อัปเดตล่าสุด 2019-06-09 12:02:00

ตอนที่ 10 บทที่ 10

                ว่ากันว่าเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนก็คล้ายกับสายลม เมื่อมันพัดผ่านมาพอให้รู้สึกหนาว ร้อน ผ่อนคลาย แล้วมันก็ผ่านเลยไป

                บางคนยังจดจำสายลมนั้นได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่บางคนนั้นลืมเลือนมันไป

                สำหรับ รณภพ จบอักษร นักเขียนหนุ่มที่มีผลงานแค่ในโลกออนไลน์ แต่กำลังจะได้มีผลงานเป็นรูปเล่มครั้งแรกตามคำชวนของบรรณาธิการสำนักพิมพ์ประกายดาว เขาเลือกที่จะมองเรื่องราวเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเป็นแค่สายลมจางๆ  ที่เขา ‘ไม่อยาก’ จดจำ

                แต่ก็นั่นล่ะ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะ ‘ลืม’ เสียทีเดียว

                ต้องขอบคุณงานที่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาออกจากห้อง แสงเดือนแสงตะวันก็พอจะได้เห็นบ้างผ่านระเบียงติดห้องนอนที่คอนโดฯ ของเขาเท่านั้น หากมีใครบอกว่าเขากลายสภาพเป็นนักโทษ ก็คงจะไม่ผิดเสียทีเดียว

                ครั้งสุดท้ายที่รณภพติดต่อโลกภายนอกนั้นคือเมื่อสี่วันก่อนที่แม่ของเขาโทรมาถามเรื่องงานแต่งงานของเพื่อนที่อยู่ข้างบ้าน รณภพจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นตอบผู้เป็นแม่ไปว่าอย่างไรบ้าง เมื่อสมองของเขา จิตวิญญาณของเขา ยังคงปักหลักอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ

                งานที่แสนยุ่งเหยิง ชีวิตที่แสนเร่งรีบ ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาคิดถึงประสบการณ์สยดสยองในคืนนั้น อาจมีบางคืนที่เขายังคงแว่วเหมือนได้ยินเสียงพิมพ์ดีด เสียงไอ เสียงเพรียกหาครวญครางของผู้หญิงคนหนึ่ง...

                แต่มันก็คงเป็นแค่อาการจิตตก

                รณภพคิดเช่นนั้น...

                นักเขียนหนุ่มทุ่มเททุกอย่างให้กับการปั่นงานให้เสร็จ เขาเข้านอนหกโมงเช้า ตื่นเก้าโมง อาบน้ำตอนเที่ยงวันและเที่ยงคืน กินข้าวตอนบ่ายโมง สามทุ่ม และตีหนึ่ง เป็นตารางชีวิตที่คนรักสุขภาพทุกคนต้องส่ายหน้ากันทั้งนั้น แต่สำหรับรณภพ เขาเคยชินเสียแล้ว

                รณภพอยู่ในวงจรนี้ไปอีกเกือบสองอาทิตย์เต็ม จนกระทั่งงานทุกอย่างเสร็จสิ้น ทันทีที่เขาส่งต้นฉบับซึ่งแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ ชีวิตของเขาก็แทบจะเป็นอิสระทันที

                เคยไหม...รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังบินได้ เสมือนหัวใจและร่างกายติดปีกเหินขึ้นไปกลางเวหา กางมือออกล่องลอยไปบนนภาด้วยน้ำหนักตัวที่แสนเบาหวิว ยามนี้คุณไม่หลงเหลือความทุกข์ใดๆ  คุณสัมผัสได้แค่ความผ่อนคลาย ความเบาสบาย อากาศรอบด้านที่แสนสดชื่น สูดเข้าไปก็เรียกรอยยิ้มพิมพ์ใจออกมา

                นั่นล่ะ คือสิ่งที่รณภพกำลังเป็น!

                “เย้!” ชายหนุ่มตะโกนเสียงก้องอยู่ในห้อง และตะโกนติดต่อกันอีกหลายครั้ง เขาเช็คเมลล์อีกรอบจนแน่ใจว่าส่งงานเรียบร้อย จากนั้นก็กระโดดทิ้งตัวนอนลงบนเตียงทันที

               

                เสียงโทรศัพท์มือถือแว่วเข้ามา ปลุกให้คนสลบไสลสะลืมสะลือตื่นขึ้นมา

                รณภพใช้นิ้วขยี้ตา ก่อนที่จะยกแขนขึ้นสูงบิดคลายความเมื่อยล้า เขากวาดตามองไปรอบๆ เพื่อหาโทรศัพท์ พอดีกับที่เสียงนั้นตัดไป เขาเลยละความสนใจจากมัน ครั้นจะนอนต่อ ก็รู้สึกหิวขึ้นมา ชายหนุ่มจึงก้าวลงจากเตียงแล้วเดินไปที่ระเบียงนอกห้อง เหยียบเอาผ้าเช็ดตัวขึ้นมาแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำ ทว่าสายตาก็เหลือบไปเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตที่วางไว้ตรงปลายเตียงเสียก่อน

                มีบางอย่างสะกิดใจรณภพ...

                ตั้งแต่กลับจากระยอง เขาก็ตรงดิ่งมายังคอนโดฯ ที่เขาพัก โยนกระเป๋าลงพื้นอย่างไม่สนใจ หากว่าทำได้ล่ะก็ เขาอยากจะทิ้งๆ มันไปด้วยซ้ำ โชคดีที่ความงกยังพอมีอยู่ในสายเลือดบ้าง เขาจึงเก็บกระเป๋าใบนั้นไว้

                คงเพราะหัวปั่นอยู่กับงาน รณภพจึงลืมไปแล้วว่าเขายังไม่ได้เอาข้าวของออกจากกระเป๋าสัมภาระ วันนี้จึงเป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะได้เคลียร์ข้าวของให้เข้าที่ ชายหนุ่มพาดผ้าเช็ดตัวไว้บนบ่า ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าแล้วเปิดซิปกระเป๋าออกมา เขาถึงกับเบือนหน้าหนีกลิ่นอับที่โชยออกมาจากกระเป๋า

                “อี๋...เหม็นชะมัด” เขาบ่นพึมพำ พลางใช้ปลายนิ้วถูไถจมูกไล่กลิ่นอับ กลั้นหายใจ ก่อนที่จะหยิบเสื้อผ้าที่อัดแน่นอยู่ในกระเป๋าเป็นเวลากว่าสองอาทิตย์เต็มออกมาวางกองไว้กับพื้น คราวนี้กลิ่นอับกระจายไปทั่วห้อง 

                มันเหม็นมากเกินไป...เหม็นเหมือนมีอะไรบางอย่างตายมานานนม เป็นกลิ่นเหม็นเน่า รณภพรู้จักกลิ่นแบบนี้ดี เพราะเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยถูกเพื่อนลากให้ไปนั่งเฝ้าห้องดับจิตด้วยกัน

                ชายหนุ่มนั่งทนดมกลิ่นต่อไปไม่ไหวจึงลุกขึ้นไปหยิบสเปรย์ปรับอากาศมาฉีดทั่วห้อง เน้นย้ำที่กระเป๋าเป็นพิเศษ จนเมื่อเขาเริ่มคุ้นเคยกับกลิ่นก็ค่อยลงมือรื้อกระเป๋าต่อ

                ขณะที่เอาเสื้อผ้าออกมานั้น เขาก็พบเข้ากับของสิ่งหนึ่ง...ที่ทำเอาเขาประหลาดใจ...และขนลุกชัน

                “มาได้ไงวะ ?” ชายหนุ่มงึมงำแล้วหยิบสิ่งนั้นออกมา

                มันคือต้นฉบับปริศนาที่เขาพบในห้องใต้ดินของบ้านหลังนั้น...

                ต้นฉบับที่มีชื่อเรื่องเดียวกันกับต้นฉบับของเขา

                รณภพนึกย้อนไปถึงเช้าตรู่ของวันที่เขาเร่งรีบยัดข้าวของลงใส่กระเป๋าใบโต เขาแทบไม่รู้เลยว่ายัดอะไรไปบ้าง เพราะในหัวได้ยินแค่เสียงแป้นพิมพ์ดีดดังก้องในหัวซ้ำซ้อนไปมาพร้อมกับภาพร่างโชกเลือดของผู้หญิงคนนั้น!

                สงสัยเขาคงจะเผลอเอากระดาษปึกนี้ยัดใส่ลงกระเป๋ามาด้วย

                ชายหนุ่มลุกไปนั่งบนเตียงพลางมองต้นฉบับอย่างให้ความสนใจ จะว่าไปแล้ว จนป่านนี้เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนเขียนนิยายเรื่องนี้ แล้วที่สำคัญบ้านหลังนั้นแท้จริงแล้วเคยเป็นของใครกันแน่

                รณภพพลิกเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน วันนั้นเขาเพิ่งอ่านไปได้แค่นิดเดียวเพราะเจอเรื่องหลอนๆ เข้าเสียก่อน วันนี้ล่ะ เป็นโอกาสเหมาะที่เขาจะได้นั่งอ่านนิยายเล่มนี้

                ทว่ายังไม่ทันได้อ่าน...เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น...

                เสียงเคาะประตู...ในเวลาสามทุ่มครึ่ง!

                ก๊อก...

                ก๊อก...

                ก๊อก...

                หรือว่ามัน...จะกลับมาอีกแล้ว!

                ร่างใหญ่สะดุ้งเฮือก ไหล่กระตุกขึ้น เขาหันไปมองประตู ทุกทีเลยสิน่า เวลาที่เขาอ่านต้นฉบับเรื่องนี้จะต้องมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้น!

                ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ หวังให้มันลงไปเคลือบหัวใจที่กำลังเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ  เขาหย่อนขาลงจากเตียงแล้วค่อยๆ เดินไปใกล้บานประตู

                เสียงเคาะนั้นดังขึ้นอีกสามครั้ง

                ให้ตายเถอะ เขาอุตส่าห์ทำใจลืมเรื่องพวกนั้นไปแล้วแท้ๆ 

                รณภพเหยียบย่างไปอย่างเงียบเชียบ ปลายเท้าจิกลงบนพื้นพรม สองมือกำแน่น ส่วนสมองก็พลอยคิดไปต่างๆ นานาว่าจะเป็นใครกันหนอที่มาเยือนในยามวิกาล

                แม่บ้านของคอนโดฯ หรือ ? ไม่มีทาง เขาไม่ได้ใช้บริการทำความสะอาดห้อง หรือถึงใช้จริง...ใครบ้างล่ะจะบ้ามาทำความสะอาดเอาเสียดึกป่านนี้

                บริกรส่งอาหารหรือ ? อย่าฝันไปหน่อยเลย อาหารที่คอนโดฯ นี้รสชาติห่วยชนิดที่ว่ายอมอดตายดีกว่าต้องกระเดือกลงคอ ฉะนั้นเขาจึงไม่โง่พอที่จะสั่งเป็นครั้งที่สองแน่นอน

                แล้วใครเล่า ?

                ใครคือผู้เคาะประตู ?

                รณภพสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วแนบดวงตาที่ช่องตาแมว กวาดมองด้านนอก

                ปรากฏว่า...

                ไม่มีใคร!

                “บ้าน่า” ชายหนุ่มพูดเสียงแข็งหลังจากที่ถอยห่างออกมาจากประตู จะไม่มีใครอยู่ข้างนอกได้อย่างไรก็ในเมื่อเขาได้ยินเสียงเคาะประตู!

                มันต้องมีคนอยู่ด้านนอกสิ!

                แต่จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา...เมื่อตอนที่เขาอยู่ที่บ้านพักริมทะเล...ก็เป็นคำตอบอย่างดีแล้วมิใช่หรือ...ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้!

                ไม่นะ หรือมันจะกลับมาอีกแล้ว ? รณภพคิดอย่างอกสั่นขวัญแขวน เขาสะบัดความคิดฟุ้งซ่านและความกลัวที่เริ่มทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้อง

                ชายหนุ่มรวบรวมสติอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลองมองผ่านช่องตาแมวอีกรอบ เพื่อพิสูจน์ว่ามันต้องมีคนอยู่ที่นั่น

                ใช่ คราวนี้เขาเห็น...ร่างบางของผู้หญิง...ลอยผ่านหน้าประตู!

                “ว้าก...!” รณภพกรีดร้องลั่นแล้วถอยหลังกรูดกระโจนขึ้นเตียงนอน นั่งพนมมือพลางหลับตาแน่นสนิท ร่ายบทสวดจนลิ้นแทบจะพันกัน


แสดงความคิดเห็น
แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม


ความคิดเห็น