อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 09:00:05

ตอนที่ 6 ตอนที่ 6


       คุณคุณชายมานั่งรอหญิงสาวลึกลับนางนั้นร่วมสิบห้านาทีแล้ว ชายหนุ่มกางหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษขึ้นอ่านฆ่าเวลาแต่ทว่าจิตใจกลับกระสับกระส่าย อ่านข้อความใดๆ ไม่ซึมซับเข้าหัวสมอง ได้แต่รอเวลาที่หญิงสาวคนนั้นจะเดินเข้ามา แค่เพียงคิดหัวใจก็เต้นระส่ำ น่าแปลกเสียเหลือเกิน แค่เพียงเจอกันครั้งเดียว เหตุใดเขาถึงได้รู้สึก ‘พิเศษ’ กับเธอได้มากถึงขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอของเธอเลย ชายหนุ่มรู้แต่เพียงว่าเธอน่ารัก ดวงตาที่กลมโตนั้นแม้ไม่ได้หวานบาดใจราวกับเจ้าหญิงในนิยายแต่มันมีอะไรบางอย่างน่าค้นหา และวันนี้เขาจะไม่ยอมพลาดที่จะคว้าโอกาสที่จะได้รู้จักตัวตนของเธอแน่ๆ  
       ห่านวิ่งหน้าตั้งลงจากแท็กซี่ หอบกระเป๋าที่ภายในบรรจุเสื้อผ้าชุดสวย เครื่องสำอางและรองเท้าหายแวบเข้าไปยังห้องน้ำของโรงแรม นี่เลยเวลานัดมาได้สิบห้านาทีแล้ว การมาสายตั้งแต่นัดครั้งแรกย่อมไม่สร้างความประทับใจให้กับคู่นัดอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรได้...ทุกอย่างมันวุ่นวายไปหมด แค่เธอสามารถลากสังขารให้มาถึงที่นี่ได้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว
       ที่มุมหนึ่งของโรงแรม บื้อแอบเดินทำท่าลับๆ ล่อๆ ตามห่านเข้ามา พนักงานต้อนรับที่ยืนอยู่หน้าประตูยกมือไหว้ชายหนุ่ม เขาสะดุ้งโหยงรีบยกมือไหว้กลับ เงยหน้ามองอีกทีห่านก็หายเข้าไปในห้องน้ำเสียแล้ว พฤติกรรมน่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด อย่างนี้ต้องจับผิดให้ได้คาหนังคาเขา แอบมาส่งยาบ้าหรือซีดีเถื่อนหรือเปล่า...ประเด็นนี้น่าคิดทีเดียว
       บื้อตัดสินใจเข้าไปนั่งในล็อบบี้โรงแรม พนักงานสาวสวยในชุดผ้าไหมสีม่วงเดินเข้ามาทำความเคารพก่อนจะยื่นเมนูให้เขา บื้อรับมาเปิดดูอย่างเสียไม่ได้ บางทีเค้าอาจจะสั่งกาแฟมาดื่มสักแก้วเพื่อไม่ให้คนอื่นผิดสังเกต แต่แค่เพียงกวาดตาดูเมนู ขนท้ายทอยของบื้อก็ลุกชันยิ่งกว่าเห็นผี
       “กาแฟเทวดาหรือไง แก้วละสองร้อย” เขาบ่นเบาๆ พนักงานสาวขมวดคิ้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
       “คะ...คุณว่าอะไรนะคะ ดิฉันไม่ได้ยินค่ะ”
       “เอ่อ...เปล่าครับ ถ้าอย่างนั้นขอน้ำเปล่าดีกว่าครับ เอ๊ะ...เดี๋ยวนะครับ น้ำเปล่านี่ขวดละ 80 บาทเชียวเหรอครับ” บื้อตาโต หันไปถามพนักงานสาว เธอยิ้มรับ
       “ค่ะ น้ำเปล่าที่ทางโรงแรมของเรานำมารับรองลูกค้าเป็นน้ำแร่จากฝรั่งเศสค่ะ”
       “ฝรั่งเศส...เหอๆ คือ...แบบว่าผมเป็นโรคแพ้น้ำแร่น่ะรับ ไม่มีพวกน้ำดื่มปกติที่เสิร์ฟฟรีเหรอครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามหน้าซื่อ พนักงานยิ้มเจื่อนไปเล็กน้อยแต่ก็พยายามปั้นสีหน้าว่ายินดีให้บริการอย่างเต็มใจ
       “มีค่ะ ถ้าอย่างนั้นกรุณารอสักครู่นะคะ” พนักงานสาวโค้งตัวให้บื้อก่อนจะเดินออกไปอีกทาง เขาถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก  ทันใดนั้น เขาก็หันไปเห็นห่านเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี ชายหนุ่มตาโต ตกตะลึง เพราะห่านดูสวยสง่าในชุดเดรชสั้นลายกราฟิกสีขาวดำตามสมัยนิยม แต่งหน้าอ่อนๆ ไม่ได้จัดจ้าน ผมที่ยาวสลวยของหญิงสาวถูกปล่อยยาวพริ้วไสว ขาที่ขาวเนียนยามสวมรองเท้าส้นสูงดีดำดูเข้ากันได้เป็นอย่างนี้
       ใช่แน่...ยายห่านต้องมาขายตัวแน่ โธ่เอ๊ย...ไม่มีปัญญาไปทำงานอย่างอื่นแล้วหรือไงเนี่ยแม่คุณ!
       ทางด้านห่านเองที่หัวใจเต้นตูมตามจนแทบจะทะลุหน้าอกออกมา พยายามที่จะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกสติ มาถึงขั้นนี้แล้วเธอจะไม่ยอมพลาด ตอนนี้เธอเป็นคุณฮันนี่ ไฮโซที่ไม่ชอบเปิดเผยตัว เป็นนักเรียนนอกที่สวยสง่าตามที่เจ๊มะพร้าวโหลดข้อมูลใส่หัวสมองของเธอไว้ ลืมไปซะยายห่านสาวห้างต็อกต๋อย วันนี้เธอจะไม่ใช่หญิงสาวคนนั้น
       ห่านกวาดตามองหาคุณคุณชายที่ล็อบบี้ของโรงแรม วูบหนึ่งของสายตาเธอเหมือนจะเห็นใครคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตานั่งอยู่ ห่านพยายามเพ่งมอง แต่บื้อรู้ตัวเสียก่อน รีบยกนิตยสารที่วางอยู่บังหน้าโดยไม่รู้เลยว่าเขากำลังอ่านนิตยสารกลับหัว พนักงานสาวที่เดินน้ำมาเสิร์ฟถึงกับขมวดคิ้ว เริ่มไม่ไว้วางใจชายผู้นี้ ท่าทางมีพิรุธ หรือจะมาทำการอะไรไม่ดีในโรงแรม เอ๊ะ..อย่าบอกนะว่าจะมาจุดระเบิดพลีชีพที่นี่ อย่านะยะ...ฉันยังไม่มีสามีเลย พนักงานสาวแอบพูดกับตัวเองในใจ
       “น้ำมาแล้วค่ะ”
       “ขอบคุณมากครับ” บื้อกล่าวโดยที่ไม่ยอมลดนิตยสารลง พนักงานโค้งคำนับแล้วเดินออกไป คงต้องไปบอก ร.ป.ภ.ให้จับตาดูชายคนนี้เสียหน่อย  
       ห่านที่กำลังเพ่งมองชายคนนั้นอยู่ด้วยความสงสัยต้องสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงเรียกของคุณคุณชายดังขึ้น ชายหนุ่มนั่งอยู่ถัดจากโต๊ะของบื้อเพียงไม่กี่โต๊ะ 
      “คุณฮันนี่ครับ...เชิญทางนี้ครับ” เขายืนขึ้นต้อนรับหญิงสาว ห่านยิ้มรับ ก่อนจะค่อยๆ เดินผ่านโต๊ะของบื้อไปอย่างเนิบนาบตามที่เจ๊มะพร้าวสั่งไว้ ที่สำคัญตอนนี้รองเท้าก็กัดเอากัดเอาราวกับโกรธแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ทำไมเวลาใส่คู่ละร้อยเก้าสิบเก้าตามตลาดนัดมันไม่กัดแบบนี้นะ ให้ตายสิ!
       เมื่อเดินมาถึงโต๊ะของคุณคุณชาย ชายหนุ่มกระวีกระวาดมาเลื่อนเก้าอี้ให้ห่านอย่างเป็นสุภาพบุรุษ หญิงสาวกล่าวขอบคุณก่อนจะทิ้งตัวนั่งลง ข้างหลังของเธอนั้นห่างไปแค่โต๊ะเดียวก็เป็นโต๊ะที่บื้อนั่งอยู่ซึ่งไม่ไกลกันเลย
       “ขอโทษคุณคุณชายด้วยนะคะ พอดีรถติดมากน่ะค่ะ กว่าห่าน เอ๊ย...ฮันนี่จะเดินทางมาถึงก็เลยสายไปกว่าเวลานัด ยังไงต้องขอโทษคุณคุณชายอีกทีนะคะ” หญิงสาวกล่าวอย่างสำนึกผิด คุณคุณชายรีบพูดขึ้นทันที
       “ไม่เป็นอะไรเลยครับคุณฮันนี่ ไม่ต้องมาขอโทษผมหรอกนะครับ” เขากล่าวอย่างสุภาพ ทำเอาห่านหัวใจพองโต ผู้ชายบ้าอะไร หล่อก็หล่อ รวยก็รวย นิสัยยังดีอีก
       บื้อที่แอบฟังอยู่เบ้ปาก หนอย...ยายห่าน เปลี่ยนชื่อเป็นฮันนี่แล้วเหรอ ห่านหนีมากกว่ามั้ง!
       คุณคุณชายกวักมือเรียกพนักงานที่ยืนอยู่ให้มารับออเดอร์ ก่อนจะหันมาเอ่ยถามห่านที่ยังนั่งเกร็งอยู่ตรงข้ามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “มาเหนื่อยๆ คุณฮันนี่จะรับน้ำอะไรดีครับ ?”
       “ขอเป็นน้ำส้มคั้นดีกว่าค่ะ” ห่านบอก คุณคุณชายยิ้มรับแล้วหันไปสั่งพนักงานสาว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้น
       “เรื่องเมื่อคืนผมต้องขอโทษคุณฮันนี่ด้วยนะครับ คุณฮันนี่คงตกใจมากที่ถูกแอบถ่าย”
       “ค่ะ ก็เกิดมาฮันนี่ยังไม่เคยนี่คะ”
       “ผมชินแล้วล่ะครับ เคยโดนบ่อยจะตาย”
       บทสนทนาของคนทั้งคู่ทำเอาบื้อตาโต โอ้ว...นี่ถึงขนาดถ่ายคลิปไว้ดูกันเลยเหรอ!
       “นี่ครับ...ของที่คุณฮันนี่ลืมไว้” คุณคุณชายหยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นสากกระเบือส่งคืนให้ห่าน หญิงสาวรีบคว้ามาอย่างเขินอาย มือถือเก่าขนาดนี้ใครจะไปเชื่อว่าเป็นของคุณฮันนี่ ไฮโซชื่อดัง
       “ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ นี่ถ้าหายไป ฮันนี่คงเสียดายแย่ เพราะมีเบอร์สำคัญๆ เยอะเลยค่ะ” ห่านอ้าง 
       “แต่มือถือรุ่นนี้ทนดีนะครับ ขนาดตกแรงขนาดนั้นยังไม่เป็นอะไรเลย” คุณคุณชายบอกพลางยิ้มกว้าง ห่านถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ชายหนุ่มบอกเป็นคำชมหรือคำประชดกันแน่
       “เอ่อ...ค่ะ ทนมากๆ”
       “น่าแปลกนะครับ น้อยครั้งนักที่ผมจะเห็นผู้หญิงที่สวยสง่ามีชาติตระกูลอย่างคุณฮันนี่ จะยังใช้มือถือจอสีขาวดำอยู่” ชายหนุ่มเอ่ยถาม ห่านหัวเราะๆ แหะๆ ก่อนจะตอบ
       “ก็...ฮันนี่เห็นว่ามันยังใช้ได้ดีนี่คะ ที่สำคัญมือถือก็ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากมายจนต้องวิ่งตามความทันสมัยของมันตลอด ฮันนี่ว่าจุดประสงค์ของมันจริงๆ คือรับสายโทรเข้าและโทรออก ในเมื่อมันยังปฏิบัติหน้าที่ของมันได้ดีก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปลดประจำการให้เป็นเศษขยะอิเล็กทรอนิกซ์ให้รกโลก” ห่านบอก คุณคุณชายตาโตอย่างอึ้งๆ
       “เป็นความคิดที่วิเศษมากเลยครับ คุณฮันนี่เป็นตัวเองที่ดีมากๆ สำหรับคนที่ฟุ่มเฟือย ผมนับถือคุณจริงๆ” ชายหนุ่มเอ่ยชมอย่างจริงใจ เล่นเอาห่านตัวแทบลอย ไม่นึกว่าการสร้างภาพเป็นสาวนักอนุรักษ์จะทำให้เธอดูดีซะขนาดนี้ ผิดกับบื้อที่แอบฟังอยู่ ชายหนุ่มคลื่นไส้แทบจะจะอ้วกเอากะเพราหมูสับที่กินไปเมื่อเที่ยงออก แหม...ทำเป็นคนดียายห่านเอ้ย!
       พนักงานสาวนำน้ำส้มคั้นในแก้วทรงสูงมาเสิร์ฟให้ห่าน ก่อนจะเดินไปเสิร์ฟคาปูชิโน่ร้อนให้คุณคุณชาย เมื่อปฏิบัติหน้าที่เสร็จเธอก็โค้งคำนับเล็กน้อยแล้วเดินออกไป
       “ยังไงอยู่ทานดินเนอร์กับผมก่อนนะครับ” คุณคุณชายเชื้อเชิญ ห่านรีบพยักหน้ารับอย่างลืมตัว ก่อนจะปฏิเสธ
       “ค่ะ เอ๊ย...คงไม่ได้หรอกค่ะคุณคุณชาย พอดีวันนี้ฮันนี่ต้องไปทำธุระกับคุณหญิงแม่ ขอโทษด้วยนะคะ แล้วก็ขอบคุณสำหรับความกรุณาที่เก็บมือถือของฮันนี่ไว้” เธอพูดขัดกับความรู้สึกของตัวเอง เจ๊มะพร้าวสั่งให้ห่านตอบปฏิเสธไปก่อนหากคุณคุณชายชวนทานข้าว เพราะการเล่นตัวเล็กน้อยจะทำให้ดูดีมีค่ามากขึ้น เฮ้อ...เสียดายจัง
       “งั้นไม่เป็นไรครับคุณฮันนี่ แล้วเราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหมครับ ?” เขาเอ่ยถาม ห่านยิ้มน้อยๆ ให้ก่อนจะตอบ
       “คงแล้วแต่โชคชะตามั้งคะ ยังไงฮันนี่ต้องขอตัวก่อนนะคะ ได้เวลานัดกับคุณหญิงแม่ไว้แล้ว”
       “ให้ผมไปส่งไหมครับ ?”
       “อ้อ ไม่เป็นอะไรค่ะ คุณหญิงแม่ให้คนรถมารอไว้แล้วค่ะ ขอบคุณคุณคุณชายอีกครั้งนะคะ สวัสดีค่ะ” หญิงสาวลุกขึ้นยกมือไหว้คุณคุณชายอย่างนอบน้อม ชายหนุ่มมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อยแต่ก็ยิ้มรับในการตัดสินใจของหญิงสาว
       ห่านเดินหายไปที่มุมหนึ่งของโรงแรม คุณคุณชายหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะเดินออกไปอีกทาง บื้อที่แอบฟังบทสนทนาอยู่ตลอดถึงกับขมวดคิ้ว เอ๊ะ...ทำไมยายห่านถึงไม่ยอมไปกับผู้ชายคนนี้ แล้วทำไมต้องปลอมตัวเป็นคุณฮันนี่อะไรนั่นด้วย น่าสงสัยที่สุด เพียงอึดใจเดียวห่านก็โผล่ออกมาในชุดพนักงานห้างตามเดิม หญิงสาวหันซ้ายแลขวา ดูว่าคุณคุณชายไม่อยู่บริเวณนั้นแล้วจึงรีบวิ่งออกจากโรงแรมไป บื้อเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป 
       ต้องเล่นโปลิศจับโขมยกันสักหน่อยล่ะมั้งยายห่าน!
 
       ดาหลาเดินเชิ่ดเข้ามาในออฟฟิศที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า เธอชูคอทำเหมือนประหนึ่งว่าตัวเองคือเจ้าของห้างก็ไม่ปาน พนักงานหลายต่อหลายคนจำได้ว่านี่คือคุณดาหลานางสาวไทยสยามประจำปีนี้ก็ตรงปรี่เข้ามาจะขอถ่ายรูปขอลายเซ็น แต่เมื่อเห็นสายตาอันไม่เป็นมิตรของเธอแล้ว ทุกคนก็ต้องรีบกรูดถอยออกมาทันที 
       หญิงสาวตรงดิ่งไปยังหน้าห้องทำงานของคุณคุณชาย เลขาฯ หน้าห้องที่กำลังเติมหน้าเตรียมตัวโหนรถเมล์กลับบ้านถึงกับผงะ รีบลุกขึ้นต้อนรับแขกผู้มาเยือนในเวลานอกราชการ
       “สวัสดีค่ะ มาพบใครคะ ?” เลขาฯ สาวเอ่ยถาม ดาหลาจิกตาใส่อย่างไม่พอใจทันทีก่อนจะแผดเสียงใส่
       “ฉันมาที่หน้าห้องของคุณคุณชาย คงมาหาพนักงานขายรองเท้ามั้ง ถามโง่ๆ!”
       “เอ่อ...ขอประทานโทษค่ะ” เลขาฯ สาวหน้าถอดสีทันที
       “แล้วคุณคุณชายอยู่ไหม ?” ดาหลาเอ่ยถามพลางชะเง้อหน้ามองผ่านกระจกหน้าห้องทำงานของคุณคุณชาย   
       “คุณคุณชายไม่อยู่ค่ะ ออกไปข้างนอกได้สักครู่แล้วค่ะ”
       “ไปไหน ?” น้ำเสียงของหญิงสาวตวาดใส่เลขาฯ ทันที  
       “เอ่อ...คุณคุณชายไม่ได้บอกไว้ค่ะ คุณดาหลามีธุระอะไรฝากไว้กับดิฉันก็ได้นะคะ พรุ่งนี้ตอนคุณคุณชายเข้ามา ดิฉันจะแจ้งให้ท่านทราบค่ะ” เลขาฯ สาวรีบแสดงความมีน้ำใจ แต่หารู้ไม่ว่ามันกลับทำให้ดาหลาโกรธหนักขึ้นไปอีก
       “นังบ้า! เป็นเลขาฯ ภาษาอะไรไม่รู้ว่าเจ้านายไปไหน คอยดูนะ ถ้าฉันได้เป็นคุณนายเจ้าของห้างให้เมื่อไหร่ จะเฉดหัวแกให้ลงไปทำงานล้างส้วมให้สมกับความงี่เง่า!” พูดจบดาหลาก็เหวี่ยงกระเช้าดอกลิลลี่ลงบนโต๊ะของเลขาฯ สาวก่อนจะเดินกระฟัดกระเฟียดออกไป
        เลขาฯ ถอนหายใจโล่งอกเมื่อเห็นว่าดาหลาเดินเข้าลิฟต์ไปแล้ว เธอแอบบ่นกับตัวเองในใจอย่างผิดหวัง
       “ไม่น่าเชียร์ตอนประกวดนางสาวไทยสยามเลยให้ตายสิ นิสัยแย่มาก พูดแล้วเหวี่ยง กลับบ้านดีกว่า” ว่าแล้วก็เก็บข้าวของลงกระเป๋า กลับบ้านก่อนเวลางานเล็กน้อย...นานๆ ได้โอกาสที!
 
       เอนั่งจ้องหน้าดาวที่ก้มหน้างุดๆ แทบจะมุดใต้โต๊ะอย่างจับผิด ไม่มีคำพูดใดๆ เกิดขึ้นในช่วงสิบนาทีที่ผ่านมา นอกจากสายตาอันเหี้ยมเกรียมของชายหนุ่ม แต่ในที่สุดดาวก็ทนอึดอัดไม่ไหว เป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นซะก่อน
       “เลิกมองฉันเหมือนฉันเป็นฆาตกรฆ่าคนตายได้ไหม มันไม่ได้ร้ายแรงอะไรขนาดนั้นหรอก” ดาวบอก
       “แล้วเรื่องมันเป็นยังไง ทำไมไม่เล่าให้ผมฟัง การที่ดาวแอบเอาของในห้างออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เท่ากับดาวเป็นขโมยแล้วรู้หรือเปล่า ดาวกำลังใช้ความไว้ใจของฉันเป็นเครื่องมือในการทำผิด ซึ่งฉันยอมให้ดาวทำแบบนั้นไม่ได้”
       “ก็...ก็...โอ๊ย...ฉันจะบอกนายว่ายังไงดี มันบอกไม่ได้จริงๆ” หญิงสาวยังคงยืนยันคำเดิม  
       “ดาวต้องบอกความจริงกับฉันทั้งหมด ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องแจ้งเรื่องนี้กับทางเบื้องบน คงไม่ต้องบอกดาวหรอกนะว่าผลสรุปของเรื่องนี้มันจะเป็นยังไง” เอก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
       “อย่านะ! ห้ามทำแบบนั้นนะ ไหนนายเคยบอกว่าชอบฉัน คนชอบกันเค้าทำกันแบบนี้เหรอ” ดาวเริ่มเอามารยาหญิงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มันได้ผล...สายตาเอที่เคยโกรธเกรี้ยวกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
       “คือ...ฉันไม่ได้อยากทำร้ายดาวเลยนะ แต่ฉันทนเห็นคนที่ฉันรักทำผิดแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญฉันต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของตัวเอง บอกฉันมาเถอะนะ แล้วฉันสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร” ชายหนุ่มชูนิ้วก้อยขึ้นเป็นเชิงให้คำสัญญาพร้อมทำหน้าคิกขุตามแบบซีรีส์เกาหลี ดาวยิ้มแหยๆ ตอบ...กลับไปดูหมอลำดีกว่าไหม ?
       “ฉันก็อยากจะบอกอ่ะนะ แต่...”
       “ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้นนังน้องดาว เดี๋ยวเจ๊เคลียร์เอง! ”เจ๊มะพร้าวโผล่เข้ามาระหว่างคนทั้งคู่ สายตาดูมุ่งมั่นจนผิดวิสัย ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วบอกก็ต้องบอก คนสวยต้องเชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง...สู้ๆ!
 
       ห่านวิ่งหันซ้ายแลขวาออกมาที่หน้าโรงแรมด้วยทีท่าเหมือนกับคนที่เพิ่งไปปล้นธนาคารมา หญิงสาวโบกมือเรียกแท็กซี่ที่เพิ่งส่งลูกค้าของโรงแรมเสร็จ ก่อนจะรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งแล้วถอนหายใจโล่งอก...รอดแล้ววันนี้
       รถแท็กซี่แล่นออกไปแล้ว บื้อที่แอบสะกดรอยตามมารีบเรียกแท็กซี่อีกคันให้ขับตามคันหน้าไป แต่แท็กซี่กลับปฏิเสธ อ้างว่าแก๊สจะหมด ชายหนุ่มไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจวิ่งลัดสนามหญ้าไปอีกทางเพื่อให้ทันรถแท็กซี่ของห่าน
       ในขณะที่ห่านกำลังเตรียมจะโทรศัพท์ไปรายงานเจ๊มะพร้าว อยู่ๆ แท็กซี่ก็เบรกกะทันหันจนห่านหน้าทิ่ม ดั้งจมูกกระแทกกับเบาะข้างหน้าอย่างแรงจนดั้งแทบหัก ดีนะที่เป็นของจริง ถ้าเป็นซิลิโคนคงเบี้ยวเหมือนถูกสิบล้อเฉี่ยวไปแล้ว
       “ขับรถยังไงเนี่ยลุง ซื้อใบขับขี่มาหรือเปล่า ?” ห่านเหวี่ยงใส่คนขับ เขาทำหน้าแหยๆ ก่อนจะหันมาบอกกับหญิงสาวที่กำลังใช้มือคลึงดั้งจมูกอยู่ข้างหลัง
       “มีคนมาวิ่งตัดหน้ารถน่ะหนู แฟนหนูหรือเปล่า ?”
       “บ้าเหรอลุง หนูยังไม่มีแฟน” ห่านรีบบอกทันที กำลังจะชะเง้อหน้ามองชายคนนั้นที่คนขับบอก แต่ทว่าสายไปเสียแล้วเมื่อชายหนุ่มคนนั้นเปิดประตูรถมานั่งคู่กับเธออย่างหน้าตาเฉย “นายบื้อ!” 
ห่านตาโตทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นบื้อ ขณะที่บื้อไม่ได้สนใจ ยื่นหน้าไปบอกคนขับให้ออกรถทันที
       “ออกรถเลยครับลุง ผมกับผู้หญิงคนนี้เราเป็นแฟนกันครับ ไม่ต้องห่วง ผมไม่ใช่ผู้ร้าย”
       “จะบ้าเหรอ ใครไปเป็นแฟนกับนาย อย่ามาพูดแมวๆ แบบนี้นะ ลุงคะ...ไม่ต้องออกรถนะคะ หนูไม่ได้เป็นแฟนกับไอ้บ้านี่ ผู้ชายคนนี้มันโรคจิต ลุงตะโกนเรียกยามให้มาจับได้เลย” ห่านบอก
       “ใจเย็นๆ น่าหนู ผัวเมียมีอะไรไม่เข้าใจก็ค่อยๆ พูดกัน อย่าใส่อารมณ์แบบนี้ ไม่ดีนะหนู” คนขับแท็กซี่ดูจะเอนเอียงไปทางบื้อเสียมากกว่า ห่านหงุดหงิดทันทีจนต้องยื่นคำขาด
       “ตกลงลุงจะเชื่อใคร ถ้าเชื่อนายนี่ หนูก็จะลง แต่ถ้าเชื่อหนูที่เป็นคนเรียกลุง ลุงต้องไล่ผู้ชายคนนี้ออกจากรถ” หญิงสาวแว้ดใส่ บื้อหัวเราะหึหึก่อนจะหันมามองห่านอย่างผู้เหนือกว่า
       “ทำเสียงแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะ...คุณฮันนี่!”
       “ฉันก็ไม่อยากให้นายมารักฉันสักหน่อย หา! เมื่อกี้นายเรียกฉันว่ายังไงนะ ?” ห่านตาโตทันทีด้วยความตกใจ
       “ก็จะให้เรียกว่าอะไรได้ นอกจากคุณฮันนี่ พูดแค่นี้พอจะให้คุณฮันนี่สงบแล้วสั่งให้ลุงแกออกรถไปได้หรือยัง ?” ชายหนุ่มยิ้มเย้ย ห่านที่อารมณ์พุ่งปรี๊ดเมื่อสักครู่ถึงกับเปลี่ยนโหมดเป็นหมาเศร้าทันที หญิงสาวพิงเบาะรถอย่างเหนื่อยอ่อน ก่อนจะบอกกับลุงคนขับด้วยน้ำเสียงเหมือนคนใกล้ตาย
       “ไปเลยค่ะลุง ไม่มีอะไรแล้ว เรารู้จักกันค่ะ”
 
       “เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละน้องเอ ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรเลยจริงๆ นะ” เจ๊มะพร้าวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟัง เขานั่งนิ่งราวกับกำลังใช้สมาธิในการเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เจ๊มะพร้าวเล่าให้ฟังอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง
        “นึกสนุกอะไรกันครับเจ๊ ทำแบบนี้มันทั้งผิดทั้งไม่มีประโยชน์อะไร เสี่ยงต่อคุกต่อตารางอีกต่างหาก”
       “พวกฉันก็ได้ไม่อยากทำหรอก แต่ถ้ามันเป็นความสุขของเพื่อน พวกฉันก็ยอม” ดาวพูดแทรกขึ้นมาบ้าง เจ๊มะพร้าวรีบพยักหน้ารับด้วยอีกคน แต่แม้จะมีสองเสียงที่พยายามโน้มน้าวให้ชายหนุ่มเข้าข้าง แต่ทว่าเอกลับไม่เข้าใจความรู้สึกที่ว่า ‘ความสุข’ ในสิ่งที่ดาวบอกเอาเสียเลย ความสุขที่เธอพูด มันคือความสุขจากการโกหกอย่างนั้นหรือ ?
       “ยังไงฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี การที่ต้องโกหกคนอื่นว่าตัวเราไม่ใช่ตัวเรามันจะมีความสุขตรงไหน ถ้าเราอยากให้ใครสักคนรักเรา เราก็ต้องเป็นตัวของเราเอง ต้องให้เค้ารักที่เราเป็นเราไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ถ้าวันหนึ่งคุณคุณชายรู้ว่ายายห่านไม่ใช่เจ้าหญิงเหมือนที่สร้างภาพไว้ คุณคุณชายจะรับได้หรือเปล่า และถ้าหากรับไม่ได้ ถึงขั้นต้องเลิกรากับยายห่าน ดาวกับเจ๊มะพร้าวคิดว่ายายห่านจะมีความสุขหรือครับ ?” ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลของตัวเองให้สองสาวที่นั่งเงียบตรงหน้าฟัง ดาวกับเจ๊มะพร้าวสบตากันเหมือนถามความเห็นของอีกฝ่าย แล้วคำตอบที่ได้ก็คือ...
       “มันก็ถูกของน้องเอนะคะ แต่ในชีวิตของลูกผู้หญิง การได้รักใครสักคนมันเป็นเหมือนการลงสนามแข่งขัน ในเมื่อคู่แข่งแต่ละคนมีรองเท้าผ้าใบคู่ละหลายหมื่นเพื่อที่จะได้วิ่งแข่งเร็วขึ้นหวังที่จะได้ช่วงชิงเหรียญทองเป็นของตัวเอง แต่น้องห่านต้นทุนไม่มีอะไรเลย เธอเหมือนต้องวิ่งเท้าเปล่าไปตามลู่วิ่งที่มีแต่เศษดินเศษทราย ผลการแข่งขันก็คงรู้ตั้งแต่กรรมการยังไม่ได้ส่งสัญญาณให้วิ่งด้วยซ้ำ แต่เมื่อเธอเหลือบไปเห็นว่ามีรองเท้าผ้าใบของใครไม่รู้วางไว้ข้างลู่วิ่ง เธอจึงตัดสินใจไปหยิบรองเท้าผ้าใบคู่นั้นมาใส่แข่งขันเพื่อที่จะได้สมน้ำสมเนื้อกับคู่แข่งที่ลงสนามด้วยกัน และถ้าหากเธอชนะในการวิ่งแข่งครั้งนี้ ผลตอบแทนที่ได้คือช่วงเวลาดีๆ แค่ช่วงหนึ่งที่ได้ครอบครองเหรียญทอง ได้สัมผัสมันสักครั้งในชีวิต แม้สุดท้ายกรรมการจะจับได้ว่าเธอแอบขโมยเอารองเท้าผ้าใบของคนอื่นมาใส่ และปรับแพ้ด้วยการยึดเหรียญทองคืน เธอก็คงยอมรับมันได้” เจ๊มะพร้าวพูดจบแล้วก็ตาโต รีบเอามือปิดปาก โอ้...มายก็อด ทำไมฉันถึงพูดอะไรที่มันดูดีขนาดนี้ได้ 
       “เจ๊...ไปจำมาจากละครวิทยุเรื่องไหนเนี่ย ?” ดาวเอ่ยแซว
       “เดี๋ยวโดนตบเลยนังน้องดาว สมัยนี่เค้าฟังละครวิทยุกันที่ไหน ถึงแกจะเห็นฉันสวยสะพรั่งแบบนี้ ฉันก็มีความคิดนะยะ เชอะ!” เจ๊มะพร้าวเชิ่ดใส่ ดาวหัวเราะร่วนแต่เอกลับไม่ขำด้วย เขานั่งนิ่งจนสองสาวต้องหยุดหัวเราะ สงสัยคำคมของเจ๊มะพร้าวจะใช้ไม่ได้ผล อยู่ๆ เอก็ลุกพรวดขึ้นจนเจ๊มะพร้าวกับดาวสะดุ้ง ชายหนุ่มเปลี่ยนสีหน้าจากขึงขังเป็นสีหน้าซาบซึ้งสุดหัวใจ น้ำตาของเอคลอเบ้าราวกับกำลังดูซีรี่ส์เกาหลีตอนที่พระเอกกำลังตัดใจบอกลากับนางเอกที่ไม่คู่ควรกัน เขาปรบมือขึ้นพร้อมทั้งมองหน้าเจ๊มะพร้าวอย่างชื่นชม
       “ซาบซึ้งมากมายครับเจ๊ สุดๆ เลยครับ เข้าใจแล้ว...เข้าใจจิตใจผู้หญิงแล้วครับ ความรักมันช่างยิ่งใหญ่อย่างนี้นี่เอง“ พูดจบเอก็ปล่อยโฮลั่นอย่าปลาบปลื้มใจเป็นที่สุด 
       สองสาวมองหน้ากันแล้วยิ้ม...สำเร็จ!
 
       บรรยากาศภายในรถแท็กซี่ค่อนข้างเงียบจนน่าอึดอัด ลุงคนขับแท็กซี่แอบเหลือบตามองกระจกหลัง เห็นชายหนุ่มกับหญิงสาวผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยกันนิ่งเงียบ ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะหันหน้าออกไปทางหน้าต่างรถ 
       “วันนี้รถติดนะครับ” ลุงคนขับเอ่ยถามเพื่อกลบความเงียบ ห่านกับบื้อตอบมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า
       “ค่ะ”    
       “ครับ”
       ทั้งคู่หันมองหน้าของอีกฝ่ายก่อนจะเชิดหันไปคนละทางตามเดิม แต่แล้วอยู่ๆ บื้อก็เริ่มต้นพูดเข้าเรื่องก่อน นั่นเพราะเขาเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะได้จากความเงียบ น่าจะใช้เวลาที่รถติดนี้คุยกับยายบ้านี่ให้รู้เรื่องไปเสียเลย
       “นี่เธอ...” ชายหนุ่มหันไปเรียกห่าน ห่านยังนิ่ง เขาจึงเรียกเธออีกครั้ง “นี่เธอ...เธอ เธอ เธอ เธอ!”
       “เธอไหน ?” ห่านหันควับมาถลึงตาใส่
       “ฉันใช้คำว่าเธอ คงหมายถึงคุณลุงคนขับมั้ง” บื้อประชด ลุงคนขับสะดุ้งเฮือก...เอากูไปเกี่ยวด้วยทำไมเนี่ย!
       “นี่อย่ามาเล่นลิ้นนะ นายจะเอายังไงก็ว่ามา ?” ห่านปรี๊ดแตกอีกรอบ เป็นไงเป็นกัน ในเมื่อความลับรั่วไหลไปเสียแล้ว เวลานี้สิ่งเดียวที่พอจะทำได้นั่นคือการหันหน้าเข้าสู้กับปัญหา
       “ฉันต่างหากที่ต้องถามเธอว่าเธอกำลังทำบ้าอะไรอยู่...คุณฮันนี่!”
       “มันเรื่องของฉัน ไม่จำเป็นต้องบอก”
       “มันก็ใช่ แต่เรื่องที่เธอแอบเอาของในห้างออกมาใช้ ฉันว่าไม่ต้องบอกฉันแต่ต้องไปบอกคุณพรเพ็ญสินะ หรือเธอว่าไง ?” ชายหนุ่มยักคิ้วกวนประสาท ห่านกำมือแน่นอย่างแค้นใจ
       “นายมีหลักฐานอะไรมากล่าวหาฉัน”
       บื้อปรายตามองไปที่กระเป๋าใบเขื่องของห่านแล้วใช้จังหวะเผลอดึงมาไว้ในความครอบครองของตัวเอง ห่านพยายามที่จะแย่งคืนมา แต่สายไปเสียแล้วเพราะชายหนุ่มล้วงเอาชุดสวยที่ห่านแอบเอามาจากในห้างขึ้นมาชูขึ้น “นี่ไงหลักฐาน ชุดนี้...ป้ายราคาก็ไม่ได้เอาออก สติกเกอร์ก็บอกว่าเป็นของห้างเรา แค่นี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าเธอกำลังทำอย่างที่ฉันพูดจริงๆ มีอะไรจะแก้ตัวไหม ?”     
       “ไม่มี” ห่านหน้าเสีย
       “ยังจะมาปฏิเสธอีก หา! อะไรนะ ? นี่เธอจะไม่ปฏิเสธหน่อยเหรอยายห่าน”
       “ไม่...ฉันไม่หน้าด้านพอที่จะปฏิเสธหรอก หลักฐานก็คาตา ใครกล้าปฏิเสธไม่บ้าก็ปัญญาอ่อน” ห่านพูดตามความจริง ถึงจะแก้ตัวยังไงไอ้นายบื้อก็คงไม่เชื่อเธอหรอก  
       “ก็ดีแล้ว ไหนลองอธิบายเหตุผลมาสิ ทำไมต้องทำแบบนี้ แล้วผู้ชายคนที่เธอคุยด้วยที่ล็อบบี้นั่นใคร นัดมาทำอะไรกัน เธอส่งขายยา หรือแอบล่อลวงอะไรผู้ชายคนนั้น สารภาพมาให้หมด โทษผิดจะได้กลายเป็นเบา”
       “ฉันไม่จำเป็นต้องบอกกับนาย” ห่านยังยืนยันในคำพูดเดิม แหงล่ะ...ขืนไปบอกว่าเหตุผลที่เธอทำไปคือการต้องการจะจับผู้ชายคงน่าอายพิลึก ถึงจะแสบเซี้ยวเปรี้ยวแรงแต่ก็มีเลือดความเป็นหญิงไทยอยู่นะยะ
       “ถ้าไม่บอก พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องคุณพรเพ็ญให้จัดการกับเธอ”
       “เชิญ...ฉันไม่กล้ว! อยากฟ้องก็ฟ้อง แต่นายไม่มีทางจะมาชี้นิ้วสั่งให้ฉันทำอะไรได้เด็ดขาด” หญิงสาวแกล้งทำใจดีสู้เสือ เสียงไอคุก คุกของลุงคนขับแท็กซี่ทำเอาห่านสะดุ้ง...ไม่ต้องมีเอฟเฟคท์ประกอบขนาดนั้นก็ได้!
       “เธอนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ” บื้อหัวเราะในลำคออย่าอนาถใจ ห่านขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
       “นายหมายความว่ายังไงที่ฉันเห็นแก่ตัว”
       “ก็จะไม่ให้ฉันว่าเธอได้ยังไงแม่ห่านหนี เอ๊ย...ฮันนี่ เพราะถ้าเธอถูกจับได้แล้วคิดว่าเรื่องจะจบอย่างนั้นรึ เพื่อนร่วมขบวนการของเธออีกสองคนคือเจ๊มะพร้าวกับดาวก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วย เข้าไปนอนกินข้าวแดงในคุกกันทั้งแก็งทั้งๆ ที่ทุกอย่างเธอเป็นคนก่อ”
       “นี่...อย่าเอาเจ๊มะพร้าวกับยายดาวมาเกี่ยวด้วยนะ เรื่องนี้ฉันจะรับผิดชอบคนเดียว” ห่านบอกอย่างหัวเสียที่เห็นว่าชายหนุ่มพยายามจะโยงเอาเพื่อนรักทั้งสองคนเข้าไปเกี่ยวด้วย บื้อยักไหล่อย่างไม่แคร์
       “ผิดก็ต้องว่าไปตามผิด ถึงฉันจะไม่บอกว่าเจ๊มะพร้าวกับดาวเกี่ยวข้องด้วย ยังไงเค้าก็ต้องสอบสวน นึกว่าตำรวจจะโง่คิดว่าเธอทำคนเดียวหรือไง สุดท้ายเค้าก็ต้องรู้ว่าใครอยู่ในขบวนการด้วย”
       ห่านนิ่งเงียบ นึกตามที่ชายหนุ่มบอก จะว่าไปมันก็จริงอย่างที่นายนั่นพูด ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเธอคนเดียว หากจะพาทุกคนตกลงนรกด้วยกันทั้งหมดเพียงเพราะความหยิ่งทะนงของตัวเธอเองนั้น มันก็คงเป็นความเห็นแก่ตัวจริงๆ
       “เหตุผลแค่นี้...คงพอแล้วนะคุณห่าน”
       “แล้วนายจะให้ฉันทำยังไง ?” เธอกระแทกเสียงใส่ชายหนุ่ม บื้อยิ้มกริ่ม เอนตัวพิงเบาะรถพร้อมทั้งยื่นคำขาด
       “เธอก็ต้องเล่าความจริงทั้งหมดให้ฉันฟัง ย้ำว่าทั้งหมด บางทีฉันอาจจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครก็ได้”
       ห่านได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างยอมแพ้แล้วพยักหน้ารับ ไม่มีทางเลือกแล้วนี่นา...
 
       ภายในห้องเช่าของบื้อเวลานี้ มีแขกผู้ที่ไม่คิดว่าจะได้ถูกรับเชิญมานั่งถูพื้นให้ด้วยสีหน้าไม่ยินดีเอาเสียเลย ชายหนุ่มยืนกอดอกมองห่านที่กำลังถูผ้าไปมาอย่างไร้อารมณ์อยู่ที่พื้นแล้วหัวเราะอย่างสังเวช
       “ทำไปได้นะแม่คุณ อุปโลกน์ตัวเองเป็นหญิงผู้สูงศักดิ์เพื่อจับเจ้าของห้างที่ตัวเองทำงานอยู่ อะไรเข้าฝันให้เธอทำแบบนี้เนี่ย อายแทน!”
       “มันเรื่องของฉัน ฉันก็ยอมทำตามที่นายบอกแล้วไง พอใจหรือยังล่ะ ?” ห่านพูดจบก็โยนผ้าขี้ริ้วลง กำลังจะเดินออกจากห้องเช่าของชายหนุ่ม แต่บื้อเอาตัวขวางประตูห้องเอาไว้ ห่านสะดุ้งโหยง มองชายตรงหน้าอย่างไม่ไว้วางใจสุดขีด “นี่...ถอยไปนะ!”
       “ไม่ถอย” บื้อทำหน้ากวนประสาท ก่อนจะมองห่านตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตากรุ้มกริ่ม ห่านรีบเอามือบิดคอเสื้อทันทีแล้วตวาดใส่เสียงดัง
       “อย่ามาคิดจะทำมิดีมิร้ายฉันนะ ฉันรู้ว่าฉันสวยเกินจะอดใจไหว แต่ฉันไม่ได้ง่ายกับผู้ชายทุกคน!”
       “โถ...แม่คุณ ใครเค้าจะไปคิดแบบนั้นกับเธอ จ้างฉันฉันยังปฏิเสธเลย ที่ฉันมองเธอเพราะกำลังคิดว่าร่างกายแข็งแรงกำยำแบบนี้น่าจะทำอะไรได้อีก อืม...ซักผ้า ล้างจาน รดน้ำต้นไม้ หรือขัดส้วมดี ?”
       “อะไรนะ ? นี่นายหมายความว่ายังไง ไม่ได้ตกลงกันไว้แบบนี้นี่นา” หญิงสาวท้วงขึ้น บื้อทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
       “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อย่าลืมสิว่าฉันเป็นคนกุมความลับทั้งหมด เธอก็เหมือนลูกไก่ในกำมือฉัน จะบีบก็ตาย จะคลายก็ตาย เอ๊ย...จะคลายก็รอด เพราะฉะนั้นห้ามขึ้นเสียงหรือปฏิเสธอะไรที่ฉันจะสั่งเด็ดขาด” ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างเหนือกว่า ห่านกำหมัดแน่นอยากจะกระโดดต่อยนายนี่สักยก
       “ไอ้คนขี้โกง ปากหมาแล้วยังขี้โกง”
       “อ๊ะๆ มาพูดแบบนี้กับฉันฉันอาจเปลี่ยนใจไปฟ้องคุณพรเพ็ญก็ได้นะ โน่น...ตะกร้าผ้าอยู่ตรงโน้น ไปเอามาซักให้หมด ซักให้สะอาด ห้ามทำส่งๆ เด็ดขาด ฉันจะไปนอนพักสักหน่อย หวังว่าตื่นมาทุกอย่างคงเรียบร้อย” ชายหนุ่มแกล้งทำหาวแล้วเดินหน้าตาเฉยไปที่เตียงนอน กระโดดลงบนเตียงนอนแล้วผิวปากนอนไขว่ห้างอย่างสบายใจ
       ห่านทำหน้าหงิก เดินไปที่ตะกร้าผ้าตรงมุมห้อง ผ้ากองโตราวกับไม่ได้ซักมาชาติครึ่ง ดีที่หนอนยังไม่ขึ้น ไม่งั้นเป็นตายร้ายดียังไงเธอก็ไม่จับมันเด็ดขาด หญิงสาวหันไปจิกตาใส่บื้ออย่างหมั่นไส้ เตรียมออกจากห้องไปลานซักล้างบริเวณหน้าห้องเช่า ก่อนไปยังทิ้งท้ายด้วยการปิดประตูห้องของชายหนุ่มดังปังจนบื้อที่นอนอยู่บนเตียงสะดุ้งเฮือก
       “นี่แม่คุณ...ถ้าประตูพังไปจะให้เจ๊เจ้าของห้องเช่าเก็บค่าเสียหายที่เธอแน่ แม่ห่านหนี!”
       ลานซักล้างหน้าห้องเช่าของบื้อนั้นเป็นพื้นที่ขนาดไม่กว้างนัก ปูด้วยอิฐสีแดง ทางด้านหนึ่งเป็นราวตากผ้าที่ทำท่าจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่ อีกด้านเป็นรั้วไม้เก่าๆ ที่ปลูกต้นดอกเข็มติดกับรั้วห้องพักของห่าน หญิงสาวมองไปที่หน้าประตูห้อง นึกถึงที่นอนนุ่มๆ โอย...อยากนอนชะมัด งั้นต้องรีบซักผ้าให้นายนี่ให้เสร็จ ว่าแล้วหญิงสาวก็เปิดน้ำก๊อกใส่กาละมัง ก่อนจะเทผ้าลงในนั้นแล้วเหวี่ยงผงซักฟองลงไป ถกกระโปรงขึ้นแล้วเข้าไปยืนในกาละมัง กระโดดๆ เหยียบผ้าในกาละมังอย่างแค้นใจ พยายามนึกว่าผ้าในกาละมังนั้นเป็นหน้าของนายบื้อจะได้ยิ่งเหยียบได้แรงและสะใจขึ้น
       “นี่ๆ อย่ามามองหน้าฉันแบบนี้นะ หนอย...นึกว่าจะเอาเปรียบคนอย่างยายห่านได้เหรอ ไม่มีทางซะหรอก นี่ๆ เหยียบให้จมดินไปเลย” หญิงสาวกระโดดๆ เหยียบผ้าอย่างเมามัน แต่แล้วเธอก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ห่านหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันทีแล้วรีบวิ่งไปหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าถือที่วางไว้ขึ้นมาดู เบอร์ใคร...ไม่คุ้นเอาเสียเลย ?
       “สวัสดีค่ะ”
       “สวัสดีครับ คุณฮันนี่หรือเปล่าครับ ?” เสียงปลายสายเอ่ยถาม ห่านสะดุ้งโหยง เสียงอ่อนโยนแบบนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากคุณคุณชาย! หญิงสาวตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความมั่นใจในการสวมวิญญาณคุณฮันนี่ผู้ดีสุดเลิศ ก่อนจะตอบปลายสายไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนิ่ม
       “ค่ะ ฮันนี่พูดสายอยู่ค่ะ ไม่ทราบนั่นใครคะ ?” ห่านแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าใคร
       “ผมคุณชายครับ”
       “อ๋อ...คุณคุณชายนั่นเอง ไม่ทราบได้เบอร์ของฮันนี่มาได้ยังไงคะ ?” หญิงสาวเอ่ยถาม คุณคุณชายรีบสารภาพเสียแต่โดยดีไม่มีฟอร์มเลยสักนิด
       “คือ...ผมต้องขอโทษคุณฮันนี่ด้วยนะครับที่เสียมารยาท คือเมื่อคืนผมแอบกดดูเบอร์เครื่องในมือถือของคุณฮันนี่ เผื่อถ้าคุณฮันนี่ไม่ติดต่อมา ผมจะได้เอาเบอร์นี้ไปติดต่อถามที่ศูนย์ให้เค้าตามหาคุณน่ะครับ แต่บังเอิญคุณฮันนี่ติดต่อมาเสียก่อน” ชายหนุ่มร่ายยาวด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม คงกลัวว่าห่านจะโกรธ แต่หารู้ไม่ว่าหญิงสาวดี๊ด๊ายิ่งกว่าปลากระดี่ได้น้ำ เพราะการกระทำของคุณคุณชายแสดงออกได้ชัดว่าสนใจในตัวเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
       “ไม่เป็นอะไรค่ะ ห่าน...เอ๊ย...ฮันนี่เองต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณชายที่อุตส่าห์มีน้ำใจจะตามหาตัวฮันนี่”
       “เรื่องเล็กน้อยครับคุณฮันนี่ ว่าแต่ตอนนี้คุณฮันนี่ยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ กำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ ?” ปลายสายเอ่ยถาม ห่านมัวแต่เขินทำให้เผลอบอกความจริงไปอย่างลืมตัว”
       “ซักผ้าค่ะ”
       “ซักผ้า ? ว้าว...ดีจังเลยครับ คุณฮันนี่ซักผ้าเองด้วย อันที่จริงฐานะอย่างคุณฮันนี่ไม่ต้องลำบากซักเองก็ได้นี่ครับ”
       “เอ่อ...” หญิงสาวหน้าเสียทันที พยายามหาข้ออ้างที่จะดูดีมาตอบชายหนุ่ม แค่เพียงอึดใจเดียวมารยาหญิงก็เริ่มทำงานทันทีโดยอัตโนมัติ “คือ...ฮันนี่ว่าการทำงานบ้านเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งนะคะ ตอนที่ฮันนี่เรียนที่อเมริกา ฮันนี่ก็ซักผ้าเองน่ะค่ะ คงติดเป็นนิสัยจากที่นั่นกลับมาเมืองไทย”
       “นี่คุณฮันนี่เรียนจบมาจากอเมริกาเหรอครับ บังเอิญจัง ผมก็เรียนจบมาจากที่นั่นครับ เรียนที่รัฐไหนครับ ?” เจอคำถามนี้ของคุณคุณชายเข้าเธอยิ่งหน้าเสียกว่าเก่า ตายล่ะสิ...อเมริกามีรัฐไหนบ้างล่ะ คิดสินังห่าน! อยู่ๆ สายตาของหญิงสาวก็เหลือบไปเห็นใบปิดโฆษณาไก่ทอดสูตรใหม่ของร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดชื่อดังแปะไว้ที่กำแพงอิฐด้านตรงข้ามห้องเช่า
       ใหม่! ไก่ทอดสูตรเท็กซัสบาร์บีคิว พร้อมเสิร์ฟแล้ววันนี้ที่เคเอฟจี เดลิเวอร์รี่
       “เท็กซัสค่ะ...รัฐเท็กซัส” ห่านตอบทันที
       “เท็กซัสเหรอครับ ถึงว่า...เราไม่เคยเจอกันเลย ผมเรียนที่นิวยอร์กครับ ได้ข่าวว่าที่นั่นอากาศดีและเงียบสงบ อยากลองไปเที่ยวสักครั้งแต่หาโอกาสไม่ได้เลย สงสัยต้องให้คุณฮันนี่เป็นไกด์ให้แล้วมั้งครับเนี่ย” ชายหนุ่มเริ่มหยอด 
       “ได้สิคะ ที่นั่นสวยงามมากเลยค่ะ อากาศดีเวรี่ไนท์มากๆ” หญิงสาวไหลตามน้ำ
       “นี่ผมกวนคุณฮันนี่หรือเปล่าครับ ถ้าอย่างนั้นผมวางสายก่อนก็ได้นะครับ”
       “ไม่ค่ะ ไม่กวนเลย ฮันนี่ซักผ้าใกล้เสร็จแล้ว คุยกันก่อนก็ได้ค่ะ” ห่านไม่ยอมเสียโอกาสทองนี้ไปเป็นอันขาด หญิงสาวเห็นว่าท่าทางจะคุยกันยาวจึงเดินออกจากบริเวณรั้วห้องเช่าของบื้อมาโผล่ที่ห้องเช่าของตัวเอง หลบเข้าไปในห้องแล้วทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ปากก็คุยไปกับชายหนุ่มอย่างสนุกสนานจนเผลอหลับไปในขณะที่ยังคุยกับคุณคุณชายอยู่
       “คุณฮันนี่ครับ...คุณฮันนี่”
       ไม่มีเสียงตอบจากปลายสายนอกจากเสียง “คร่อกกกกกกฟี้...คร่อกกกกกกกกกกกฟี้...”
       ปลายสายอมยิ้มก่อนจะกล่าวลาหญิงสาวทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอคงไม่ได้ยินเสียงเขา 
       “ฝันดีนะครับคุณฮันนี่...ได้คุยกับคุณวันนี้ ผมมีความสุขจริงๆ”
 
       นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่บื้อเผลอหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกทีฟ้าก็มืดเสียแล้ว เขาลุกขึ้นมาเปิดไฟก่อนจะเดินไปเปิดประตูห้องเช่า เพ่งมองออกไปยังลานซักล้างที่ในขณะนี้ว่างเปล่าไร้เงาของ ‘ลูกไก่’ ในกำมือ มีเพียงกาละมังที่แช่ผ้าเอาไว้แค่นั้น หนอย...ยายห่าน นี่เธอกล้าขัดคำสั่งฉันเหรอ!
       ชายหนุ่มรีบเดินออกจากบริเวณห้องเช่าของตัวเองตรงไปยังห้องเช่าของหญิงสาวที่อยู่ติดกัน เขาเคาะประตูปึงปังพร้อมทั้งตะโกนเรียกห่านที่อยู่ในห้อง ห่านเองที่กำลังนอนน้ำลายยืดสะดุ้งตื่นขึ้นทันที เธอพยายามประติดประต่อเรื่องราวเพราะยังคงเมาขี้ตาอยู่ไม่น้อย
       “ยายห่าน...เปิดประตูเดี๋ยวนี้ กล้าดียังไงมาขัดคำสั่งฉัน อยากให้ฉันเอาความลับของเธอไปบอกคุณพรเพ็ญใช่ไหม ?” ปากก็ตะโกนขู่ มือก็ยังทุบประตูปึงปัง จนห่านต้องรีบวิ่งมาเปิดให้ชายหนุ่ม 
       “โอ๊ย...เคาะซะเสียงดังเชียว ไม่เกรงใจคนข้างห้องบ้างหรือไง แล้วมาเคาะห้องฉันดึกๆ ดื่นๆ นี่มีอะไร ?” 
       “มายืมน้ำปลามั้งแม่คุณ ทำอะไรค้างไว้ ทำไมไม่ทำให้เสร็จ ?” บื้อทำหน้าเหี้ยม
       “ทำอะไร ?” หญิงสาวขมวดคิ้ว พอตั้งสติได้ก็ตาโตด้วยความตกใจ ตายแล้ว...ฉันซักผ้าให้นายนี่ค้างไว้นี่นา แล้วก็เผลอแอบมาคุยกับคุณคุณชายจนหลับไป  
       “อย่ามาทำเป็นตีหน้าเซ่อ...ไปเลย ไปซักต่อให้เสร็จ เผลอไม่ได้เลยนะแม่คุณ”
       ห่านหันมองดูนาฬิกาบนฝาผนัง อีกสิบห้านาทีจะเที่ยงคืนแล้ว ใครจะไปซักผ้าตอนนี้...นอกจากคนบ้า!
       “นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ ไว้พรุ่งนี้มาซักให้ก็แล้วกัน วันนี้ฉันง่วงมากเลย” ห่านบอกพลางหาววอดๆ 
       “ไม่ได้! ต้องซักให้เสร็จคืนนี้ ไม่เสร็จไม่ต้องนอน แล้วฉันก็จะนั่งเฝ้าเธอจนกว่าเธอจะซักเสร็จ” เขายื่นคำขาด
       “จะบ้าเหรอ นี่ฉันไม่ใช่ทาสของนายนะไอ้บ้า หัดมีน้ำใจบ้างสิ” หญิงสาวโวยขึ้นมาบ้าง
       “เท่านี้ก็เท่ากับว่าฉันมีน้ำใจกับเธอมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ หรืออยากให้ฉันเอาเรื่องนี้...” บื้อพูดไม่ทันจบ ห่านก็ทำปากยื่นปากยาวพูดแทรกขึ้นมาอย่างกวนประสาท
       “...ไปบอกคุณพรเพ็ญ นี่...พูดประโยคอื่นเป็นบ้างไหม ขู่ฉันอยู่ได้...น่าเบื่อ!” ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินกระแทกเท้าออกไป บื้อรู้สึกหน้าแตกเล็กน้อยที่ถูกหักเหลี่ยมเขาจึงตะโกนกลับไปว่า...
       “ในฐานะที่เธอกล้ามากวนประสาทฉัน ฉันขอสั่งให้เธอทำงานที่ห้องฉันอีกสามวัน!”
       “อะไรนะ...สามวัน!” ห่านหยุดกึก หันมามองคู่อริ อยากจะเดินเข้าไปกระโดดตะก้านคอให้คอหักตายกันไปข้าง
       “ใช่...ได้ยินเป็นสามอาทิตย์หรือยังไง” เขาย้อน
       “ไอ้บ้า!”
       “สี่วัน!”
       “ไอ้คนได้คืบจะเอาศอก!”
       “ห้าวัน!”
       “ไอ้....” ห่านกำลังจะนึกคำด่าอีก บื้อก็เตรียมอ้าปากเพิ่มวันขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหญิงสาวจึงยอมแพ้ เดินไปที่รั้วของห้องเช่านายบื้อ แล้วหน้านิ่วคิ้วขมวดนั่งลงซักผ้ากองโตอย่างไม่มีทางเลือก
       ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม...ก็แค่นั้น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น