อัปเดตล่าสุด 2019-06-06 10:00:02

ตอนที่ 1 บทที่ 1

       “งี่เง่า!” ชายหนุ่มพูดมาออกมาด้วยความเบื่อหน่ายใจ ให้ตายเถอะ นี่เขาเสียเวลาตั้งยี่สิบนาทีไปกับการนั่งอ่านเรื่องแต่งอันแสนไร้สาระแบบนี้ได้อย่างไรกัน ? “ไอ้ศิวกรเอานิยายของผีเดือนดาวที่เคยตีพิมพ์มาคัดลอก แบบนี้จะไม่มีคนรู้จักได้อย่างไรกันวะ ? อย่างน้อยมันก็ต้องมีสักคนหรือสองคนที่เคยอ่านบ้างล่ะน่า เรื่องนี้ไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเลยสักนิด ใครแต่งกันวะ ไม่ได้เรื่องเลย” 

       คนนั่งเท้าคางส่ายหัว นิ้วชี้คลิกด้านซ้ายของเม้าส์อย่างแรงเพื่อกดปุ่มกากบาทบนมุมขวาของจอ ไม่ช้านิยายออนไลน์หน้าที่เขาอ่านก็หายวับไป

       ไอ้ภพเอ๊ย...แทนที่จะมัวแต่นั่งอ่านนิยายสยองขวัญตามเว็บไซต์ เอาเวลาไปแต่งของตัวเองดีกว่าไหม ?

       รณภพส่ายหัว แล้วกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ

 

       กึก…กึก…กึก…

       ปลายนิ้วเรียวยาวราวอิสตรีของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังจรดลงบนคีย์บอร์ดอย่างเมามัน สีหน้าดุเข้มเคร่งเครียดได้ที่ หัวคิ้วดกดำกระตุกเข้าหากัน ริมฝีปากสีคล้ำและมีรอยแห้งแตกนิดๆ ขบแน่น

       ทว่าไม่ทันไร คิ้วของเขาก็เลิกขึ้นสูงและริมฝีปากก็แยกออกจากกัน

       “เวรเอ๊ย! อะไรอีกวะ ?” เขาสบถพลางใช้มือทุบลงบนคีย์บอร์ดอย่างแรงตามโทสะ มากกว่าจงใจจะทำให้เจ้าโน้ตบุ๊คกลับมาทำงานเหมือนเดิม

       ความเชื่อที่ว่า…วิธีรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เห็นทีจะจริง นอกจากมันจะไม่แก้ปัญหาแล้ว มันยังทำให้ปัญหาลุกลามขึ้นไปอีก เพราะบัดนี้เจ้าคอมพิวเตอร์ตัวเก่งที่ผ่านการทำงานมาอย่างสมบุกสมบันตลอดเจ็ดปีไม่อาจกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม มันติดๆ ดับๆ ส่องแสงสว่างแวบได้ไม่กี่อึดใจก็ทิ้งไว้เพียงเส้นหยักสีแดงสั่นคล้ายระลอกคลื่น ก่อนจะหายวับไปราวกับเส้นชีพจรที่ปรากฏอยู่บนเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจของคนหมดลม

       “เออ! ให้มันได้แบบนี้สิวะ พับผ่าสิ พอกันที! ไม่ตงไม่แต่งมันแล้ว!” เขาคำรามเป็นหนที่สาม เช่นเดียวกับจำนวนครั้งที่คอมพิวเตอร์คู่ใจเกิดอาการรวนอย่างไร้สาเหตุ ชายหนุ่มยันมือไว้ขอบโต๊ะทำงานแล้วดันตัวเองออกห่างอย่างแรง ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินตัวปลิวออกจากห้อง ไม่ทันได้เห็นว่าเก้าอี้ติดล้อเจ้ากรรมดันเลื่อนไปชนเข้ากับตู้หนังสือรกรุงรังด้านหลังอย่างจัง

       โครม!

       เอี๊ยด…เอี๊ยด…

       ตู้หนังสือหลังนั้นเอนไหว หนังสือหนาหลายเล่มหล่นลงมากองกับพื้นไม้

       เสียงหล่นของหนังสือดังพอให้คนข้างนอกได้ยิน มันยิ่งทำให้เขาโมโหหนักกว่าเดิม และคราวนี้ไม่ใช่แค่หนังสือ แต่ยังมีข้าวของอีกมากมาย ตั้งแต่นอกห้องนอนตลอดจนถึงประตูทางออกหลังบ้านที่ต้องกลายสภาพเป็นของเกลื่อนพื้น 

       ชายหนุ่มเดินออกจากเรือนชานมาได้ไม่กี่ก้าว ความหงุดหงิดก็พลันถูกสายลมและกลิ่นอายของทะเลพัดหายไปทีละนิด ดุจเม็ดทรายที่ปลิวลอยไปกับลมแรง ลมที่พัดในเวลานี้ไม่ถึงกับแรงมาก ออกจะคล้ายสายลมเอื่อยที่ทำให้ชายเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นสีฟ้าของเขาขยับไหวแผ่วเบา

       พอได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ หลังจากอุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมมาค่อนวันก็พลอยให้เขารู้สึกสดชื่นขึ้นมา สองแขนเหยียดตรงขึ้นฟ้า เอวบิดไปทางซ้ายที ขวาที ช่วยให้เขาหายเมื่อยล้าขึ้นมาบ้าง อีกทั้งอากาศบริสุทธิ์ที่สูดเข้าเต็มปอดก็ยังทำให้สมองปลอดโปร่งอย่างไม่น่าเชื่อ

       แสงอาทิตย์เฉดส้มสาดส่องไปทั่วผืนน้ำเบื้องหน้า ปรากฏเป็นเงาวาวระยิบระยับน่าตรึงใจ ยิ่งใกล้พลบค่ำ ท้องทะเลที่กลายเป็นสีส้มจางๆ ดูมีเสน่ห์จนเขาไม่อาจละสายตา

       มันเป็นความประทับใจที่เขาหาไม่ได้เมื่อตอนอยู่เมืองกรุง…นครอันแสนวุ่นวาย ทั้งงาน ทั้งเพื่อนฝูงที่เรียกร้องเนืองๆ ว่าให้เขาไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นเมื่อสมัยมหาวิทยาลัย…อีกครั้ง

       ไม่รู้มันจะจัดห่าอะไรนักหนา ทั้งที่ก็เพิ่งเจอกันไปเมื่อต้นเดือนที่แล้ว

       เพียงแค่นึกถึงคำเชิญเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ในหัวของเขาก็เกิดภาพงานเลี้ยงรุ่นที่จะจัดในอีกสองเดือนข้างหน้าออกทันที...ภาพชายหนุ่มรูปร่างสูงสันทัด อายุ 25 หน้าตาซื่อๆ บื้อๆ  กับคำถามงี่เง่ามากมายจากเหล่ามิตรสหาย

       “เป็นไงบ้างวะ ?”

       “ตอนนี้ทำงานอะไรแล้ว ?”

       “ได้ข่าวเป็นนักเขียนไม่ใช่เหรอ ?”     

       “แล้วเมื่อไหร่มึงจะแต่งเมียสักทีวะ ?”

       “มึงตกงานล่ะสิท่า กูบอกแล้วให้เลือกเรียนสาขาเดียวกับกู เป็นนักเขียนไม่รุ่งหรอกมึง!”

       และสิ่งที่เขาไม่อาจสลัดออกจากความกลัวได้ก็คือ คำปรามาสที่มักจะตามมาเสมอเมื่อได้รู้ถึงอาชีพของเขา

       ‘ไอ้รณภพ จบอักษร นักเขียนไส้แห้ง’

       เออ ใช่! เขาตกงานก็จริง ผิดหรือไงที่ลาออกจากงานที่ไม่ชอบแล้วหันมาหยิบจับสิ่งที่ตัวเองรัก ?

       ชื่อของเขาคือรณภพ ส่วนจบอักษรนั้นก็ไม่ได้มาจากเขาจบจากคณะอักษรศาสตร์แต่อย่างใด แม้ว่าเขาบังเอิญจบจากคณะนั้นจริง แต่ที่สำคัญ มันดันเป็นนามสกุลของเขาจริงๆ น่ะสิ!

       บ้านของเขาไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากนักเขียนเลยสักคน ก็น่าแปลกว่าทำไมจึงใช้นามสกุลนี้กัน แต่เอาเถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณ เพราะด้วยชื่อและนามสกุลที่คล้องจอง ทำให้เขาเอาไปใช้เป็นนามปากก ดูแปลกและติดหูไปอีกแบบ

       รณภพยืนคิดอยู่นานว่าจะตอบรับคำเชิญงานเลี้ยงรุ่นอย่างไรดี จนกระทั่งแสงสุดท้ายของวันจางลง เขาจึงค่อยหันหลังกลับเข้าเรือนชาน

 

       แม้ชายหนุ่มจะสามารถจินตนาการถึงเรื่องราวในงานเลี้ยงรุ่นได้เป็นอย่างดี แต่กับเรื่องนิยายของเขานั้น เห็นทีจะตรงกันข้าม ชนิดที่ว่าหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว

       ยิ่งได้รับโทรศัพท์จากบรรณาธิการกนกวรรณในตอนสิบเอ็ดโมงเช้าด้วยแล้ว สมองที่ควรจะแล่นกลับยิ่งตื้อตันหนักกว่าเดิม

       “คุณรณภพคะ ไม่ทราบว่าต้นฉบับเรื่อง ‘วันที่ฝันสลาย’ ไปถึงไหนแล้ว อีกหนึ่งอาทิตย์จะครบกำหนดส่งแล้วนะคะ”

       นักเขียนบางท่านที่เขารู้จักเคยบอกว่า ยิ่งได้ตัวเร่งจากบรรณาธิการ เสมือนยิ่งมีไฟมาลนก้น ช่วยเพิ่มสปีดในการปั่นงาน

       คงไม่จริงสำหรับรณภพเสียเท่าไหร่!

       ชายหนุ่มกลับเข้ามาในห้องที่เป็นทั้งห้องทำงานและห้องนอนอีกครั้ง เขามองสภาพกองหนังสือบนพื้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะจับมันยัดกลับเข้าช่องเดิมอย่างลวกๆ  แล้วลากเก้าอี้ติดล้อไปนั่งลงหน้าโต๊ะ

        “จงติด ลูกพ่อ จงติด ลูกพ่อ” เขาภาวนาพลางหรี่ตาลงข้างหนึ่งขณะที่เอื้อมมือไปกดสวิชต์ ได้ผล! คอมพิวเตอร์กลับมาทำงานสมใจหมาย เขาภาวนาขอให้งานของเขายังไม่หายไป โชคเริ่มเข้าข้างเขาบ้าง เมื่อทุกตัวอักษรที่สรรค์สร้างขึ้นมายังคงอยู่ในโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ดอย่างดี

       ทว่าตลอดสองชั่วโมงของการบังคับให้สมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องราวตรงหน้า งานกลับไม่ได้คืบหน้าไปไหนไกลเลย รณภพทำได้ดีที่สุดก็แค่พาจำนวนหน้าเขยิบจากยี่สิบไปเป็นยี่สิบสอง แถมเนื้อเรื่องยังมีแต่น้ำอีกด้วย

       เมื่อสมาธิไม่เดิน สมองก็ไม่แล่น รณภพจึงพานหงุดหงิดไปทุกอย่าง โบ้ยความผิดให้สายฝนที่กระหน่ำเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาตลอดตั้งแต่ช่วงเย็น

       “ให้มันได้แบบนี้สิ ตกอะไรนักหนา” ชายหนุ่มรำพันคล้ายคนสิ้นหวัง เขาไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวออกมาอย่างสวยหรูได้ในทุกสถานการณ์ แต่ยังเป็นแค่นักเขียนฝึกหัดที่ต้องการสมาธิสูงในการทำงานแต่ละครั้ง

       แม้ความจริงแล้ว ผลงานที่เคยติดอันดับหนึ่งทั้งสองเรื่องจะเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ใช่นักเขียนฝึกหัดก็ตามที แต่นั่นก็แค่งานที่เขาโพสต์ลงในโลกออนไลน์เท่านั้น งานที่ออกเป็นรูปเล่มน่ะหรือ...ก็กำลังพยายามอยู่นี่ไงเล่า!

       สายฝนที่ตกกระทบพื้นนอกบ้านส่งเสียงน่ารำคาญพอๆ กับเสียงร้องของพวกคางคก เขาอุตส่าห์ดีใจที่เสียงจิ้งหรีดหยุดแล้วแท้ๆ  ไม่ทันไรก็มีเสียงใหม่มากวนหัวใจจนได้

       นอกเหนือไปกว่านั้น ยังมีเสียงประหลาดอีกหนึ่งเสียงที่เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงอะไร มันคล้ายกับเสียงจรดนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ถี่รัว ก่อนจะกลายเป็นเสียงคล้ายเหล็กดีดกระทบอะไรสักอย่างแล้วจบลงด้วยเสียงเหล็กครูดยาว

       ทว่าเพราะความสนใจของเขากำลังจดจ่ออยู่ที่สายฝน เขาจึงไม่ได้เอะใจเลยว่าเสียงประหลาดนั่นคือเสียงอะไรกันแน่ อีกทั้งรณภพก็เหมาเอาว่าเสียงนั้นคงเป็นเพราะฝนตกลงไปกระทบอะไรบางอย่าง

       โต๊ะทำงานของเขาตั้งอยู่ใกล้กับหน้าต่าง จึงช่วยไม่ได้เลยที่เขาจะต้องเผลอใช้เวลามองพวกสายฝนมากกว่าจับจ้องคอมพิวเตอร์ นี่ยังไม่รวมถึงเม็ดฝนที่กระเซ็นสาดซึมผ่านออกมาตามร่องผนังและหน้าต่างที่ทำจากไม้อีกนะ

       เมื่อทุกอย่างตีบตัน ทั้งสายฝนเทกระหน่ำ ทั้งเสียงยามที่มันตกกระทบวัตถุ ทั้งเสียงร้องของสัตว์ รณภพจึงตัดสินใจปิดคอมพิวเตอร์

       “พอกันที แต่งไม่ออกเลยโว้ย!”

       เสียงของเขายังดังไม่เทียมเท่ากับเสียงน่ารำคาญเหล่านั้น สุดท้ายรณภพก็ปิดไฟ ก้าวขึ้นไปบนเตียงกลางห้อง เอนตัวแล้วข่มตานอน

       ความเหนื่อยล้าและความหงุดหงิดทำให้เขาผล็อยหลับไปภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ได้เอะใจเลยว่า เมื่อสิ้นสายฝน เสียงน้ำตกกระทบพื้นปูนก็จางหาย เสียงร้องของคางคกก็พลันเงียบลง

       ทว่าเสียงประหลาดบางอย่างยังคงดำเนินต่อไป

       ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

       ตึ้ง!

       

       ครืด…

 

       แสงอรุณมาเยือนถึงห้อง ปลุกให้รณภพสะลืมสะลือตื่นขึ้นทีละน้อย เปลือกตาที่ไม่ค่อยปิดสนิทดีเพราะอากาศหนาวตลอดคืน แถมยังมีเสียงประหลาดจนเขารู้สึกเหมือนไม่ได้นอนเลยด้วยซ้ำ

       รณภพยันตัวลุกนั่ง สองมือขยี้หลังศีรษะ เขากวาดตาไปทั่วห้อง มองเห็นตู้เสื้อผ้าไม้สีน้ำตาลเข้มที่มีรอยชำรุดหลายจุด ใกล้กันเป็นตู้หนังสือสองใบที่ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน หนังสือบางเล่มยังกองอยู่บนพื้น บางเล่มถูกยัดใส่ตู้อย่างชุ่ยๆ  ด้วยฝีมือของเขาเองไม่ใช่ใครอื่น รณภพเบือนหน้าไปทางขวาเพื่อมองโต๊ะทำงานรกๆ ของตัวเอง

       เขาจำไม่ค่อยได้ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่เขาจะกระโจนขึ้นเตียงนอน และไม่แน่ใจว่าทำไมกระดาษหลายแผ่นจึงไปกองอยู่บนพื้น ที่สำคัญ...

       “ฉิบหาย!” รณภพร้องลั่น เลิกผ้าห่มขึ้นแล้วกระโดดลงจากเตียงไปเก็บกระดาษพวกนั้นขึ้นมา “เวรแล้ว!”

       หมึกดำเลอะเป็นปื้น กลบตัวอักษรไปหลายจุด แม้จะมีบางตัวที่ยังเหลือ แต่ก็แทบอ่านไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าในกระดาษนั้นเขียนอะไรไว้บ้าง

       เขาคงไม่อ้าปากค้าง ไม่มีสีหน้าเสียดาย หากว่ามันไม่ใช่กระดาษที่เขาเขียนโครงเรื่องเอาไว้!

       “เพราะฝนเมื่อคืนแน่ๆ  แม่งสาดเข้ามาเลยทำให้เลอะ ฮึ่ย!” เขากัดฟันคำราม มองคราบน้ำที่ไหลลงมาตามขอบหน้าต่าง ยิ่งย้ำชัดว่าข้อสันนิษฐานของเขาเป็นจริง

       รณภพขยำกระดาษเจ้ากรรมแล้วปาไปไกล นั่งบ่นเป็นหมีกินผึ้งอยู่หลายนาที ก่อนจะเดินออกจากห้องแล้วไปอาบน้ำ  ชำระกายที่หมักหมมมาตลอดตั้งแต่เมื่อวาน...กายที่เต้นเร่าๆ ไปด้วยความหงุดหงิดใจ

               

       สองชั่วโมงถัดมา รถยนต์สีดำขลับมันเงาวับสมกับหนึ่งร้อยบาทที่เสียไปให้กับโรงล้างรถก็หักเลี้ยวเข้าไปทางซอยขวา ก่อนจะคาแหงกเพราะดันเลี้ยวมาในซอยเล็กที่สองข้างทางเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขาย

       เสียงสบถเซ็งและด่ากราดดังแว่วเข้ามาถึงหูคนขับ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่เจ้าถิ่น รณภพจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มแหยเป็นเชิงขอโทษ แล้วค่อยๆ พารถคลานจนออกพ้นซอย

       เมื่อมาถึงถนนใหญ่ ซึ่งก็ไม่ถือว่าใหญ่เท่าใดนัก แต่ก็ยังดีกว่าซอยเล็กแคบที่เขานึกว่าทางลัด รณภพก็ขับไปเรื่อยๆ  ไม่มีใครบีบแตรไล่ เพราะตั้งแต่ขับมา เขายังไม่เห็นรถใหญ่สักคัน ชายหนุ่มเท้าแขนไว้บนพวงมาลัย หันซ้ายแลขวามองหาร้านกับข้าว

       ไม่มีอะไรดึงดูดใจนักเขียนหนุ่ม ขณะที่กำลังคิดจะแวะร้านสะดวกซื้อ 7-11 แล้วซื้อมาม่าคัพไปกินที่บ้าน ก็พอดีกับที่สายตาแวบไปเห็นร้านโจ๊กตรงมุมถนน

       “ร้านนี้ดีกว่า จอดรถสะดวกหน่อย” ชายหนุ่มคิดได้ดังนั้นจึงค่อยๆ เลี้ยวรถไปจอดหน้าร้าน ล็อกเรียบร้อยแล้วค่อยก้าวลง เขาแหงนหน้ามองป้ายร้านซึ่งทำจากแผ่นไม้เก่า สลักด้วยตัวอักษรสีทอง

        ‘ร้านโจ๊กลุงเมียง’

       รณภพมองเลยเข้าไปในร้าน มีคนนั่งจับจ้องอยู่ประมาณสี่ถึงห้าโต๊ะ น่าจะพอรับประกันความอร่อยได้อยู่ เขาเดินเข้าไปด้านใน มองหาคนที่จะมาพาเขาไปนั่ง แต่เมื่อไม่มีใครมาต้อนรับ เขาจึงต้องเป็นฝ่ายไปจับจองที่นั่งเอง ชายหนุ่มมองเมนูที่แปะไว้ตามกำแพง โจ๊กมีราคาแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบที่จะใส่เพิ่ม

       “เอ้า! ไอ้เมียง ลูกค้าเข้าร้านแล้วเห็นไหม!” เสียงห้าวของผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขณะที่วางชามโจ๊กสองใบลงตรงหน้าลูกค้าโต๊ะหนึ่ง

       “มาแล้วๆ  ก็เห็นอยู่นี่ว่าข้ากำลังยุ่ง”

       “ยุ่งกะผีสิ! ข้าเห็นนะว่าเอ็งมัวแต่ยืนเหล่นังหมวยร้านขายยา!”

       ลูกค้าหลายคนหัวเราะเบาๆ  ส่วนรณภพกำลังนั่งงงกับบทสนทนากับสองลุงป้าวัยราว 60 ปี

       ไม่ช้า ลุงเมียงก็เดินมาหาเขา “ว่าไงพ่อหนุ่ม เอ็งจะกินอะไร ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกรรโชกพอตัว ยังไม่ทันจะได้คำตอบ เขาก็ถามใหม่ “เอ็งนี่ไม่คุ้นหน้าเลย เพิ่งมาที่นี่เหรอ ?”

       “อ่า...ครับ” รณภพแปลกใจที่ชายแก่ตรงหน้ารู้ แสดงว่าเป็นคนกว้างขวางพอดู ถึงได้รู้ใครหน้าเก่าหน้าใหม่

       “บ๊ะ ว่าแล้วเชียว” ลุงเมียงแสดงความดีใจราวกับลูกล็อตเตอรี่ “แล้วย้ายมาจากไหนล่ะ ว่าแต่เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ?”

       “คือผม...มาจากกรุงเทพฯ ครับ” รณภพตอบ แม้จะไม่ค่อยอยากตอบเท่าไหร่ เพราะท้องร้องโครกครากอยากกินข้าวจะตายอยู่แล้ว แต่ดูท่าว่าลุงแกจะติดอกติดใจเขาเสียเหลือเกิน

       “อ้อ ไอ้หนุ่มเมืองกรุงนี่เอง แล้วพักที่ไหนล่ะ ?”

       “อยู่แถวหาดบ้านเพครับ เออลุง ผมขอสั่ง...”

       “หาดบ้านเพงั้นเหรอ ? อยู่กับยายแจ๋วหรือเปล่า เห็นว่ามันเปิดบ้านเช่าหลายหลังอยู่”

       รณภพสั่นศีรษะ “เปล่าครับลุง ผมเช่าอยู่คนเดียว ลุง ผมขอโจ๊กหมูพิเศษ...”

       “อ้าว แล้วพักแถวไหนล่ะ ตรงนั้นก็มีคนอยู่หมดแล้ว” ลุงเมียงไล้นิ้วเหี่ยวย่นไปตามคางที่มีเคราขึ้นหน่อยๆ 

       ขณะที่กำลังทำท่าคิดอยู่นั้น เจ๊เจ้าของน้ำเสียงห้าวเมื่อครู่ก็เดินมาตบกบาลเข้าให้

       เพียะ!

       “ไอ้เมียง จะชวนลูกค้าคุยอีกนานไหม เขาหิวจนไส้กิ่วแล้ว!”

       รณภพแอบพยักหน้า... “ใช่เลย

       ลุงเมียงลูบหัวป้อยๆ ก่อนจะแก้ตัว “รู้แล้ว ก็แค่ถามนิดหน่อยเอง”

       “ยังจะเถียงอีก ไปทำโจ๊กให้ลูกค้าได้แล้ว!”

       คนถูกสั่งทำตาปริบน่าสงสาร แล้วกลับหลังเดินไปยังหน้าร้านซึ่งเป็นที่ทำอาหาร ไม่วายบ่นลับหลัง “สั่งจริง เมียหรือแม่วะ”

       “ได้ยินนะ!”

 

       รณภพนั่งทานอย่างไม่รีบร้อน เขามองไปรอบๆ ร้าน มองดูผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ดูแล้วได้บรรยากาศไปอีกแบบ เขาคิดในใจว่าน่าจะใช้สถานที่นี้เขียนเป็นฉากในนิยายได้

       พอเลยไปถึงเก้าโมง เริ่มไม่มีคนเข้าร้าน และลูกค้าในร้านก็ทยอยออกไปทำมาหากินกันหมด เว้นแต่รณภพที่ยังออกไปไหนไม่ได้ เขาอยากจะออกไปตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าแล้ว ทว่าลุงเจ้าของร้านกลับนั่งตรงข้ามปักหลักคุยกับเขา

       “ว่าไงนะ! แกพักอยู่ที่บ้านฟองจันทร์เหรอ ?” ลุงเมียงตะโกนก้องได้ยินไปสามบ้านแปดบ้าน

       มันเป็นเรื่องใหญ่นักหรือไงที่พักบ้านฟองจันทร์ ? ขนาดเมียของลุงเมียงที่ชื่อ เจ๊ศรี ผู้ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านยังต้องหยุดเติมน้ำใส่หมอต้มโจ๊กแล้วหันมามองเขา

       “แกพักที่นั่นได้ยังไง ?”

       “มีคนแนะนำผมมา” รณภพตอบอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมลุงเมียงต้องทำสีหน้าซีดเผือดขนาดนั้น ทำอย่างกับว่าในบ้านหลังนั้นมีฆาตกรซ่อนตัวอยู่อย่างไรอย่างนั้น

       ชายหนุ่มไม่ได้ถามต่อว่าบ้านหลังนั้นมีอะไรให้น่าตกใจนักหนา เขาอาศัยจังหวะที่ลุงเมียงกำลังนั่งอึ้ง ส่งเงินให้แกแล้วรีบลุกออกมาจากที่นั่น


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น