเพลงที่คลอเบาๆ โดยมีสายลม แสงจันทร์และดวงดาวนับพันดวงเป็นพยาน...พยานที่จะยืนยันว่า นี่ไม่ใช่ความฝัน มันคือความจริง!
       ทันใดนั้นเอง แสงแฟลชวูบหนึ่งก็สว่างจ้ามาจากทางด้านหลังของคนทั้งคู่ จังหวะการเต้นรำจึงหยุดชะงักทันที คุณคุณชายหันไปมองเห็นเพียงหลังไวๆ ของชายคนหนึ่งที่วิ่งหายไปอีกด้านของห้องจัดเลี้ยง จึงได้รู้ว่าเขาคงถูกพวกปาปารัซซี่แอบถ่ายภาพไปแล้ว ห่านตกใจไม่น้อย ถ้ามีรูปเธอออกไป แน่นอนว่าทุกอย่างต้องพัง คนในห้างต้องจำเธอได้อย่างแน่นอน ว่าแล้วหญิงสาวก็ผละออกจากตัวของคุณคุณชายทันที กำลังจะวิ่งหนีเขาออกไปแต่ชายหนุ่มกลับร้องเรียกเธอไว้
       “เดี๋ยวสิครับคุณฮันนี่...คุณจะหนีผมไปไหน ?”
       “ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้” ห่านบอกได้เพียงแค่นั้น เธอไม่มีเวลามากในการหายตัวออกไปจากที่ตรงนี้ เพราะถ้าหากปาปารัซซี่คนนั้นไปตามนักข่าวคนอื่นมาอีก ทีนี้เธอตายแน่ๆ 
       ทันทีที่หญิงสาวจะวิ่งออกไป เธอก็นึกขึ้นได้ว่าโอกาสที่จะได้เจอกับชายหนุ่มตามลำพังแบบนี้อีกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นน่าจะทิ้งอะไรไว้ให้ชายหนุ่มเสียหน่อย ไม่แน่บางทีเขาอาจจะตามหาตัวเธอเหมือนที่เจ้าชายตามหาตัวซินเดอเรลล่าก็ได้ ว่าแล้วห่านก็คิดที่จะถอดรองเท้าส้นสูงทิ้งเอาไว้เหมือนในนิทานที่เคยฟังมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก แต่พอหญิงสาวมาคิดอีกที เธอก็รีบสวมรองเท้ากลับตามเดิม...จะบ้าเหรอ รองเท้าคู่นี้สี่พันห้าเชียวนะยะ ทิ้งไว้แล้วจะเอาอะไรไปคืนที่บูธพรุ่งนี้ ที่สำคัญ...จะให้คุณคุณชายดมกลิ่นแล้วตามหาตัวเจ้าของเป็นสุนัขตำรวจหรือไง และมันก็คงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเอารองเท้าไปให้ใครต่อใครลองสวมเพื่อตามหาตัวสาวลึกลับคนนั้นอย่างแน่นอน สวยแต่ไม่มีหัวคิด...หญิงสาวด่าตัวเอง
       แล้วจะทิ้งอะไรไว้ดี ? อ้อ...นึกออกแล้ว ไม่รอช้า ห่านแกล้งทำโทรศัพท์มือถือร่วงลงกับพื้นแล้ววิ่งออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างรวดเร็ว ภาวนาในใจว่ามันคงไม่พังจนโทรกลับไปไม่ได้หรอกนะ ถึงแม้จะเป็นมือถือรุ่นเก่ากึกดึกดำบรรพ์แต่รับประกันถึงความถึกและคงทน เพราะเธอทำมันร่วงมานับร้อยๆ ครั้งเพื่อหวังที่จะได้ซื้อเครื่องใหม่ แต่เหมือนมันจะรู้ว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นขยะ เลยคงทน ไม่เสียสักที ห่านเลยไม่เคยได้ใช้บัตรอิออนผ่อนมือถือแบบคนอื่นเขาเลยสักครั้ง
       หญิงสาวหายไปแล้ว เหลือแต่เพียงคุณคุณชายที่วิ่งมาหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอแล้วมองหาตัวเจ้าของเครื่องไปจนทั่วบริเวณ แต่ทว่ากลับไม่พบแม้แต่เงาของเธอ
       เขาต้องตามตัวเธอให้ได้...คุณฮันนี่...ผู้หญิงที่ล้มหัวคะมำอย่างสง่างามที่สุดในโลก!
 
       ถ้าใครได้ผ่านไปทางริมถนนสุขุมวิทในวันนั้น อาจได้เห็นผู้หญิงในชุดราตรีสีชมพูสดผ่าหลังเว้าเผยให้เห็นผิวที่ขาวเนียนเดินอ้อยอิ่งอยู่ข้างถนน หญิงสาเดินวตาลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ ภาพของคุณคุณชายกับรอยยิ้มอันอบอุ่นยังหอมกรุ่นอยู่ในความคิด หลายต่อหลายคนที่เดินผ่านเธออาจจะมองว่าผู้หญิงคนนี้สติดีหรือเปล่า แต่ห่านไม่สน...ตอนนี้เธอมีความสุขมากจริงๆ
       “โอ๊ย...” อยู่ๆ มารความสุขก็เข้ามาขัดจังหวะ มันไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นไอ้รองเท้าส้นสูงตัวดีที่ทำให้เธอล้มหัวคะมำกลางงานเลี้ยงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เท่านั้นยังไม่พอ...มันยังกัด กัด และกัดราวกับโกรธเคืองที่เธอแอบเอามันออกมาใส่ ห่านจำใจต้องถอดรองเท้าออกถือ เพราะเธอทนให้มันกัดต่อไปไม่ไหวแล้ว ที่สำคัญใส่ออกมาเดินข้างนอกอย่างนี้มีหวังพื้นรองเท้าสึกหรือไม่ก็เปราะเปื้อนขึ้นมาจะยุ่ง เพราะพรุ่งนี้มันต้องกลับไปตั้งเด่นเป็นสง่าที่ชั้นวางรองเท้าในห้างสรรพสินค้าเหมือนเดิม
       หญิงสาวเปิดกระเป๋าหลุยส์ประตูน้ำขึ้นมาควานหากระเป๋าสตางค์เพื่อที่จะเรียกแท็กซี่กลับบ้าน แต่ทว่ากระเป๋าสตางค์ของเธออันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตายแล้ว...กระเป๋าเงินฉันหายไปไหน ? เมื่อคิดทบทวนดูดีๆ แล้ว ใช่สิ เธอฝากกระเป๋าถือใบเขื่องไว้กับเจ๊มะพร้าว แล้วเอากระเป๋าถือใบเล็กออกมาใช้แทน การแต่งชุดราตรีแล้วถือกระเป๋าใบเบ้อเร่อเข้างานนั้นคงดูแปลกพิลึก คนในงานอาจจะคิดว่าเธอจะเข้ามาขโมยอาหารสุดหรูกลับไปหรือเปล่า แม้ใจจะอยากทำแต่ก็ทำไม่ได้ เหตุผลหลักๆ ที่เอาตัวเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางมางานในวันนี้คือคุณคุณชายคนเดียว ไม่ใช่อาหาร!
       โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี แล้วจะโทรบอกเจ๊มะพร้าวได้อย่างไรว่าให้มารับเธอ ใช่สิ...ในกระเป๋าอาจมีเศษสตางค์อยู่ ไปหยอดตู้โทรหาเจ๊มะพร้าวแทนก็ได้ ห่านควานหาเศษเงินในกระเป๋า เธอพบเหรียญสิบบาทหนึ่งเหรียญกับเหรียญบาทอีกสองเหรียญ สบายมากที่จะติดต่อกับเจ๊มะพร้าว แต่...เอ๊ะ เจ๊มะพร้าวเบอร์อะไร ? กรี๊ดดดด...จำเบอร์ไม่ได้ ตายแน่นังห่าน!  
       ไม่เห็นเป็นไร ขึ้นรถเมล์ก็ได้ย่ะ! ว่าแล้วห่านก็เดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ ผู้คนที่ยืนรอรถเมล์อยู่นั้นหันมองมาหญิงสาวด้วยสายตาสงสัยและตื่นกลัว ราวกับว่าห่านเป็นสมทรงในเรื่องไอ้ฟัก  ก็แหงล่ะ มีใครที่ไหนจะแต่งชุดราตรีสีชมพู หูทัดดอกไม้ มือข้างหนึ่งถือรองเท้าส้นสูงไว้ระดับอก เปลือยเท้าเปล่ามายืนที่ป้ายรถเมล์ จะไปว่าพวกเขาที่มองเธอด้วยสายตาแบบนั้นก็คงไม่ได้ เพราะถ้าเป็นห่านเอง...เธอก็คงกลัวผู้หญิงคนนี้เหมือนกัน
       ห่านพยายามทำหน้านิ่งไม่สนใจ  เพียงไม่กี่นาทีต่อมารถเมล์สายที่รอก็มาถึง น่าเสียดายเหลือเกินที่มันไม่ใช่รถเมล์ฟรีของขสมก.ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ต้องเสียเงินที่มีติดตัวอันน้อยนิด แต่ก็นั่นแหละ...จะมามัวยืนรอรอฟรีให้อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเค้าให้นานทำไม ไปคันนี้เลยดีกว่า
       ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาขึ้นรถเมล์ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาชนเธออย่างแรงแล้ววิ่งขึ้นไปบนรถเมล์อย่างหน้าตาเฉย ทิ้งให้ห่านเซจนเกือบจะล้มอยู่ตรงนั้น เหมือนความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก เมื่อมือที่กำเหรียญสิบบาทไว้กลับเผลอปล่อยมันออก ผลคือเหรียญสิบบาทกลิ้งไหลลงท่อระบายน้ำที่อยู่ใกล้ๆ แล้วฉันจะทำยังไงดีเนี่ย!
       “นี่แม่คุณ...จะไปไหม ? ไม่ไปก็ถอย เดี๋ยวรถเฉี่ยวขึ้นมาจะเป็นเรื่อง” กระเป๋ารถเมล์ผู้หญิงท่าทางเอาเรื่องเอ่ยถามห่าน หญิงสาวตั้งสติได้ รีบเดินขึ้นบนรถเมล์ทันที ทั้งๆ ที่รู้ว่าเหลือเงินเพียงสองบาทในกำมือ!
       เธอกวาดตามองหาที่นั่ง โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะนักจึงพอจะมีที่ให้เธอได้สิงสถิต นี่ถ้าคนเยอะกว่านี้ เธอคงต้องยืนทั้งๆ ที่ใส่ชุดราตรีเว้าหลังแบบนี้แหงๆ คิดแล้วคงน่าอายพิลึก ตอนนี้ห่านกำลังพยายามคิดหาวิธีเอาตัวรอดจากการกระเป๋ารถเมล์จอมโหด เธอไม่มีเงินให้นี่นา มีหวังต้องโดนไล่ลงรถเป็นแน่ ไอ้ครั้นจะใช้มุกแกล้งหลับ กระเป๋ารถเมล์ระดับเซียนอย่างเจ๊คนนี้ก็คงจะรู้ทัน ทำยังไงดี...ทำยังไงดี ? เสียงกระทบกันของกระเป๋าเก็บตั๋วดังขึ้นแล้ว...มันใกล้เข้ามาทุกที ใกล้เข้ามาทุกทีจนมาหยุดตรงหน้าของห่านแล้วในเวลานี้
       “9 บาท” เสียงห้วนๆ ของกระเป๋ารถเมล์บอก สายตามองมาที่ห่านตั้งหัวจรดเท้า คงคิดสงสัยเหมือนคนอื่นว่าเธอปกติดีหรือเปล่า ใช่แล้ว...ในเมื่อทุกคนมองเธออย่างลังเลว่าบ้าหรือเปล่า ก็บ้ามันซะเลย!
       “9 บาทเหยอ...เหอๆ 9บาท”
       “ก็ 9 บาทน่ะสิ” เธอบอกย้ำอีกครั้ง คราวนี้ห่านแกล้งทำตาลอย ก่อนจะหยิบดอกไม้ที่ทัดหูออกมาแล้วยื่นให้
       “อ่ะ...ดอกไม้ ดอกไม้สวยๆ เค้าให้ตัวเองนะ ดอกไม้จากสวรรค์...อย่าบอกใครนะว่าเค้าเป็นนางฟ้า เหอๆๆ” ห่านทำเอ๋อเป็นคนบ้า กระเป๋ารถเมล์หน้าหงิกทันทีก่อนจะเดินออกไปพร้อมทั้งบ่นกระปอดกระแปด
       “บ้านี่หว่า...นึกอยู่แล้วว่าคนดีๆ ที่ไหนจะแต่งตัวลิเกแบบนี้ขึ้นรถเมล์”
       เมื่อเห็นว่ากระเป๋ารถเมล์เดินไปนั่งเก้าอี้แถวหน้าข้างๆ คนขับแล้ว ห่านก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก อีกไม่กี่ป้ายก็ถึงหน้าปากซอยห้องเช่า ทนหน่อยนังห่าน...ใครจะมองยังไงก็ช่าง เธอรู้ตัวดีว่าไม่ได้บ้าก็แล้วกัน!
       ทันทีที่ถึงป้ายรถเมล์ที่เป็นเป้าหมาย ห่านรีบพุ่งตัวลงจากรถเมล์อย่างรวดเร็วก่อนที่จะถูกจับได้ว่าไม่ได้บ้าจริง หญิงสาวก้าวฉับๆ เดินเข้าซอยเปลี่ยวไปก่อนที่จะมีใครเห็นเธอในสภาพนี้ แต่ดูเหมือนสายไปเสียแล้วเมื่อบื้อที่กำลังซื้อลูกชิ้นทอดอยู่ที่หน้าปากซอยเห็นหลังของหญิงสาวไวๆ แต่เพราะไม่คิดว่าจะเป็นห่านจึงไม่ได้สนใจนัก
       วินมอเตอร์ไซค์สองคนเมื่อเห็นห่านแต่งชุดเว้าหลังก็อดที่จะเป่าปากแซวไม่ได้ หนึ่งในสองเอ่ยถามหญิงสาวด้วยท่าทีกรุ้มกริ่ม คงเพราะฤทธิ์น้ำเมาที่นั่งกรึ๊บกันมาตั้งแต่หัวค่ำ
       “ว้าว...จะไปไหนจ๊ะน้องสาว ให้พี่ไปส่งไหม เดินเข้าซอยมืดๆ คนเดียวแบบนี้เหงาแย่”
       “นั่นสิ...ชุดเว้าหลังซะขนาดนี้ หนาวหรือเปล่าจ๊ะ ให้พี่ไปให้ความอบอุ่นไหมน้องสาวคนสวย” ชายอีกคนเสริม ก่อนที่ทั้งสองจะหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
       ห่านไม่โต้ตอบอะไร พยายามเดินหนีไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้าอย่างรู้กันก่อนที่จะเดินตามเข้าไปในซอยเปลี่ยว ห่านเองรู้ตัวว่ากำลังถูกตามก็เปลี่ยนจากการก้าวเร็วๆ เป็นวิ่ง แต่คงเป็นเพราะเธอไม่ได้สวมรองเท้าทำให้เท้าเหยียบเข้ากับเศษหินจนต้องหยุดชะงัก เป็นจังหวะเดียวกับที่ชายหนุ่มสองคนนั้นตามมาทันพอดี พวกมันสองคนดักหน้าดักหลังห่านพร้อมทั้งทำท่าหื่นกระหายเหมือนพวกบ้ากาม ดูแล้วไม่น่าจะใช่สถานการณ์ที่ดีสักเท่าไหร่
       “หนีพวกพี่ทำไมล่ะจ๊ะน้องสาว พวกพี่หวังดีนะ จะเดินไปส่งที่บ้านให้”
       “ไม่ต้อง ฉันไปของฉันเองได้ ถอยไป” ห่านทำใจดีสู้เสือ จะเดินเลี่ยงไปอีกทางแต่ชายหนุ่มยังคงราวีไม่เลิก เขาขวางหน้าห่านไว้พร้อมใช้สายตาโลมเลียจนน่าเกลียด
       “อย่าหยิ่งไปหน่อยเลยน้องสาว ไปหาอะไรสนุกๆ ทำกันดีกว่า” เขาเอื้อมมือมาจับแขนของห่านไว้ หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว พยายามสะบัดมือของชายหนุ่มออก แต่ทว่ายิ่งสะบัดมันยิ่งบีบแขนเธอแน่นขึ้นและแน่นขึ้น
       “โอ๊ย...ปล่อยฉันนะไอ้พวกกุ๊ย ไม่อย่างนั้นฉันร้องจริงๆ ด้วย” ห่านโวยขึ้นมา มันสองคนหัวเราะร่วน
       “โถ...น่ากลัวจังเลย ทางเปลี่ยวๆ แบบนี้ใครเค้าจะได้ยิน ถึงได้ยินก็ไม่มีใครกล้าออกมายุ่งหรอก เฮ้ย...จับมันไว้!” ชายคนที่จับแขนห่านไว้หันไปสั่งชายอีกคน มันพยักหน้ารับแล้วล็อคตัวหญิงสาวไว้ไม่ให้ดิ้น ห่านแหกปากร้องกรี๊ดเพื่อขอความช่วยเหลือแต่ไร้ซึ่งวี่แววของคนที่จะมาช่วยเธอไว้ได้ รอบข้างมืดและเงียบจนห่านคิดว่าเธอคงไม่รอดแน่แล้ว
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย!”
       “แหกปากดีนักนะมึง” ว่าแล้วมันก็ต่อยเข้าที่ท้องน้อยของห่านจนหญิงสาวแทบทรุด มือที่ถือรองเท้าคู่สวยถึงกับอ่อนแรงปล่อยมันหลุดลงพื้น  
       “ตำรวจมา...ตำรวจมา ช่วยด้วยครับ มีคนร้ายแถวนี้....ทางนี้ครับทางนี้” 
       อยู่ๆ เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมา วินมอเตอร์ไซค์สองคนได้ยินก็มองหน้ากันอย่างตกใจก่อนจะทิ้งร่างของห่านไว้กับพื้นถนนแล้ววิ่งหนีหายไปในความมืด
       “คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า ?” ชายหนุ่มพลเมืองดีเอ่ยถาม ห่านพยักหน้ารับว่าไม่เป็นอะไร เขาจึงค่อยๆ ประคองเธอให้ลุกขึ้น เมื่อต่างคนต่างหันหน้ามามองกันก็ตกใจร้องขึ้นทันที “ยายห่านดินกินหญ้าห่านฟ้ากินยุง!”
       “ไอ้นายบื้อปากมอม!” ห่านรีบถอยห่างจากตัวของบื้อทันทีอย่างเสียฟอร์ม พยายามจะเอามือปิดชุดที่สวมใส่แต่ทว่าปิดยังไงก็ไม่มิด ทางด้านของบื้อเองชายหนุ่มก็มองห่านตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะแขวะหญิงสาวคู่อริ
       “นี่ผีบ้าที่ไหนเข้าสิงให้แต่งตัวแบบนี้เนี่ยแม่คุณ เว้าหลังซะถึงง่ามก้น กลัวไม่มีใครมาฉุดข่มขืนหรือไง” บื้อพูดพลางหัวเราะขำ ห่านทำหน้าเง้าอย่างไม่พอใจแล้วแว้ดกลับอย่างทันท่วงที
       “ปากหมา!”
       “เอ๊ะ...หรือไอ้สองคนเมื่อกี้นี่ก็เป็นเป้าหมายของเธอด้วย นี่ฉันมาทำให้เสียเรื่องใช่ไหมเนี่ย ขอโทษด้วยนะ” บื้อหัวเราะหึหึในลำคอ ห่านถลึงตาใส่ชายหนุ่มก่อนจะยกมือขึ้นจะตบปากเขาสักทีสองทีโทษฐานปากดี แต่ทว่าเพียงแค่ห่านยกมือขึ้นเท่านั้นเธอก็รู้สึกปวดระบมที่ท้องน้อยขึ้นมา หญิงสาวเข่าอ่อนทำท่าจะทรุดลงอีกครั้ง ดีที่บื้อช่วยประคองไว้ได้ทัน 
       “อวดดี...แล้วเป็นไงบ้างล่ะนี่ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ?” เขาเอ่ยถาม ห่านจิกตาใส่หนึ่งทีก่อนจะตอบ
       “ฉันคงสบายดีมั้ง”
       “เอ้า...สบายดีก็ไม่บอก” บื้อทำท่าจะปล่อยมือออกจากร่างของห่าน หญิงสาวเข่าอ่อนอีกครั้ง บื้อจึงรีบประคองไว้
       “คนเค้ามีน้ำใจ แทนที่จะขอบคุณสักคำก็ไม่มี มันน่าช่วยไหมแม่คุณ”
       “ทำดีแล้วหวังผลตอบแทนก็ไม่ต้องทำ ปล่อยให้ฉันนอนตายตรงนี้แหละ ปล่อย!” ห่านเริ่มหงุดหงิด พยายามสะบัดตัวออกจากร่างของบื้อ ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวแล้วยิ้มขำแต่ไม่ยอมปล่อยมืออกจากเอวของเธอ
       “ฉันไม่ใช่คนใจดำแบบนั้นหรอกนะ ที่สำคัญช่วงนี้เงินช็อตสุดๆ ไม่มีเงินใส่ซองงานศพใครทั้งนั้น”
       “ปากเหรอนั่น” ห่านแว้ดใส่
       “คงใช้ตูดพูดมั้ง เอาน่า...อย่าพูดมากเลย เจ็บขนาดนี้จะเดินเข้าบ้านไหวไหม อีกไกลเหมือนกันนะ” บื้อเอ่ยถาม ห่านหยักหน้ารับ ไม่มีแรงจะต่อล้อต่อเถียงกับชายหนุ่มแล้วเวลานี้
       “งั้นก็ค่อยๆ เดินแล้วกัน” บื้อบอกพร้อมทั้งค่อยๆ ถอดเสื้อแจ็คเก็ตออกมาสวมให้หญิงสาว ห่านพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะสวมมันแต่บื้อกลับทำเสียงดุ 
       “ใส่ๆ ไปเหอะน่า ฉันไม่อยากให้คนที่ผ่านไปผ่านมาคิดว่าฉันเดินมากับคนบ้า คนสติดีที่ไหนแต่งชุดแบบนี้ออกมาเดินข้างนอกแถมทั้งยังเดินเท้าเปล่าอีก” เมื่อได้ยินคำว่า ‘เท้าเปล่า’ ห่านก็สะดุ้งสุดตัวจนบื้อเผลอสะดุ้งตามไปด้วย หญิงสาวรีบหันหลังไปมองหารองเท้าคู่งามราคาสี่พันห้าที่ปล่อยให้หลุดมือไปตอนเกิดเรื่อง 
       “เดี๋ยวๆ หยุดก่อน รองเท้าฉัน...รองเท้าฉันหายไปไหน ?” ห่านร้องเสียงหลง
       “รองเท้าอะไร เดินเท้าเปล่ามาแท้ๆ ท่าจะเสียสติไปแล้ว”
       “ฉันไม่ได้เสียสตินะ ฉันเดินเท้าเปล่ามาก็จริงแต่ถือรองเท้าส้นสูงมาด้วย รองเท้าสีเงิน ถ้าหายไปฉันคงเสียสติจริงๆ โอ๊ย...มันหายไปไหนนะ ?” หญิงสาวโวยวายจะเดินไปหารองเท้าคู่สวยเสียให้ได้ แต่บื้อห้ามไว้เสียก่อน
       “แม่คุณ...แค่เดินยังไม่รอด ตัวเองเดี้ยงซะขนาดนี้ยังไปห่วงรองเท้าอีก กลับบ้านก่อน...เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
       “ไม่ได้นะ ฉันยังไม่อยากถูกจับเข้าคุก” ห่านเผลอพูดออกมา พอรู้ตัวว่าไม่น่าพูดออกไปก็รีบปิดปากเงียบทันที
       “ติดคุกอะไรกัน ? นี่ไปขโมยอะไรของใครมาหรือเปล่า ?” ชายหนุ่มจ้องหญิงสาวอย่างจับผิด ห่านรีบปฏิเสธทันที
       “จะบ้าเหรอ  ฉันไม่ได้ขโมยอะไรมาเลยนะ”น้ำเสียงของห่านส่อพิรุธอย่างเห็นได้ชัด คู่สนทนามองหน้าหญิงสาวอย่างจับผิด ห่านจึงรีบตัดบทสนทนาแต่เพียงเท่านั้น พร้อมทั้งแกล้งร้องโอดโอยเกินความจริงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
       “โอ๊ย...ฉันปวดท้อง รออะไรอยู่เล่า กลับห้องสักทีสิ”
       “อะไรของเธอเนี่ย เดี๋ยวให้หยุด เดี๋ยวให้ไป เข้าวัยทองหรือไงถึงอารมณ์แปรปรวนแบบนี้” บื้อหันมาเอ็ดหญิงสาว ห่านไม่ตอบโต้อะไรเพราะไม่อยากให้เรื่องยาว เธอค่อยๆ เดินไปตามแรงประคองของชายหนุ่ม แต่ไม่วายแอบเหลือบมองไปข้างหลังกวาดตาหารองเท้าคู่นั้นอีกครั้งอย่างเป็นกังวล
       สี่พันห้าเชียวนะยะ สงสัยจะได้ใช้บัตรอิออนก็คราวนี้แหละ!
 
       เสียงเคาะประตูห้องเช่าของห่านดังขึ้นอย่างแรงจนหญิงสาวสะดุ้ง เธอค่อยๆ ประคองตัวเองออกไปเปิดประตูให้แขกยามวิกาลซึ่งยังไม่ทันจะได้เห็นหน้า เสียงแปร๋นๆ ของเจ้าหล่อนก็ดังแทรกเข้ามาก่อน
       “น้องห่าน...น้องห่าน” เจ๊มะพร้าวร้องเสียงหลงเมื่อเห็นหน้าห่าน เธอโผเข้ากอดรุ่นน้องอย่างดีใจที่เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นอะไรมาก
       “เจ๊...มาได้ยังไงเนี่ย ?”
       “นั่งแท็กซี่มากับอีนังน้องดาว...ตอนนี้กำลังจ่ายเงินค่าแท็กซี่อยู่ โน่นๆ ตามมาแล้ว” สิ้นเสียงเจ๊มะพร้าว ดาวก็ร้องวี้ดว้ายราวกับห้องเช่ากำลังจะไฟไหม้เข้ามาสมทบด้วยอีกคน
       “ยายห่าน...แกเป็นยังไงบ้าง โดยพวกมันทำอะไรมากไหม ที่สำคัญหล่อล่ำหรือเปล่า ?”
       “ก็ดีนะ...เอ้ย! ยายบ้า! ฉันจะโดนข่มขืนนะ ยังมีอารมณ์มาหยอดมุกอีก” ห่านทำหน้านิ่ว ก่อนจะประคองตัวเองให้ไปนั่งบนฟูกที่นอนในห้อง เจ๊มะพร้าวกับดาวรีบตามไปนั่งใกล้ๆ สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทันที
       “เรื่องราวมันเป็นไงมาไงน้องห่าน เจ๊ก็รอว่าทำไมน้องห่านไม่โทรมาสักที”
       “ใช่...ฉันกับเจ๊มะพร้าวนั่งมองผู้ชายที่ล็อบบี้โรงแรมจนเมื่อยตา นั่นก็หล่อ นี่ก็ได้ โน่นก็ใช่ มองจนลูกตาแทบจะกลับเข้าหากัน แกก็ยังไม่ยอมลงมาสักที พวกเราก็เลยนึกว่าแกกับคุณชายไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” พูดจบดาวก็หัวเราะคิกคัก นึกสยิวในคำพูดของตัวเอง ห่านตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนเพื่อนย่างแรงพร้อมทั้งแว้ดใส่
       “แกจะบ้าเหรอ ถึงฉันจะชอบคุณคุณชายแค่ไหน แต่ฉันไม่ได้ใจง่ายเหมือนเจ๊มะพร้าวนะที่จะตามผู้ชายไปง่ายๆ”
        “ใช่จ้า...” เจ๊มะพร้าวเผลอยิ้มรับ พอรู้ตัวว่ากำลังโดนแขวะก็ร้องขึ้นทันที “กรี๊ดดดดด...น้องห่านไหงวกมากัดเจ๊อย่างนี้ล่ะ ไม่เอาแล้ว ไม่นอกเรื่องดีกว่า มาเรื่องของน้องห่านกันต่อ เป็นไงมาไงถึงโดนพวกวินจะมาข่มขืนได้ ?” เจ๊มะพร้าวตาโต ถามด้วยความสอดรู้ ดาวหูผึ่ง รีบเขยิบเข้ามานั่งข้างๆ อย่างสอดรู้เช่นกัน
       “เดี๋ยวก่อนนะ...แล้วนี่เจ๊รู้เรื่องได้ยังไง ?” ห่านเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องเธอยังไม่ได้โทรไปเล่าให้ใครฟังเลย
       “น้องบื้อสุดหล่อโทรบอกเจ๊น่ะสิ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นห่านก็อดที่จะซึ้งถึงความดีของชายหนุ่มไม่ได้ แต่ครั้นคิดถึงความร้ายกาจของปากนายนั่นแล้ว ความดีที่เขาได้ทำในวันนี้ก็มลายสายไปกับอากาศอย่างรวดเร็ว...ผู้ชายปากมอม!
       “ก็...” ว่าแล้วห่านก็เล่าเรื่องที่เธอล้มหัวคะมำกลางงาน จนมาถึงเซอร์ไพร์ซสุดขีดเมื่อคุณคุณชายมาขอเธอเต้นรำกันสองต่อสองภายใต้แสงจันทร์ แล้วดันเจอมารผจญเมื่อมีปาปารัซซี่แอบถ่ายรูปเธอกับชายหนุ่ม จนเธอต้องผละออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่นของเทพบุตรแต่ไม่ลืมที่จะหย่อนโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ให้เธอได้โทรกลับไปขอคืน
       “อุ้ยตายว้ายกรี๊ด...เจ๊อยากจะร้องซี้ดให้แสบทรวง ทำไมเรื่องมันช่างโรแมนติกขนาดนี้ ที่น้องห่านโทรกลับหาเจ๊ไม่ได้เพราะหย่อนโทรศัพท์มือถือไว้ให้คุณคุณชาย นับว่าฉลาดมาก สมแล้วที่เป็นเด็กในสังกัดของเจ๊” 
       “แล้วได้จูจุ๊บกันหรือเปล่า ?” ดาวรีบสอดขึ้น
       “บ้า! ใครจะไปทำแบบนั้น แม้ว่าจะอยากก็เถอะ” ห่านบอก นึกถึงริมฝีปากของคุณคุณชายแล้วอยากจะลองจูจุ๊บอย่างที่เพื่อนถามสักครั้ง แต่ทว่าความดีงามที่เธอเรียนรู้มาก็สั่งว่าอย่าทำ...เดี๋ยวไก่ตื่น!
       “แล้วยังไงต่อน้องห่าน รีบเล่าเร็วๆ เรื่องกำลังแซ่บถึงใจยิ่งกว่าละครช่อง 7 สีเสียอีก”
       “ทีนี้พอห่านหนีคุณคุณชายลงมาก็รู้ตัวว่าไม่มีเงินติดตัวเลย ก็กระเป๋าสตางค์ของห่านอยู่ในกระเป๋าที่ฝากยายดาวไว้ ดีที่ควานหาเศษเงินได้ก็กำลังจะไปโทรหาเจ๊แต่ว่าลืมเบอร์ แล้วเจ๊คิดดูนะ...ผู้หญิงสวยๆ อย่างห่านต้องขึ้นรถเมล์ รองเท้าก็ใส่ไม่ได้เพราะมันกัด ที่สำคัญดันถูกคนอื่นชนทำให้เหรียญที่จะจ่ายค่ารถเมล์กลิ้งตกท่อ ต้องแกล้งทำตัวเป็นคนบ้าเพื่อขึ้นรถเมล์ฟรี เรื่องมันน่าเศร้าจริงไหมคะเจ๊”
       “ถูกต้องจ้ะ น่าเศร้ามาก แล้วไงต่อ ?”
       “พอห่านลงจากรถเมล์ก็เดินมา มีพวกวินมอเตอร์ไซค์ปากหมาสองคนเห็นเลยแซวห่าน อาจเป็นเพราะเห็นแผ่นหลังอันขาวเนียนน่าสัมผัสเลยอดใจไม่ได้ ก็อย่างว่า...คนมันจะสวยปิดยังไงก็ไม่มิด” หญิงสาวยังอดที่จะชมตัวเองไม่ได้ เจ๊มะพร้าวกับดาวมองหน้าแล้วพูดขึ้นพร้อมกัน
       “เหรอออออออออออออ…”
       “นี่...จะฟังต่อไหม เดี๋ยวเหวี่ยงใส่ไม่เล่าซะเลย” ห่านทำหน้าเง้า เจ๊มะพร้าวรีบง้อทันที
       “แหม...เจ๊ก็แซวเล่น แล้วไงต่อ ใกล้ถึงจุดพีคแล้ว”
       “ทีนี้ไอ้วินมอเตอร์ไซค์สองตัวนั่นก็แอบตามมาอย่างช้าๆ มันพยายามพูดจาแทะโลมห่าน ห่านก็ด่ามันกลับสิ มันคงโมโหนั่นแหละพยายามจะฉุดห่านไปทำมิดีมิร้าย ห่านเลยร้องให้คนช่วย แต่มันต่อยเข้าที่ท้องน้อยของห่าน จุกจนพูดไม่ออกเลยแหละเจ๊ ดีนะที่นายนั่นผ่านเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน เลยรอดมานั่งทำหน้าสวยอยู่ที่นี่ได้” ห่านบอก เจ๊มะพร้าวกับดาวทำตาโตราวกับกำลังฟังนิยายแนวทริลเลอร์จากนักเขียนชื่อดัง
       “อู๊ย...เจ๊ดูคนไม่ผิดจริงๆ น้องบื้อของเจ๊นี่เทพบุตรชัดๆ”
       “เทพบุตรซาตานน่ะสิ กว่าจะลากกันกลับมาที่บ้านได้แทบจะตบตีกันตายระหว่างทาง” ห่านบอก
       “ก็แกชอบไปหาเรื่องเค้านะสิยายห่าน ฉันว่านายบื้อนั่นก็เป็นคนดีคนหนึ่งนะ ไม่อย่างนั้นเค้าคงไม่มาช่วยแกหรอก ปล่อยให้ไอ้วินสองตัวนั่นลากแกไปข่มขืนในพงหญ้าแล้ว” ดาวบอก เจ๊มะพร้าวพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
       “เอาเข้าไป หลงนายนั่นกันเข้าไป  เป็นใครใครก็ต้องช่วยอยู่แล้ว จะเดินผ่านไปเลยหรือไง มันไม่ใช่เรื่องน่าชื่นชมอะไรนักหรอกย่ะ” ห่านยังคงมีอคติกับชายหนุ่มอยู่...อย่าหวังว่าจะดีด้วยเสียให้ยาก เชอะ!
       โครกกกกกกกกกกกกกกกกก...ห่านกับดาวหันมองหน้าเจ๊มะพร้าวทันที เธอทำหน้าเจื่อนๆ พลางเอามือลูบท้อง 
       “เอ่อ...ท้องเจ๊มันร้องน่ะ ตั้งแต่เย็นยังไม่ได้กินอะไรเลย หิวมากมาย”
       “ก็เจ๊แกมัวแต่มองดูผู้ชาย ไม่ยอมหาอะไรมากินนี่นา” ดาวแขวะ เจ๊มะพร้าวหันขวับมอง
       “จ้า...แกไม่มองเลยนะอีนังน้องดาว โอ๊ย...ไม่เถียงด้วยแล้ว เจ๊ออกไปซื้ออะไรหน้าปากซอยกินดีกว่า ไป...นังน้องดาว ไปเป็นเพื่อนเจ๊หน่อย”
       “จะบ้าเหรอเจ๊ เหตุการณ์ของยายห่านเพิ่งเกิดสดๆ ร้อนๆ ยังจะกล้าไปอีก หรือว่าเจ๊อยากโดนบ้าง”
       “ถือว่าถูกจ้า กรี๊ดดดดดด....นังน้องบ้า! ใครจะไปอยากยะ คนสวยรวยเสน่ห์อย่างเจ๊ไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้นนะ เอ่อ...แล้วนี่ห้องน้องห่านมีอะไรให้เจ๊พอยาไส้บ้างไหม ?”หญิงสาวเอ่ยถาม ห่านยิ้มแหยๆ ก่อนจะตอบ
       “มีแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับไข่น่ะเจ๊”
       “โอย...เหลือเฟือ ทำผัดบะมี่กินกันดีกว่า ใครจะกินกับเจ๊บ้าง” สิ้นเสียงคำถาม ห่านกับดาวรีบยกมือทันที
       “งั้นดีแล้ว พวกหล่อนสองคนก็ไปทำซะ”
       “อ้าว...ไหงอย่างงั้นล่ะเจ๊ เป็นตัวตั้งตัวตีแท้ๆ มาโยนให้พวกหนูทำซะอย่างนั้น” ดาวเบ้ปากบ่น
       “หรืออยากจะลองรสมือเจ๊ยะ แกก็เคยลองเล้วนี่” ห่านกับดาวมองหน้ากันแล้วรับส่ายหน้าปฏิเสธ จำได้ว่าเคยกินข้าวผัดกะเพราฝีมือเจ๊มะพร้าวไปทีนึง ท้องเสียตลอดคืนจนเกือบได้แอดมิดเข้าโรงพยาบาลเสียแล้ว “ไม่อยากกินก็ไปทำเอง พวกหล่อนก็ต้องเข้าใจเจ๊ด้วย คนสวยๆ มักทำกับข้าวไม่เป็น เรื่องงานครัวน่ะ เป็นของพวกหน้าตาแย่ๆ เดี๋ยวเจ๊จะไปถามน้องบื้อสักหน่อยว่าจะกินด้วยกันไหม ?” พูดจบเจ๊มะพร้าวก็ทำท่าจะลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องเพื่อไปหาบื้อที่ห้องเช่าข้างๆ แต่ห่านร้องเรียกไว้เสียก่อน
       “เจ๊...ทำไมต้องไปถามนายนั่นด้วย เปลือง!”
       “ว้าย...น้องห่าน อย่าพูดแบบนั้น น้องบื้ออุตส่าห์ช่วยชีวิตน้องห่านไว้นะคะ แค่บะหมี่ผัดจานเดียวเป็นการตอบแทนน้ำใจ เจ๊ว่ายังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเจ๊จะเสียสละ เอาตัวเจ๊เป็นการตอบแทน” เจ๊มะพร้าวหัวเราะชอบใจ ห่านกับดาวมองหน้าแล้วพูดขึ้น
       “เหรอออออออออออออ…”
       “ย่ะ...ไปทำกันได้แล้วอย่ามัวโอ้เอ้ เดี๋ยวเจ๊มา” ว่าแล้วเจ๊มะพร้าวก็เดินออกจากห้องเช่าของห่านไป ดาวกับห่านจึงช่วยกันเตรียมข้าวของทำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผัดตามที่เจ๊มะพร้าวสั่งไว้
       “คืนนี้ฉันกับเจ๊มะพร้าวจะนอนค้างกับแกนะ ไว้เช้าๆ ค่อยกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง อยากฟังเรื่องของแกกับคุณคุณชายน่ะ คงโรแมนติกน่าดูเลย” ดาวทำเสียงดี๊ด๊า ห่านเองก็หน้าแดงเป็นลูกตำลึง แค่คิดถึงดวงตาอันหวานฉ่ำของชายหนุ่มก็อดที่จะขวยเขินไม่ได้
       เพียงอึดใจเดียวเจ๊มะพร้าวก็เดินกลับเข้ามา เจ้าหล่อนทิ้งตัวนั่งลงข้างๆ สองสาวที่กำลังต้มบะหมี่อยู่ก่อนจะพูดขึ้น “เจ๊เคาะประตูตั้งนานแต่น้องบื้อไม่เปิดประตู สงสัยจะไม่อยู่” เธอทำเสียงผิดหวัง ห่านได้ยินดังนั้นก็อมยิ้ม
       “ดีแล้ว ไม่เปลือง” ว่าแล้วหญิงสาวก็ร้องเพลงลั้ลลาคนบะหมี่ในหม้ออย่างอารมณ์ดี 

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น