อัปเดตล่าสุด 2019-05-26 11:12:26

ตอนที่ 9 ตอนที่ 9


       เมื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสร็จแล้ว ห่านจึงเดินไปที่ห้องเช่าของบื้อ จัดการดูข้าวของว่าพอจะทำอะไรยัดปากให้นายนั่นได้บ้าง ส่วนบื้อนั้นกำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ดูทีวีอยู่แต่หางตายังแอบเหลือบมองห่านเป็นระยะๆ
       “นี่จะบ้าหรือเปล่า ให้มาทำกับข้าวให้กินแต่ที่บ้านมีไข่แค่ฟองเดียว อะไรๆ ก็ไม่มี” ห่านโวยขึ้นมาเมื่อค้นทุกซอกทุกมุมแล้วพบเพียงไข่ไก่ใบเล็กจิ๋วอยู่หนึ่งฟองเท่านั้น บื้อยักไหล่ตอบอย่างไม่แยแส
       “ก็ไปเอาที่บ้านของเธอมาสิ”
       “นี่...มันจะมากไปหน่อยเหรอ” ห่านเท่าสะเอวทำตาเขียวใส่
       “ไม่มากหรอก ถ้าเทียบกับความลับที่ฉันปกปิดไว้ให้ หรือเธอจะให้ฉัน...” บื้อยังไม่ทันพูดจบ ห่านก็ยื่นปากมาพูดต่อทันทีอย่างรู้ทัน 
       “...ฟ้องคุณพรเพ็ญ ไอ้ขี้ฟ้องเอ๊ย!” พูดจบห่านก็เดินปึงปังออกจากห้องเช่าของบื้อไป เพียงชั่วอึดใจก็กลับมาพร้อมกับไข่อีกสามฟองและผักกาดดองกระป๋อง ปลากระป๋องและพริกมะนาว หญิงสาวไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการต้มข้าวต้ม เจียวไข่และยำปลากระป๋อง จัดการเสิร์ฟให้ชายหนุ่มที่นั่งกระดิกเท้ารออย่างหมั่นไส้ “เอ้า...เสร็จแล้ว รีบๆ กินซะ จะได้ไม่ต้องพูดมาก!” 
       ห่านตั้งท่าจะออกจากห้องเช่าของบื้อไปแต่ชายหนุ่มรีบเรียกหญิงสาวไว้ “เดี๋ยว...จะไปไหน ?”
       “เอ้า...ฉันก็จะกลับห้องของฉัน นี่นายคงไม่ได้ปัญญาอ่อนหรือเป็นง่อยจนถึงขนาดต้องให้ฉันป้อนด้วยหรอกนะ”
       “จะบ้าเหรอ ฉันก็แค่ไม่ไว้ใจเธอ”
       “ไม่ไว้ใจเรื่องอะไรไม่ทราบ ?” ห่านเอ่ยถาม บื้อจึงชี้มือไปที่อาหารตรงหน้าพลางมองหน้าของห่านอย่างจับผิด
       “ก็เธออาจแกล้งใส่ยาถ่ายให้ฉันกินก็ได้ ขนาดฉันหลับ เธอยังแอบมาเขียนหน้าฉันได้เลย”
       “ไว้ใจไม่ได้ก็ไม่ต้องกิน”
       “ไม่ได้นะ ฉันหิว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เธอนั่งลงแล้วกินให้ฉันดูก่อน เผื่อถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันจะได้ไม่ต้องกิน” บื้อยื่นคำขาด ห่านถอนหายใจอย่างเซ็งจิต ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลง ตักข้าวต้มในหม้อใส่ถ้วยแล้วจ้วงเอาไข่เจียวตรงหน้าเข้าปาก เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อไข่เจียวหมดปากจึงตักยำผักกาดดอกรสเปรี้ยวหวานกินตามลงไป ดูท่าทางแล้วไม่ใช่เป็นเพียงแค่ชิมแต่ห่านกินจริงจังมาก
       “พอๆ ฉันเชื่อแล้วว่าไม่มียาถ่าย เธอกลับไปได้แล้ว”
       “เดี๋ยวสิ กำลังอร่อยเลย นี่ๆ ยำปลากระป๋องแซ่บมาก” ว่าแล้วห่านก็ตักปลาประป๋องทั้งตัวยัดเข้าปากท่ามกลางความตกตะลึงของบื้อ...ผู้หญิงบ้าอะไรกินปลาได้ทั้งตัว!
       “เฮ้ย...หมดกันพอดี กินให้มันน้อยๆ หน่อย นี่เธอทำให้ฉันกินนะ”
       “แต่นี่มันของของฉัน ฉันก็เป็นคนทำ ที่สำคัญอร่อย!” หญิงสาวไม่พูดต่อความยาวสาวความยืด เธอตักข้าวต้มเพิ่มใส่ถ้วย บะหมี่ที่ทานกับคุณคุณชายไม่อยู่ท้องเลยจริงๆ
       บื้อเห็นทีจะรอช้าไม่ได้ ชายหนุ่มรีบไปเอาถ้วยมาอีกใบตักข้าวต้มในหม้อลงไป ก่อนจะจ้วงอาหารตรงหน้าแข่งกับหญิงสาวจอมเขมือบทันที และแล้วเสียงตบตีก็ดังขึ้นราวกับเกิดสงคราม…แต่เป็นสงครามข้าวต้ม!
 
       ดวงจันทร์ตอนนี้สวยไม่ต่างจากตอนที่นั่งมองกับคุณคุณชายตอนหัวค่ำ จะผิดแปลกก็ตรงที่ตอนนี้ห่านต้องมานั่งชมจันทร์และตากยุงอยู่กับไอ้นายบื้อชายหนุ่มข้างห้องเช่า ว่าแต่...ทำไมฉันต้องมานั่งคุยกับไอ้หมอนี่ด้วย!
      ชายหนุ่มคว้าฝรั่งแช่บ๊วยเวอร์ชั่นข้ามภพขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ พลางกึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่ที่ชานบ้าน ห่านนั่งเงียบในมือถือฝรั่งแช่บ๊วยอยู่เหมือนกัน เธอแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์แล้วอมยิ้มเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าของคุณคุณชายและคำพูดหวานๆ ที่เขาพูดกับเธอวันนี้
       “ท่าจะบ้า นั่งมองดวงจันทร์แล้วยิ้ม!” บื้อพูดแล้วหัวเราะในลำคอ ห่านหันขวับมาจิกตาใส่ทันที
       “จะบ้าไม่บ้าก็เรื่องของฉัน นายมาเกี่ยวอะไรด้วยไม่ทราบ”
       “ไม่อยากเกี่ยวด้วยหรอกแม่คุณ ผู้หญิงจิตไม่ปกติแบบนี้ คบไปมีแต่จะเสียกับเสีย คนอื่นจะมองว่าฉันไม่ปกติตามไปด้วย” บื้อแขวะต่อพลางกัดฝรั่งแช่บ๊วยเข้าปาก
       “สะใจหรือยัง ?” ห่านเอ่ยถาม บื้อพยักหน้ารับเป็นเชิงว่า “ก็พอได้”
       “นี่ถามจริง เธอจะทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน แม้วันนี้ทุกอย่างมันจะเป็นความลับ แต่เธอก็น่าจะรู้ว่าความลับไม่มีในโลก และเมื่อวันนั้นมาถึง คิดแล้วหรือยังว่าจะจัดการกับมันยังไง” บื้อเริ่มเข้าเรื่อง ห่านได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจเฮือก
       “ยังไม่ได้คิดเพราะคิดไม่ออก” หญิงสาวบอกตามตรง
       “อันที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากสั่งสอนอะไรเธอหรอกนะยายห่านหนี เอ๊ย...ฮันนี่ แต่ฉันก็ไม่อยากให้เธอถลำลึกลงไปมากกว่านี้ เพราะผลที่ตามมามันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หนึ่งคือถ้าคุณคุณชายรู้ ฉันเอาหัวเป็นประกันว่าเค้าต้องโกรธเธอแน่ๆ สองคือถ้าคนอื่นรู้แล้วความลับแตก เธออาจต้องตกงาน ฉันมองในแง่ไหนก็ไม่เห็นผลดีของสิ่งที่เธอกำลังทำเลยสักนิด ถ้าเป็นไปได้...เลิกเหอะ” เขาพูดอย่างจริงจังจนห่านอึ้ง
       “ทุกอย่างมีข้อดีทั้งนั้น”
       “ข้อดีที่เธอว่าคืออะไร ?” บื้อเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัยไง
       “ความสุข” คำตอบของหญิงสาวทำเอาปากคอของบื้อฝืดอย่างกระทันหัน เขามองหน้าหญิงสาวด้วยความสงสัยหนักขึ้นไปอีก “นายอาจฟังดูแล้วฉันโง่ใช่ไหม ที่ตักตวงเอาความสุขของวันนี้โดยไม่คำนึงถึงผลของวันข้างหน้า แต่ฉันยอม...ที่ยอมก็เพราะถ้าฉันรอความสุขของวันข้างหน้า ฉันไม่รู้ว่ามันจะมาวันไหน โชคชะตาจะพามันมาหาฉันเมื่อไหร่ แต่ในเมื่อวันนี้ที่ฉันสามารถสร้างความสุขให้ตัวเองได้ ฉันก็เต็มใจทำ” ห่านบอกเหตุผล บื้อฟังแล้วถอนหายใจเฮือก
       “มันก็จริงของเธอ แต่ฉันขอถามคำถามสุดท้าย สิ่งที่เธอว่ามันเป็นความสุข มันคือความสุขแบบที่เธอต้องการแน่เหรอ ?” เจอคำถามนี้ทำเอาห่านนิ่งเงียบ พยายามค้นหาคำตอบภายในจิตใจของตัวเอง ความสุขที่เธอเคยวาดฝันคือการได้รักผู้ชายที่หล่อรวยและนิสัยดีแบบคุณคุณชายแน่หรือ ? มันเป็นความสุขจริงๆ หรือเป็นเพียงความสุขในจินตนาการที่ใครๆ ก็ฝันถึงแต่ทว่าไม่มีทางคว้ามาเป็นเจ้าของได้ในโลกของความเป็นจริง
       เสียงโทรศัพท์มือถือของห่านดังขึ้น หญิงสาวรีบล้วงขึ้นมาดู เห็นว่าเป็นคุณคุณชายก็รีบกดรับทันที พร้อมทั้งลุกขึ้นตั้งท่าจะเดินออกจากห้องเช่าของบื้อ
       “สวัสดีค่ะคุณคุณชาย ค่ะ...กำลังจะอาบน้ำนอนแล้วค่ะ” หญิงสาวทำเสียงแบ๊วใส บื้อเบะปากพลางทำเสียงอ้วกให้ดังเข้าไปในโทรศัพท์ของห่าน หญิงสาวหันมาถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ “อ๋อ...ไม่ใช่เสียงใครหรอกค่ะ พอดีฮันนี่มาเดินเล่นที่สวนหย่อมหน้าบ้าน แล้วหมาข้างบ้านของฮันนี่มันคงไปกินอะไรผิดสำแดงมาเลยอ้วกแตกน่ะค่ะ เดี๋ยวฮันนี่ขึ้นไปคุยกับคุณคุณชายบนห้องนอนของฮันนี่ดีกว่านะคะ แถวนี้มลภาวะไม่ค่อยดี!” ว่าแล้วห่านก็เดินบิดตูดกลับเข้าไปในห้องเช่าของตัวเอง บื้อมองตามอย่างหมั่นไส้ก่อนหยิบฝรั่งดองขึ้นมากัด
       “คุณคุณชายคะ คุณคุณชายขา...เฟค!” ชายหนุ่มอดที่จะสบถออกมาไม่ได้ พอรู้ตัวเขาก็รีบชันตัวให้ลุกขึ้นนั่งแล้วงงกับตัวเอง “เฮ้ย...แล้วจะไปหมั่นไส้ยายห่านทำไมวะเนี่ย บ้าไปแล้ว สงสัยติดเชื้อบ้ามาจริงๆ”
       ใครจะไปรู้ว่า...บางทีในสนามรบ...อาจมีเมล็ดพันธุ์ดอกไม้!
 
       และแล้ววันนัดไปทำบุญของหญิงสาวจอมลวงโลกกับบุรุษหนุ่มผู้มีจิตใจงดงาม(และหล่อเลิศ) ก็มาถึง ห่านแต่งตัวสวยเช้งด้วยชุดสุดหรู(จิ๊กมาจากห้างอีกเช่นเคย!) ยืนอยู่หน้าคฤหาสน์หน้าปากซอย หญิงสาวคอยื่นคอยาวรอคอยเวลาที่รถของชายหนุ่มจะมาถึง อีกใจก็ยังคอยพะวงหน้าพะวงหลังมองผ่านเข้าไปในรั้วคฤหาสน์หลังงามนั้น กลัวว่าผู้เป็นเจ้าของจะออกมาเห็นเธอยืนทำลับๆ ล่อๆ อยู่ 
      รถคันหรูของชายหนุ่มแล่นมาจอดที่หน้าคฤหาสน์ของห่านในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ชายหนุ่มรีบลงมาจากรถแล้วเปิดประตูรถให้หญิงสาวอย่างกุลีกุจอ ราวกับว่ากลัวห่านจะเปลี่ยนใจไม่ยอมไปกับเขาด้วย
       “เชิญครับคุณฮันนี่”
       “ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้คุณคุณชายก่อนจะเข้าไปนั่งข้างในรถ คุณคุณชายปิดประตูแล้วเข้าไปนั่งประจำที่ พอรถเคลื่อนตัวออกชายหนุ่มจึงเอ่ยทัก
       “คุณฮันนี่รอผมนานไหมครับ อันที่จริงคุณฮันนี่ไม่เห็นต้องลำบากมายืนตากแดดรอผมที่หน้าบ้านเลย เอาไว้ผมมาถึงเดี๋ยวผมโทรเข้าไปหาคุณฮันนี่ก็ได้” คุณคุณชายบอกด้วยความเป็นห่วง ห่านยิ้มแหยๆ ทันที
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เช้าๆ แบบนี้ในแสงแดดมีวิตามินดีที่ดีต่อร่างกาย ฮันนี่ชอบค่ะ” หญิงสาวหัวเราะพลางบอกกับตัวเองในใจ...ไม่ใช่บ้านฉันนี่คะคุณคุณชาย จะเข้าไปได้ยังไงล่ะคะ!
       “ดีจังเลยครับ ปกติผมเคยเห็นแต่ผู้หญิงกลัวแดด ทั้งๆ ที่ความจริงผู้หญิงผิวสีแทนสวยดีออก...เหมือนคุณฮันนี่” ชายหนุ่มเล่นหยอดคำหวานแต่เช้าทำเอาห่านขวยเขิน เมื่อเห็นว่าออกอาการมากไปจะดูไม่งามจึงเอ่ยถามคุณคุณชายบ้าง
       “แล้ววันนี้เราจะไปทำบุญกันที่วัดไหนเหรอคะ ?”
       “เราไม่ได้ไปทำบุญที่วัดครับ” เขาบอกอย่างมีเลศนัย ห่านเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย
       “อ้าว...แล้วไปที่ไหนเหรอคะ ?”
       “พอไปถึงคุณฮันนี่ก็จะรู้เองแหละครับ”
 
       เสียงแตรรถสปอร์ตคันหรูของดาหลาดังกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์อยู่ที่หน้าบ้านของคุณคุณชายตั้งแต่เช้า หญิงสาวซักซ้อมบทหญิงสาวเจ้าน้ำตามาขอโทษคุณคุณชายกับเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนอย่างคล่องเป๊ะ รับรองว่าไม่มีหลุดอย่างแน่นอน 
       คนสวนรีบวิ่งมาเปิดประตูให้ ดาหลาเร่งเครื่องโฉบรถเข้าไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะชนคนสวนล้มคว่ำ...พวกคนชั้นต่ำ จะไปสนใจมันทำไมกัน! คุณหญิงรื่นฤดีกับคุณชนะศึกที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่นมองหน้ากันด้วยความสงสัยที่ได้ยินเสียงรถไม่คุ้นหูมาจอดที่หน้าบ้าน ผู้เป็นสามีจึงหันไปถามภรรยาที่นั่งตะไบเล็บอยู่ข้างๆ
       “ใครมาหรือคุณ ?”
       “เอ๊ะ...คุณนี่ก็ถามแปลก นั่งอยู่ด้วยกัน ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง” คุณหญิงรื่นฤดีหันไปจิกตาใส่ผู้เป็นสามี เขาถอนหายใจเฮือก ยกหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านไม่อยากก่อศึกแต่เช้า “นังเดือน...นังเดือน” คุณหญิงรื่นฤดีตะโกนเรียกคนใช้ เพียงอึดใจเธอก็วิ่งเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าของผู้เป็นนาย
       “มีอะไรคะคุณหญิง ?”
       “ฉันไม่มีอะไรเรียกแกมาไม่ได้หรือไงนังนี่ โน่น...มีแขกมา ไปดูสิว่าใคร” เธอเอ่ยปากสั่ง เดือนพยักหน้ารับแล้ววิ่งออกไป เพียงอึดใจก็วิ่งกลับมารายงาน
       “เค้าชื่อดาหลาค่ะ”
       “เอ้า...หนูดาหลามาเหรอ แล้วตอนนี้อยู่ไหนล่ะ ?”
       “อ้อ...ยืนอยู่หน้าบ้านเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ คุณหญิงรื่นฤดีถลึงตาใส่คนใช้อย่างขัดใจ
       “แล้วทำไมไม่เชิญเค้าเข้าไปนั่งในห้องรับแขกล่ะนังนี่!”
       “อ้าว...ก็คุณหญิงให้ฉันไปดูเฉยๆ ว่าใครมา ไม่ได้สั่งให้เชิญเข้ามาในบ้านนี่เจ้าคะ” เดือนตอบพาซื่อ คุณชนะศึกแอบขำเมื่อเห็นว่าผู้เป็นคนใช้ย้อนกลับจนผู้เป็นนายหน้าแหกยับเยิน เมื่อขี้เกียจต่อล้อต่อคำกับคนใช้ คุณหญิงรื่นฤดีจึงรีบออกไปต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้ของตัวเองอย่างไม่รีรอ ดาหลาที่กำลังหัวเสียกำลังจะอ้าปากด่าคนที่เดินเข้ามาเพราะนึกว่าเป็นคนใช้ แต่พอเห็นว่าเป็นคุณหญิงรื่นฤดีก็รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นสวยใส ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมราวกับจะก้มลงกราบแทบพื้น
       “สวัสดีค่ะคุณหญิง”
       “ว้าย...ทำไมเรียกแบบนั้นล่ะจ๊ะหนูดาหลา เรียกว่าคุณแม่สิจ๊ะ” คุณหญิงรื่นฤดีมองดาหลาอย่างเอ็นดู ดาหลาแสร้งยิ้มเขินก่อนจะทำตามที่ผู้ใหญ่บอก 
       “ค่ะ...คุณแม่”
       “เป็นไงมาไงจ๊ะถึงมาที่นี่ได้”
       “พอดีดาหลาลองทำขนมไทยมาน่ะค่ะ เลยอยากลองเอามาให้คุณแม่คุณพ่อและคุณคุณชายลองทาน ดาหลาว่าจะฝึกทำไปโชว์ชาวต่างชาติตอนไปประกวด Miss international of the world น่ะค่ะ” พูดจบดาหลาก็ยื่นกระเช้าใส่ขนมไทยอันสวยงามในมือของตัวเองขึ้นมายื่นให้คุณหญิงรื่นฤดี คุณหญิงรื่นฤดีรับมามองแล้วยิ้มกว้าง
       “ต๊าย...น่าทานมากเลยจ้ะหนูดาหลา”
       “มือใหม่รสชาติอาจไม่ดีเท่าไหร่นะคะ ยังไงรบกวนคุณแม่ช่วยติช่วยให้คำแนะนำดาหลาด้วยนะคะ” หญิงสาวทำเสียงนอบน้อม คุณหญิงรื่นฤดียิ่งปลื้มไปกันใหญ่ ดาหลายิ้มรับ...ซื้อมาจากร้านขนมไทยโบราณ ไม่อร่อยให้มันรู้กันไป!
       “น่าเสียดายที่ตาคุณชายไม่อยู่บ้านวันนี้ ไม่อยากงั้นคงได้ชิมด้วยกัน”
       “เอ๊ะ...วันนี้วันเสาร์นี้คะ คุณคุณชายยังไปทำงานอีกเหรอคะ ?” ดาหลาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
       “โอ๊ย...เปล่าหรอกจ้ะ วันนี้วันเกิดตาคุณชาย เค้าเลยไปทำบุญกับเพื่อน อันที่จริงหนูดาหลาน่าจะไปด้วยกับตาคุณชายนะ ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขัน ชาติหน้าจะได้เกิดมาเจอกันอีก”
       อะไรนะ ? วันนี้วันเกิดคุณคุณชายเหรอ ตายแล้ว...ทำไมเธอถึงตกข่าวไปได้ ไม่ได้การล่ะ ต้องตามติดประชิดตัว!
       “ดีเหมือนกัน ปกติดาหลาก็ชอบทำบุญอยู่แล้ว ว่าแต่คุณแม่พอจะทราบไหมคะว่าคุณคุณชายไปทำบุญที่ไหน ?”
 
       รั้วไม้เก่าๆ สีซีดจนไม่สามารถระบุได้ว่ามันเคยเป็นสีใดมาก่อน ตั้งกั้นเขตยาวไปจนสุดริมอีกด้านของถนน สภาพตึกเก่าๆ ที่ถูกบริจาคเงินมาสร้างเมื่อกว่าสามสิบปีก่อนยังตั้งตระหง่านท้าแดดฝนไม่เปลี่ยนแปลง แม้กาลเวลาจะแปรสภาพของมันให้ดูทรุดโทรมลง แต่ทว่าในความทรุดโทรมนั้นยังมีไออุ่นของความทรงจำที่หอมหวนและรอยน้ำตาไม่เลือนหายไป
       สนามหญ้าแม้ไม่ได้ปลูกด้วยดอกไม้สวยงามแต่ก็ตัดให้เรียบเป็นระเบียบ ทางด้านหนึ่งมีแปลงผักสวนครัวที่ปลูกกันเองไว้สำหรับทำอาหารกลางวัน อีกทางเป็นสนามเด็กเล่นที่มีเครื่องเล่นสีซีดสนิมเขรอะจนน่ากลัวว่าสักวันจะเกิดอันตรายกับผู้เล่น แต่สำหรับเด็กที่เล่นเองนั้น คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้เล่นสนุกโดยไม่สนว่าเครื่องเล่นเหล่านั้นมันจะเคยเห็นสีอะไรมาก่อน
       คุณคุณชายเดินมาเปิดประตูให้ห่านตั้งแต่เมื่อไหร่ หญิงสาวไม่ทันรู้ตัว จนเมื่อเขาเอ่ยทักเมื่อเห็นห่านนั่งนิ่งหญิงสาวจึงตื่นจากภวังค์ “คุณฮันนี่ครับ ถึงแล้วครับ”
       “เอ่อ...ค่ะ” ห่านรับคำแล้วก้าวลงมาจากรถ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ทำไม...ทำไมต้องเป็นที่นี่ด้วย!
       “ที่นี่แหละครับ บ้านเด็กกำพร้าทอตะวันที่ผมจะพาคุณฮันนี่มาทำบุญกัน ปกติผมมาทำบุญที่นี่เกือบทุกปีเมื่อปิดเทอมซัมเมอร์ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้กลับมาอีกครั้งหลังจากไปเรียนต่อ สองปีแล้วที่ไม่ได้มา แต่ทุกอย่างยังดูเหมือนเดิมเลยนะครับ เด็กที่นี่น่าสงสาร ไม่พ่อแม่ทิ้งก็พ่อแม่ตาย ดีนะที่ได้พวกคนใจบุญคอยบริจาคเสื้อผ้า ของเล่นและคอยเลี้ยงอาหารกลางวัน รอยยิ้มที่ผมได้จากพวกเขาทำให้ผมรู้ว่าพวกเขามีความสุขแค่ไหนที่พวกเรามา”
       ห่านไม่พูดอะไรต่อนอกจากมองตรงไปยังบ้านเด็กกำพร้า...บ้านทอตะวัน หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าตัวเองเป็นใคร พ่อแม่ชื่ออะไร เกิดที่ไหน เธอรู้แต่เพียงว่าเธอเติบโตมาจากที่นี่...บ้านเด็กกำพร้า ชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบทำให้ห่านต้องพยายามดิ้นรนเอาชีวิตให้รอดจากสังคมอันโหดร้าย ชีวิตที่มีเพียง ‘แม่ครู’ ที่มีลูกอีกนับร้อย ความอบอุ่นไม่เคยอบอุ่นเต็มหัวใจเหมือนเด็กคนอื่นๆ ชีวิตเด็กกำพร้าช่างเป็นสิ่งเลวร้าย...ที่เธอเลือกที่จะลืม
       ไม่เคยมีเสื้อใหม่ใส่...ต้องรอคนมาบริจาคให้ เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็ทนๆ กันไป ของเล่นเก่าๆ ที่ถูกคนอื่นโยนทิ้ง กลายมาเป็นของเล่นของเด็กยากไร้ที่ไม่มีทางเลือก อาหารกลางวันจากผู้ใจบุญแลกกับการออกไปเต้นแร้งเต้นกาให้พวกเขาชื่นใจว่าพวกเธอมีความสุขไปวันๆ แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย...ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุขสักนิด มันเป็นรอยยิ้มแห่งความเจ็บปวด...เจ็บปวดที่ต้องรู้ว่าชีวิตเป็นเด็กกำพร้าที่รอเพียงความเมตตาจากคนอื่น
       คำว่า ‘เด็กกำพร้า’ ตราเข้าที่หน้าผากอย่างไม่มีทางลบออก เมื่อคิดถึงเรื่องราววันวานก็ทำให้ห่านอดที่จะน้ำตารื้นขึ้นมาไม่ได้ คุณคุณชายเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
       “คุณฮันนี่ร้องไห้ทำไมครับ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ ?”
       “เปล่าค่ะ แค่ฝุ่นมันเข้าตาน่ะค่ะ” หญิงสาวแก้ตัวพลางปาดน้ำตาออก หันมายิ้มให้ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ เพื่อไม่ให้มีพิรุธ ก่อนจะล้วงมือไปหยิบแว่นกันแดดขึ้นมาสวมเพื่อปกปิดคราบน้ำตา
       “ขอใส่แว่นนะคะ แดดแรงแล้วก็ฝุ่นเยอะแบบนี้ ตาของฮันนี่สู้ไม่ค่อยไหว”
       “ตามสบายเลยครับคุณฮันนี่ งั้นเราเข้าไปข้างในกันเถอะครับ ป่านนี้ที่นี่คงเตรียมอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้ว เราจะได้ไปช่วยกันเสิร์ฟ” คุณชายบอกพลางคว้ามือของห่านเดินตรงเข้าไปยังบ้านเด็กกำพร้า ห่านไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้ปฏิเสธ นี่เธอต้องกลับเข้าไปข้างในอีกจริงๆ หรือ ?
       ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ในโรงอาหารมีโต๊ะไม้เก่าๆ สีขาววางเรียงรายเป็นทาง เด็กๆ หลากอายุหลายวัยนั่งกันหน้าสลอนเพื่อรอคอยเวลาอาหารกลางวัน อีกด้านหนึ่งถูกยกพื้นขึ้นมาสักหนึ่งไม้บรรทัดสำหรับทำเป็นเวทีขนาดย่อมๆ ไว้โชว์การแสดงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้มาเลี้ยงข้าวกลางวัน
       “สวัสดีค่ะ คุณคุณชายหรือเปล่าคะ ?” เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลังของคนทั้งคู่ คุณคุณชายกับห่านหันไปมอง เห็นหญิงสาว ดูท่าทางจะเป็นอาสาสมัครคอยมาช่วยงานในช่วงเสาร์อาทิตย์ยืนยิ้มกว้างอยู่
       “ครับ ผมคุณชายครับ”
       “สวัสดีค่ะ อาหารเราเตรียมไว้พร้อมแล้วนะคะ จะไปตักให้เด็กเองหรือจะให้ทางเราตักให้คะ ?” เธอเอ่ยถาม คุณคุณชายจึงหันมามองหน้าห่านแล้วขอความคิดเห็น
       “เอายังไงดีครับคุณฮันนี่ ?”
       “อืม...เราไปตักให้ก็ได้มั้งคะ” ห่านบอก ชายหนุ่มยิ้มรับแล้วหันไปพูดกับหญิงสาวคนนั้น
       “งั้นก็ตกลงตามนี้ครับ เราจะไปตักให้เด็กๆ เอง”
       ทางบ้านเด็กกำพร้าได้เตรียมโต๊ะที่มีอาหารวางไว้อยู่แล้ว ที่นี่มีบริการทำอาหารให้ตามที่ผู้อุปการะต้องการเพื่อความสะดวกสบาย เพียงแค่มีเงินก็ทำได้ บนโต๊ะตัวยาวถูกปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด หม้อใหญ่ๆ สองใบวางอยู่ ห่านเดินเข้าไปดูอาหารภายในหม้อ หม้อหนึ่งเป็นไข่พะโล้ลูกสวยกับหมูสามชั้น อีกหม้อเป็นแกงเขียวหวานไก่ใส่มะเขือเปราะ 
       แม่บ้านยกถาดผัดหน่อไม้ฝรั่งกับกุ้งที่กำลังควันฟุ้งมาวางไว้เพิ่มเติม เธอหันมายิ้มน้อยๆ ให้กับผู้อุปการะอาหารกลางวันวันนี้ แต่พอเห็นหน้าห่านก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย รู้สึกคุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นมาก่อน ห่านรีบหลบตาเพราะกลัวว่าหญิงคนนั้นจะจำได้ ป้ากิ่งคือป้าแม่บ้านที่เธอสนิทมากที่สุด เวลากินข้าวไม่อิ่ม ห่านมักจะไปขอเพิ่มพิเศษที่หลังครัวเสมอ ว่างๆ ก็ชอบไปช่วยป้ากิ่งทำกับข้าวและได้ฟังเรื่องราวสนุกๆ จากป้าแกด้วย แต่นั่นมันก็นานร่วมสิบปีได้แล้ว
       “เอ๊ะ...” ป้ากิ่งมองหน้าห่านแล้วเลิกคิ้วสูง สีหน้าเหมือนจะพยายามคิดให้ออกว่าว่าเคยเห็นหญิงสาวที่ไหน ห่านเห็นดังนั้นก็รีบหลบหน้าหลบตา...ตายแน่ยายห่าน!
       ป้ากิ่งกำลังจะเอ่ยทักห่าน แต่โชคดีที่มีเด็กผู้ช่วยวิ่งเข้ามาหาพร้อมทั้งร้องเสียงหลงราวกับว่าในครัวไฟกำลังไหม้
       “ป้ากิ่งๆ ขนมดอกโสนทอดกำลังจะไหม้แล้ว”
       “เอ้า...แล้วทำไมไม่กลับแกนี่” ว่าแล้วหญิงชราก็พาร่างอันตุ้ยนุ้ยหายวับเข้าไปในครัว ห่านแอบเหลือบตามองตามให้แน่ใจว่าป้ากิ่งเข้าไปแล้วก็ถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก 
       พี่เลี้ยงเด็กต่างพากันทยอยพาเด็กมาต่อแถวรับอาหารจากห่านและคุณชาย ถาดสแตนเลสเป็นหลุมๆ ยังคงใช้การได้ดีแม้ผ่านเวลามานานเนิ่น สายตาที่กลมแบ๊วของเด็กๆ ทำเอาห่านอดนึกถึงตัวเองไม่ได้ หญิงสาวกลั้นน้ำตาปั้นหน้ายิ้มช่วยคุณชายตักอาหารให้กับเด็กเพื่อไม่ให้มีพิรุธ
       อยู่ๆ เสียงร้องของเด็กคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากโต๊ะอาหาร คุณคุณชายส่งทัพพีที่กำลังถืออยู่ให้กับคุณครูที่ยืนอยู่ข้างๆ ให้ช่วยตักข้าวแทนให้ ก่อนที่จะเดินไปหาเด็กผู้หญิงที่กำลังนั่งร้องไห้จ้าอยู่โดยมีห่านตามไปติดๆ
       “ร้องไห้ทำไมคะคนสวย ?” คุณคุณชายเอ่ยถามพลางลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ เธอหันมาเล่าอย่างสะอึกสะอื้น
       “อ้อย...อ้อยแย่งไข่พะโล้ของหนูไป” เธอชี้มือไปที่เด็กหญิงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ อ้อยไม่ตอบอะไรเธอนั่งหน้านิ่ง คุณคุณชายจึงหันไปเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใจดีและดูอ่อนโยน
       “หนูชื่ออ้อยใช่ไหมคะ ?”
      เธอพยักหน้าตอบแต่ไม่ยอมพูด
       “อ้อยเอาไข่พะโล้ของเพื่อนไปหรือเปล่าคะ ?” คุณคุณชายเอ่ยถาม อ้อยส่ายหน้าปฏิเสธลูกเดียว
       “เอาไป...ผมเห็น” เด็กชายหัวเกรียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามรีบฟ้อง
       “คุณอาถามอีกครั้งนะคะ เอาไปหรือเปล่า ?”
       อ้อยยังคงส่ายหน้าแล้วหันไปทำหน้าบูดบึ้งใส่เพื่อน สายตาบ่งบอกว่าเธอกำลังด่าเพื่อนอยู่ว่า “ไอ้ขี้ฟ้อง”
       “การโกหกเป็นสิ่งไม่ดีนะคะ เด็กดีต้องไม่โกหก คนโกหกจะไม่มีใครรัก” คุณคุณชายบอกกับเด็กน้อยแต่มันกระเทือนถึงก้นบึ้งหัวใจของห่านอย่างแรง เธอกลืนน้ำลายดังเอื๊อก ประโยคที่คุณคุณชายพูดนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทราวกับเขามาพูดกรอกใส่หูเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ...คนโกหกจะไม่มีใครรัก...
       เด็กน้อยได้ยินอย่างนั่นก็นั่งนิ่ง ค่อยๆ ดึงไข่พะโล้ในชายเสื้อออกมาแล้วพูดประโยคแรกกับคุณคุณชาย ประโยคที่ทำเอาคนฟังถึงกับอึ้งพูดไม่ออก
       “หนูชอบกินไข่ อยากเก็บไข่ไว้กินตอนหิว แม่ครูบอกตอนนี้ไข่แพงไม่มีเงินทำให้กิน ต้องกินแต่ผัก หนูเกลียดผัก หนูอยากกินไข่ทุกวัน” เธอตอบพาซื่อ ห่านถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอเข้าใจดี เมื่อตอนเธออยู่ที่นี่ ถ้ามื้อไหนไม่มีใครมาเลี้ยงอาหาร กับข้าวประจำของบ้านเด็กกำพร้าคือผัดผักบุ้งเค็มๆ กับข้าวต้มชามโต เพื่อให้อิ่มท้อง การได้เห็นเนื้อสัตว์ในอาหารคือสิ่งวิเศษที่ทุกคนปรารถนา
       “ถ้าไม่อิ่ม หนูบอกอานะคะ ไข่ใบนี้เปื้อนแล้ว เอาไปทิ้งนะ กินเข้าไปเดี๋ยวมีเชื้อโรค คุณอาจะไปตักไข่มาให้ใหม่ ส่วนของหนูเดี๋ยวอาก็ตักมาให้เหมือนกัน ไม่ต้องร้องนะคะ” ชายหนุ่มบอกอย่างใจดี เด็กน้อยจึงเลิกร้องไห้ หันมายิ้มแฉ่ง
       คุณคุณชายหันมามองห่าน หญิงสาวปาดน้ำตาแล้วยิ้มรับ
       “น่าสงสารเด็กพวกนี้นะครับ ขนาดของกินยังต้องแย่งกัน” เขาพูดขึ้น ห่านพยักหน้ารับแต่ไม่พูดอะไรออกมา 
       อีกทางหนึ่ง ดาหลาแล่นรถเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเด็กกำพร้าทอตะวัน เธอเดินเฉิดฉายกวาดตามองหาคุณคุณชายและเพื่อนตามที่คุณหญิงรื่นฤดีบอก โดยที่ไม่รู้เลยว่าเพื่อนคนที่คุณคุณชายหมายถึงนั่นคือ...ฮันนี่!
       เธอเดินดุ่มๆ ตรงไปยังอาคารหลังแรก เห็นเด็กๆ กำลังทานอาหารอยู่ก็กำลังจะเดินผ่าน แต่ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นคุณคุณชายกับห่านกำลังช่วยป้อนข้าวเด็กกันอย่างกระหนุงกระหนิง หญิงสาวปรี๊ดแตกทันที กำลังจะเดินตรงไปเอาเรื่องแต่ทว่าสติที่ยังเหลือน้อยนิดส่งข้อความไปยังสมองให้เธอใจเย็น การทำอะไรโดยใช้อารมณ์ไม่ใช่สิ่งที่ดี ประวัติศาสตร์ไม่ควรซ้ำรอยแบบในร้านอาหารคืนนั้น เพราะผลเสียจะตกมาอยู่ที่เธอเองทั้งหมด
       ดาหลาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ทำสีหน้าให้ใสซื่อแบ๊วสุดๆ เหมือนตอนทำต่อหน้าสื่อมวลชน พอไปถึงเธอจะไปขอโทษคุณคุณชายและก็ยายฮันนี่ ทำเป็นสำนึกผิด แต่คอยดูเถอะ...ได้จังหวะเอาคืนเมื่อไหร่ฉันจะจิกหัวแกมาตบให้หน้าหันไปเลยยายฮันนี่! ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาเดิน เด็กหญิงตัวน้อยสองสามคนที่กำลังวิ่งเล่นกันหลังทานอาหารเสร็จก็ผ่านมาทางดาหลา เด็กคนหนึ่งไม่ระวังทำให้ชนหญิงสาวอย่างจังจนล้ม  เด็กน้อยลุกขึ้นยกมือไหว้ขอโทษดาหลาแต่หญิงสาวกลับถลึงตาใส่ราวกับเป็นนางยักษ์
       “วิ่งไม่ดูตาม้าตาเรือ เดี๋ยวก็หยิกให้เนื้อเขียวเลย!”
       เด็กน้อยยืนนิ่งมองหน้าดาหลา ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสร้อย ปากเบะออกแล้วเปล่งเสียงร้องแงออกมาจนดังลั่น ดาหลาตกใจทำอะไรไม่ถูก กระชากแขนของเด็กน้อยมาหยิบแล้วถลึงตาใส่ 
       “เงียบ...ฉันบอกให้เงียบ อยากโดนอีกหรือไง!”
       คุณคุณชายกับห่านได้ยินเสียงเด็กร้องไห้จึงหันไปมอง เห็นดาหลายืนอยู่ก็มองหน้ากันอย่างแปลกใจ
       “นั่นยายดาหลา เอ๊ย...คุณดาหลานี่คะ” ห่านบอก
       “แล้วคุณดาหลามาทำไมที่นี่ ?” ว่าแล้วคุณคุณชายก็เดินออกไปหาดาหลาพร้อมกับห่าน ทันทีที่ดาหลาเห็นคุณคุณชายเดินเข้ามา จากที่กำลังจิกตีเด็กก็เปลี่ยนเป็นเสียงเป็นอ่อนหวานรักเด็กขึ้นมาทันที
       “โอ๋ๆ อย่าร้องไห้นะจ๊ะ ดูสิ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ?” ดาหลาแกล้งทำเป็นห่วงใยเด็กน้อย จับมาปัดเนื้อปัดตัวให้ก่อนจะถลึงตาใส่เด็กร้องไห้จ้าวิ่งหนีไปอีกทาง “อ้าว...ไปซะแล้วเหรอ”
       “คุณดาหลามาทำไมที่นี่ครับ ?” คุณคุณชายเอ่ยถาม  
       “คือดาหลาแวะไปหาคุณแม่ เอ่อ...ดาหลาหมายถึงคุณหญิงรื่นฤดีน่ะค่ะ แล้วคุณแม่บอกว่าวันนี้เป็นวันเกิดของคุณคุณชาย คุณคุณชายมาทำบุญที่นี่กับเพื่อน ให้ดาหลาตามมาช่วยคุณคุณชายทำบุญ ไม่นึกว่าเพื่อนที่คุณคุณชายบอกจะหมายถึง...” ดาหลาเว้นระยะไปสักอึดใจ ปรายตามองห่านอย่างไม่เป็นมิตร แต่พอรู้ตัวว่ากำลังจะทำเสียแผนก็รีบปั้นหน้าทันที “...คุณฮันนี่ สวัสดีค่ะ” ไม่พูดเปล่า ดาหลาเดินไปจับไม้จับมือห่านราวกับสนิทสนมเสียเหลือเกิน  “ดีใจจังที่เจอ  คือดาหลาอยากจะขอโทษเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ดาหลาใจร้อนวู่วามไปเอง หวังว่าคุณฮันนี่คงให้อภัยดาหลานะคะ” 
       หญิงสาวพูดแล้วบีบน้ำตา ดาหลาที่กำลังอึ้งอยู่ปั้นหน้าไม่ถูก ไม่รู้ต้องแสดงอาการอย่างไร
       “คุณฮันนี่เงียบไปแบบนี้ คงไม่ให้อภัยดาหลาแน่เลย”
       “อย่าโกรธกันเลยครับ เรื่องแค่นี้ผมว่าคุณสองคนน่าจะคุยกันได้ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปดูแลเด็กๆ ก่อน จะได้ปล่อยให้คุณสองคนเคลียร์กันนะครับ” ไม่รอฟังคำตอบ ชายหนุ่มเดินกลับเข้ามาในโรงอาหารทิ้งให้สองสาวคุยกันตรงนั้น
       จากสายตาที่อ่อนโยนกลายเป็นดวงตามนางมารร้ายทันที ดาหลาจิกตามองห่านตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเบ้ปาก
       “หน้าด้าน! ตามผู้ชายไม่ห่าง!”
       “อุ๊ย...ไม่เอานะคะ ว่าตัวเองอย่างนั้นไม่ดีเลย ฉันน่ะไม่ได้ตามคุณคุณชายมา แต่คุณคุณชายน่ะเป็นคนมารับฉันเองที่บ้าน ไม่เหมือนใครบางคน เชิญก็ไม่ได้เชิญ ยังอุตส่าห์หน้าด้านตามมาหาผู้ชายถึงที่” ห่านตอกกลับ ดาหลาตาโต กำลังจะอ้าปากร้องกรี๊ด ห่านจึงรีบห้ามไว้
       “ไม่เอานะคะ อย่าร้องกรี๊ดกร๊าดให้คุณคุณชายเห็น ตอนนี้คะแนนกำลังตกอยู่ เดี๋ยวจะติดลบเสียเปล่าๆ ไอ้วิชาสตรอเบอร์แหลที่เอาไปใช้บนเวทีประกวดนางงามขุดเอามาใช้อีกก็ได้นะคะคุณ ฉันไม่ว่า” ห่านยักไหล่อย่างผู้เหนือกว่า
       “ไม่ต้องมาสั่งสอนฉัน”
       “ฉันคงไม่บังอาจไปสั่งสอนคุณหรอกค่ะคุณดาหลา เพราะรู้ว่าเรื่องแบบนี้คุณคงถนัดเพราะมันเป็นสันดาน!”
       “อีบ้า! เกิดมายังไม่เคยมีใครกล้าด่าฉันแบบนี้นะ” ดาหลาโวย ห่านเอามือปิดปากหัวเราะเสียงแหลม
       “ไม่เคยก็จะได้เคยไว้นะคะ เพราะดูจากหนังหน้าของคุณดาหลาแล้วเนี่ย คงเคยด่าใครคนอื่นไว้เยอะ จะได้รู้ว่าเวลาถูกคนอื่นเค้าด่าบ้างจะรู้สึกยังไง”
       ดาหลากัดฟันกรอดๆ ข่มร่างกายไม่ให้ทำตามที่อารมณ์สั่ง เพราะถ้าเป็นแบบนั้น มีหวังเธอคงกระโดดตบห่านจนล้มหัวทิ่มไปแล้ว หญิงสาวจ้องหน้าห่านอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะใช้จังหวะเผลอจับมือของห่านมาตับเข้าที่ใบหน้าของตัวเองแล้วแกล้งเซล้มลงไปนอนกับพื้น ร้องไห้โอดครวญเหมือนคนใกล้ตาย คุณคุณชายได้ยินเสียงของดาหลาก็รีบวิ่งออกมา ภาพที่เขาเห็นก็คือดาหลานั่งอยู่ที่พื้นโดยมีห่านยืนค้ำหัว ห่านอึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
       “อะไรกันครับ ?”
       “ก็คุณฮันนี่น่ะสิคะ เค้าไม่ยอมรับคำขอโทษของดาหลา บอกว่าอยากตบแก้แค้นดาหลา แล้วก็ตบหน้าดาหลาจนล้มคว่ำแบบที่เห็นนี่แหละค่ะ” ดาหลาแกล้งร้องไห้กระซิกๆ คุณคุณชายเข้าไปประคองดาหลาให้ลุกขึ้นแล้วหันไปถามห่าน
       “จริงเหรอครับคุณฮันนี่ ?”
       “คุณดาหลาลงทุนขนาดนี้ ถ้าฮันนี่ปฏิเสธก็คงจะเสียน้ำใจแย่” ห่านพูดประชด คุณคุณชายไม่ทันจะได้ถามอะไรต่อ เสียงของหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น  ทั้งสามหันไปมอง เห็นเป็นหญิงอายุราวห้าสิบกว่าปี ผมเป็นสีดอกเลาเกือบจะทั้งหัว ใส่แว่นกรอบหนาหน้าตาดูดุดันแต่ทว่าในดวงตากลับแฝงไปด้วยความปราณี...แม่ครู! แม่ครูจริงๆ ด้วย
       “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ?” เธอเอ่ยถาม
       ห่านเผลอจ้องหน้าแม่ครู เธอมองหน้าห่านกลับแล้วขมวดคิ้วก่อนจะเอ่ยทักด้วยความดีใจ
       “ยายห่าน...ยายห่านใช่ไหม ?” แม่ครูเดินเข้ามาจับมือห่าน เธอไม่ได้เจอห่านมากว่าสิบปีแล้ว หญิงสาวได้ทุนเรียนต่อราชภัฏฯ แล้วก็หายไปเลย ไม่เคยกลับมาที่นี่อีก
       “เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ คุณคงจำคนผิดแล้วล่ะค่ะ” ห่านชักมือกลับ น้ำตารื้นแต่พยายามกลืนมันลงไปให้ลึกสุดใจ
        “คงเข้าใจกันผิดแล้วล่ะครับคุณครู คุณผู้หญิงคนนี้ชื่อฮันนี่ครับ” คุณคุณชายรีบบอกแต่ดูเหมือนว่าแม่ครูจะยังไม่ปักใจเชื่อ เธอมองหน้าห่านอีกครั้งแต่ห่านหลบตา แว่นกันแดดอันใหญ่ช่วยปกปิดใบหน้าอันคุ้นเคยให้ดูแปลกตาขึ้น
       “ถ้าอย่างนั้นดิฉันคงต้องขอโทษด้วยนะคะ ดิฉันแก่แล้ว ลูกศิษย์ลูกหาก็เยอะ อาจหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” ห่านบอก พยายามฝืนยิ้มให้หญิงชราตรงหน้า
       “แล้วนี่เกิดอะไรกันขึ้นคะ ?” แม่ครูหันไปถามคุณคุณชาย ชายหนุ่มรีบปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นเพราะไม่อยากให้หญิงชรากังวล
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย”
       แม่ครูพยักหน้ารับอย่างเข้าใจก่อนจะขอตัวไปทำธุระต่อ แต่ไม่วายหันมามองห่านให้แน่ใจอีกครั้ง ห่านหลบหน้าหลบตาแม่ครูจนดาหลารู้สึกผิดสังเกต ลางสังหรณ์อะไรสักอย่างปรากฏเลือนรางขึ้นมาในความรู้สึกของหญิงสาว...มันต้องมีอะไรแน่ๆ ห่าน...ฮันนี่ ?
       “คุณดาหลาเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ ?” คุณคุณชายเอ่ยถามหญิงสาว ดาหลาจึงเลิกให้ความสำคัญกับประเด็นที่กำลังสงสัย แล้วหันมาเล่นละครต่อ
       “เจ็บที่ข้อเท้ามากเลยค่ะ สงสัยเท้าจะเคล็ด”
       “แหม...โดนตบที่หน้าแต่เจ็บที่ข้อเท้า แปลกจังนะคะคุณดาหลา” ห่านเอ่ยถาม ดาหลาสะดุ้งรีบแก้ตัว
       “ก็ตอนคุณฮันนี่ตบดาหลา ดาหลาเซล้มข้อเท้าเลยพลิกน่ะสิคะ คุณคุณชายช่วยพยุงดาหลาหน่อยสิคะ ดาหลาลุกเองไม่ไหว” เธอทำเสียงออดอ้อนจนน่าหมั่นไส้ คุณคุณชายพยักหน้ารับก่อนจะค่อยๆ พยุงตัวดาหลาขึ้นมา
       “ข้อเท้าเจ็บแบบนี้ ดาหลาคงขับรถกลับบ้านเองไม่ได้ ยังไงขอติดรถคุณคุณชายกลับไปได้ไหมคะ เดี๋ยวดาหลาค่อยให้คนรถมาเอารถกลับ” ดาหลาเอ่ยถามชายหนุ่ม เขาหันมามองห่านเป็นเชิงเกรงใจที่ต้องให้ดาหลาติดรถไปด้วยซึ่งดูเหมือนว่าห่านจะเข้าใจ
       “คุณคุณชายรีบพาคุณดาหลาไปเถอะค่ะ เดี๋ยวเธอจะยิ่งเจ็บไปกันใหญ่ ฮันนี่ขอตัวไปเข้าห้องน้ำสักครู่แล้วจะตามไปนะคะ” หญิงสาวพูดจบก็เดินออกมาจากที่ตรงนั้น คราวนี้ฉันเสียแต้มให้เธอ...คราวหน้าไม่ยอมแน่!
       “หฤทัย”
       “คะ...” ห่านหันไปตามเสียง เมื่อเห็นหน้าของคนที่เรียกหญิงสาวถึงกับอึ้งพูดไม่ออก แม่ครูเดินเข้ามาใกล้ห่าน มองหน้าเธอด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง
       “ถ้าคุณไม่ใช่ยายห่าน แต่คุณชื่อหฤทัยก็น่าแปลกมากทีเดียว ครูไม่รู้หรอกว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนชื่อและไม่ยอมรับว่าเธอรู้จักครู  แต่ครูขอบอกไว้ว่าครูไม่เคยลืมลูกศิษย์ทุกคน แม้ลูกศิษย์จะตั้งใจลืมครู ลืมบ้านเด็กกำพร้า ลืมทุกๆ อย่างที่นี่แล้วก็ตาม” แม่ครูพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้ห่านยืนอึ้งเหมือนโดนไม้เรียวหวดเข้าที่ก้นอย่างแรง
       ทุกสิ่งรอบตัวดูเงียบสงบจนน่าเศร้า สีหน้าของแม่ครูยังติดตาห่านอยู่ไม่หาย ใจหนึ่งอยากจะเดินเข้าไปกอดแล้วสารภาพผิด แต่อีกใจก็ดื้อดึงกลัวแผนการทั้งหมดจะเสียไป
       เธอเลวมากไหม ? คือคำถามที่ห่านถามตัวเอง    
 
      ดาหลาเสนอหน้าไปนั่งชูคอข้างคุณคุณชายที่เบาะหน้าเสียแล้ว ห่านจึงจำเป็นต้องไปนั่งเบาะหลัง ตอนนี้หญิงสาวไม่มีอารมณ์จะวีนใครเพราะกำลังเจ็บใจตัวเองที่ทำแบบนั้นกับแม่ครู หญิงสาวนั่งนิ่งจนคุณคุณชายแปลกใจ 
       “คุณฮันนี่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ เห็นนั่งเงียบมาตั้งแต่ออกจากบ้านเด็กกำพร้าแล้ว”
       “หรือคุณฮันนี่จะยังโกรธดาหลาไม่หายคะ ดาหลาขอโทษจริงๆ นะคะ” ดาหลาพูดแทรกขึ้นมาอย่างไร้มารยาท ภายใต้สีหน้าที่แสนเศร้านั้นกลับแฝงความยิ้มเยาะสะใจอย่างสุดขีด  
       “เปล่าค่ะ ไม่ได้เป็นอะไร แล้วก็ไม่คิดโกรธเคืองคุณดาหลาด้วยนะคะ เพราะฉันเชื่อในคำที่พระท่านบอกน่ะค่ะ โกรธคือโง่โมโหคือบ้า ยิ่งโกรธคนบ้ายิ่งบ้าไปกันใหญ่ค่ะ” หญิงสาวยังไม่วายแขวะ ดาหลาถลึงตาโตใส่แล้วหันไปทำเสียงออดอ้อนกับคุณคุณชาย
       “ดูสิคะคุณคุณชาย คุณฮันนี่เค้าด่าว่าดาหลาเป็นคนบ้า”
       “อุ๊ย...ฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลยนะคะคุณดาหลา ร้อนตัวไปหรือเปล่าคะ”
       เมื่อเห็นว่าเรื่องท่าจะยาว คุณคุณชายจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
       “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพอเราไปส่งคุณดาหลาเสร็จ เราไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันไหมครับคุณฮันนี่” ชายหนุ่มเอ่ยถามห่าน ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้อ้าปากตอบดาหลาก็แทรกมาอีกแล้ว
       “ดีเลยค่ะ ดาหลาก็หิว ขอติดรถไปด้วยนะคะ”
       “เอ่อ...คุณดาหลาขาเจ็บนะครับ เกรงว่าจะไม่สะดวก” ชายหนุ่มเอาเรื่องอาการบาดเจ็บของดาหลามาเป็นข้ออ้าง อันที่จริงเขาอยากทานอาหารกับฮันนี่สองต่อสองในวันพิเศษนี้ต่างหาก
       “ไม่ต้องวอรี่เลยค่ะ ดาหลาดีขึ้นมากแล้ว” หญิงสาวยังดึงดันที่จะไปด้วยให้ได้ ห่านเห็นดังนั้นก็เบ้ปากแล้วพูดขึ้น
       “เชิญคุณคุณชายกับคุณดาหลาเถอะค่ะ วันนี้ฮันนี่รู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อน”
       “ไม่สบายเป็นอะไรหรือเปล่าครับ ไปแวะหาหมอก่อนไหม ?” คุณคุณชายเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
       “ไม่ต้องวอรี่หรอกค่ะ ฮันนี่ดีขึ้นมากๆ แล้ว” ห่านพูดล้อดาหลาแล้วหันไปเบ้ปากให้หญิงสาว ดาหลาถลึงตาใส่ห่านเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
       ไม่นานนัก รถคันงามของคุณคุณชายก็แล่นเข้ามาจอดที่คฤหาสน์หลังงามที่ห่านอุปโลกน์ว่าเป็นบ้านของตัวเอง ดาหลาหันไปมองแล้วแอบอึ้งเล็กน้อยก่อนจะแกล้งพูดชมห่าน
       “บ้านคุณฮันนี่นี่ใหญ่จังเลยนะคะ”
       “แต่คงใหญ่สู้บ้านของคุณดาหลาไม่ได้หรอกมั้งคะ”
       “จะว่าใช่ก็ใช่นะคะ บ้านดาหลาใหญ่กว่านี้สักสองเท่าเห็นจะได้” ดาหลาตอบอย่างผู้เหนือกว่า
       “ค่ะ คงจะใหญ่เท่าสวนสัตว์เขาดินหรือเปล่าคะ เห็นคุณดาหลาชอบเลี้ยงพวกแรด พวกชะนี อ้อ...สงสัยจะมีไร่สตรอเบอร์รี่ด้วยเห็นพกมาซะเยอะเชียว ขอตัวนะคะ” ว่าแล้วห่านก็เปิดประตูรถลงไปเองโดยที่ไม่ต้องรอให้คุณคุณชายลงมาเปิดประตูให้ แต่คุณคุณชายก็ยังอุตส่าห์เดินลงมาส่งหญิงสาวที่หน้าบ้าน
       “ยังไงต้องขอโทษคุณฮันนี่ด้วยนะครับ เราเลยไม่ได้ไปฉลองวันเกิดของผมด้วยกันเลย” ชายหนุ่มบอกอย่างเสียดาย ห่านยิ้มน้อยๆให้เขา
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอาไว้วันหลังเราค่อยไปด้วยกันอีกก็ได้ สุขสันต์วันเกิดนะคะคุณคุณชาย”
       “ขอบคุณมากครับ คุณฮันนี่ก็อย่าลืมทานยาแล้วพักผ่อนนะครับ เอาไว้คืนนี้ผมจะโทรหา” คุณคุณชายบอกก่อนจะเดินกลับเข้าไปในรถ 
       ดาหลาหันหน้ามามองห่านแล้วเบ้ปากใส่ ห่านเบ้ปากเลียนแบบหันหลังเดินไปหยุดที่หน้าประตูรั้วบ้าน รอให้รถของคุณคุณชายแล่นผ่านไปจนสุดลูกหูลูกตาจึงเดินเลี่ยงเข้าไปในซอยห้องเช่าของตัวเอง
 
       เสียงเพลงจากวิทยุดังคลอเบาๆ ในขณะที่บื้อกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายอยู่ที่หน้าห้องเช่า เสียงเปิดประตูรั้วของข้างห้องดังขึ้น ชายหนุ่มจึงละสายตาจากหนังสือพิมพ์ขึ้นมอง เห็นห่านเดินหน้าจ๋อยเข้ามาจึงเอ่ยแซวตามปกติ
       “แหม...คุณห่านหนี เอ๊ย...ฮันนี่ ชุดสวยนะครับ ซื้อที่ไหนเนี่ย ?”
       ไม่มีเสียงตอบจากหญิงสาวปากจัดคนเดิม เธอนิ่งเงียบแล้วนั่งลงหน้าบ้าน ถอดรองเท้าคู่สวยออกมาแล้วหยิบผ้าข้าวงตัวขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดก่อนจะเก็บลงกล่อง...วันจันทร์ต้องเอาไปคืน
       ห่านเหม่อมองออกไปข้างหน้าห้องเช่าแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ บื้อเห็นว่าท่าจะไม่ปกติจึงเดินออกมาเกาะรั้วถาม “นี่เธอทำปากร่วงไว้ที่ไหนยายห่าน เดี๋ยวฉันจะไปช่วยตามหา” พูดจบบื้อก็หัวเราะร่วน ห่านหันมามองชายหนุ่มด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย ทำเอาชายหนุ่มต้องหยุดหัวเราะทันที “เป็นบ้าอะไรอีกล่ะ คุณคุณชายเค้าจับได้แล้วหรือไงว่าเธอเป็นยายห่านพนักงานขายรองเท้าในห้าง”
       “เปล่า...”
       “แล้วเป็นอะไรล่ะ ทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ” บื้อเอ่ยถาม ห่านไม่ตอบ ถอนหายใจเฮือกแล้วลุกขึ้นเดินเข้าห้องของตัวเองไปอย่างหน้าตาเฉย เธอปิดประตูดังปังแล้วล็อกกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะทิ้งตัวลงไปบนฟูกที่นอนเอาหมอนปิดหน้าร้องไห้
       บื้อมองตามแล้วขมวดคิ้ว...มันต้องมีอะไรแหงๆ เลย

       เย็นแล้ว บื้อเดินออกมานอกบ้านเตรียมจะไปซื้อกับข้าวหน้าปากซอยมาทานเป็นอาหารมื้อเย็นตามประสาชายโสด ชายหนุ่มเดินผ่านหน้าห้องเช่าของห่านที่ปิดเงียบ ไม่ได้เปิดไฟ ทั้งๆ ที่ฟ้าก็มืดลงแล้ว ชายหนุ่มคิดว่าบางทีห่านอาจจะออกไปดี๊ด๊ากับคุณคุณชายแล้วก็ได้ แต่ทว่าสายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นที่หน้าประตูห้อง ไม่ได้มีกุญแจสวมไว้อย่างที่เคยเป็น ห่านยังอยู่...แล้วทำไมไม่เปิดไฟ งกอะไรนักหนาเนี่ย!
       ชายหนุ่มตัดสินใจผลักประตูรั้วไม้เดินเข้ามาที่หน้าห้องของห่าน กำลังจะยกมือขึ้นจะเคาะประตูห้องแต่ก็ต้องรีบชักมือกลับ เขาถามตัวเองว่า “กูจะมาเคาะหายายห่านบ้านี่ทำไมกัน ?” แต่แล้ว...เขาก็ทำในสิ่งที่ถามตัวเอง
       “นี่ยายห่านอยู่หรือเปล่า ?” บื้อตะโกนเรียกพลางเคาะประตูห้องของหญิงสาว ไม่มีเสียงตอบจากในห้อง เขาจึงเคาะประตูอีกครั้งแล้วเรียกซ้ำ “ยายห่านหนี...ห่านดินกินหญ้าห่านฟ้ากินยุง ไม่อยู่หรือฆ่าตัวตายไปแล้ว” พูดจบบื้อก็หัวเราะร่วน พอนึกขึ้นได้...ฆ่าตัวตายเหรอ ? ไม่น่า...ยายนั่นคงไม่บ้าทำอะไรแบบนั้น หรือคุณคุณชายจะรู้ความลับเข้าแล้ว ยายห่านคงจะเสียใจมากเลยฆ่าตัวตาย! 
       ชายหนุ่มตะโกนเรียกห่านอีกครั้งแต่ก็เงียบ เขาจึงสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกลมปรานจากปลายเล็บขบยันปลายเส้นผมที่แห้งกรอบก่อนจะพุ่งตัวไปที่ประตู หวังว่าจะพังมันเข้าไปช่วยห่านได้ เป็นจังหวะเดียวกับห่านเปิดประตูสวนมาพอดี ทำให้ชายหนุ่มชนเข้ากับประตูอย่างจังจนล้มคว่ำลงที่หน้าห้องของหญิงสาว บื้อมึนหัวอย่างแรง เขารู้สึกเหมือนเห็นดาวเต็มท้องฟ้าทั้งๆ ที่เพิ่งจะหนึ่งทุ่มเท่านั้น
       “มีอะไรเหรอ ? อ้าว แล้วลงไปนอนตรงนั้นทำไม ?” ห่านถามเสียงเอื่อย ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าเธอเพิ่งตื่นนอน
       “โอ๊ย...เปิดประตูยังไงไม่ดูคนเลยยายห่าน นี่ถ้าฉันหัวแตกหรือสมองกระทบกระเทือนไปจะว่ายังไง ใครจะรับผิดชอบ” ชายหนุ่มโวยขึ้นมา ห่านไม่โต้ตอบแต่กลับเดินเข้าไปในห้องแล้วนั่งหน้าซีดอยู่บนเตียงนอน บื้อลุกขึ้นเดินตามเข้าไป เห็นสีหน้าของหญิงสาวไม่ค่อยดีนักจึงเอ่ยถาม “แล้วนี่เป็นอะไรหน้าซีดเชียว”
       “เปล่า สงสัยคงเพลียนิดหน่อยน่ะ” ห่านบอกก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง เตรียมจะไปหุงข้าวหาอาหารทาน แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกหน้ามืด ห้องเช่าหลังน้อยของเธอหมุนติ้วยิ่งกว่าลูกข่าง หญิงสาวทำท่าจะล้มคว่ำดีที่บื้อมาช่วยประคองไว้ได้ทัน
       “เฮ้ย...เป็นอะไรไปเนี่ย ตัวร้อนด้วย” มือของชายหนุ่มสัมผัสที่ต้นแขนของห่าน รู้สึกถึงไอร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกาย เขาประคองหญิงสาวให้นั่งลงบนเตียง จ้องหน้าของเพื่อนข้างห้องอีกครั้ง เห็นว่าหน้าของห่านซีดแทบไม่มีสีเลือด “ไปหาหมอดีกว่ามั้ง ฉันว่าเธอไม่สบายแน่ๆ ตัวร้อนแบบนี้”
       “ไม่เป็นอะไรมากหรอกน่า” เธอยังเถียงแต่อาการมึนหัวยังไม่ทุเลา
       “เอ่อ...เธอมีอาการแบบคลื่นไส้ หรืออยากกินของเปรี้ยวๆ บ้างหรือเปล่า ?”
       “นี่ไอ้นายบื้อ ฉันไม่ใช่คนท้องนะยะจะได้มีอาการแบบนั้น” ห่านหันมาแว้ดเสียงดังแล้วก็หน้ามืดอีก...ไม่น่าออกแรงมากเลยฉัน
       “ใครจะไปรู้ล่ะ นึกว่าเธอกะจะจับคุณคุณชายให้อยู่หมัดด้วยการเอาเรื่องเด็กในท้องมาอ้างเหมือนในละคร”
       “ก็อยากอยู่ เอ้ย...ไอ้บ้า! ฉันไม่ใช่ผู้หญิงใจง่ายแบบนั้นนะ นายจะไปไหนก็ไปซะที ฉันเวียนหัว จะกินข้าวกินยานอนแล้ว” หญิงสาวเอ่ยปากไล่บื้อ ชายหนุ่มเบ้ปากใส่อย่างหมั่นไส้
       “หนอย...ทำดีไม่ได้ดียังมีหน้ามาเอ่ยปากไล่อีก ไอ้เราก็อุตส่าห์เป็นห่วง”
       “แล้วเป็นบ้าอะไรมาห่วงฉันเล่า” ห่านหันมาถาม บื้อเองเจอคำถามนี้ก็เล่นเอาอึ้ง หาคำตอบให้คนถามและตัวเองไม่ได้ นั่นน่ะสิ แล้วทำไมเขาต้องมาเป็นห่วงยายห่านปากปลาร้านี่ด้วยนะ
       “ก็...แค่กลัวว่าเธอจะตายกลายเป็นผีเฝ้าห้อง ฉันไม่อยากอยู่ห้องเช่าที่ห้องข้างๆ มีผีสาวโรคจิต ขี้เกียจย้ายข้าวของ ที่สำคัญเพิ่งมาอยู่ได้แค่เดือนเดียวเอง มัดจำไปตั้งสามเดือน เสียดายเงิน” ในที่สุดชายหนุ่มก็หาข้ออ้างมาจนได้ ห่านเบ้ปาก ไม่มีอารมณ์จะเถียง รอให้หายป่วยทางกายและใจก่อนเถอะ ได้เจอดีกันแน่
       “ปากดี ไว้ถ้าฉันเป็นผี ฉันจะมาหลอกนายคนแรก”
       “ทางที่ดีอย่าเป็นเลย ขนาดตอนเป็นคนยังน่ากลัวขนาดนี้ ถ้าเป็นผีจะน่ากลัวขนาดไหนเนี่ย...บรื๋อส์!”
       “นี่!” ห่านแว้ดใส่ก่อนจะคว้าหมอนปาใส่ชายหนุ่ม เขาหัวเราะร่วนแล้ววิ่งไปที่หน้าประตูห้อง ยื่นหน้าเข้ามาหาห่านอีกครั้งพร้อมทั้งเอ่ยถาม
       “ฉันจะออกไปซื้อข้าวหน้าปากซอย จะกินอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวจะซื้อมาให้”
       “ฟรีหรือเปล่า ?” ห่านถาม บื้อรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
       “จะบ้าเหรอ กลางเดือนแบบนี้กำลังช็อต จะกินไรก็บอกมาพร้อมทั้งฝากเงินมาด้วย” ชายหนุ่มแบมือขอเงิน 
       “ขี้งก! งั้นฝากซื้อโจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่ขิงมาให้ถุงนึงแล้วกัน จะได้ไม่ต้องหุงข้าว แล้วค่อยกลับมาเอาเงินนะ อ้อ...ฝากซื้อยาพาราด้วยแผงนึง” ห่านสั่ง บื้อพยักหน้ารับ
       “รอสักสามชั่วโมงแล้วกัน เดี๋ยวมา”
       “ถ้าสามชั่วโมงก็ไม่ต้องมาแล้ว...ไปๆ จะไปก็รีบไป ฉันหิว” พูดจบห่านก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย บื้อเบ้ปากก่อนจะปิดประตูห้องให้หญิงสาวแล้วเดินออกไปซื้อข้าวหน้าปากซอย
 
       โจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่ขิงถูกเทลงในชามใบโต ก่อนที่บื้อจะเอามาวางให้ห่านที่นั่งรออยู่ที่ชานหน้าห้องเช่า ชายหนุ่มนั่งลงแล้วเทผัดไทยเจ้าอร่อยลงจาน กลิ่นมันหอมฟุ้งจนห่านต้องแอบเหลือบตามอง รู้สึกอยากขว้างโจ๊กในชามของตัวเองทิ้ง
       “เอ้า...กินซะสิ เดี๋ยวโจ๊กเย็นก็ไม่อร่อยกันพอดี” ชายหนุ่มบอกก่อนจะโซ้ยผัดไทยเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ห่านกลืนน้ำลายดังเอื๊อกจนบื้อได้ยิน “อย่าบอกนะว่าอยากกินผัดไทยของฉัน”
       ห่านพยักหน้ารับอย่างไม่มีฟอร์ม บื้อรีบยกจานของตัวเองหนีทันที
       “ไม่ต้องเลย เธอน่ะป่วยอยู่ กินอะไรที่มันย่อยง่ายๆ น่ะดีแล้ว” บื้อบอก
       “แต่...ขอฉันชิมสักคำได้ไหม ?” ห่านทำเสียงออดอ้อนน่าสงสาร ชายหนุ่มลังเลก่อนจะใช้ตะเกียบคีบผัดไทยแล้วยื่นไปตรงหน้าของหญิงสาว ห่านอึกอักไม่กล้าอ้าปากรับจนบื้อต้องยื่นคำขาด
       “ตกลงจะกินหรือไม่กิน เร็วๆ สิ ฉันหิวนะ”
       “กินๆ” ว่าแล้วห่านก็อ้าปากรับผัดไทยจากตะเกียบของบื้อเข้าปาก หญิงสาวทำหน้าราวกับได้กินอาหารวิเศษจากสรวงสวรรค์ บื้อมองหน้าหญิงสาวแล้วหัวเราะชอบใจ
       “ทำหน้าเหมือนกับไม่เคยกินอย่างนั้นแหละ...พอแล้ว” ชายหนุ่มพูดจบก็คีบผัดไทยมาใส่ปากตัวเองบ้าง ชายหนุ่มเคี้ยวตุ้ยๆ ยั่วยวนห่าน หญิงสาวเชิ่ดใส่...ไม่กินก็ได้
       ความเงียบเข้ามาทักทาย ห่านเงยหน้ามองท้องฟ้า คืนนี้ท้องฟ้าปิดมองไม่เห็นดวงดาวเลยสักดวง นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวหดหู่มากขึ้นไปอีก เธอวางช้อนลงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ บื้อเหลือบตามองแล้วเอ่ยถาม
       “เป็นอะไร ถอนหายใจอย่างกับแบกโลกไว้ทั้งใบอย่างงั้นแหละ”
       “ก็...” หญิงสาวกำลังจะอ้าปากเล่า แต่พอรู้ว่าผู้ฟังเป็นบื้อก็เปลี่ยนใจ บอกเพียงสั้นๆ ว่า “วันนี้ฉันทำผิดมาน่ะ”
       “ทำผิด ? เธอน่ะทำผิดมาตั้งแต่แอบขโมยเอาของในห้างมาใช้แล้วก็ปลอมตัวหลอกคุณคุณชายแล้ว”
       “นี่...ฉันไม่ได้ให้นายมาซ้ำเติมกันนะ”
       “เออๆ ไม่ซ้ำเติมก็ได้ ว่าแต่ไปทำอะไรมา ไหนเล่าให้ฟังซิ เผื่อจะช่วยได้” บื้อทำหน้าจริงจัง หันมาจ้องหน้าคู่สนทนา ห่านมองหน้าเขาแล้วลังเลที่จะเล่าซึ่งบื้อก็คงจะเดาออกจึงพูดดักคอขึ้น “ถ้าไม่เล่าก็ทนอึดอัดไปแล้วกัน ฉันไม่สัญญาหรอกว่าจะช่วยแก้ปัญหาของเธอได้ แต่อย่างน้อยการที่เธอได้ระบายมันออกมา มันอาจจะช่วยให้เธอดีขึ้น” ชายหนุ่มบอก ห่านนิ่งคิด...เล่าไปก็ไม่เสียหายนี่นา ในเมื่อนายนี่ก็รู้ความลับของเธอตั้งหลายเรื่อง จะรู้อีกสักเรื่องคงไม่เป็นอะไร
       “วันนี้ฉันทำผิดใหญ่หลวงเลยล่ะ ทำผิดจนไม่น่าให้อภัย...” เธอเว้นระยะการเล่า พยายามเรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนจะเริ่มเล่าต่อ  “นายคงไม่รู้หรอกว่าเห็นฉันสวยๆ แบบนี้ ฉันน่ะเป็นเด็กกำพร้า”
       “เหรออออออออออออ...” บื้อขัดจังหวะ ห่านทำหน้าเง้าบื้อจึงรีบอ้อนให้เล่าต่อ “โอ๋ๆ สวยก็สวย ไหนเล่าต่อสิ”
       “ก็...ฉันน่ะไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่เป็นใคร ตื่นขึ้นมาดูโลกก็อยู่ที่บ้านเด็กกำพร้า มีพี่น้องร่วมโลกเป็นร้อยคน ชีวิตแม้ไม่ได้ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบแต่ก็ไม่ได้สะดวกสบาย ฉันจึงใฝ่ฝันมาตลอดว่าหากฉันโตขึ้นแล้วได้ทำงาน ฉันจะต้องถีบตัวเองให้มีชีวิตที่ดีกว่าการเป็นเด็กกำพร้า ฉันจะลืมอดีตอันเลวร้ายของตัวฉันเอง ลืมทุกๆ อย่าง แต่มาวันนี้เหมือนโชคชะตาแกล้งฉัน โชคชะตาต้องการให้ฉันกลับไปจดจำมันอีกครั้งด้วยการที่คุณคุณชายพาฉันไปทำบุญที่บ้านเด็กกำพร้า...ที่ฉันเคยอยู่ ฉันเจอทุกอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้กลับไปเจออีกครั้ง โดยเฉพาะเจอแม่ครู คนที่เปรียบเสมือนแม่ของเด็กกำพร้าทุกคน แม่ครูทักฉัน แม่ครูจำฉันได้แม้จะผ่านเวลามานานร่วมสิบปีแล้วที่ฉันจากที่นั่นมา แต่ฉันกลับปฏิเสธว่าไม่ใช่คนที่แม่ครูรู้จัก ฉันมันเลว...เลวมากใช่ไหม ?” หญิงสาวเอ่ยถามน้ำตารื้น ดวงตากลมโตบ่งบอกถึงความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส บื้อวางตะเกียบลงแล้วถอนหายใจเฮือก เขาไม่ถนัดปลอบใจใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
       “เลวหรือเปล่าฉันก็ไม่รู้หรอก ฉันรู้แต่เพียงว่าถ้าคนเราลืมกำพืดของตัวเองก็เหมือนคนที่ไร้คุณค่า ฉันไม่เห็นว่าการเป็นเด็กกำพร้ามันจะน่าอายตรงไหนเพราะฉันเองก็เป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ฉันตายตั้งแต่ฉันอายุได้สองขวบเองมั้ง ป้าจึงเลี้ยงดูฉันแทน ฉันไม่อายที่จะบอกใครๆ ว่าฉันไม่มีพ่อแม่ ฉันเป็นเด็กกำพร้าเพราะฉันรู้ตัวดีกว่านั่นไม่ใช่ปมด้อยของชีวิต ในเมื่อฉันก็มีหนี่งสมองสองมือเหมือนเด็กคนอื่นๆ ฉันไม่เคยยอมแพ้ต่อโชตชะตา ฉันไม่เคยทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเด็กขาดความอบอุ่น  แม้ฉันไม่มีพ่อแม่ แต่ป้าของฉันก็ให้ความอบอุ่นเท่าๆ กับลูกของป้าทุกคน แม้ฉันไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่แต่ฉันก็มีเสื้อผ้าใส่ไม่เคยวิ่งแก้ผ้าโทงๆ แม้ฉันไม่ได้กินอาหารหรูๆ แต่ฉันก็กินได้อย่างอิ่มท้อง เธอล่ะ...ลองถามตัวเองดูสิ ว่าบุญแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ต้องกลายเป็นเด็กเร่ร่อน มีที่ซุกหัวนอน มีความอบอุ่นจากแม่ครู มีการศึกษาที่ดี ทุกอย่างล้วนเติบโตมาจากที่บ้านเด็กกำพร้าทั้งนั้น ถ้าเธอจะลืมมัน ฉันว่าก็คงไม่ต่างอะไรจากการที่เธอกำลังจะลืมตัวเอง” ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาว เขาไม่ได้ต้องการคำตอบของของเธอ แต่อยากให้เธอกลับไปถามหัวใจของตัวเองมากกว่า
      “ขอบใจนะ” ห่านกล่าวขอบคุณอย่างเต็มปากเต็มคำ บื้อพยักหน้ารับก่อนที่จะยกจานผัดไทขึ้นมาทานต่อ 
       ห่านเงยหน้ามองดูฟ้า แม้วันนี้มันจะไร้ซึ่งแสงดาวระยิบระยับ แต่เธอก็รู้ว่ามันยังมีอยู่เสมอ...

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น