อัปเดตล่าสุด 2019-09-10 19:12:36

บทนำ

รวิกานต์ผลักบานประตูกระจกใสเข้าสู่ฟร้อนท์หน้าของโรงแรม อากาศภายในที่เย็นฉ่ำช่วยให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวมาครึ่งค่อนวัน

วันนี้เธอนัดกับทนายจุลพงศ์ รุ่นพี่ที่คอยช่วยเหลือดูแลเธอทุกอย่างในระหว่างเรียนอยู่ด้วยกันที่อเมริกา

หญิงสาวร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเงินสไตล์สาวออฟฟิศ ก้าวไปหาทนายหนุ่มเมื่อเห็นเขาลุกยืนโบกไม้โบกมือมาให้ เธอยิ้มให้เขาพร้อมคำทักทาย

รอนานไหมคะ

ไม่นานหรอกครับเขาผายมือเชิญชวนนั่งก่อนสิ

ขอบคุณค่ะ รถติดมากเลยค่ะ

บ้านเราก็แบบนี้แหละเดี๋ยวก็ชินชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม แล้วดูนาฬิกาที่ข้อมือ

นัดลูกความไว้กี่โมงคะ

บ่ายโมงน่ะ

แต่นี่จะบ่ายโมงกว่าแล้วนี่คะ

ไม่เป็นไรหรอก เรารออีกสักหน่อยแล้วกันนะชายหนุ่มตอบอย่างใจเย็นจะดื่มอะไรหน่อยไหม

ไม่ค่ะขอบคุณ

เริ่มชินกับที่นี่หรือยังครับ

เธอยิ้มขบขันกับคำถามของชายหนุ่มไปเรียนแค่ไม่กี่ปีเองนะคะทำไมจะไม่ชินกับเมืองไทยล่ะ

นั่นสินะเขายิ้มแก้เก้อผมกลัวคุณจะเบื่อรถราจนพาลไม่อยากจะอยู่ในกรุงเทพฯ นะสิ

น่าเบื่อที่สุดเลยค่ะ แต่ได้มีโอกาสได้มาฝึกงานกับทนายเก่งๆ ใจดีๆ แบบคุณจุลมันก็ยอมค่ะเพราะหาแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ นะคะ

รวิกานต์ยิ้มให้คนฟังที่กำลังหัวเราะ เขาไม่เดือดร้อนว่าเธอจะมาช้า มาสาย หรือไม่มาเลย การที่เขาทำดีด้วย ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเกรงใจ นอกจากเขาจะไม่เคยบ่นแล้วยังช่วยสอนงานทุกอย่างที่เธอควรรู้สำหรับอาชีพทนายความอย่างละเอียดลอออีกด้วย

จุลพงศ์ทำงานอยู่ในสำนักงานทนายความของครอบครัว โดยมีทนายรุ่นเก๋าอย่างพ่อและพี่ชายคอยช่วยเป็นที่ปรึกษา ส่วนเด็กฝึกงานอย่างเธอเขาให้มาทำหน้าที่เก็บรายละเอียด และคอยบันทึกข้อมูลสำคัญของลูกความที่นัดไว้วันนี้

เธอกับจุลพงศ์นั่งรอลูกความอยู่ไม่นาน ผู้ชายสามคนในวัยที่แตกต่างกันก็เดินตรงเข้ามาหา พวกเขามีสีหน้าอมทุกข์ แต่งกายเรียบง่ายลักษณะท่าทางบ่งบอกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ

คุณลุงในวัยหกสิบกว่ายื่นซองสีน้ำตาลให้กับจุลพงศ์ แล้วทิ้งตัวลงนั่งตามคำเชิญของทนายหนุ่มที่รับซองจากคุณลุงมาแล้วก็รีบเปิดดึงเอกสารออกมาอ่าน เขากวาดสายตาผ่านรวดเดียวจนหมด จากนั้นเขาก็หันมาทางเธอ

คุณช่วยจดรายการให้หน่อยครับ

จุลพงศ์บอกสิ่งที่เขาต้องการเพิ่มเติมจนครบ เธอจดตามคำสั่งเสร็จก็ยื่นให้กับลูกความของเขา จากนั้นก็ตั้งใจฟังคำสนทนาของพวกเขาทั้งสี่คนเพื่อจดรายละเอียดที่สำคัญไว้ ทำหน้าที่เหมือนเป็นเลขาทั้งที่ยังอยู่ในคราบของเด็กฝึกงาน 

คุณลุงช่วยเตรียมเอกสารตามที่จดนี้เพิ่มมาให้ผมด้วยนะครับ ถ้าไม่มีตัวจริงก็เอาสำเนา ใบโอน ใบมอบอำนาจหลักฐานอ่ื่นๆ ที่ลุงเคยเซ็นไว้เอกสารที่เกี่ยวข้องกับที่ดินแปลงนี้ เก็บรวบรวมมาให้หมดครับ

ครับ ผมจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด คุณทนายช่วยผมด้วยนะครับ ผมจนปัญญาแล้วจริงๆ พวกนั้นยึดทรัพย์สินทุกอย่างที่เป็นของผมไปหมดแบบนี้ แล้วผมจะทำมาหากินยังไง บ้านช่องจะไปอยู่กันตรงไหน

ลูกความของทนายจุลพงศ์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนคนฟังอย่างเธอรู้สึกเห็นใจทั้งฝ่ายทนายและลูกความ ที่ต้องมารับมือกับคนจำพวกชอบใช้อำนาจในทางผิดๆ

จุลพงศ์รวมมือหยาบกร้านของชายสูงวัยเอาไว้แล้วพูดอย่างให้ความหวังอย่าห่วงเลยครับ ที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของคุณลุง ไม่มีใครมาเอาไปได้หรอกครับถ้าคุณลุงไม่ยินยอม

แต่คนพวกนั้นมันมีอำนาจมาก

ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะช่วยเต็มที่ คุณลุงจะได้ที่ดินแปลงนี้คืนแน่นอนครับ

ขอบคุณนะครับคุณทนาย ขอบคุณมากจริงๆน้ำเสียงสั่นเครือดังมาจากชายสูงวัย

หลังจากที่เธอนั่งฟังจุลพงศ์เจรจากับลูกความทั้งสามคุยกัน ก็พอจะรู้ว่าคุณลุงมีโอกาสฟ้องร้องเรียกที่ดินคืนมาเป็นของตัวเองไม่ยาก แต่ที่มันยุ่งยากอย่างที่เป็นอยู่นี้เพราะคนที่เอาไปเป็นผู้ทรงอิทธิพล ก็เลยไม่มีทนายคนไหนกล้ารับทำคดีนี้ให้คุณลุง แต่จุลพงศ์มีความมุ่งมั่นจะช่วยชาวบ้าน จึงไม่คิดเกรงกลัวอิทธิพลใคร มันทำให้เธอรู้สึกทึ่งในความกล้าหาญของเขา

รวิกานต์นั่งฟังทนายรุ่นพี่คุยแผนรับมือเรื่องการยื่นฟ้องเรียกที่ดินคืนกับลูกความสักพักเธอก็รีบขยับตัวตามชายทั้งสี่ที่ต่างพากันลุกขึ้นยืนเมื่อการสนทนาสิ้นสุดลง

ผมลาละครับ

คุณลุงกล่าวด้วยใบหน้าที่มีความหวังแล้วชายทั้งสามก็ยกมือไหว้
จุลพงศ์ และเลยมายังเธอที่ยังยืนอยู่ข้างทนายจุลพงศ์

หญิงสาวไหว้ตอบชายทั้งสามพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นก็หันไปเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเมื่อพวกเขาเดินห่างออกไป

จุลพงศ์ยืนรอส่งลูกความจนกระทั่งชายทั้งสามเดินออกจากโรงแรมไปแล้วเขาจึงหันมาถามหญิงสาวที่กำลังเก็บเอกสาร

หิวไหม

เธอเงยหน้ามองเขาเอ่อ...” เพราะไม่ใช่เวลามื้ออาหารแล้วจึงอึกอัก

ผมรู้ว่าคุณยังไม่ได้กินอะไร ไปเถอะเราหาข้าวกินกันก่อนเข้าออฟฟิตจะได้ไม่หิ้วท้องไปหิวอยู่บนถนน

เธอยิ้มก่อนตอบได้ค่ะ แต่จะไปที่ไหนเหรอคะ

ที่นี่แหละครับ ร้านอาหารของที่นี่เขาขึ้นชื่อเลยนะ

อ๋อค่ะ งั้นขอเวลาสักแปบนะคะ

รวิกานต์รีบหันกลับไปเก็บข้าวของ เก็บเสร็จเขาก็เอื้อมมือมาคว้ากระเป๋าเอกสารจากเธอไปถือเอง

ทางนี้ครับ

จุลพงศ์ผายมือบอกทางแล้วเดินนำรวิกานต์ไปยังห้องอาหารที่อยู่ภายในโรงแรม แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันก้าวเดินไปถึงไหนก็มีเสียงห้าวๆ ร้องทักดังมาจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปมองแล้วเอื้อมจับมือรวิกานต์ดึงให้เธอไปยืนอยู่ข้างหลังเขาเมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียงที่เรียกนั้นเป็นเสียงของคู่กรณีที่กำลังจะมีคดีความฟ้องร้องกัน

ราเชนมากับสาวสวยที่แต่งตัวเซ็กซี่ไม่ต่างกับพริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์ เขายิ้มร่าขณะเดินเข้ามาหาจุลพงศ์

สวัสดีครับคุณทนาย

จุลพงศ์ยิ้มรับสวัสดีครับ

แหม บังเอิญจริงๆ มาทำอะไรกันเหรอครับนี่ราเชนถาม และเหลือบสายตามองรวิกานต์ รอยยิ้มที่มีเลศนัยผุดขึ้นตรงมุมปาก

ผมมาทำงาน

ขยันจริงๆ แต่เดินดีๆ นะครับระวังจะเผลอไปเหยียบเท้าใครเข้า แล้วจะเดือดร้อน

ขอบคุณครับที่เตือน

ราเชนยิ้มได้ใจก็เตือนๆ กันไว้ครับ เราก็รุ่นราวคราวเดียวกันถ้าจะเป็นเพื่อนกันได้ผมก็ยินดีนะครับ

จุลพงศ์ยิ้มแต่สายตาที่จ้องมองราเชนมีแววกระด้าง  “ขอบคุณที่ให้เกียรติแต่บังเอิญผมเข้ากับคนอื่นยากครับ

ยิ่งดีเลยครับอย่างนี้เราต้องยิ่งมาเป็นเพื่อนกัน เพราะผมเข้าได้กับคนทุกระดับโดยเฉพาะระดับสูงๆ คุณคงเข้าไม่ถึง ถ้าเผื่อคุณเดือดร้อนอะไรมาถ้าผมก็ยินดีจะช่วย

ขอบคุณ แต่ถ้าเราทำอะไรที่ถูกต้อง ถูกกฎหมายมันก็ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอกครับ

จุลพงศ์พูดจบราเชนก็หัวเราะร่วนเหมือนคนบ้าแถมยังเอ่ยชวนกินข้าวอีกทั้งๆ ที่ก็รู้ว่าไม่ค่อยจะชอบหน้ากัน

ผมกำลังจะไปกินมื้อเที่ยงพอดี ถ้าไม่รังเกียจอยากเชิญคุณจุลพงศ์กับเอ่อ...คุณคนสวยไปร่วมโต๊ะกับผมสักมื้อได้ไหมครับราเชนชะโงกหน้าข้ามไหล่จุลพงศ์มองรวิกานต์ แต่ฝ่ายตรงข้ามก้าวเท้าขยับมายืนบัง ก่อนตอบกลับ

ขอบคุณครับ แต่เรากำลังรีบขอตัวนะครับจุลพงศ์ปฏิเสธแล้วก้าวเท้าเดินต่อแต่เปลี่ยนจากทิศทางเดิมไปเป็นหน้าประตูโรงแรมแทน

เดี๋ยวสิคุณราเชนปรี่เข้ามาขวางทาง ส่งแววตากรุ้มกริ่มมาที่หญิงสาวกินข้าวกับผมสักหน่อยคงไม่เสียเวลามากหรอกมั้งครับ

จุลพงศ์มองหน้าราเชน ลูกนักการเมืองที่ชอบทำตัวกร่างก่อนบอกเสียงเรียบ

ขอโทษนะครับ ไปเถอะ

จุลพงศ์หันมาบอกหญิงสาว แล้วคว้ามือเธอเดินนำไปที่ประตูทางออกและเหมือนเขาจะรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร เพราะเดินห่างออกมาได้ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มก็ก้มหน้ามากระซิบโดยไม่ต้องรอให้ถาม

ในนี้อากาศไม่ดีแล้ว เราออกไปหาอะไรกินข้างนอกกันดีกว่า

ค่ะ

เธอตอบรับแล้วหันกลับไปที่ราเชน ก็เห็นเขายืนกำหมัดมองมา ท่าทางเหมือนคนกำลังโกรธจัด

ท่าทางเขาคงโกรธเรานะคะ ดูน่ากลัว

กลัวทำไม เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อยเขาหันมายิ้มอย่างผ่อนคลายขณะสาวเท้าไปข้างหน้า

แต่เราไม่ประมาทก็ดีนะคะเธอเริ่มรู้สึกเป็นห่วงจุลพงศ์ที่ต้องมาเผชิญหน้ากับคนนิสัยไม่ดีอย่างนายราเชน

ร่างสูงๆ หยุดเดินแล้วหันมามองหญ้าเธออย่าห่วงเลย ผมไม่ประมาทหรอกแล้วยิ้มเหมือนคนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับคำขู่ของคู่กรณี

ไม่ห่วงได้ด้วยเหรอคะ

ได้สิ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมรับมือกับคนแบบนี้ได้สบายอยู่แล้ว

ค่ะเธอรับคำอย่างฝืนๆ ไม่ค่อยวางใจนักยังไงเธอก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้อยู่ดี เพราะเขาเป็นทั้งพี่ ทั้งเพื่อน และเจ้านายที่ดีของเธอเสมอมา

รวิกานต์ลอบถอนใจ เธอดึงมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมแล้วเดินตามจุลพงศ์ไปเงียบๆ แต่ออกมาได้แค่หน้าประตู ก็มีเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเสียงของผู้หญิงสาวที่เข้ามาเรียกเธอ

ฟ้าใส... ฟ้าใสใช่ไหม ใช่ๆ ใช่เธอจริงๆ ด้วย

น้ำเสียงนั้นดีใจจนรวิกานต์ต้องหันมาขมวดคิ้วมองอย่างตั้งใจ หญิงสาวในชุดของข้าราชการกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาเธอ พอมาถึงก็ยืนยิ้มแก้มปริพร้อมจับแขนเธอเขย่า

ดีใจจังเลยที่ได้เจอ จำเราได้ไหมเนี่ย

รวิกานต์ยิ้มให้กับคนที่ถามไปหอบไปเพื่อนจำเพื่อนไม่ได้ก็แย่แล้วพูดจบเธอก็กอดอรนภา เพื่อนสนิทในโรงเรียนมัธยมที่ไม่ได้เจอกันเลยหลายปีหลังจากแยกย้ายกันไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย

เธอแย่มากเลยนะฟ้าใส หายหน้าไปเลยไม่ติดต่อมาหาพวกเราสักคนอรนภาตำหนิเสร็จก็เหล่ตามองคนที่ยืนทำหน้าหล่ออยู่ข้างๆ รวิกานต์จากนั้นก็ส่งสายตาพยักพเยิดหน้ากับเพื่อนแทนคำถาม

คุณจุลพงศ์ เจ้านายของเราคำตอบของรวิกานต์ทำเอาคนฟังลอบถอนใจราวกับกำลังโล่งอก จากนั้นก็แนะนำตัวอย่างกันเองกับชายหนุ่ม

สวัสดีค่ะ ฉันชื่ออรนภาเป็นเพื่อนกับฟ้าใส

จุลพงศ์ยิ้มรับพร้อมคำทักทายสวัสดีครับคุณอรนภา

อรมาทำอะไรที่นี่เสียงถามของรวิกานต์ดึงความสนใจของอรนภาออกจากจุลพงศ์

มาสัมมนา เห็นไหมคนพูดชี้เสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ด้วยความภาคภูมิใจฉันได้เป็นครูแล้วนะ

ดีใจด้วยที่เธอได้เป็นครูสมใจ แล้วสอนที่ไหนเหรอ

ก็สอนอยู่ในโรงเรียนประถมแถวๆ บ้านเรานั่นแหละ เราก็ดีใจกับเธอด้วยนะทนายฟ้าใสแสนสวย

เปล่าๆ เรายังไม่ได้เป็นทนาย เราแค่ผู้ช่วยรวิกานต์รีบปฏิเสธ

เถอะน่า ยังไงก็ได้เป็นทนายอยู่ดี ฟ้าใสเรียนเก่งใครๆ ก็รู้ เออนี่เธอ อาทิตย์นี้ชั้นมัธยมรุ่นเราจัดมีตติ้งกันน่ะ เราอยากให้ฟ้าใสไปร่วมสนุกด้วย มีแต่คนบ่นถึงเธอเยอะแยะเลยนะรู้ไหม

แต่ช่วงนี้เรายังไม่ค่อยว่างเลยน่ะสิเธอปฏิเสธไม่เต็มเสียงนักเพราะเกรงใจคนชวน

คุณคะ ฟ้าใสไม่มีวันหยุดเลยเหรอคะอรนภาหันมาถามทางจุลพงศ์

อ๋อ เอ่อครับ ช่วงนี้เรากำลังยุ่งๆ น่ะครับ แต่ว่าน่าจะจัดสรรเวลาได้อยู่นะครับจุลพงศ์ตอบเลี่ยงๆ เพราะรู้ดีว่ารวิกานต์ยังไม่อยากไปงานเพราะอะไร

แหม...หาเวลาว่างๆ ให้ฟ้าใสพักหน่อยนะคะ พวกเราไม่ได้เจอกันนานหลายปีเลยนะคะน้ำเสียงอรนภาพูดเชิงข้อร้องแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรมาก เพื่อนครูที่มาสัมมนาด้วยกันก็ร้องเรียกเสียงดัง

อรๆ เร็วๆ รถมารับแล้ว

อ๋อๆ โอเคๆ แปบนึงนะ

เสียงที่เรียกเร่งทำให้อรนภารีบเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาเขียนรายละเอียด เสร็จแล้วก็ส่งกระดาษให้กับรวิกานต์และไม่ลืมที่จะกล่าวกำชับ

นี่รายละเอียดสถานที่จัดงานกับเบอร์โทรศัพท์ของเรา หาเวลามาให้ได้นะฟ้าใส เราต้องกลับก่อน เสียดายจังเราน่าจะมาเจอกันเร็วกว่านี้ มีเรื่องคุยกันเยอะเลย เราไปนะอย่าลืมนะไปงานให้ได้นะเราจะรอ

อรนภาพูดจบก็รีบวิ่งไปขึ้นรถตู้ที่จอดรอ

อรนภาไปแล้วจุลพงศ์ก็ถือโอกาสคุยเรื่องนี้กับหญิงสาวคุณไปเจอเพื่อนๆ บ้างนะจุลพงศ์เอ่ยขณะยืนมองรถตู้ของคณะครูกำลังลับตาไป

ฉันมีงานต้องทำ ต้องเรียนรู้อีกเยอะแยะ ไม่มีเวลาไปเที่ยวเล่นหรอกค่ะ

จุลพงศ์รู้ว่าที่เธอพูดมันเป็นเพียงข้ออ้างแต่ยังไงคุณก็ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านบ้างนะ ตั้งแต่กลับจากอเมริกาคุณก็เอาแต่ทำงาน คุณจะหนีปัญหาไม่ได้ตลอดไปหรอกนะ ผมว่าคุณกลับไปเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบดีกว่านะครับ

จุลพงศ์รู้ว่ารวิกานต์ไม่อยากกลับบ้านเพราะต้องการหนีใครบางคน แต่การหนีไม่ใช่ทางออกที่ดี และช่วงนี้เขากำลังทำคดีที่ค่อนข้างเสี่ยงต่อชีวิต นายราเชนคงไม่อยู่เฉยแน่หากถูกเขายื่นฟ้องคดีบุกรุกที่ดิน เขาจึงไม่อยากให้หญิงสาวต้องมารับอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ยิ่งเห็นสายตาของราเชนที่มอง

รวิกานต์วันนี้แล้วเขาก็ยิ่งไม่สบายใจ สู้ให้เธอกลับไปอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบใบอนุญาตว่าความอยู่ที่บ้านน่าจะดีที่สุด

เรื่องกลับไปเยี่ยมบ้านเดี๋ยวค่อยคุยกันดีกว่านะ ตอนนี้เราหาข้าวกินก่อนผมมีร้านเด็ดๆ จะนำเสนออยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เท่าไหร่

ไปสิคะ

ชายหนุ่มยิ้มก่อนยกมือแตะข้อศอกหญิงสาว พาเธอเดินออกจากโรงแรมไปยังลานจอดรถ

 

รวิกานต์นึกถึงวันที่เธอตัดสินใจทิ้งสังคมในช่วงชีวิตวัยมัธยม การตัดสินใจของเธออาจโหดร้ายกับเพื่อนบางคน แต่สิ่งที่เธอเจอวันนั้นมันก็โหดร้ายกับเธอมากเหมือนกัน

เธอจำเป็นต้องตัดการสื่อสารกับเพื่อนทุกคนที่เรียนมัธยมด้วยกัน เพราะไม่ต้องการรับรู้ข่าวสารของใครบางคนที่ทำให้เธอเจ็บปวด แต่การวิ่งหนีก็ไม่ช่วยอะไรได้เลย ภาพในวันนั้นก็ยังติดตา ยังตามหลอกหลอนหัวใจของเธอจนทุกวันนี้

แม้หัวใจจะยังจมอยู่กับความรัก แต่ชีวิตการเรียนของเธอราบรื่นดี เพราะมีจุลพงศ์คอยทำหน้าที่พี่เลี้ยงช่วยสอนทั้งเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างแดน เขาดูแลเธอเสมอต้นเสมอปลาย ทำหน้าที่พี่เลี้ยงตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันจนกระทั่งวันนี้ หน้าที่พี่เลี้ยงของเขาเหมือนจะยังไม่สิ้นสุดทั้งๆ ที่ต่างก็เรียนจบมาแล้วด้วยกันทั้งคู่

ผมขอเวลาสะสางงานสักสองวันนะ แล้วจะไปส่งที่บ้านเขามาบอกเธอหลังจากที่ดูตารางงานของตัวเอง

ฉันกลับบ้านเองก็ได้ค่ะ

ให้ผมไปส่งเถอะ ผมไม่ได้ไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่นานแล้ว

เธอยิ้มให้เขาก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะหญิงสาวกล่าวขอบคุณเขาด้วยความจริงใจ จุลพงศ์เคยพบพ่อแม่ของเธอแล้วหลายครั้ง เวลาที่ท่านทั้งสองมาหาเธอที่กรุงเทพฯ

 

ทนายหนุ่มใช้เวลาเคลียร์งานอยู่สองวันเต็มๆ ก็ว่างขับรถมาส่งเธอที่บ้าน ซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ใช้เวลาในเดินทางจากกรุงเทพฯ จนถึงที่บ้านประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ

รถเก๋งสีขาวป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าโรงเรียน

รวิกานต์พาจุลพงศ์มาพบแม่ที่ห้องธุรการ

ครูปิ่นทิพย์คือแม่ของเธอ เป็นครูใหญ่และเป็นเจ้าของโรงเรียน

ปัณณวัฒน์ที่มีระดับชั้นถึงประถมศึกษาปีที่หก ครูปิ่นทิพย์เป็นคนเฮี๊ยบมีระเบียบ นิสัยต่างกับพ่อ ที่ใจดีแต่บางทีก็มีดุดันบ้างเหมือนกันนั่นอาจเพราะติดนิสัยมาจากอาชีพตำรวจ

ไหว้พระเถอะลูกครูปิ่นทิพย์รับไหว้แล้วออกปากชวนชายหนุ่มไหนๆ ก็มาถึงนี่แล้วอยู่กินข้าวเย็นก่อนค่อยกลับนะจุล

วันนี้อยู่ไม่ได้จริงๆ ครับคุณแม่ ผมมีงานด่วน เอาไว้คราวหน้าผมจะมาขอข้าวกินนะครับ

มาเป็นลูกเขยเมื่อไหร่ แม่ทำให้กินทุกมื้อครูปิ่นทิพย์แซวอย่างจงใจ

แม่...” รวิกานต์เขย่าแขนมารดา รู้สึกอายที่แม่บอกความต้องการของตัวเองอย่างโจ่งแจ้ง

โถ มัวอายแล้วเมื่อไหร่จะได้แต่ง เดี๋ยวก็แก่ขึ้นคานกันพอดีสิ้นเสียงครูปิ่นทิพย์บรรดาครูน้อยที่ยังนั่งทำงานอยู่ในห้องก็ส่งเสียงหัวเราะชอบใจ

จุลพงศ์ยิ้มกับแม่ของเธอก่อนบอกลาผมกลับก่อนนะครับ

ชายหนุ่มยกมือไหว้ครู่ปิ่นทิพย์และครูคนอื่นๆ ท่าทางที่นอบน้อมของเขาทำให้จุลพงศ์เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ใหญ่ ยิ่งได้รู้ว่าเขามีดีกรีจบมาจากเมืองนอก ทุกคนในที่นี้ก็พากันเชียร์ยกใหญ่

ฉันไปส่งค่ะ

เธอบอกแล้วเดินตามออกมาส่งเขาที่รถ

อย่าสนใจคำพูดของแม่เลยค่ะ แม่ก็ชอบแซวไปเรื่อย

ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วหันมาทางเธอถ้าสิ่งคุณแม่พูดเป็นความต้องการของผมด้วยล่ะ

รวิกานต์หัวเราะกลบเกลื่อนคุณก็อีกคน ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อย เพราะแบบนี้ไงคะถึงเข้ากับแม่ได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

นี่ฟ้าใสจุลพงศ์รวมมือของเธอมากุมไว้คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้พูดเล่น จำไว้นะ ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณพร้อมจะเริ่มต้นใหม่อย่าลืมผม

น้ำเสียงเขาแฝงความจริงจังจนเธอรู้สึกอึดอัด เพราะรู้ดีว่าเขาคิดยังไง แต่เธอก็รับรักเขาไม่ได้เพราะหัวใจของเธอยังไม่พร้อมที่จะรับใครเข้ามา

รถของจุลพงศ์แล่นออกไปได้สักพักแล้ว แต่รวิกานต์ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาเอ่ยปากขอความรักจากเธอครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงจะรู้สึกเห็นใจเขา แต่ภาพในความทรงจำเก่าๆ ความรู้สึกเดิมๆ ทำให้เธอต้องรั้งความคิดนั้นไว้

เพราะเรื่องราวในอดีตยังฝังความเจ็บปวดไว้ในหัวใจของเธอ

 

ขณะกำลังยืนคิดอะไรเพลินๆ ลูกฟุตบอลจากสนามก็กลิ้งมากระแทกต้นแขน รวิกานต์หันกลับไปมองทิศทางที่มาของลูกบอลก็เห็นเด็กชายตัวอ้วนๆ กลมๆ ในชุดนักเรียนชั้นอนุบาลวิ่งเหยาะแหยะเข้ามา

หญิงสาวย่อเข่านั่งจับลูกบอลเอาไว้ไม่ให้มันกลิ้งเลยออกไป มองเด็กชายที่วิ่งมาหยุดหอบหายใจแรงอยู่ตรงหน้า เด็กชายพนมไหว้แล้วพูดตะกุกตะกัก

ขะ ขอโทษครับ...”

เธอยิ้มแล้วยื่นมือปาดเหงื่อที่ไหลท่วมใบหน้าอวบๆ ของเด็กน้อยพลางถามชื่ออะไรจ๊ะ

ติวเตอร์คับ

ป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีกคะ เย็นแล้วนะเธอถามเพราะเวลาประมาณนี้เด็กๆ ในชั้นอนุบาลก็กลับบ้านกันจนหมดแล้ว

รอพ่อคับ

อ๋อ...ติวเตอร์เรียนอยู่ชั้นไหนแล้วคะรวิกานต์แกล้งถามเพราะอยากชวนคุยทั้งๆ รู้ว่าเขาเป็นเด็กอนุบาล

ชั้นปอ...อนุบาลคับ

เด็กชายตอบแล้วเกาหัวแกรกๆ ดวงตาใสๆ จับจ้องที่ลูกบอลคงคิดว่าเมื่อไหร่จะได้คืน

รวิกานต์ยิ้มน้อยๆ ให้กับความใสซื่อของเด็กชายที่ยืนทำตาวิงๆ มองสิ่งที่ต้องการ เธอกำลังจะคืนลูกบอลให้ แต่ยังไม่ทันจะยื่นมันออกไป เพื่อนๆ ที่ยืนอยู่ในสนามก็ตะโกนเรียกเสียงดังลั่น

เตอร์พ่อมาแล้ว

ใบหน้าขาวอูมเปื้อนรอยยิ้ม กระโดดตัวลอยแสดงอาการดีใจ

เย้! พ่อมาแล้ว

เด็กชายหันขวับมาที่ลูกบอลท่าทางร้อนรนกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่กล้าเอ่ยขอบอลคืนตรงๆ

พ่อมาแล้ว...”

นี่จ้ะรวิกานต์ยื่นลูกบอลคืนให้เด็กชายพลางยิ้มอย่างนึกเอ็นดูในท่าทางของเด็กน้อย

ขอบคุณคับ

ติวเตอร์ยกมือไหว้ แล้วอุ้มลูกบอลวิ่งกลับเข้าไปในสนาม ปากก็ตะโกนร้องโหวกเหวก มืออีกข้างที่ว่างก็ยกโบกไหวๆ ให้กับร่างสูงใหญ่ที่กำลังก้าวเข้ามาหา

พ่อเขม! พ่อเขม! เตอร์อยู่นี่...”

เสียงเรียกของเด็กชายทำให้รวิกานต์ที่ลุกยืนและกำลังจะหมุนตัวเดินกลับไปหาแม่ต้องหยุดชะงักยืนขาแข็ง การเต้นของหัวใจขาดหายไม่เป็นจังหวะ เมื่อมองไปยังร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินเข้ามาหาเด็กๆ ในสนามด้วยท่วงท่าและใบหน้าที่เธอยังจดจำได้ดี เขาย่อตัวลงมาอุ้มติวเตอร์ เขาหอมแก้มเด็กชายซ้ายทีขวาทีแล้วเหยียดแขนยกร่างอวบอ้วนขึ้นสูงเหวี่ยงกวัดแกว่งไปมาหยอกล้อจนเด็กชายร้องลั่นด้วยความหวาดเสียวเมื่อต้องอยู่กับความสูง

เสียงหัวเราะของสองพ่อลูกบาดลึกเข้าไปในหัวใจของหญิงสาว

เพราะแค่ได้ยินเด็กน้อยเรียกเขาว่าพ่อหัวใจของเธอก็หนักหน่วงเหมือนถูกตรวนด้วยโซ่หนา แล้วเธอจะรับความจริงได้แค่ไหนหากต้องเผชิญหน้ากับเขาในคืนนี้

ภาพตรงหน้าบ่งบอกให้รู้ว่าเขมทัตมีความสุขดีใบหน้าเข้มยิ้มแย้ม เสียงหัวเราะของเขากับลูกชายดังก้องประสานเสียง ใช่สิ...เขามีลูกชายที่น่ารัก เขาต้องมีความสุขดีอยู่แล้ว อายุของติวเตอร์ก็เหมาะเจาะลงตัวพอดี กับเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เธอตัดสินใจไปเรียนต่อที่อเมริกา เพราะต้องการหนีไปให้ไกล เพื่อตัดขาดกับทุกชีวิตที่ทำให้หัวใจของเธอเจ็บปวด

เขาคงลงเอยกันแล้วจริงๆ สินะ

รวิกานต์มองภาพตรงหน้าอย่างรู้สึกสะท้อนสะท้านในหัวใจ

 


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น